ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สุปปารกชาดก
ว่าด้วย ทะเล ๖ ประการ

               พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงพระปรารภพระปัญญาบารมี ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อุมฺมุชฺชนฺติ นิมุชฺชนฺติ ดังนี้.
               เรื่องพิสดารมีว่า วันหนึ่งเพลาเย็น พวกภิกษุพากันรอพระตถาคตเสด็จออกแสดงธรรมนั่งในธรรมสภา ต่างพรรณนาพระมหาปัญญาบารมีของพระทศพลว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย อัศจรรย์ยิ่งนัก พระศาสดาทรงมีพระปรีชามาก มีพระปรีชาหนักหนา มีพระปรีชาแจ่มใส มีพระปรีชาว่องไว มีพระปรีชาคมคาย มีพระปรีชาหลักแหลม ทรงประกอบด้วยพระปรีชาอันเป็นอุบายในกรณียะนั้นๆ หนักหนาเสมอด้วยแผ่นดิน ลึกซึ้งประหนึ่งมหาสมุทร กว้างขวางไม่สิ้นสุดดุจดังอากาศ ปัญหาที่ตั้งขึ้นกันในชมพูทวีป ที่จะได้นามว่าผ่านพ้นพระทศพลไปได้ไม่มีเลยทีเดียว เหมือนคลื่นที่ตั้งขึ้นในมหาสมุทร พอถึงฝั่งเท่านั้น ก็แตกกระจายไป ฉันใด ปัญหาอันใดอันหนึ่งที่ตั้งขึ้น ก็มิได้ผ่านพ้นพระทศพลไปได้ ถึงบาทมูลพระศาสดาแล้วย่อมแตกฉานไปทีเดียว ฉันนั้น.
               พระศาสดาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ที่ตถาคตมีปัญญา แม้ในครั้งก่อน ตถาคตก็เป็นผู้มีปัญญาด้วยญาณอันไม่แก่กล้า ถึงจะเป็นคนตาบอด ก็ยังรู้ได้ว่า ในสมุทรตอนนี้มีรัตนะนามนี้ด้วยการกำหนดน้ำในมหาสมุทร ทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้
               ในอดีตกาล พระเจ้ากุรุราชเสวยราชสมบัติ ณ แคว้นกุรุ ได้มีบ้านอันเป็นท่าเรือนามว่า ภรุกัจฉะ ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นบุตรของหัวหน้าต้นหนในบ้านกุรุกัจฉะ เป็นคนน่าเลื่อมใส ผิวพรรณเพียงดังทอง หมู่ญาติได้ขนานนามให้ท่านว่า สุปารกกุมาร ทำจำเริญด้วยบริวารมาก. ในกาลที่มีอายุ ๑๖ นั่นแล สำเร็จศิลปะของต้นหนแล้ว ต่อมา พอบิดาล่วงลับไป ก็ได้เป็นหัวหน้าต้นหน ทำหน้าที่ต้นหน ได้เป็นบัณฑิตสมบูรณ์ด้วยญาณ บรรดาเรือที่ท่านขึ้นไปแล้ว เป็นไม่มีเรื่องที่เรียกว่า อับปาง เลย.
               ต่อมา นัยน์ตาทั้งคู่ของท่านกระทบน้ำเค็มนักเลยเสียไป ตั้งแต่บัดนั้น ถึงท่านจะเป็นหัวหน้าต้นหนอยู่ ก็ทำหน้าที่ต้นหนไม่ได้ คิดว่า เราพึ่งพระราชาเลี้ยงชีวิตเถอะ แล้วเข้าไปเฝ้าพระราชา ครั้งนั้น พระราชาทรงแต่งตั้งท่านไว้ในหน้าที่ พนักงานตีราคา.
               ตั้งแต่บัดนั้น ท่านก็คอยประเมินราคาช้างแก้วม้าแก้วและก้อนแก้วมุกดาแก้วมณีเป็นต้น.
               ครั้งนั้น วันหนึ่ง คนทั้งหลายนำช้างตัวหนึ่งมีสีดำเหมือนสีหน่อหิน ทูลถวายแด่พระราชา ด้วยคิดว่า จักเป็นมงคลหัตถี. พระราชาทอดพระเนตรช้างนั้นแล้ว ตรัสว่า เจ้าทั้งหลายจงให้ ท่านบัณฑิตมาดู. ครั้นพวกนั้นนำช้างนั้น ไปสู่สำนักของท่านแล้ว ท่านใช้มือลูบสรีระของมันทั่วๆ ไป กล่าวว่า ช้างตัวนี้ไม่สมควรจะเป็นมงคลหัตถี มันค่อมอยู่หน่อยที่เท้าหลังทั้งสองข้าง เพราะแม่ช้างตกลูกช้างตัวนี้ ไม่อาจรับไว้ทันด้วยบั้นขาได้ เหตุนั้น มันเลยตกลงถึงแผ่นดิน ขาหลังทั้งคู่จึงค่อมไปเสีย. คนเหล่านั้นพากันถามพวกที่นำช้างนั้นมา พวกนั้นกล่าวว่า ท่านบัณฑิตพูดจริง. พระราชาทรงสดับเหตุนั้น ทรงร่าเริงดีพระทัย โปรดให้พระราชทานทรัพย์แก่ท่าน ๘ กระษาปณ์.
