ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ภัคคชาดก
ว่าด้วย อายุ

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ ราชิการาม ซึ่งพระเจ้าปเสนทิโกศล ให้จัดสร้างถวายใกล้พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการจามของพระองค์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้
               มีคำเริ่มต้นว่า ชีว วสฺสสตํ ภคฺค ดังนี้.
               ความพิสดารมีว่า วันหนึ่ง พระศาสดาประทับนั่ง ณ ท่ามกลางบริษัท ๔ ที่ราชิการาม ขณะแสดงธรรมทรงจามขึ้น ภิกษุทั้งหลายได้พากันส่งเสียงเอ็ดอึงว่า ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงทรงพระชนม์เถิด ขอพระสุคตเจ้าจงทรงพระชนม์เถิด. เพราะเสียงนั้นได้ทำให้การแสดงธรรมหยุดลง.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสกับภิกษุทั้งหลายว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เมื่อเขากล่าวในเวลาจามว่า ขอให้ท่านจงเป็นอยู่เถิด ดังนี้ เพราะเหตุที่กล่าวดังนั้น คนนั้นจะพึงเป็นอยู่ หรือจะพึงตายเป็นไปได้ไหม.
               ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เป็นไปไม่ได้ พระพุทธเจ้าข้า.
               พระศาสดาตรัสต่อไปว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เธอไม่ควรกล่าวในเวลาเขาจามว่า ขอให้ท่านเป็นอยู่เถิด ผู้ใดกล่าว ผู้นั้นต้องอาบัติทุกกฏ.
               สมัยนั้น มนุษย์ทั้งหลายกล่าวกะพวกภิกษุในเวลาที่ภิกษุเหล่านั้นจามว่า ขอให้พระคุณเจ้าทั้งหลายจงเป็นอยู่เถิด. ภิกษุทั้งหลายตั้งข้อรังเกียจ ไม่พูดตอบ. พวกมนุษย์พากันยกโทษว่า อย่างไรกันนี่ สมณศากยบุตร เมื่อเรากล่าวว่า ขอให้พระคุณเจ้าจงเป็นอยู่เถิด ไม่พูดตอบเลย. จึงพากันไปกราบทูลความนั้น แด่พระผู้มีพระภาคเจ้า. พระองค์จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกคฤหัสถ์เขาถือมงคลกัน เมื่อคฤหัสถ์เขากล่าวว่า ขอพระคุณเจ้าจงเป็นอยู่เถิด เราอนุญาตให้กล่าวตอบว่า ขอให้พวกท่านจงเป็นอยู่เถิด.
               ภิกษุทั้งหลายพากันกราบทูลถามพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมดาการกล่าวโต้ตอบว่าจงเป็นอยู่เถิด เกิดขึ้นเมื่อไร. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ธรรมดาการโต้ตอบกันว่า จงเป็นอยู่เถิด เกิดขึ้นแต่โบราณกาล.
               แล้วทรงนำเรื่องในอดีต มาตรัสเล่า
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลพราหมณ์ ตระกูลหนึ่งในแคว้นกาสี. บิดาของพระโพธิสัตว์ทำการค้าขายเลี้ยงชีพ บิดาให้พระโพธิสัตว์ซึ่งมีอายุได้ ๑๖ ปี แบกเครื่องแก้วมณี เดินทางไปในบ้านและนิคมเป็นต้น ครั้นถึงกรุงพาราณสี ให้หุงอาหารบริโภคใกล้เรือนของนายประตู เมื่อหาที่พักไม่ได้ จึงถามว่า คนจนมาผิดเวลาจะพักได้ที่ไหน. ครั้นแล้วพวกมนุษย์พวกเขาว่า นอกพระนครมีศาลาอยู่หลังหนึ่ง แต่ศาลานั้นมียักษ์ยึดครอง ถ้าท่านต้องการก็จงอยู่เถิด. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า มาเถิดพ่อ เราจะไป อย่ากลัวยักษ์ ฉันจะทรมานยักษ์นั้นให้หมอบลงแทบเท้าของพ่อ แล้วก็พาบิดาไปในที่นั้น.
               ลำดับนั้น บิดาของพระโพธิสัตว์นอนบนพื้นกระดาน ตนเองนั่งนวดเท้าให้บิดา ยักษ์ซึ่งสิงอยู่ที่ศาลานั้น อุปฐากท้าวเวสวัณอยู่ ๑๒ ปี เมื่อจะได้ศาลานั้นได้พรว่า บรรดามนุษย์ซึ่งเข้าไปยังศาลานี้ ผู้ใดกล่าวในเวลาที่เขาจามว่า ขอท่านจงเป็นอยู่เถิด และผู้ใดเมื่อเขากล่าวว่าจงเป็นอยู่เถิด แล้วกล่าวตอบว่าท่านก็เหมือนกัน ขอให้เป็นอยู่เถิด เว้นคนที่กล่าวโต้ตอบเหล่านั้นเสีย ที่เหลือกินเสียเถิด.
               ยักษ์นั้นอาศัยอยู่ที่ขื่อหัวเสา คิดว่า จักให้บิดาพระโพธิสัตว์จาม จึงโรยผงละเอียดลง ด้วยอานุภาพของตน ผงปลิวเข้าไปในดั้งจมูกของเขา เขาจึงจามทั้งที่นอนอยู่เหนือพื้นกระดาน. พระโพธิสัตว์มิได้กล่าวว่า ขอท่านจงเป็นอยู่เถิด. ยักษ์จึงลงจากขื่อหมายจะกินเขา พระโพธิสัตว์เห็นยักษ์ไต่ลง จึงคิดว่า เจ้ายักษ์นี้เองทำให้บิดาของเราจาม เจ้านี่คงจะเป็นยักษ์กินคนที่ไม่กล่าวว่า ขอให้ท่านจงเป็นอยู่เถิดในเวลาเขาจาม ตนนั้น จึงกล่าวคาถาแรกเกี่ยวกับบิดาว่า :-

               ข้าแต่บิดา ขอท่านจงเป็นอยู่ ๑๒๐ ปี ขอปีศาจจงอย่ากินฉันเลย ท่านจงเป็นอยู่ ๑๒๐ ปีเถิด.


               ในบทเหล่านั้น พระโพธิสัตว์เรียกชื่อบิดาว่า ภคฺค. บทว่า อปรานิ จ วีสติ ความว่า ขอให้ท่านจงเป็นอยู่ ๑๒๐ ปีเถิด. บทว่า มา มํ ปิสาจา ขาทนฺตุ ความว่า ขอปีศาจจงอย่ากินข้าพเจ้าเลย. บทว่า ชีว ตฺวํ สรโทสตํ ความว่า ขอให้ท่านจงเป็นอยู่ ๑๒๐ ปีเถิด. อันที่จริง ๑๒๐ ปี เป็นการคาดคะเน แต่เป็นแค่ ๑๐๐ ปีเท่านั้น ในที่นี้ท่านประสงค์ ๑๐๐ ปี ให้เกินไปอีก ๒๐ ปี.

               ยักษ์ได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์แล้ว รำพึงว่า เราไม่สามารถจะกินมาณพนี้ได้ เพราะเขากล่าวว่าขอให้ท่านจงเป็นอยู่เถิด แต่เราจะกินบิดาของเขา ว่าแล้วก็ไปหาบิดา. บิดาเห็นยักษ์ตรงมาคิดว่า เจ้ายักษ์นี่คงจักเป็นยักษ์กินคนผู้ไม่กล่าวตอบว่า ขอให้ท่านจงเป็นอยู่เถิด เพราะฉะนั้น เราจักกล่าวตอบ แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ เกี่ยวกับบุตรว่า :-

               แม้ท่านก็จงเป็นอยู่ ๑๒๐ ปี พวกปีศาจจงกินยาพิษ ท่านจงเป็นอยู่ ๑๒๐ ปีเถิด.


               ในบทเหล่านั้น บทว่า วิสํ ปิสาจา ได้แก่ ปีศาจจงกินยาพิษที่ร้ายแรง.

               ยักษ์ได้ฟังดังนั้น คิดว่า เราไม่สามารถกินได้ทั้งสองคน จึงถอยกลับ. ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ถามยักษ์นั้นว่า ดูก่อนเจ้ายักษ์ เพราะเหตุไร เจ้าจึงกินคนที่เข้าไปยังศาลานี้เล่า. ยักษ์ตอบว่า เพราะเราอุปฐากท้าวเวสวัณอยู่ถึง ๑๒ ปี แล้วได้พร. พระโพธิสัตว์ถามว่า เจ้ากินได้ทุกคนหรือ. ยักษ์ตอบว่า ยกเว้นคนที่กล่าวตอบว่า ขอให้ท่านจงเป็นอยู่เถิด นอกนั้นเรากินหมด. พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ดูก่อนยักษ์ เจ้ากระทำอกุศลไว้ในภพก่อน เป็นผู้ร้ายกาจ หยาบคาย ชอบเบียดเบียนผู้อื่น แม้บัดนี้ เจ้าก็ยังทำกรรมเช่นนั้นอีก เจ้าจักเป็นผู้ชื่อว่ามืดมาแล้วมืดไป เพราะฉะนั้น ตั้งแต่บัดนี้ไป เจ้าจงงดจากปาณาติบาตเป็นต้นเสีย.
               พระโพธิสัตว์ทรมานยักษ์นั้นแล้วขู่ด้วยภัยในนรก ให้ยักษ์ตั้งอยู่ในศีลห้า ได้ทำยักษ์ให้เหมือนคนรับใช้.
               วันรุ่งขึ้น พวกมนุษย์ซึ่งเดินทาง เห็นยักษ์และทราบว่า พระโพธิสัตว์ทรมานยักษ์สำเร็จ จึงพากันไปกราบทูลแด่พระราชาว่า ขอเดชะ มีมาณพคนหนึ่งทรมานยักษ์นั้นได้ทำให้เหมือนเป็นคนรับใช้ พระเจ้าข้า. พระราชารับสั่งให้หาพระโพธิสัตว์ แล้วทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเสนาบดี และได้พระราชทานยศใหญ่แก่บิดาของเขา พระราชาทรงกระทำยักษ์ให้ได้รับพลีกรรม แล้วตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ กระทำบุญมีทานเป็นต้น บำเพ็ญทางไปสวรรค์.

               พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้วตรัสว่า คำโต้ตอบว่า ขอให้ท่านจงเป็นอยู่เถิด ได้เกิดขึ้นแล้วในกาลนั้น แล้วทรงประชุมชาดก
               พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็น อานนท์ ในครั้งนี้
               บิดาได้เป็น กัสสป
               ส่วนบุตรได้เป็น เราตถาคต นี้แล.

.. อรรถกถา ภัคคชาดก ว่าด้วย อายุ จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 157อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 159อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 161อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=1052&Z=1058
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com