ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก สีลวรรค
ติปัลลัตถมิคชาดก ว่าด้วยเล่ห์กลลวงพราน

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพทริการาม นครโกสัมพี ทรงปรารภพระราหุลเถระผู้ใคร่ต่อการศึกษา จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า มิคํ ติปลฺลตฺถํ ดังนี้.
               ความพิศดารว่า กาลครั้งหนึ่ง เมื่อพระศาสดาเสด็จเข้าไปอาศัยเมืองอาฬวี ประทับอยู่ในอัคคาฬวเจดีย์ อุบาสก อุบาสิกา ภิกษุ และภิกษุณี จำนวนมากไปวิหารเพื่อฟังธรรม ตอนกลางวัน มีการฟังธรรม.
               ก็แล เมื่อกาลเวลาล่วงไป อุบาสิกาและภิกษุณีทั้งหลายไม่ไป. มีแต่พวกภิกษุและอุบาสกทั้งหลาย ตั้งแต่นั้น จึงเกิดมีการฟังธรรมตอนกลางคืน ในเวลาเสร็จสิ้นการฟังธรรม ภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพระเถระพากันไปยังที่อยู่ของตนๆ ภิกษุหนุ่มกับพวกอุบาสก นอนที่อุปัฏฐานศาลา คือโรงฉัน
               เมื่อพวกภิกษุหนุ่มและพวกอุบาสกเหล่านั้น เข้าถึงความหลับ บางคนนอนกรนเสียงครืดๆ นอนกัดฟัน บางคนนอนครู่เดียวแล้วลุกขึ้น พวกอุบาสกเห็นประการอันแปลกของภิกษุหนุ่ม จึงกราบทูลแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทว่า ก็ภิกษุใดนอนร่วมกับอนุปสัมบัน ภิกษุนั้นต้องอาบัติปาจิตตีย์ ดังนี้แล้ว ได้เสด็จไปยังนครโกสัมพี ในข้อที่ทรงบัญญัติสิกขาบทนั้น ภิกษุทั้งหลายจึงกล่าวกะท่านราหุลว่า อาวุโสราหุล พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงบัญญัติสิกขาบทไว้แล้ว บัดนี้ ท่านจงรู้ที่อยู่ของตน. ก็เมื่อก่อน ภิกษุทั้งหลายได้สงเคราะห์ท่านราหุลนั้นผู้มายังที่อยู่ของตนๆ เป็นอย่างดี เพราะอาศัยความเคารพในพระผู้มีพระภาคเจ้า และความที่ท่านราหุลนั้นเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา ได้ลาดเตียงเล็ก ให้จีวรเพื่อหนุนศีรษะ แต่วันนั้น แม้ที่อยู่ก็ไม่ได้ให้แล้ว เพราะกลัวต่อสิกขาบท.
               ฝ่ายพระภัทรราหุลก็ไม่ไปยังสำนักของพระทศพล ด้วยคิดว่าเป็นพระบิดาของเรา หรือของพระธรรมเสนาบดี ด้วยคิดว่าเป็นอุปัชฌาย์ของเรา หรือของพระมหาโมคคัลลานะ ด้วยคิดว่าเป็นอาจารย์ของเรา หรือของท่านพระอานนท์ ด้วยคิดว่าเป็นอาของเรา ได้เข้าไปยังเวจกุฏีสำหรับถ่ายของพระทศพล ประดุจเข้าไปยังวิมานของพรหม สำเร็จการอยู่แล้ว.
               ก็ประตูกุฏีสำหรับใช้ของพระพุทธเจ้าทั้งหลายที่ปิดสนิทนั้น กระทำการประพรมด้วยธูปหอม มีพวงของหอมและพวงดอกไม้ห้อย ตามประทีปตลอดคืนยังรุ่ง.
               ก็พระภัทรราหุลอาศัยสมบัตินี้ของกุฏีนั้น จึงเข้าไปอยู่ในกุฏีนั้น อนึ่ง เพราะภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ท่านจงรู้ที่อยู่ และเพราะความเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา โดยเคารพในโอวาท จึงเข้าไปอยู่ในกุฏีนั้น ก็ในระหว่างๆ ภิกษุทั้งหลายเห็นท่านผู้มีอายุนั้นมาแต่ไกล เพื่อต้องการจะทดลองท่านผู้มีอายุนั้น จึงทิ้งกำไม้กวาดหรือภาชนะสำหรับทิ้งหยากเยื่อไว้ข้างใน. เมื่อท่านผู้มีอายุนั้นมาถึง จึงกล่าวว่า อาวุโส ใครทิ้งสิ่งนี้ ในการกระทำนั้น เมื่อภิกษุบางพวกกล่าวว่า ท่านราหุลมาทางนี้. แต่ท่านราหุลนั้นไม่กล่าวว่า ท่านผู้เจริญ ผมไม่รู้เรื่องนี้ กลับเก็บงำสิ่งนั้น แล้วขอขมาว่า ท่านผู้เจริญ ขอท่านทั้งหลายจงอดโทษแก่กระผม แล้วจึงไป. ท่านราหุลนี้เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษาอย่างนี้ ท่านราหุลนั้นอาศัยความเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษานั้น นั่นเอง จึงเข้าไปอยู่ในกุฏีนั้น.
               ครั้นเวลาก่อนอรุณทีเดียว พระศาสดาประทับยืนที่ประตูเวจกุฏี แล้วทรงพระกาสะ(ไอ) ขึ้น ส่วนท่านผู้มีอายุนั้น ก็ไอขึ้น.
               พระศาสดาตรัสถามว่า ใครนั่น?
               ท่านพระราหุลกราบทูลว่า ข้าพระองค์ราหุล แล้วออกมาถวายบังคม.
               พระศาสดาตรัสถามว่า ราหุล เพราะเหตุไร เธอจึงนอนที่นี้?
               พระราหุลกราบทูลว่า เพราะไม่มีที่อยู่ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยว่า เมื่อก่อน ภิกษุทั้งหลายกระทำความสงเคราะห์แก่ข้าพระองค์ บัดนี้ไม่ให้ที่อยู่ เพราะกลัวตนต้องอาบัติ ข้าพระองค์นั้นคิดว่า ที่นี้เป็นที่ไม่เบียดเสียดผู้อื่น ด้วยเหตุนี้จึงนอนในที่นี้.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเกิดธรรมสังเวชขึ้นว่า เบื้องต้น ภิกษุทั้งหลายสละราหุลได้อย่างนี้ (ต่อไป) ให้เด็กในตระกูลทั้งหลายอื่นบวชแล้ว จักกระทำอย่างไร.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าให้ภิกษุทั้งหลายประชุมกันแต่เช้าตรู่ แล้วตรัสถามพระธรรมเสนาบดี ว่า สารีบุตร ก็เธอรู้ไหมว่า วันนี้ ราหุลอยู่ที่ไหน?
               พระสารีบุตรกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ไม่ทราบ พระเจ้าข้า.
               พระศาสดาตรัสว่า สารีบุตร วันนี้ ราหุลอยู่ที่เวจกุฏี.
               ดูก่อนสารีบุตร ท่านทั้งหลาย เมื่อละราหุลได้อย่างนี้ (ต่อไปภายหน้า) ให้เด็กในตระกูลทั้งหลายเหล่าอื่นบวชแล้ว จักกระทำอย่างไร แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น กุลบุตรผู้บวชในพระศาสนานี้ จักเป็นผู้ไม่มีที่พึ่ง บัดนี้ตั้งแต่นี้ไป ท่านทั้งหลายจงให้อนุปสัมปันทั้งหลายอยู่ในสำนักของตนวันหนึ่ง สองวัน ในวันที่สามรู้ที่เป็นที่อยู่ของอนุปสัมปันเหล่านั้น แล้วจงให้อยู่ภายนอก ดังนี้ แล้วทรงบัญญัติสิกขาบทอีก ทรงกระทำให้เป็นอนุบัญญัติข้อนี้.