               อยู่มาอีกวันหนึ่ง มีคนนำม้าตัวหนึ่งมา ทูลถวายแด่พระราชาว่า จักเป็นม้ามงคลได้ พระราชาทรงส่งม้านั้นไปสู่สำนักของท่าน ท่านใช้มือลูบคลำมันเหมือนกัน แล้วบอกว่า ม้าตัวนี้ไม่สมควร จะเป็นม้ามิ่งมงคลได้ เพราะในวันที่มันเกิดนั้นแล แม่มันตายเสียแล้ว เพราะเหตุนั้น มันไม่ได้นมแม่ จึงไม่เจริญเท่าที่ควร. พวกมนุษย์ที่จูงม้ามา พากันกล่าวว่า ถ้อยคำของท่านทั้งนั้นเป็นความจริง. พระราชาทรงสดับแม้เรื่องนั้น ก็ทรงดีพระทัย โปรดพระราชทาน ๘ กระษาปณ์เหมือนกัน.
               ครั้นวันหนึ่ง มีคนนำรถมาถวายแด่พระราชาว่า จักเป็นรถมงคล พระราชาทรงส่งรถแม้นั้น ไปสู่สำนักของท่าน ท่านคงใช้มือลูบคลำรถคันนั้นทั่ว แล้วกล่าวว่า รถคันนี้สร้างด้วยต้นไม้เป็นโพรง เหตุนั้น ไม่ควรแด่พระราชา. ถ้อยคำของท่านแม้นั้น ก็ได้เป็นความจริง. พระราชาทรงสดับเรื่องแม้นั้น ก็ทรงยินดีโปรดพระราชทาน ๘ กระษาปณ์.
               ครั้งนั้น มีคนนำผ้ากัมพลราคามาก มาถวายพระราชาพระองค์นั้น พระองค์ทรงส่งผ้านั้นไปให้แก่ท่านเหมือนกัน ท่านใช้มือลูบผ้านั้นไปทั่วผืน กล่าวว่า ผ้าผืนนี้มีรอยหนูกัดอยู่แห่งหนึ่ง คนเหล่านั้นซักฟอกดูเห็นรอยนั้น. พากันกราบทูลแด่พระราชา. พระราชาทรงสดับเรื่องนั้น คงพระราชทาน ๘ กระษาปณ์เท่านั้น.
               ท่านดำริว่า พระราชาองค์นี้เห็นข้ออัศจรรย์ ถึงเพียงนี้ คงประทาน ๘ กระษาปณ์ รางวัลเท่านี้ เป็นรางวัลสำหรับช่างกัลบก. พระองค์คงมีเผ่าช่างกัลบกเป็นแน่ เราจะมัวมาบำรุงพระราชาเช่นนี้ทำไมกัน ไปสู่ที่อยู่ของตนตามเดิมดีกว่า ท่านเลยกลับท่าเรือภรุกัจฉะ ดังเดิม.
               เมื่อท่านพำนักอยู่ในบ้านนั้น พวกพ่อค้าจัดแจงเรือ ปรึกษากันว่า จักกระทำใคร ให้เป็นต้นหน. เห็นพ้องกันว่า เรือที่ท่านสุปารกบัณฑิตขึ้นไปแล้ว ไม่อัปปางเลย. ท่านผู้นี้เป็นบัณฑิต ฉลาดในอุบาย ถึงจะเป็นคนตาบอด ท่านสุปารกบัณฑิตก็ยังเป็นผู้สูงสุด พากันเข้าไปหาท่านบอกว่า ขอเชิญท่านเป็นต้นหนของพวกข้าพเจ้า.
               เมื่อท่านกล่าวว่า พ่อคุณทั้งหลาย ฉันเป็นคนตาบอด จักกระทำหน้าที่ต้นหนได้ อย่างไร. พากันอ้อนวอนบ่อยๆ ว่า นาย ขอรับ ทั้งที่ท่านตาบอดนั้นแหละ ก็ยังสูงสุดกว่าพวกข้าพเจ้า. ท่านรับคำว่า ตกลงพ่อคุณทั้งหลาย ฉันจักเป็นต้นหนได้ ด้วยข้อกำหนดที่พวกเธอเคยบอก. แล้วขึ้นเรือของพวกนั้น พวกนั้นพากันแล่นเรือไปสู่มหาสมุทร เรือปลอดภัยไปได้ ๗ วัน.
               ลำดับนั้น ลมมิใช่กาล บังเกิดพัดผันขึ้นแล้ว เรือลอยไปเหนือสมุทรตลอด ๔ เดือนทีเดียว จึงถึงสมุทรตอนที่มีชื่อว่า ขรุมาลี. ในสมุทรตอนชื่อว่า ขรุมาลี นั้น ฝูงปลามีสรีระคล้ายคน มีจมูกแหลม พากันดำผุดดำว่ายอยู่ในน้ำ พวกพ่อค้าเห็นฝูงปลานั้นแล้ว.
               เมื่อจะถามชื่อสมุทรตอนนั้นกะพระมหาสัตว์ กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า
               พวกมนุษย์จมูกแหลม ดำผุดดำว่ายอยู่ พวกข้าพเจ้าขอถามท่าน สุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร.


