ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา โรหนมิคชาดก
ว่าด้วย ความรักในสายเลือด

               พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภการเสียสละชีวิตของท่านพระอานนท์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า เอเต ยูเถ ปฏิยนฺติ ดังนี้.
               ก็การเสียสละชีวิตของท่านพระอานนท์นั้น จักปรากฏชัดเจนในเรื่องทรมานช้าง ชื่อว่าธนบาล ในจุลลหังสชาดก อสีตินิบาต. เมื่อท่านพระอานนท์นั้นสละชีวิตเพื่อป้องกันพระศาสดาอย่างนี้แล้ว ภิกษุทั้งหลายจึงสนทนากันในโรงธรรมว่า อาวุโสทั้งหลาย ท่านพระอานนท์เป็นเสกขบุคคล บรรลุปฏิสัมภิทา ยอมสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่พระทศพล.
               พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในปางก่อน อานนท์ก็เคยสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่เราเหมือนกัน ดังนี้แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้
               ในอดีตกาลเมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ ณ พระนครพาราณสี พระองค์มีอัครมเหสีทรงพระนามว่า เขมา ในครั้งนั้นพระโพธิสัตว์ได้บังเกิดในกำเนิดมฤคชาติ มีผิวพรรณเหมือนสีทอง อยู่ในหิมวันตประเทศ แม้เนื้อน้องชายของพระโพธิสัตว์ชื่อจิตตมิคะ ก็เป็นสัตว์ถึงความเป็นเยี่ยมด้วยความงาม มีผิวพรรณเสมอด้วยสีทองเหมือนกัน แม้เนื้อน้องสาวของพระโพธิสัตว์ ที่ชื่อว่าสุตตนานั้น ก็เป็นสัตว์มีผิวพรรณปานทองคำเหมือนกัน.
               ส่วนพระมหาสัตว์ได้เป็นพญาเนื้อ ชื่อ โรหนมฤคราช พญาเนื้อนั้นมีเนื้อแปดหมื่น เป็นบริวาร สำเร็จนิวาสถานอยู่อาศัยสระชื่อโรหนะ ระหว่างชั้นที่ ๓ เลยเทือกเขาสองลูกไปในหิมวันตประเทศ. พญาเนื้อโรหนะเลี้ยงดูมารดาบิดาผู้ชราตาบอด.
               ครั้งนั้น มีบุตรพรานคนหนึ่งอยู่ในเนสาทคาม ไม่ห่างจากพระนครพาราณสีนัก เขาเข้าไปสู่หิมวันตประเทศพบมหาสัตว์เจ้า แล้วกลับมาบ้านของตน ต่อมาเมื่อจะทำกาลกิริยาจึงบอกแก่บุตรชายว่า พ่อคุณ ในที่ชื่อโน้น ณ ภาคนี้สถานที่ทำกินของพวกเรา มีเนื้อสีทองอาศัยอยู่ ถ้าพระราชาตรัสถามพึงกราบทูลให้ทรงทราบ.
               อยู่มาวันหนึ่ง พระนางเขมาบรมราชเทวี ทรงพระสุบินในเวลาใกล้รุ่ง.
               พระสุบินนั้นปรากฏอย่างนี้ว่า มีพญาเนื้อสีเหมือนทองยืนอยู่บนแท่นทอง แสดงธรรมแด่พระเทวีด้วยเสียงอันไพเราะ เหมือนบุคคลเคาะกระดิ่งทอง พระนางประทานสาธุการ แล้วสดับพระธรรมเทศนาอยู่. เมื่อธรรมกถายังไม่ทันจบ เนื้อทองนั้นก็ลุกเดินไปเสีย. ส่วนพระนางเทวีก็มีพระเสาวนีย์ตรัสว่า ท่านทั้งหลายจงช่วยกันจับเนื้อ ท่านทั้งหลายจงช่วยกันจับเนื้อดังนี้ อยู่จนตื่นพระบรรทม. พวกนางสนมได้ยินเสียงพระนางพากันขบขันว่า ประตูหน้าต่างห้องบรรทมก็ปิดหมดแล้ว แม้คนก็ไม่มีโอกาสจะเข้าไปได้ พระแม่เจ้ายังรับสั่งให้จับเนื้อในเวลานี้ได้
               ขณะนั้นพระเทวีทรงรู้พระองค์ว่า นี้เป็นความฝัน จึงทรงพระดำริว่า ถ้าเราจักกราบทูลพระราชาว่า เราฝันเห็นดังนี้ พระองค์ก็จักไม่ทรงสนพระทัย แต่เมื่อเรากราบทูลว่า แพ้พระครรภ์ พระองค์ก็จักช่วยแสวงหามาให้ด้วยความสนพระทัย เราจักได้ฟังธรรมของพญามฤคตัวมีสีเหมือนทอง พระนางจึงทรงบรรทม ทำมายาว่าประชวร.