               สมัยนั้น ภิกษุทั้งหลายนั่งประชุมกันในโรงธรรมสภา แล้วกล่าวคุณของพระราหุล ว่า ดูเอาเถิดท่านผู้มีอายุทั้งหลาย ราหุลนี้ใคร่ต่อการศึกษาเป็นกำหนด ชื่อว่าผู้ถูกภิกษุทั้งหลายกล่าวว่า ท่านจงรู้ที่อยู่ของท่าน ก็ไม่โต้ตอบ แม้ภิกษุรูปหนึ่งว่า เราเป็นโอรสของพระทศพล ท่านทั้งหลายเป็นใคร พวกท่านนั่นแหละจงออกไป ดังนี้แล้ว ได้สำเร็จการอยู่ในเวจกุฏี. เมื่อภิกษุเหล่านั้นพากันกล่าวอยู่อย่างนี้. พระศาสดาเสด็จเข้าไปยังโรงธรรมสภา ประทับนั่งบนอาสนะที่ตกแต่งไว้แล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากัน ด้วยเรื่องอะไรหนอ.
               ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พวกข้าพระองค์นั่งสนทนากันด้วยสิกขากามกถา ว่าด้วย ความใคร่ต่อการศึกษาของพระราหุล มิใช่ด้วยเรื่องอื่น พระเจ้าข้า.
               พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ราหุลเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา ในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ แม้ในกาลก่อน แม้บังเกิดในกำเนิดเดียรัจฉาน ก็เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษาเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมา ดังต่อไปนี้.
               ในอดีตกาล พระเจ้ามคธราชพระองค์หนึ่งครองราชสมบัติอยู่ในพระนครราชคฤห์ ในกาลนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดมฤค อันหมู่มฤคแวดล้อมอยู่ในป่า.
               ครั้งนั้น แม่เนื้อผู้เป็นน้องสาวของพระโพธิสัตว์นั้น นำบุตรน้อยของตนเข้าไป แล้วกล่าวว่า ข้าแต่พี่ ท่านจงให้หลานของท่านนี้ ศึกษามารยาของเนื้อ. พระโพธิสัตว์รับคำแล้วกล่าวว่า ดูก่อนพ่อ เจ้าจงไป ในเวลาชื่อโน้น เจ้าจงมาศึกษา. เนื้อผู้เป็นหลานนั้นไม่ล่วงเลยเวลาที่ลุงบอก เข้าไปหาลุงนั้น แล้วศึกษามารยาของเนื้อ.
               วันหนึ่ง เนื้อนั้นเที่ยวไปในป่า ติดบ่วงจึงร้องบอกให้รู้ว่า ติดบ่วง หมู่เนื้อพากันหนีไปบอกแก่มารดาของเนื้อนั้นว่า บุตรของท่านติดบ่วง. แม่เนื้อนั้นจึงไปยังสำนักของพี่ชายแล้วถามว่า พี่ท่านให้หลานศึกษามารยาของเนื้อแล้วหรือ? พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เจ้าอย่ารังเกียจกรรมอันลามกอะไรๆ ของบุตร เราให้บุตรของเจ้านั้นศึกษามารยาของเนื้ออย่างดีแล้ว บัดนี้ บุตรของเจ้านั้นละทิ้งบ่วงนั้นแล้วหนีไป จักกลับมา
               แล้วกล่าวคาถานี้ว่า