               พระมหาสัตว์ถูกพวกนั้นพากันถามอย่างนี้แล้ว เทียบทานดูตามตำรับต้นหน.
               จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า
               เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อ ภรุกัจฉะ. ครั้นเรือแล่นไปผิดทางมา ถึงทะเลตอนนี้ เขาเรียกกันว่าขุรมาลี.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปยาตานํ ความว่า เมื่อพวกเธอ ซึ่งเป็นพ่อค้าพากันออกเรือ จากท่าภรุกัจฉะ. บทว่า ธเนสินํ ความว่า พวกเธอผู้เป็นพ่อค้าไปแสวงหาทรัพย์. บทว่า นาวาย วิปฺปนฏฺฐาย ความว่า พ่อคุณทั้งหลาย ครั้นเรือของพวกเธอลำนี้ ถูกกรรมบังคับแล่นไปผิดประเทศ สมุทรตอนที่ผ่านพ้นสมุทรปกติ ซึ่งถึงเข้านี้ ท่านเรียกว่า ขุรมาลี บัณฑิตทั้งหลาย ท่านแสดงสมุทรตอนนี้ไว้อย่างนี้.
               ก็แลในสมุทรตอนนั้น มีเพชรพร้อมมูล พระมหาสัตว์คิดว่า ถ้าเราบอกแก่พวกเหล่านี้อย่างนี้ ตอนนี้เป็นสมุทรมีเพชร พวกนี้จักพากันเอาแต่เพชรให้มากด้วยความโลภ ถึงให้เรือจมเสียก็ได้ จะไม่ยอมบอกเลย ให้ชะลอเรือไว้ ใช้อุบายให้จับเชือก ทิ้งข่ายลงไป โดยทำนองที่จะจับปลา ขนก้อนเพชรขึ้นใส่ในเรือ ให้ทิ้งข้าวของที่มีค่าน้อยเสีย เรือผ่านสมุทรตอนนั้นไป ถึงตอนที่อัคคิมาลี ถัดไป สมุทรตอนนั้นเปล่งแสงแจ่มจ้า ปรากฏเหมือนกองเพลิงที่ลุกโพลง และเหมือนพระอาทิตย์เมื่อยามเที่ยง.
               พวกพ่อค้าพากันถามท่าน ด้วยคาถาว่า
               ทะเลนี้ ปรากฏเหมือนกองไฟและพระอาทิตย์ ข้าพเจ้าถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร.

               ฝ่ายพระมหาสัตว์ก็บอกเรื่องนั้นแก่พวกนั้น ด้วยคาถาต่อไปว่า
               เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อ ภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทางมา ถึงทะเลตอนนี้ เขาเรียกว่า อัคคิมาลี.

               ก็แลในท้องทะเลตอนนั้น มีทองมากมาย. ฝ่ายพระมหาสัตว์ก็ให้พวกนั้น ถือเอาทองแม้จากท้องทะเลนั้นบรรทุกเรือโดยนัยก่อนเหมือนกัน. ฝ่ายเรือแล่นพ้นท้องทะเลตอนนั้นไป ถึงท้องทะเลตอนที่เปล่งสีเหมือนนมสดและนมส้มอันมีชื่อ ทธิมาลี.
               พวกพ่อค้าพากันถามชื่อของท้องทะเลตอนนั้น ด้วยคาถานี้ว่า
               ทะเลนี้ปรากฏเหมือนนมส้มและนมสด พวกข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร.

               พระมหาสัตว์บอกแก่พวกเหล่านั้น ด้วยคาถาต่อไปว่า
               เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อว่า ภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทาง มาถึงทะเลตอนนี้ เขาเรียกกันว่า ทธิมาลี.

               ก็แลในท้องทะเลตอนนั้น มีเงินมากมาย. ครั้งนั้น ท่านก็ให้พวกนั้นขนเงินบรรทุกเรือโดยอุบาย. เรือแล่นผ่านท้องทะเลตอนนั้น บรรลุท้องทะเลสีเขียว ส่องแสงเหมือนหญ้าคาสีเขียว และเหมือนข้าวกล้าที่กำลังงอกงาม อันมีชื่อว่า กุสมาลี.
               พวกพ่อค้าพากันถามชื่อท้องทะเลตอนนั้น ด้วยคาถาว่า
               ทะเลนี้ปรากฏเหมือนหญ้าคาและข้าวกล้า พวกข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร.

               ท่านบอกด้วยคาถาต่อไปว่า
               เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อว่า ภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทาง มาถึงทะเลตอนนี้ เขาเรียกกันว่า กุสมาลี.

               ก็ในทะเลตอนนั้น มีแก้วนิลมณีมากมาย. แม้ท่านก็คงให้พวกนั้น ขนเอาแก้วนั้นใส่เรือด้วยอุบาย. เรือคงแล่นผ่านท้องทะเลตอนนั้น ไปถึงท้องทะเลอันปรากฏ เหมือนป่าอ้อและป่าไผ่ อันมีชื่อว่า นฬมาลี.
               พวกพ่อค้าพากันถามชื่อของท้องทะเลตอนนั้น ด้วยคาถาว่า
               ทะเลนี้ปรากฏเหมือนไม้อ้อและไม้ไผ่ พวกข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร.

               พระมหาสัตว์บอกท้องทะเลตอนนั้น ด้วยคาถาต่อไปว่า
               เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อ ภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทางมา ถึงทะเลตอนนี้เขาเรียกกันว่า นฬมาลี.