               พระราชาเสด็จมาตรัสถามว่า ดูก่อนพระนางผู้มีพักตร์อันเจริญ เธอไม่สบายเป็นอะไรไปหรือ? พระเทวีกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ โรคอย่างอื่นไม่มีดอกเพคะ แต่กระหม่อมฉันเกิดแพ้ท้อง.
               พระราชาตรัสถามว่า เธออยากได้อะไร? พระนางจึงกราบทูลว่า ขอเดชะ กระหม่อมฉันปรารถนาจักฟังธรรมของพญาเนื้อมีสีเหมือนทองพะยะค่ะ
               พระราชาตรัสว่า ดูก่อนพระนางผู้มีพักตร์อันเจริญ สิ่งใดไม่มี เจ้าก็เกิดแพ้ท้องต้องประสงค์สิ่งนั้นหรือ ขึ้นชื่อว่าเนื้อสีทองไม่มีดอก. พระนางกราบทูลว่า ถ้าไม่ได้หม่อมฉันจักนอนตายในที่นี้แหละ แล้วผินเบื้องพระปฤษฏางค์ให้พระราชา ทรงบรรทมเฉยเสีย
               พระราชาทรงปลอบโยนว่า ถ้าหากมีอยู่เจ้าก็จักได้ แล้วประทับนั่งท่ามกลางบริษัท ตรัสถามพวกอำมาตย์และพวกพราหมณ์ ตามนัยที่กล่าวแล้วในโมรชาดกนั่นเอง
               ทรงสดับว่า เนื้อที่มีสีเหมือนทองมีอยู่จึงมี พระบรมราชโองการให้พวกนายพรานประชุมกัน ตรัสถามว่า เนื้อสีเหมือนทองเห็นปานนี้ ใครเคยเห็น เคยได้ยินมาบ้าง? เมื่อบุตรนายเนสาทกราบทูลโดยทำนองที่ตนได้ยินมาจากสำนักบิดาแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนสหาย เมื่อเจ้านำเนื้อนั้นมาได้ เราจักทำสักการะใหญ่แก่เจ้า ไปเถิด จงไปนำเนื้อนั้นมา พระราชทานเสบียงแล้วทรงส่งเขาไป.
               ฝ่ายบุตรนายเนสาทก็กราบทูลว่า ขอเดชะ พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ถ้าหากข้าพระพุทธเจ้าไม่สามารถจะนำเนื้อทองนั้นมาถวายได้ ข้าพระพุทธเจ้าจักนำหนังของมันมาถวาย เมื่อไม่อาจนำหนังมาถวายได้ ก็จักนำแม้ขนของมันมาถวาย ขอพระองค์อย่าทรงวิตกเลย แล้วไปเรือนมอบเสบียงแก่ลูกและเมีย แล้วไปที่หิมวันตประเทศนั้นพบพญาเนื้อนั้นแล้ว ดำริว่า เราจะดักบ่วง ณ ที่ไหนหนอจึงจักสามารถจับเนื้อนี้ได้
               เมื่อพิจารณาไปจึงเห็นช่องทางที่ท่าน้ำ เขาจึงฟั่นเชือกหนังทำเป็นบ่วงให้มั่นคง แล้วปักหลักดักบ่วงไว้ในสถานที่พระมหาสัตว์เจ้าลงดื่มน้ำ.
               ในวันรุ่งขึ้น พระมหาสัตว์พร้อมด้วยเนื้อบริวารแปดหมื่น เที่ยวไปแสวงหาอาหาร คิดว่า เราจักดื่มน้ำที่ท่าเดิมนั่นแหละจึงไปที่ท่านั้น พอก้าวลงไปเท่านั้นก็ติดบ่วง พระมหาสัตว์ดำริว่า ถ้าหากเราจักร้องว่าติดบ่วงเสียในบัดนี้ทีเดียว หมู่ญาติของเราจักไม่ดื่มน้ำ จักพากันตกใจกลัวแตกหนีไป จึงแอบหลักเบี่ยงไว้ข้างตัว ทำทีเหมือนดื่มน้ำอยู่
               ครั้นเวลาที่เนื้อทั้งแปดหมื่นดื่มน้ำขึ้นไปแล้ว คิดว่าเราจักตัดบ่วงให้ขาด จึงกระชากมา ๓ ครั้ง ในวาระแรกหนังขาดไป วาระที่สองเนื้อหลุด วาระที่สามเอ็นขาด บ่วงบาดลึกจดแนบกระดูก. เมื่อพระมหาสัตว์ไม่สามารถจะตัดให้ขาดได้ จึงร้องขึ้นว่าเราติดบ่วง.
               หมู่เนื้อทั้งหลายตกใจกลัวพากันแยกหลบหนีไปเป็น ๓ ฝูง จิตตมฤคไม่เห็นพระมหาสัตว์ ในระหว่างฝูงเนื้อทั้ง ๓ แล้วจึงคิดว่า เมื่อภัยนี้เกิดคงจักเกิดแก่พี่ชายของเรา จึงมายังสำนักของพญาเนื้อนั้น เห็นพระมหาสัตว์ติดบ่วงอยู่.
               ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เห็นจิตตมฤค จึงพูดว่า พ่อน้องชาย เธออย่ามายืนอยู่ที่นี่ สถานที่นี้น่ารังเกียจ เมื่อจะส่งกลับไปจึงกล่าวคาถาที่ ๑ ความว่า

               ดูก่อนน้องจิตตกะ ฝูงเนื้อเหล่านี้กลัวความตายจึงพากันหนีกลับไป ถึงเธอก็จงไปเสียเถิด อย่าห่วงพี่เลย เนื้อทั้งหลายจักมีชีวิตอยู่ร่วมกับเธอ.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอเต พญาเนื้อกล่าว หมายถึง ฝูงเนื้อที่หนีล่วงคลองจักษุของตนไปไกล. บทว่า ปฏิยนฺติ แปลว่า กลับไป อธิบายว่า แตกหนีไป. พระโพธิสัตว์เรียกเนื้อน้องชายว่า "จิตตกะ". บทว่า ตยา สห ความว่า (พระโพธิสัตว์) กล่าวว่า จิตตกะ เธอจงเป็นราชาแห่งเนื้อเหล่านี้ ดำรงอยู่ในตำแหน่งแทนพี่ เนื้อเหล่านี้จักอยู่ร่วมกับเจ้าต่อไป.

               ต่อจากนั้นเป็นคาถาที่เนื้อทั้งสองสนทนาโต้ตอบกันรวม ๓ คาถาเป็นลำดับกันดังต่อไปนี้

               พี่โรหนะ ฉันไม่ไป ถึงใครจักมาคร่าเอาหัวใจของฉันไป ฉันก็จักไม่ทิ้งพี่ไป ฉันจักยอมสละชีวิตอยู่ในที่นี้.
               ก็มารดาบิดาทั้งสองเรานั้น ท่านตาบอดเมื่อไม่มีผู้นำจักต้องตายแน่ เธอจงไปเถิดอย่าห่วงใยพี่เลย เนื้อทั้งหลายจักมีชีวิตอยู่ร่วมกับเธอ.
               พี่โรหนะ ฉันไม่ยอมไป ถึงใครจักมาคร่าเอาดวงใจของฉันไป ฉันจักไม่ทิ้งพี่ผู้ถูกมัดไป ฉันจักยอมสละชีวิตไว้ในที่นี้.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โรหน ความว่า จิตตมฤคเรียกพระมหาสัตว์โดยชื่อว่า "โรหนะ".
               บทว่า อวกสฺสติ ความว่า ใครๆ จะมาฉุด คือคร่าเอาดวงใจไป หรือดวงใจถูกความโศกฉุดคร่าไป.
               บทว่า เต หิ นูน ความว่า มารดาบิดาของเราเหล่านั้น เมื่อเราทั้งสองต้องตายรวมกันอยู่ในที่นี้ จะขาดผู้ช่วยเหลือนำทาง เมื่อไม่มีใครปฏิบัติ ก็จักซูบผอมตายไป เพราะฉะนั้น น้องจิตตกะเจ้าจงไปเสียเถิด เนื้อทั้งหลายเหล่านั้นจักได้มีชีวิตอยู่ร่วมกับเจ้า.
               บทว่า อิธ เหสฺสามิ ความว่า ฉันจักทิ้งชีวิตไว้ในสถานที่นี้ทีเดียว.

               ครั้นจิตตมฤคกล่าวดังนี้แล้ว ก็เดินไปยืนพิงแนบข้างเบื้องขวาของพระโพธิสัตว์ ปลอบโยนให้ดำรงกาย สบายใจ ฝ่ายนางสุตตนามฤคี หนีไปไม่เห็นพี่ชายทั้งสองในระหว่างฝูงเนื้อ คิดว่าภัยนี้จักเกิดแก่พี่ชายทั้งสองของเรา จึงหวนกลับมายังสำนักของเนื้อทั้งสองนั้น
               พระมหาสัตว์เห็นนางสุตตนามฤคีกำลังเดินทาง จึงกล่าวคาถาที่ ๕ ความว่า

               เจ้าเป็นผู้ขลาด จงหนีไปเสียเถิด พี่ติดอยู่ในหลักเหล็ก เธอจงไปเสียเถิด อย่าห่วงใยพี่เลย เนื้อทั้งหลายจักมีชีวิตอยู่กับเธอ.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภีรุ ความว่า ขึ้นชื่อว่ามาตุคามย่อมกลัวแม้ด้วยเหตุเพียงเล็กน้อย ด้วยเหตุนั้น พระโพธิสัตว์จึงกล่าวกะน้องสาวอย่างนี้. บทว่า กูเฏ ได้แก่ บ่วงที่เขาปกปิดไว้.
               บทว่า อายเส ความว่า ก็บ่วงนั้น เขาวางซี่เหล็กไว้ภายในน้ำ แล้วผูกหลักไม้แก่นดักแช่ไว้ในน้ำนั้น เพราะเหตุนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวอย่างนี้.
               บทว่า ตยา สห ความว่า เนื้อทั้งแปดหมื่นเหล่านั้น จักมีชีวิตอยู่ร่วมกับเจ้า.

               เบื้องหน้าแต่นั้น มีคาถา ๓ คาถา ซึ่งเนื้อสองพี่น้องโต้ตอบกันโดยนัยก่อนนั่นแหละดังนี้

               พี่โรหนะ ฉันจะไม่ไป ถึงใครจะมาคร่าเอาหัวใจของฉันไป ฉันก็จักไม่ละทิ้งพี่ ฉันจักยอมทิ้งชีวิตไว้ในที่นี้.
               ก็มารดาบิดาทั้งสองของเรานั้น ท่านตาบอดขาดผู้ปรนนิบัตินำทาง จักต้องตายแน่ เธอจงไปเถิดอย่าห่วงใยพี่เลย เนื้อทั้งหลายจักมีชีวิตอยู่กับเธอ.
               พี่โรหนะ ฉันจะไม่ไป ถึงใครจะมาคร่าเอาหัวใจของฉันไป ฉันจะไม่ละทิ้งพี่ผู้ถูกมัด ฉันจักยอมทิ้งชีวิตไว้ในที่นี้แหละ.


               บรรดาบทเหล่านั้น แม้ในบทว่า เต หิ นูน นี้ พระโพธิสัตว์กล่าวไว้หมายถึง มารดาบิดาเท่านั้น.

               แม้นางสุตตนามฤคีนั้น ครั้นปฏิเสธอย่างนั้นแล้ว ไปยืนพิงข้างเบื้องซ้ายของพระมหาสัตว์ผู้พี่ชายปลอบใจอยู่ ฝ่ายนายพรานเห็นเนื้อเหล่านั้นหนีไป และได้ยินเสียงร้องแห่งเนื้อที่ติดบ่วง คิดว่าพญาเนื้อคงจักติดบ่วง แล้วนุ่งผ้าหยักรั้งมั่นคง ถือหอกสำหรับฆ่าเนื้อ วิ่งมาโดยเร็ว
               พระมหาสัตว์เห็นนายพรานกำลังวิ่งมา จึงกล่าวคาถาที่ ๙ ความว่า

               วันนี้นายพรานคนใด จักฆ่าเราด้วยลูกศรหรือหอก นายพรานคนนี้นั้น มีรูปร่างร้ายกาจ ถืออาวุธเดินมาแล้ว.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ลุทฺทรูโป แปลว่า เหี้ยมโหดทารุณ.
               บทว่า สตฺติยามปิ ความว่า นายพรานคนใดจักประหัตประหารฆ่าเราด้วยลูกศรก็ดี ด้วยหอกก็ดี นายพรานนั้นมีรูปร่างเหี้ยมโหดทารุณ ถืออาวุธมา เพราะเหตุนั้น เจ้าทั้งสองจงพากันหนีไป ก่อนที่เขายังมาไม่ถึง.

               จิตตมฤคแม้เห็นพรานนั้นแล้วก็มิได้หนีไป ส่วนนางสุตตนามฤคีไม่อาจดำรงอยู่โดยภาวะของตนได้ มีความกลัวต่อมรณภัย หนีไปหน่อยหนึ่งแล้วกลับคิดว่า เราจักทิ้งพี่ชายทั้งสองคนหนีไปไหน จึงยอมสละชีวิตของตน กล้ำกลืนความกลัวตาย ย้อนกลับมาใหม่ ยืนอยู่เคียงข้างซ้ายพี่ชายของตน.
               เมื่อจะประกาศความนั้น พระศาสดาจึงตรัสพระคาถาที่ ๑๐ ความว่า

               นางสุตตนามฤคีนั้นถูกภัยบีบคั้นคุกคามหนีไปครู่หนึ่ง แล้วย้อนกลับมาเผชิญหน้ามฤตยู ถึงจะมีขวัญอ่อนก็ได้กระทำกรรมที่ทำได้แสนยาก.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มรณายูปนิวตฺตถ แปลว่า ย้อนกลับมาเพื่อเผชิญหน้าความตาย.

               ฝ่ายนายพรานเห็นสัตว์ทั้ง ๓ ยืนเผชิญหน้ากันอยู่ก็เกิดเมตตาจิต มีความสำคัญประหนึ่งว่า เป็นพี่น้องเกิดร่วมท้องเดียวกัน จึงคิดว่า พญาเนื้อติดบ่วงเราก่อน แต่เนื้อทั้งสองนี้ติดอยู่ด้วยหิริโอตตัปปะ สัตว์ทั้งสองนี้เป็นอะไรกันกับพญาเนื้อนี้หนอ ครั้นคิดดังนี้แล้ว
               เมื่อจะถามเหตุนั้น จึงกล่าวคาถาความว่า

               เนื้อทั้งสองนี้เป็นอะไรกับท่านหนอ พ้นไปแล้วยังย้อนกลับมาหาเครื่องผูกอีก ไม่ปรารถนาจะละทิ้งท่านไป แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กินฺนุ เตเม ตัดบทเป็น กึ นุ เต อิเม แปลว่า เนื้อทั้งสองนี้เป็นอะไรกับท่านหนอ. บทว่า อุปาสเร แปลว่า ยังเข้าไปใกล้.

               ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์จึงบอกแก่นายพรานว่า
               ดูก่อนนายพราน เนื้อทั้งสองนี้ เป็นน้องชายน้องสาวของข้าพเจ้า ร่วมท้องมารดาเดียวกัน ไม่ปรารถนาละข้าพเจ้าไป แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต.


               นายพรานได้ฟังคำของพระโพธิสัตว์แล้ว เป็นผู้มีจิตอ่อนลงไปเป็นอันมาก. จิตตมฤคราชรู้ว่านายพรานมีจิตอ่อนแล้ว จึงกล่าวว่า ดูก่อนนายพรานผู้สหาย ท่านอย่าสำคัญพญาเนื้อนี้ว่า เป็นเพียงเนื้อสามัญเท่านั้น แท้จริง พญาเนื้อนี้เป็นราชาแห่งเนื้อแปดหมื่น ถึงพร้อมด้วยศีลและมรรยาท มีจิตอ่อนโยนในสรรพสัตว์ มีปัญญามาก เลี้ยงดูมารดาบิดาผู้ชราตาบอด ถ้าหากท่านฆ่าเนื้อผู้ตั้งอยู่ในธรรมเห็นปานนี้ให้ตายลง ชื่อว่าฆ่าพวกเราให้ตายถึง ๕ ชีวิต คือ มารดาบิดาของเรา ตัวเรา และน้องสาวของเราทีเดียว แต่เมื่อท่านให้ชีวิตแก่พี่ชายของเรา เป็นอันได้ชื่อว่าให้ชีวิตแก่พวกเราแม้ทั้ง ๕ แล้วกล่าวคาถาความว่า

               ข้าแต่นายพราน มารดาบิดาของเราเหล่านั้นตาบอด หาผู้ปรนนิบัตินำทางไม่ได้ คงจักต้องตายแน่แท้ โปรดให้ชีวิตแก่พวกเราทั้ง ๕ เถิด โปรดปล่อยพี่ชายเสียเถิด.


               นายพรานได้ฟังธรรมกถาของจิตตมฤคแล้ว มีจิตเลื่อมใสแล้วกล่าวว่าท่านอย่ากลัวเลย
               แล้วกล่าวคาถาเป็นลำดับไปว่า

               ข้าพเจ้าจะปล่อยเนื้อ ผู้เลี้ยงมารดาบิดาแน่นอน มารดาบิดาได้เห็นพญาเนื้อหลุดจากบ่วงแล้ว จงยินดีเถิด.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โว เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ทิสฺวา ความว่า เห็นพญาเนื้อหลุดแล้วจากบ่วง.

               ก็แลนายพรานครั้นกล่าวอย่างนี้แล้วจึงคิดว่า ยศที่พระราชาพระราชทานแล้ว จักช่วยอะไรเราได้ ถ้าหากเราจักฆ่าพญาเนื้อนี้เสีย แผ่นดินนี้จักแยกออกให้ช่องแก่เรา หรือสายอสนีบาตจักฟาดลงบนกระหม่อมของเรา เราจักปล่อยพญาเนื้อนั้น.
               เขาจึงเข้าไปหาพระมหาสัตว์เจ้า แล้วกล่าวว่า ข้าพเจ้าจักโยกหลักบ่วงให้ล้มลง แล้วตัดเชือกหนังออกดังนี้แล้ว ประคองพญาเนื้อให้นอนลงที่ชายน้ำ ค่อยๆ แก้บ่วงออกด้วยมุทิตาจิต ทำเส้นเอ็นให้ประสานกับเส้นเอ็น เนื้อให้ประสานกับเนื้อ หนังให้ประสานกับหนัง แล้วเอาน้ำล้างเลือด ลูบคลำไปมาด้วยมุทิตาจิต.
               ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาจิตของนายพราน และด้วยอานุภาพแห่งบารมีที่พระมหาสัตว์ได้บำเพ็ญมา เอ็น หนังและเนื้อทั้งหมด ก็สมานติดสนิทดังเดิม เท้าก็ได้มีหนังและขนปกปิดสนิทดี ในอวัยวะที่มีแผลเก่าไม่ปรากฏว่า มีแผลติดอยู่เลย. พระมหาสัตว์ถึงความสบายปลอดภัยลุกขึ้นยืนแล้ว จิตตมฤคเห็นดังนั้นแล้วเกิดความโสมนัส
               เมื่อจะทำอนุโมทนาต่อนายพราน จึงกล่าวคาถาความว่า

               ข้าแต่นายพราน ท่านจงยินดีเพลิดเพลินกับพวกญาติทั้งปวง เหมือนข้าพเจ้าเห็นพญาเนื้อที่หลุดจากบ่วงแล้ว ชื่นชมยินดีในวันนี้ ฉะนั้น.


               ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เจ้าคิดว่า นายพรานนี้เมื่อจะจับเรา จับโดยงานอาชีพของตน หรือว่าจับโดยการบังคับของผู้อื่น จึงถามเหตุที่จับ. บุตรนายพรานตอบว่า ดูก่อนพญาเนื้อ ข้าพเจ้าจะมีกิจกรรมเกี่ยวกับท่านก็หามิได้ แต่พระอัครมเหสีของพระราชาซึ่งมีพระนามว่า พระนางเขมาราชเทวี มีพระประสงค์จะฟังธรรมกถาของท่าน ท่านจึงถูกข้าพเจ้าจับโดยพระราชโองการเพื่อประโยชน์แก่พระเทวีนั้น.
               พระมหาสัตว์กล่าวว่า สหายเอ๋ย เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านปล่อยเราเสีย ชื่อว่าทำสิ่งที่ทำได้ยากยิ่ง มาเถิด จงนำเราไปแสดงแก่บรมกษัตริย์เถิด เราจักแสดงธรรมถวายพระนางเทวี.
               นายพรานกล่าวว่า ดูก่อนพญาเนื้อ ธรรมดาพระราชาทั้งหลายมีพระเดชานุภาพร้ายกาจ ใครจักรู้ว่าจักมีอะไรเกิดขึ้น ข้าพเจ้าไม่ยินดียศศักดิ์ที่ทรงพระราชทานดอก เชิญท่านไปตามสบายของท่านเถิด.
               พระมหาสัตว์คิดว่า พรานนี้เมื่อปล่อยเราไป ชื่อว่าทำกิจที่ทำได้ยากอย่างยิ่ง เราจักทำอุบายให้พรานนั้นได้รับยศศักดิ์ แล้วจึงกล่าวว่า ดูก่อนสหาย ท่านจงเอามือลูบหลังเราก่อนเถิด.
               นายพรานจึงเอามือลูบหลังพญาเนื้อ มือของเขาก็เต็มไปด้วยขนมีสีเหมือนทองคำ.
               เขาจึงถามว่าดูก่อนพญาเนื้อ ข้าพเจ้าจักทำอย่างไรกับขนเหล่านี้
               พญาเนื้อจึงบอกว่า ดูก่อนสหาย ท่านจงเอาขนเหล่านี้ไปถวายแด่พระราชาและพระราชเทวี ทูลว่า นี้เป็นขนของสุวรรณมฤคนั้น ดังนี้ ตั้งอยู่ในฐานะตัวแทนของเรา แสดงธรรมถวายพระบรมราชเทวีด้วยคาถาเหล่านี้ การแพ้พระครรภ์ของพระนางก็จักสงบ เพราะทรงสดับธรรมกถานั้นแล ดังนี้แล้ว ให้นายพรานเรียนราชธรรมคาถา ๑๐ คาถา มีอาทิว่า ธมฺมญฺจร มหาราช ซึ่งแปลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า พระราชาพึงประพฤติธรรมดังนี้แล้วให้เบญจศีล กล่าวสอนด้วยความไม่ประมาทแล้วส่งไป.
               บุตรของนายพรานยกย่องพระมหาสัตว์ไว้ในตำแหน่งอาจารย์ กระทำประทักษิณสามครั้ง แล้วไหว้ในฐานะสี่ เอาใบบัวห่อขนทองทั้งหลายแล้วลาหลีกไป. เนื้อทั้งสามตามไปส่งนายพรานหน่อยหนึ่ง แล้วเอาปากคาบอาหารและน้ำ พากันกลับไปยังสำนักของมารดาบิดา.
               มารดาบิดาทั้งสองเมื่อจะถามว่า โรหนะลูกรัก ได้ยินว่าเจ้าติดบ่วงแล้วพ้นมาได้อย่างไร จึงกล่าวคาถาความว่า

               ลูกรัก เมื่อชีวิตเข้าไปใกล้ความตายแล้ว เจ้าหลุดมาได้อย่างไร ไฉนนายพรานจึงปล่อยจากบ่วงเหล็กมาเล่า


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปนีตสฺมิ ความว่า เมื่อชีวิตสถิตอยู่เฉพาะหน้ามฤตยู เจ้ารอดตายมาได้อย่างไร.

               พระโพธิสัตว์ฟังคำนั้นแล้ว กล่าวคาถา ๓ คาถา ความว่า
               น้องจิตตกะกล่าววาจาไพเราะหู เป็นที่จับใจดื่มด่ำในหฤทัย ช่วยให้ข้าพเจ้าหลุดมาได้ ด้วยวาจาสุภาษิต
               น้องสุตตนาได้กล่าววาจาไพเราะหู จับใจดื่มด่ำในหฤทัย ช่วยข้าพเจ้าให้หลุดมาได้ด้วยวาจาสุภาษิต
               นายพรานได้ฟังวาจาไพเราะหู เป็นที่จับใจดื่มด่ำในหฤทัย แล้วปล่อยข้าพเจ้า เพราะฟังวาจาสุภาษิตของน้องทั้งสองนี้.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภณํ แปลว่า กล่าวอยู่. บทว่า หทยงฺคํ แปลว่า ดื่มด่ำในหฤทัย. บทว่า ภณํ ในคาถาที่ ๒ เท่ากับ ภณมานา แปลว่า เมื่อน้องนางสุตตนากล่าวอยู่.
               บทว่า สุตฺวา ความว่า นายพรานนั้นฟังวาจาของเนื้อทั้งสองเหล่านี้แล้ว.

               ลำดับนั้น เมื่อมารดาบิดาพระโพธิสัตว์จะอนุโมทนา จึงกล่าวว่า
               ก็เราทั้งหลายเห็นลูกโรหนะมาแล้ว พากันชื่นชมยินดี ฉันใด ขอนายพรานพร้อมด้วยลูกเมีย จงชื่นชมยินดี ฉันนั้นเถิด.


               ฝ่ายนายพรานออกจากป่าแล้วไปสู่ราชตระกูล ถวายบังคมพระราชาแล้วยืน ณ ที่สมควรส่วนข้างหนึ่ง. พระราชาเห็นเขาแล้วตรัสพระคาถาว่า

               แน่ะนายพราน เจ้าได้บอกไว้ว่า จะนำเนื้อหรือหนังเนื้อมามิใช่หรือ เออก็เหตุอะไรเล่า เจ้าจึงไม่นำเอาเนื้อหรือหนังเนื้อมา.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิคจมฺมานิ ได้แก่ เนื้อหรือหนัง.
               บทว่า อาหรึ แปลว่า จักนำมา. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า ดูก่อนพ่อพรานผู้เจริญ เจ้าได้กล่าวไว้อย่างนี้มิใช่หรือว่า เมื่อไม่สามารถจะนำเนื้อมาก็จะนำหนังมา หรือเมื่อไม่สามารถจะนำหนังมาก็จักนำขนมา ด้วยเหตุไร เจ้าจึงมิได้นำเนื้อหรือหนังของมันมาเลย.

               นายพรานได้ฟังพระดำรัสแล้วกล่าวคาถา ความว่า
               เนื้อนั้นได้มาติดบ่วงเหล็กถึงมือแล้ว แต่มีเนื้อสองตัวไม่ได้ติดบ่วง มายืนอยู่ใกล้เนื้อตัวนั้น ข้าพระองค์ได้เกิดความสังเวชใจ ความอัศจรรย์ใจขนพองสยองเกล้าว่า ถ้าเราฆ่าเนื้อตัวนี้ เราจักต้องละทิ้งชีวิต ในสถานที่นี้แหละในวันนี้ทีเดียว.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาคมํ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ก็เนื้อนั้นมาสู่เงื้อมมือ ทั้งมาสู่บ่วงที่ข้าพระพุทธเจ้าดักไว้ด้วย ได้ติดอยู่ในบ่วงนั้น.
               บทว่า ตญฺจ มุตฺตา อุปาสเร ความว่า แต่ว่าเนื้อสองตัวพ้นบ่วงไปแล้ว คือไม่ได้เข้ามาติดบ่วงเลย ได้เข้ามายืนพิงเนื้อนั้นปลอบใจอยู่.
               บทว่า อพฺภูโต แปลว่า ไม่เคยเป็นมาก่อนเลย.
               บทว่า อิมญฺจาหํ ตัดบทเป็น อิมํ อหํ แปลว่า ก็ข้าพระองค์นั้น. อธิบายว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ข้าพระองค์ผู้มีความสังเวชสลดใจ ได้มีความปริวิตกนี้ว่า ถ้าเราจักฆ่าเนื้อนี้เสีย เราจักต้องละทิ้งชีวิตในสถานที่นี้แหละในวันนี้ทีเดียว.

               พระราชาสดับคำนั้นแล้ว ตรัสว่า
               ดูก่อนนายพราน เนื้อนั้นเป็นเช่นไร เป็นเนื้อมีธรรมอย่างไร มีสีสรรอย่างไร มีศีลอย่างไร ท่านจึงได้สรรเสริญเนื้อเหล่านั้นนัก.


               พระราชาตรัสถามเช่นนี้บ่อยๆ ด้วยสามารถทรงพิศวงพระทัย.
               นายพรานได้ฟังพระดำรัสนั้นแล้ว กล่าวคาถาความว่า
               เนื้อเหล่านั้นมีเขาขาว ขนสะอาด หนังเปรียบด้วยทองคำ เท้าแดง ตาสุกสะกาว เป็นที่น่ารื่นรมย์ใจ.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอทาตสิงฺคา ความว่า เนื้อเหล่านั้นมีเขาเช่นเดียวกับพวงเงิน. บทว่า สุจิพาลา ความว่า ประกอบด้วยขนอ่อนสะอาดเช่นกับขนจามรี. บทว่า โลหิตกา ความว่า เช่นเดียวกับปลาโลมาและปลาวาฬแดง. บทว่า ปาทา ได้แก่ ปลายกีบเท้า.
               บทว่า อญฺชิตกฺขา ความว่า ประกอบด้วยนัยน์ตามีประสาททั้ง ๕ หมดจด เหมือนไล้ทาไว้.

               เมื่อนายพรานกราบทูลอยู่อย่างนี้แลได้วางโลมชาติทั้งหลายมีสีเหมือนทองของพระโพธิสัตว์ ไว้ในพระหัตถ์ของพระราชา เมื่อจะประกาศสีกายแห่งเนื้อเหล่านั้น จึงกล่าวคาถาความว่า

               ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ เนื้อเหล่านั้นเป็นเช่นนี้ เป็นเนื้อมีธรรมเช่นนี้ เป็นเนื้อเลี้ยงมารดาบิดา ข้าพระพุทธเจ้าจึงมิได้นำเนื้อเหล่านั้นมาถวายพระองค์ พระเจ้าข้า.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มาตาเปติภรา ความว่า เนื้อเหล่านั้นช่วยกันเลี้ยงมารดาบิดาแก่ชราตาบอด จึงชื่อว่าตั้งอยู่ในธรรมเช่นนี้. บทว่า น เต โส อภิหารยุ ํ ความว่า พญาเนื้อนั้น ใครๆ ไม่อาจจะนำมาเพื่อเป็นเครื่องบรรณาการแก่พระองค์ได้. ปาฐะว่า อภิหารยึ ดังนี้ก็มี. ความก็ว่า ข้าพระพุทธเจ้าหาได้นำพญาเนื้อนั้นมาถวายเพื่อเป็นบรรณาการแก่พระองค์ไม่ คือมิได้นำมาเลย.

               นายพรานกล่าวพรรณนาคุณความดีของพระโพธิสัตว์ จิตตมฤค และนางมฤคีโปติกาชื่อสุตนา ด้วยประการฉะนี้แล้ว กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าอันพญาเนื้อนั้นให้ขนของตนมาแล้ว ให้ศึกษาบทธรรมสั่งบังคับว่า ท่านพึงตั้งอยู่ในฐานะเป็นตัวแทนของเรา แสดงธรรมถวายพระราชเทวี ด้วยคาถาราชธรรมจรรยา ๑๐ ประการเถิด.
               พระราชาทรงสดับดังนั้นแล้ว ตรัสสั่งให้นายพรานนั่งเหนือราชบัลลังก์อันขจิตด้วยรัตนะ ๗ ประการ พระองค์เองกับพระบรมราชเทวีประทับนั่งบนพระราชอาสน์ที่ต่ำ ณ ที่อันควรส่วนข้างหนึ่ง ทรงประคองอัญชลี เชื้อเชิญนายพราน.
               เมื่อนายพรานนั้นจะแสดงธรรมถวาย จึงทูลว่า
               ข้าแต่บรมขัตติยมหาราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติให้เป็นธรรม ในพระราชมารดาบิดา ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้วจักได้ไปสู่สวรรค์.
               ข้าแต่บรมขัตติยมหาราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติให้เป็นธรรม ในพระราชบุตร และพระราชชายาทั้งหลาย ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์.
               ข้าแต่บรมขัตติยมหาราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติให้เป็นธรรม ในมิตรและอำมาตย์ทั้งหลาย ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์.
               ข้าแต่บรมขัตติยมหาราช ขอพระองค์จงทรงประพฤติให้เป็นธรรมในพาหนะ และพลทั้งหลาย ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์.
               ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติให้เป็นธรรมในบ้านและนิคมทั้งหลาย ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้วจักได้ไปสู่สวรรค์.
               ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรม ในแว่นแคว้นและชนบททั้งหลาย ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้วจักได้ไปสู่สวรรค์.
               ข้าแต่พระมหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติให้เป็นธรรม ในสมณะและพราหมณ์ทั้งหลาย ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์.
               ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติให้เป็นธรรม ในหมู่มฤคและปักษีทั้งหลาย ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์.
               ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรม เพราะธรรมอันบุคคลประพฤติดีแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ ข้าแต่องค์ราชันย์ พระองค์ทรงประพฤติธรรมในโลกนี้แล้ว จักได้ไปสู่สวรรค์.
               ข้าแต่มหาราชเจ้า ขอพระองค์จงทรงประพฤติธรรม พระอินทร์ เทพยเจ้าทั้งหลายพร้อมทั้งพระพรหม ได้เสวยทิพยสมบัติ เพราะธรรมอันประพฤติดีแล้ว
               ข้าแต่องค์ราชันย์ ขอพระองค์อย่าได้ทรงประมาทธรรม ธรรมเหล่านั้นเป็นวัตตบทในทศราชธรรมนั่นเอง ข้อนี้แล เป็นอนุสาสนีที่พร่ำสอนกันมา
               กัลยาณชนมาซ่องเสพผู้มีปัญญา พระองค์ทรงประพฤติอย่างนี้แล้วจะได้ไปสู่ไตรทิพยสถาน ด้วยประการฉะนี้.


               บุตรนายพรานแสดงธรรมด้วยพุทธลีลา โดยนิยามอันพระมหาสัตว์ทรงแสดงแล้วนั่นเอง เหมือนเทวดาผู้วิเศษยังแม่น้ำในอากาศ ให้ตกลงมาฉะนั้น ด้วยประการฉะนี้.
               มหาชนยังสาธุการให้เป็นไปนับเป็นพัน ความแพ้พระครรภ์ของพระบรมราชเทวีก็ระงับไป เพราะทรงสดับธรรมกถานั่นเอง.
               พระราชาทรงดีพระทัย เมื่อจะทรงปูนบำเหน็จชุบเลี้ยงบุตรนายพรานด้วยยศใหญ่ ได้ตรัสพระคาถา ๓ คาถาความว่า

               ดูก่อนนายพราน เราให้ทองคำ ๑๐๐ แท่ง กุณฑลแก้วมณีอันมีค่ามาก เตียงสี่เหลี่ยมมีสีคล้ายดอกสามหาว และภรรยาผู้ทัดเทียมกันสองคน กับโค ๑๐๐ ตัวแก่ท่าน เราจักปกครองราชสมบัติโดยธรรม ท่านเป็นผู้มีอุปการะแก่เรามาก
               ดูก่อนนายพราน ท่านจงเลี้ยงดูบุตรและภรรยาด้วยกสิกรรม พาณิชยกรรม การให้กู้หนี้ และด้วยการประพฤติเลี้ยงชีพโดยสัมมาอาชีวะเถิด อย่าได้กระทำบาปอีกเลย.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ถูลํ ความว่า เราจักให้เครื่องประดับคือมณีและแก้วกุณฑลมีค่ามาก แก่ท่าน. บทว่า จตุรสฺสํ ได้แก่ บัลลังก์สูงสี่เหลี่ยม อธิบายว่า มีด้านศีรษะสูงสี่เหลี่ยม.
               บทว่า อุมฺมารปุปฺผ สิรินฺนิภํ ได้แก่ บัลลังก์ที่สำเร็จด้วยไม้แก่นสีดำ ประกอบด้วยโอภาส มีรัศมีเช่นเดียวกับดอกสามหาว เพราะลาดด้วยเครื่องลาดสีเขียว.
               บทว่า สาทิสิโย ความว่า ทัดเทียมกันด้วยรูปสมบัติ และโภคสมบัติ.
               บทว่า อุสภญฺจ ควํ สตํ ความว่า และเราจะให้โคฝูงร้อยตัว มีโคผู้เป็นหัวหน้าแก่ท่าน.
               บทว่า กาเรสฺสํ ความว่า เราจะไม่ยังทศพิธราชธรรมให้กำเริบจักเสวยราชสมบัติโดยธรรมเท่านั้น.
               บทว่า พหุกาโร เมสิ ความว่า แม้ท่านก็ชื่อว่าเป็นผู้มีอุปการะแก่เรามาก เพราะเป็นผู้ตั้งอยู่ในฐานะเป็นตัวแทนแห่งพญาเนื้อตัวมีสีเหมือนทอง แล้วแสดงธรรมแก่เรา เราเป็นผู้อันท่านให้ประดิษฐานอยู่ในเบญจศีล โดยนิยามดังพญาเนื้อกล่าวแล้วนั่นแล.
               บทว่า กสิวณิชฺชา ความว่า ดูก่อนนายพรานผู้สหาย เรามิได้เห็นพญาเนื้อ ฟังแต่ถ้อยคำของพญาเนื้อเท่านั้น ยังตั้งอยู่ในเบญจศีลได้ แม้ท่านก็จงเป็นคนมีศีลตั้งแต่บัดนี้ไป จงกระทำกสิกรรม และพาณิชยกรรม และอิณทานกรรมอย่างใดอย่างหนึ่ง.
               บทว่า อุญฺฉาจริยา ความว่า อันเป็นหลักของการครองชีพ อธิบายว่า ท่านจงเลี้ยงดูบุตรภรรยาของท่าน ด้วยกสิกรรมและพาณิชยกรรมเป็นต้นนี้ อันเป็นสัมมาอาชีวะเถิด อย่าได้กระทำบาปอีกเลย.

               นายพรานฟังพระดำรัสของพระราชาแล้ว กราบทูลว่า ข้าพระพุทธเจ้าไม่มีความประสงค์จะอยู่ครอบครองเรือน ขอพระองค์โปรดทรงอนุญาตการบรรพชาแก่ข้าพระพุทธเจ้าด้วยเถิด ครั้นได้พระบรมราชานุญาตแล้ว ก็มอบทรัพย์สมบัติที่พระราชาทรงพระราชทานแก่ตน แก่บุตรภรรยา แล้วเข้าไปสู่หิมวันตประเทศ บวชเป็นฤาษี ยังสมาบัติ ๘ ให้บังเกิด เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
               ฝ่ายพระราชาทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระมหาสัตว์เจ้า แล้วทรงบำเพ็ญทางแห่งสวรรค์ให้เต็มบริบูรณ์
               โอวาทของพระมหาสัตว์นั้นก็ดำเนินติดต่อมาเป็นเวลาพันปี.

               พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้ในชาติก่อน พระอานนท์ก็ได้สละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่เรา ด้วยประการอย่างนี้เหมือนกัน
               แล้วทรงประชุมชาดกว่า
                         นายพรานในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระฉันนะ ในบัดนี้
                         พระราชาได้มาเป็น พระสารีบุตร
                         พระเทวีได้มาเป็น เขมาภิกษุณี
                         มารดาบิดาได้มาเป็น ตระกูลมหาราช
                         สุตตนามฤคีได้มาเป็น อุบลวรรณาเถรี
                         จิตตมฤคได้มาเป็น พระอานนท์
                         เนื้อแปดหมื่นได้มาเป็น หมู่สากิยราช
                         ส่วนพญาเนื้อได้มาเป็น เราตถาคต แล.

               จบอรรถกถาโรหนมิคชาดกที่ ๕

.. อรรถกถา โรหนมิคชาดก ว่าด้วย ความรักในสายเลือด จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2084อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2104อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2124อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=8338&Z=8399
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๗  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com