               ดูก่อนน้องหญิง ฉันยังเนื้อหลานชายผู้มี ๘ กีบ นอนโดยอาการ ๓ ท่า มีเล่ห์กลมารยาหลายอย่าง ดื่มกินนํ้าในเวลาเที่ยงคืน ให้เล่าเรียนมารยาของเนื้อดีแล้ว โดยประการที่เนื้อหลานชายกลั้นลมหายใจได้ โดยช่องนาสิกข้างหนึ่งแนบติดอยู่กับพื้นดิน ทำเล่ห์กลลวงนายพราน ด้วยอุบาย ๖ ประการฉะนั้น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิคํ ได้แก่ เนื้อผู้เป็นหลาน. บทว่า ติปลฺลตฺถํ ความว่า การนอน เรียกว่า ปัลลัตถะ ชื่อว่าผู้มีการนอน ๓ ท่า เพราะมีการนอนโดยอาการ ๓ อย่างคือ โดยข้างทั้งสอง และโดยอาการอย่างโคนอนตรงอีกอย่างหนึ่ง เพราะมีการนอน ๓ ท่า. ซึ่งเนื้อนั้นผู้มีการนอน ๓ ท่า. บทว่า อเนกมายํ ได้แก่ มีมารยามาก คือมีการลวงมาก. บทว่า อฏฺฐาขุรํ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยกีบ ๘ กีบ โดยเท้าข้างหนึ่งๆ มี ๒ กีบ. บทว่า อฑฺฒรตฺตาปปายึ ความว่า เนื้อชื่อว่าดื่มนํ้าในเวลาเที่ยงคืน เพราะเลยยามแรกไปแล้ว ในเวลามัชฌิยาม จึงมาจากป่าแล้วดื่มนํ้า เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่า ผู้ดื่มนํ้าในเวลาเที่ยงคืน. ซึ่งเนื้อนั้น. อธิบายว่า เนื้อผู้ดื่มนํ้าในเวลาเที่ยงคืน.
               เราให้เนื้อหลานชายของเราเรียนมารยาของเนื้อดีแล้ว.
               ถามว่า ให้เรียนอย่างไร?
               ตอบว่า ดูก่อนน้องหญิง เราให้เรียนโดยประการที่เนื้อหลานชายหายใจที่พื้นดิน โดยช่องนาสิกข้างหนึ่ง ลวงนายพรานด้วยเล่ห์กล ๖ ประการ. ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า ก็เราให้บุตรของเจ้าเรียนเอาแล้ว โดยประการที่เนื้อหลานชายกลั้นลมในช่องจมูกด้านบนข้างหนึ่ง แล้วหายใจที่พื้นดินนั้นนั่นแหละ โดยช่องจมูกด้านล่างข้างหนึ่งซึ่งแนบติดดิน จึงครอบงำ อธิบายว่า จึงลวงนายพรานด้วยเล่ห์กล ๖ ประการ คือโดยส่วน ๖ ส่วน. เล่ห์กล ๖ ประการเป็นไฉน ?
               เล่ห์กล ๖ ประการ คือ โดยการเหยียด ๔ เท้านอนตะแคง ๑ โดยใช้กีบทั้งหลายตะกุยหญ้าและดินร่วน ๑ โดยทำลิ้นห้อยออกมา ๑ โดยกระทำท้องให้พอง ๑ โดยการปล่อยอุจจาระ ๑ ปัสสาวะ ให้ลาดออกมา ๑ โดยการกลั้นลม ๑
               อีกนัยหนึ่ง ท่านแสดงว่า ดูก่อนน้องหญิง เราให้เนื้อหลานชายนั้นเรียนมารยาของเนื้อโดยประการที่เขาจะลวงทำให้นายพรานเกิดความหมายรู้ว่า เนื้อนี้ตายแล้วโดยเล่ห์กล ๖ ประการนี้ คือ
               โดยตะกุยเอาดินร่วนมาไว้ตรงหน้า ๑ โดยการโน้มตัวไป ๑ โดยการเที่ยวรนไปทั้งสองข้าง ๑ โดยการทำท้องให้พองขึ้น ๑ โดยการทำท้องให้แฟบลง ๑
               อีกนัยหนึ่ง เราให้เนื้อหลานชายนั้นเรียนเอาแล้ว โดยประการที่เนื้อหลานชายนั้นหายใจที่พื้นดิน โดยช่องจมูกข้างหนึ่ง ทำกลด้วยเล่ห์กล ๖ ประการ คือ ทำเล่ห์กลด้วยเหตุ ๖ ประการซึ่งได้แสดงไว้ในนัยแม้ทั้งสอง อธิบายว่า จักกระทำเล่ห์กล คือจักลวงนายพราน.
               พระโพธิสัตว์เรียกเนื้อผู้เป็นน้องสาวว่า โภติ นางผู้เจริญ. ด้วยบทว่า ภาคิเนยฺโย นี้ พระโพธิสัตว์หมายถึงเนื้อหลานชายผู้ลวงด้วยเหตุ ๖ ประการด้วยประการอย่างนี้.

               พระโพธิสัตว์ เมื่อแสดงความที่เนื้อหลานชายเรียนมารยาของเนื้อดีแล้ว จึงปลอบโยนเนื้อผู้น้องสาวให้เบาใจ ด้วยประการอย่างนี้. ลูกเนื้อ แม้นั้นติดบ่วง ไม่ดิ้นรนเลย นอนเหยียดเท้าทั้ง ๔ ไปทางด้านข้างที่ผาสุกมาก ณ ที่พื้นดิน เอากีบทั้งหลายนั่นแหละคุ้ยในที่ที่ใกล้ๆ เท้าทั้ง ๔ ทำดินร่วนและหญ้าให้กระจุยขึ้น ปล่อยอุจจาระปัสสาวะออกมา ทำให้หัวตกลิ้นห้อย กระทำสรีระให้เปรอะเปื้อนด้วยนํ้าลาย ทำให้ตัวพองขึ้นด้วยการอั้นลม ทำนัยน์ตาทั้งสองให้เหลือก ทำลมให้เดินทางช่องนาสิกล่าง กลั้นลมทางช่องนาสิกบน ทำหัวให้แข็ง แสดงอาการของเนื้อที่ตายแล้ว.
               ฝ่ายแมลงวันหัวเขียวก็ตอมเนื้อนั้น กาทั้งหลายพากันแอบอยู่ในที่นั้นๆ นายพรานมาเอามือดีดท้อง คิดว่า เนื้อจักติดบ่วงแต่เช้าตรู่นัก จึงเกิดจะเน่า(ขึ้นมา) จึงแก้เชือกที่ผูกเนื้อนั้นออก คิดว่า บัดนี้ เราจักแล่เนื้อนั้นในที่นี้แหละ เอาแต่เนื้อไป เป็นผู้ไม่สงสัย เริ่มเก็บเอากิ่งไม้และใบไม้.
               ฝ่ายลูกเนื้อลุกขึ้นยืนด้วยเท้าทั้ง ๔ สลัดกายเหยียดคอ แล้วได้ไปยังสำนักของมารดาโดยเร็ว ประดุจเมฆฝนถูกลมพายุใหญ่พัดขาดไป ฉะนั้น.
               ฝ่ายพระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ราหุลเป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษา ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน ก็เป็นผู้ใคร่ต่อการศึกษาเหมือนกัน.
               ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้ มาสืบต่ออนุสนธิแล้ว จึงทรงประชุมชาดก ว่า
               ลูกเนื้อผู้เป็นหลานในครั้งนั้น ได้เป็น พระราหุล ในบัดนี้
               ฝ่ายมารดาในครั้งนั้น ได้เป็น ภิกษุณีอุบลวรรณา ในบัดนี้
               ส่วนเนื้อผู้เป็นลุงในครั้งนั้น ได้เป็น เรา แล.

               จบอรรถกถาติปัลลัตถมิคชาดกที่ ๖

.. อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก สีลวรรค ติปัลลัตถมิคชาดก ว่าด้วยเล่ห์กลลวงพราน จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 15อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 16อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 17อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=103&Z=110
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓๑  ตุลาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๖
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com