               ก็ในทะเลตอนนั้น มีมรกตและไพฑูรย์มากมาย. ท่านคงให้ขนใส่เรือ ด้วยอุบายดุจกัน.
               อีกนัยหนึ่ง บทว่า นโฬ คือ ไม้อ้อแมลงป่อง ไม้อ้อปูก็เรียกไม้อ้อชนิดนั้นมีสีแดง. ส่วนที่ว่า ไม้ไผ่นั้นเป็นชื่อของแก้วประพาฬนั่นเอง และท้องทะเลตอนนั้น มากมายด้วยแก้วประพาฬ จึงได้มีแสงแดงฉาย. เหตุนั้น พวกพ่อค้าจึงพากันถามว่า เหมือนไม้อ้อและไม้ไผ่.
               พระมหาสัตว์คงให้พวกนั้นขนแก้วประพาฬ จากท้องทะเลตอนนั้น.
               พวกพ่อค้า ครั้นผ่านพ้นท้องทะเลตอน นฬมาลีไปแล้ว พบท้องทะเลตอนที่ชื่อว่า พลวามุข น้ำในท้องทะเลตอนนั้น เดือดพล่านพุ่งขึ้น โดยเป็นพืดตลอดไป. น้ำที่พุ่งขึ้นโดยเป็นพืดตลอดไป ในท้องทะเลตอนนั้น ปรากฏเป็นเหมือนเหวใหญ่ใกล้หน้าผาขาด โดยส่วนทั่วไป. เมื่อคลื่นพุ่งขึ้น ก็เป็นเหมือนเหวติดต่อกันไป เสียงน่าสะพรึงกลัวบังเกิดขึ้น ปานจะทำลายหูทั้งสองเสีย และปานจะผ่าหทัยเสีย.
               พวกพ่อค้าเห็นท้องทะเลตอนนั้น แล้วพากันกลัวสะทกสะท้าน.
               ถามชื่อของสมุทรตอนนั้น ด้วยคาถาว่า
               เสียงน่ากลัวมาก น่าสยดสยองฟังเหมือนเสียงอมนุษย์ และทะเลนี้ปรากฏเหมือนบึงและเหว พวกข้าพเจ้าขอถามท่านสุปปารกะ ทะเลนี้ชื่ออะไร.

               พระมหาสัตว์บอกชื่อของท้องทะเลตอนนั้น ด้วยคาถาว่า
               เมื่อท่านทั้งหลาย ผู้เป็นพ่อค้าแสวงหาทรัพย์ ออกจากท่าชื่อว่า ภรุกัจฉะ ครั้นเรือแล่นไปผิดทาง มาถึงทะเลตอนนี้ เขาเรียกกันว่า พลวามุขี.

               พระโพธิสัตว์ ครั้นบอกชื่อของท้องทะเลตอนนั้น ด้วยคาถาตามลำดับ. กล่าวว่า พ่อทั้งหลาย บรรดาเรือที่ถึงท้องทะเลพลวามุขนี้อันสามารถกลับได้ไม่มีเลย. ท้องทะเลตอนนี้ ยังเรือที่ตกเข้าไปแล้ว ให้จมถึงความแตกสลาย.
               ก็แล พวกมนุษย์ประมาณ ๗๐๐ คนพากันขึ้นเรือนั้นไป พวกนั้นทั้งหมดพากันกลัวต่อมรณภัย ต่างเปล่งเสียงโอดครวญ ร่ำไห้ ประดังเป็นเสียงเดียวกัน เหมือนฝูงสัตว์ที่กำลังหมกไหม้อยู่ในอเวจีนรก ฉะนั้น.
               พระมหาสัตว์ดำริว่า เว้นเราเสียแล้ว คนอื่นที่จะชื่อว่าสามารถทำความปลอดภัยให้แก่พวกนี้ไม่มีเลย. เราต้องตั้งสัตย์กระทำความปลอดภัยให้แก่พวกเขา เรียกพวกนั้นมา กล่าวว่า พ่อทั้งหลาย พวกเธอจงให้เราอาบน้ำด้วยน้ำหอมให้นุ่งผ้าใหม่ เตรียมถาดน้ำวางไว้ที่แอกเรือโดยเร็วเถิด.
               พ่อค้าเหล่านั้นพากันทำตามนั้น.
               พระมหาสัตว์ถือถาดเต็มด้วยน้ำด้วยมือทั้งสองข้าง ยืนที่แอกเรือ.
               เมื่อกระทำสัจจกิริยา จึงกล่าวคาถาที่สุด ว่า
               ตั้งแต่ ข้าพเจ้าระลึกถึงตนได้ ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสา ข้าพเจ้าไม่เคยรู้สึกแกล้งเบียดเบียนสัตว์ แม้สักตัวเดียวเลย. ด้วยสัจจวาจานี้ ขอเรือจงกลับได้โดยสวัสดี.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยโต ความว่า ข้าพเจ้าระลึกตนได้ จำเดิมแต่กาลใด และข้าพเจ้าได้เป็นผู้บรรลุวิญญูภาพแล้ว จำเดิมแต่กาลใด. บทว่า เอกปาณํปิ หึสิตุ ความว่า ในระหว่างนี้ ข้าพเจ้าไม่เคยสำนึกเลยที่จะแกล้งเบียดเบียนแม้สัตว์คือมดดำมดแดงเพียงตัวเดียว บทนี้เป็นเพียงการเทศนา เท่านั้น.
               ก็พระโพธิสัตว์ได้กระทำสัจจกิริยาด้วยอำนาจแห่งศีล ๕ อย่างนี้ว่า สิ่งของผู้อื่นกำหนดแม้เพียงเส้นหญ้าก็ไม่เคยหยิบฉวยเลย. ภรรยาของผู้อื่นก็ไม่เคยมองดูด้วยอำนาจความโลภ. คำพูดเท็จก็ไม่เคยพูด. น้ำเมาก็ไม่เคยดื่มแม้แต่จะหยดด้วยยอดหญ้า.
               ก็แล ครั้นกระทำสัจจกิริยาแล้ว ก็รดน้ำในถาดที่เต็มลงที่แอกเรือ เรืออันแล่นไปผิดทิศทางตลอด ๔ เดือน ก็บ่ายหัวกลับได้ไปถึงท่าภรุกัจฉะ เพียงวันเดียวเท่านั้นด้วยอานุภาพแห่งสัจจะ ประหนึ่งท่านผู้มีฤทธิ์บันดาล ครั้นถึงแล้วยังแล่นไปบนบกได้ประมาณ ๘ อุสภะ หยุดที่ประตูเรือนของนายเรือพอดี.
               พระมหาสัตว์แบ่งทองเงิน แก้วมณีแก้วประพาฬ และเพชรให้แก่พวกพ่อค้าเหล่านั้น ให้โอวาทแก่พวกนั้นว่า รัตนะเพียงเท่านี้ก็เป็นการพอแล้วสำหรับเธอทั้งหลาย พวกเธออย่าเข้าไปสู่ท้องทะเลกันอีกเลย. ทำบุญต่างๆ มีให้ทานเป็นต้นจนตลอดชีพได้ไปเพิ่มจำนวนเมืองสวรรค์แล้ว.

               พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสย้ำว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในครั้งก่อน ตถาคตก็มีปัญญามากอย่างนี้ เหมือนกัน.
               ทรงประชุมชาดก ว่า
                         บริษัทของท่านสุปปารกะผู้บอด ในครั้งนั้น ได้มาเป็น พุทธบริษัท
                         ส่วนสุปปารกบัณฑิต ได้มาเป็น เรา แล.

               จบอรรถกถาสุปปารกชาดกที่ ๙
-----------------------------------------------------

               รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
                         ๑. มาตุโปสกชาดก ว่าด้วย เรื่องพญาช้างผู้เลี้ยงมารดา
                         ๒. ชุณหชาดก ว่าด้วย การคบบัณฑิตและคบคนพาล
                         ๓. ธรรมเทวปุตตกชาดก ว่าด้วย เรื่องธรรมชนะอธรรม
                         ๔. อุทยชาดก ว่าด้วย บารมี ๑๐ ทัศ
                         ๕. ปานียชาดก ว่าด้วย การทำบาปแล้วรังเกียจบาปที่ทำ
                         ๖. ยุธัญชยชาดก ว่าด้วย การผนวชของเจ้าชายยุธัญชัยและยุธิฏฐิละ
                         ๗. ทสรถชาดก ว่าด้วย ผู้มีปัญญาย่อมไม่เศร้าโศกถึงสิ่งที่เสียไปแล้ว
                         ๘. สังวรชาดก ว่าด้วย พระราชาผู้มีศีลาจารวัตรที่ดีงาม
                         ๙. สุปปารกชาดก. ว่าด้วย ทะเล ๖ ประการ
               จบ เอกาทสกนิบาต
-----------------------------------------------------

.. อรรถกถา สุปปารกชาดก ว่าด้วย ทะเล ๖ ประการ จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1577อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1588อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 1601อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=6340&Z=6379
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๕  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :