ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา กฬายมุฏฐิชาดก
ว่าด้วย โลภมาก

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระเจ้ากรุงโกศล ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ทาโล วตายํ ทุมสาขโคจโร ดังนี้.
               ความพิสดารมีอยู่ว่า สมัยหนึ่ง ในฤดูฝน ทางชายแดนของพระเจ้ากรุงโกศลเกิดกบฏ พวกนักรบที่อยู่ ณ ชายแดนนั้น ได้ทำการสู้รบถึงสองสามครั้ง ก็ไม่สามารถเอาชนะข้าศึกได้ จึงส่งข่าวทูลถวายพระราชาให้ทรงทราบ.
               พระราชาเสด็จออกในฤดูฝนอันไม่ควรแก่เวลา จึงทรงจัดตั้งค่ายใกล้พระวิหารเชตวัน ทรงดำริว่า เราออกเดินทางในเวลาอันไม่สมควร ซอกเขาและลำธารเป็นต้น เต็มไปด้วยน้ำ ทางเดินลำบาก เราจักเข้าเฝ้าพระศาสดา พระองค์จักตรัสถามเราว่า มหาบพิตรจะเสด็จไปไหน ครั้นแล้วเราก็จักกราบทูลเรื่องราวให้ทรงทราบ พระศาสดาจะทรงอนุเคราะห์เรา เฉพาะประโยชน์ในภายหน้าเท่านั้นก็หามิได้ แม้ประโยชน์ในปัจจุบันก็ทรงอนุเคราะห์เหมือนกัน เพราะฉะนั้น หากเราไปจะไม่เจริญ พระองค์ก็จักตรัสว่า มหาบพิตรยังไม่ถึงเวลาเสด็จ หากจักมีความเจริญ พระองค์ก็จักทรงนิ่ง.
               พระราชาจึงเสด็จเข้าพระวิหารเชตวัน แล้วถวายบังคมพระศาสดา ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง พระศาสดาตรัสปฏิสันถารว่า เชิญเถิดมหาบพิตร พระองค์เสด็จมาจากไหน แต่ยังวัน. กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ หม่อมฉันจะออกไปปราบกบฏชายแดน มาที่นี้ด้วยคิดว่า จักถวายบังคมพระองค์แล้วจะไป. พระศาสดาตรัสว่า มหาบพิตร แม้แต่ก่อน พระราชาทั้งหลายเมื่อจะยกทัพไป ครั้นได้ฟังคำของบัณฑิตแล้ว ก็ไม่เสด็จไปสู่กองทัพในเวลาอันไม่สมควร.
               ครั้นพระราชาทูลอาราธนา จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาตรัสเล่า
               ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นอำมาตย์สำเร็จราชกิจทั่วไป เป็นธรรมานุสาสก (สอนธรรม) ของพระองค์.
               ครั้งนั้นทางชายแดนของพระองค์เกิดกบฎ ทหารที่ชายแดนส่งสาส์นให้ทรงทราบ. พระราชาเสด็จออกในฤดูฝน ตั้งพักค่าย ณ พระอุทยาน. พระโพธิสัตว์ได้อยู่ใกล้ที่ประทับพระราชา. ขณะพวกทหารนำถั่วดำอาหารม้ามาใส่ไว้ในราง.
               บรรดาลิงในพระราชอุทยาน มีลิงตัวหนึ่งลงจากต้นไม้ ฉวยเอาถั่วดำจากรางนั้น ใส่ปากจนเต็มแล้วยังคว้าติดมือไปอีก กระโดดขึ้นไปนั่งบนต้นไม้ เริ่มจะกิน เมื่อมันจะกินถั่วดำเม็ดหนึ่งหลุดจากมือตกลงไปบนดิน มันจึงทิ้งถั่วดำทั้งหมดทั้งที่อยู่ในปาก และที่มือลงจากต้นไม้มองหาถั่วดำนั้น ครั้นไม่เห็นมันจึงกลับขึ้นต้นไม้ใหม่ นั่งเศร้าโศกเสียใจ หน้าซึมอยู่บนกิ่งไม้ เหมือนแพ้คดีไปสักพันคดี.
               พระราชาทอดพระเนตรเห็นกิริยาของลิงจึงตรัสเรียกพระโพธิสัตว์แล้ว ตรัสถามว่า ดูซิ ท่านอาจารย์ ลิงมันทำอะไรนั่น.
               พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ขอเดชะข้าแต่มหาราช ผู้โง่เขลาไร้ปัญญา ไม่มองถึงของมาก มองแต่ของน้อย ย่อมกระทำเช่นนี้แหละ พระพุทธเจ้าข้า.
               แล้วกล่าวคาถาแรกก่อนว่า :-
               ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมชน ลิงผู้เที่ยวหาอาหารตามกิ่งไม้นี้ โง่เขลายิ่งนัก ปัญญาของมันก็ไม่มี มันสาดถั่วทั้งกำ เสียหมดสิ้นแล้ว เที่ยวค้นหาถั่วเมล็ดเดียวที่ตกลงบนพื้นดิน.


               ในบทเหล่านั้น บทว่า ทุมสาขโคจโร ได้แก่ ลิง เพราะลิงนั้นหาอาหารบนกิ่งไม้ กิ่งไม้เหล่านั้นเป็นโคจร คือเป็นที่เที่ยวสัญจรไปมาของมัน เพราะฉะนั้น จึงเรียกว่าสัตว์ผู้เที่ยวไปตามกิ่งไม้. เรียกพระราชาว่า ชนินฺท เพราะพระราชาชื่อว่าเป็นจอมชน เพราะความเป็นใหญ่ยิ่ง.
               บทว่า กฬายมุฏฺฐึ ได้แก่ลูกเดือยกำหนึ่ง. เกจิอาจารย์กล่าวว่า กาฬราชมาสมุฏฺฐึบ้าง (ถั่วดำ ถั่วราชมาส).
               บทว่า อวกิริย ได้แก่ สาดทิ้ง. บทว่า เกวลํ คือทั้งหมด.
               บทว่า คเวสติ คือหาเมล็ดเดียวที่ตกลงบนพื้นดิน.

               ครั้นพระโพธิสัตว์กราบทูลอย่างนี้แล้ว จึงเข้าไปยังที่นั้น กราบทูลปราศัยกับพระราชา แล้วจึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-
               ข้าแต่พระราชา พวกเราก็ดี ชนเหล่าอื่นที่โลภจัดก็ดี จะต้องละทิ้งของมากเพราะของน้อย เหมือนลิงเสื่อมจากถั่วทั้งหมด เพราะถั่วเมล็ดเดียวแท้ๆ.


               ความย่อในคาถานั้นมีดังนี้
               พระโพธิสัตว์ถวายโอวาทแด่พระราชาว่า ข้าแต่มหาราช พวกเราก็ดี ชนเหล่าอื่นที่ถูกความโลภครอบงำก็ดี ทั้งหมดนั้น ย่อมเสื่อมจากของมาก เพราะของน้อย ด้วยว่า บัดนี้ พวกเราจะเดินทางไปในฤดูฝนอันมิใช่กาลสมควร ย่อมเสื่อมจากประโยชน์มาก เพราะเหตุประโยชน์เล็กน้อย.
               บทว่า กฬาเยเนว วานโร ความว่า เหมือนลิงตัวนี้แสวงหาถั่วเมล็ดเดียว เสื่อมแล้วจากถั่วเป็นอันมาก เพราะถั่วเมล็ดเดียวนั้น ฉันใด แม้พวกเราในบัดนี้ก็ฉันนั้น กำลังจะไปในที่อันเต็มไปด้วยซอกเขาและลำธารเป็นต้น โดยมิใช่กาล แสวงหาประโยชน์เล็กน้อย แต่จักเสื่อมจากพาหนะช้าง พาหนะม้าเป็นต้นมากมายและหมู่นักรบ เพราะฉะนั้น ไม่ควรไปในเวลาอันมิใช่กาล.

               พระราชาสดับถ้อยคำของพระโพธิสัตว์นั้น แล้วเสด็จกลับจากที่นั้น เข้าสู่พระนครพาราณสีทันที. แม้พวกโจรได้ข่าวว่า พระราชาเสด็จออกจากพระนคร โดยพระประสงค์จะปราบปรามพวกโจร จึงพากันหนีออกจากชายแดน.
               แม้ในปัจจุบันพวกโจรได้ยินข่าวว่า พระราชากรุงโกศลเสด็จออก จึงพากันหนีไป. พระราชาสดับพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้ว เสด็จลุกจากที่ประทับ ถวายบังคมพระผู้มีพระภาคเจ้า กระทำประทักษิณ เสด็จกลับกรุงสาวัตถี.

               พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก.
               พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็น อานนท์ ในครั้งนี้
               ส่วนอำมาตย์บัณฑิต คือ เราตถาคต นี้แล.


               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา กฬายมุฏฐิชาดก ว่าด้วย โลภมาก จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 199อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 201อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 203อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=1260&Z=1267
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :