ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา โสมนัสสชาดก
ว่าด้วย การใคร่ครวญก่อนแล้วทำ

               พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภความที่พระเทวทัตพยายาม เพื่อจะปลงพระชนม์พระองค์ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า โก ตํ หิสติ เหเฐติ ดังนี้.
               ก็ในกาลครั้งนั้น พระบรมศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในปางก่อนพระเทวทัตนี้ ก็พยายามเพื่อจะฆ่าเราตถาคตเหมือนกัน แล้วทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้.
               ในอดีตกาล มีพระราชาทรงพระนามว่า เรณุราช เสวยราชสมบัติในอุตตรปัญจาลนคร แคว้นกุรุ.
               ครั้งนั้น พระดาบสชื่อ มหารักขิตะ มีดาบส ๕๐๐ เป็นบริวาร อยู่ในหิมวันตประเทศเที่ยวจาริกไป เพื่อจะเสพอาหารรสเค็มและรสเปรี้ยว จนลุถึงอุตตรปัญจาลนคร พักอยู่ในพระราชอุทยาน รุ่งขึ้นพร้อมด้วยบริวารเที่ยวไปบิณฑบาตจนถึงราชทวาร.
               พระเจ้าเรณุราชทรงเห็นหมู่ฤาษี ทรงเลื่อมใสในอิริยาบถ จึงตรัสสั่งให้นิมนต์มานั่ง ณ ท้องพระโรง มีพื้นกว้างใหญ่อันประดับตกแต่งแล้ว ทรงอังคาสด้วยอาหารอันประณีต แล้วตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ นิมนต์พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายอยู่จำพรรษาที่อุทยานของข้าพเจ้าตลอดฤดูฝนนี้เถิด แล้วเสด็จไปพระราชอุทยานพร้อมด้วยดาบสเหล่านั้น ตรัสสั่งให้สร้างที่อยู่พระราชทานบรรพชิตบริขาร ทรงนมัสการแล้ว เสด็จกลับพระราชวัง.
               นับแต่นั้นมา ดาบสเหล่านั้น แม้ทั้งหมดก็รับพระราชทานฉัน ในพระราชนิเวศน์เป็นประจำ. ก็พระราชามิได้มีพระโอรส จึงทรงปรารถนาจะได้พระโอรส. ราชโอรสก็หาได้มาอุบัติสมพระราชประสงค์ไม่ ล่วงกาลฤดูฝน ๓ เดือนแล้ว ท่านมหารักขิตดาบสจึงเข้าไปถวายพระพรลาพระราชาว่า บัดนี้ ที่ป่าหิมพานต์เป็นรมณียสถาน พวกอาตมภาพจะไปอยู่ที่ป่าหิมพานต์นั้นตามเดิม อันพระราชาทรงกระทำการสักการะบูชาแล้ว จึงออกจากพระราชอุทยานไป ในเวลาเที่ยงวัน ได้แวะออกจากทางเสียในระหว่างมรรคา พาบริวารนั่งอยู่ที่เนินหญ้าแพรกอ่อนๆ ณ ภายใต้ต้นไม้มีร่มเงาอันเยือกเย็นต้นหนึ่ง.
               ดาบสเหล่านั้นนั่งประชุมสนทนากันว่า ในพระราชวังหามีพระราชโอรสที่จะสืบราชตระกูลไม่ ถ้าพระราชาจะพึงได้พระราชโอรส ก็จะเป็นการดีทีเดียวจะได้สืบราชสกุลสืบไป.
               ท่านมหารักขิตดาบสได้ยินถ้อยคำของดาบสเหล่านั้นแล้ว จึงใคร่ครวญดูว่า พระราชาจักมีพระโอรสหรือไม่หนอ ทราบว่าจักมี จึงพูดขึ้นว่า ดูก่อนท่านผู้เจริญทั้งหลาย พวกท่านอย่าคิดวิตกไปเลย วันนี้เวลาใกล้รุ่ง เทพบุตรหนึ่งองค์จักจุติลงมา ถือปฏิสนธิในครรภ์แห่งอัครมเหสีของพระราชา
               ชฏิลโกงผู้หนึ่งได้ยินดังนั้นจึงคิดว่า เราจักเป็นราชกุลุปกะ(พระดาบสประจำราชสำนัก) เสียแต่บัดนี้ จึงในเวลาที่พวกดาบสออกเดินทางไป แกล้งลวงว่าเป็นไข้แล้วนอนเสีย ถูกพวกดาบสอื่นๆ เตือนว่า ลุกขึ้นเถิด พวกเราจักไปกันละ ก็ตอบว่า เราไม่สามารถจะไปได้.
               ท่านมหารักขิตดาบสรู้เหตุที่ดาบสนั้นแกล้งนอน จึงกล่าวว่า ท่านสามารถจะไปได้เมื่อใด จงตามมาเมื่อนั้นเถิด ดังนี้แล้ว พาหมู่ฤาษีเดินทางไปยังหิมวันตประเทศทีเดียว.
               ฝ่ายดาบสโกงจึงรีบย้อนกลับมาโดยเร็ว ยืนอยู่ที่ราชทวาร สั่งให้ราชบุรุษกราบทูลพระราชาว่า ดาบสอุปัฏฐากของท่านมหารักขิตดาบสมาเฝ้า ครั้นพระราชาตรัสสั่งให้รีบนิมนต์เข้าไปเฝ้า จึงขึ้นสู่ปราสาท นั่งบนอาสนะที่เขาปูไว้แล้ว.
               พระราชาทรงนมัสการพระดาบสแล้ว ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง ตรัสถามถึง สุขภาพอนามัยของพระฤาษีทั้งหลาย แล้วตรัสว่า พระคุณเจ้ารีบด่วนกลับมา ทั้งนี้ด้วยเหตุอันใดหรือ?
               ดาบสโกงถวายพระพรว่า ขอถวายพระพรถูกต้องทีเดียว หมู่ฤาษีนั่งพักกันอยู่ตามสบาย ต่างสนทนาปราศรัยกันว่า ถ้าหากว่า พระโอรสผู้สืบสันตติวงศ์ของพระราชาจะพึงเสด็จอุบัติขึ้นไซร้ ข้อนั้นจะเป็นความดีฉะนั้นแล้ว อาตมภาพฟังคำสนทนานั้นแล้ว ตรวจดูด้วยทิพยจักษุว่า มหาบพิตรจักมีพระราชโอรสหรือไม่หนอ เห็นว่าเทพบุตรผู้มีมหิทธิฤทธิ์ จักจุติมาบังเกิดในพระครรภ์แห่งพระนางสุธรรมาอัครมเหสี จึงคิดว่า ผู้ที่ไม่รู้ก็จะพึงทำลายพระครรภ์ให้พินาศเสีย จำเราต้องแจ้งแก่มหาบพิตรทั้งสอง จึงได้รีบมาเพื่อต้องการถวายพระพรให้ทรงทราบ บัดนี้ อาตมภาพก็ได้ถวายพระพรให้พระองค์ทรงทราบแล้ว ขอถวายพระพรลาไป.
               พระเจ้าเรณุราชทรงโสมนัสยินดี มีพระหฤทัยเลื่อมใส ตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พระคุณเจ้ายังไปไม่ได้ ดังนี้แล้ว นำดาบสโกงไปสู่พระราชอุทยาน จัดแจงสถานที่อยู่พระราชทาน.
               จำเดิมแต่นั้นมา ดาบสโกงนั้นก็พำนักอาศัยขบฉันในราชตระกูล จนได้มีนามว่า ทิพพจักษุดาบส (ดาบสผู้มีตาทิพย์) ทีเดียว.
               ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์จุติจากดาวดึงส์พิภพ ถือปฏิสนธิในพระครรภ์แห่งพระนางสุธรรมาราชเทวี ในพระนครนั้น
               ในวันขนานพระนามพระราชกุมารนั้น พระราชมารดาบิดาจึงขนานพระนามว่า โสมนัสสกุมาร.
               พระราชโอรสทรงเจริญพระชนมพรรษาด้วยกุมารบริหารโดยลำดับ.
               ฝ่ายดาบสโกงจัดแจงปลูกผักอันเกื้อกูลแก่สูปะและวัลลิผล คือผลไม้เครือเถามีประการต่างๆ ด้านริมพระราชอุทยานแห่งหนึ่ง แล้วจำหน่ายขายแก่ชาวร้านตลาด รวบรวมทรัพย์ไว้.
               ในกาลเมื่อพระโพธิสัตว์มีพระชันษาได้ ๗ ปี ประเทศชายแดนราชอาณาเขตกำเริบจลาจล.
               พระเจ้าเรณุราชตรัสสั่งว่า เจ้าอย่าประมาทท่านทิพพจักษุดาบส ทรงให้พระราชกุมารรับคำแล้วเสด็จไป ด้วยหวังว่า เราจักจัดการให้ปัจจันตชนบทสงบราบคาบ.
               ครั้นวันหนึ่ง พระราชกุมารคิดว่าเราจักไปเยี่ยมเยียนท่านชฏิล จึงเสด็จสู่พระราชอุทยาน ทอดพระเนตรเห็นชฎิลโกงนุ่งผ้ากาสาวะหยักรั้งผืนหนึ่งห่มผืนหนึ่ง สองมือถือน้ำข้างละหม้อกำลังรดน้ำไร่ผักอยู่ ก็ทรงทราบว่า ชฎิลผู้นี้เป็นชฎิลโกง ไม่บำเพ็ญสมณธรรมของตน มัวปลูกผักทำสวนครัวเสีย จึงทรงทักทายให้ชฎิลโกงนั้นได้อายว่า ดูก่อนคฤหบดีพ่อค้าผัก ท่านกำลังทำอะไรอยู่? แล้วมิได้ทรงกราบไหว้ เสด็จออกกลับไปยังพระนคร.
               ชฎิลโกงคิดว่า บัดนี้ พระราชกุมารนี้เป็นศัตรูเราเสียแล้ว ใครรู้เข้า ความเสื่อมเสียอะไรๆ จักมี ควรที่เราจะกำจัดพระราชกุมารนั้น เสียแต่บัดนี้ทีเดียว ในเวลาใกล้ที่พระราชาจะเสด็จมาจึงโยนแผ่นหินไปรวมไว้ ณ ส่วนหนึ่ง ทุบต่อยหม้อน้ำให้แตก ทั้งเกลี่ยหญ้าทิ้งเรี่ยราดไว้บนบรรณศาลา เอาน้ำมันทาตัว เข้าไปยังบรรณศาลา นอนคลุมโปงอยู่บนเตียง ทำประหนึ่งว่าถึงความทุกข์ร้อนอย่างใหญ่หลวง.
               พระราชาครั้นเสด็จมาแล้ว ทรงกระทำประทักษิณพระนคร ยังไม่เสด็จเข้าพระราชนิเวศน์ ทรงดำริว่า เราจักเยี่ยมเยียนท่านทิพพจักษุดาบสผู้เป็นเจ้าแห่งเราก่อน แล้วเสด็จไปถึงประตูบรรณศาลา ทอดพระเนตรเห็นอาการอันวิปริตเช่นนั้น ทรงพระดำริว่านี้เรื่องอะไรหนอ จึงเสด็จเข้าไปทอดพระเนตรเห็นชฎิลโกงนั้นนอนอยู่ ทรงลูบคลำเท้าทั้งสองของชฎิลโกง
               ตรัสพระคาถาที่ ๑ ความว่า
               ใครมาตี มาด่าท่านหรือ ทำไมท่านจึงเสียใจ น้อยใจ เศร้าโศกอยู่ วันนี้มารดาบิดาของท่าน มาร้องไห้รบกวนประการใด หรือว่าวันนี้ ใครมารังแกท่าน ให้ต้องนอนเหนือแผ่นดิน.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า หึสติ แปลว่า ทุบตี. บทว่า เหเฐติ แปลว่า ด่าว่า.
               บทว่า กวชฺช เสตุ ความว่า หรือว่าวันนี้ มีใครมาเบียดเบียนรังแก ให้ท่านต้องนอนเหนือแผ่นดิน.

               ชฎิลโกงได้ยินพระดำรัสนั้นจึงทอดถอนหายใจ ลุกขึ้นกล่าวคาถาที่ ๒ ความว่า
               ขอถวายพระพรพระจอมภูมิบาล อาตมภาพดีใจมากที่ได้เห็นมหาบพิตร อาตมภาพเข้ามาอาศัยมหาบพิตร มิได้เบียดเบียนใคร ขอถวายพระพร อาตมภาพถูกพระราชโอรสของมหาบพิตรเบียดเบียน.


               เบื้องหน้าแต่นี้ไป พึงทราบคาถาประพันธ์ ที่พระคันถรจนาจารย์ประพันธ์ไว้ง่ายๆ ตามนัยวาระพระบาลีความว่า
               (พระราชาทรงพระพิโรธ ตรัสว่า) เหวยเหล่านายทวารบาล พนักงานตำรวจดาบ และนายเพชฌฆาตทั้งหลาย พวกเจ้าจงไปตามหน้าที่ของตนๆ จงไปยังภายในพระราชฐาน ฆ่าเจ้าโสมนัสสกุมารเสีย แล้วตัดเอาศีรษะมา.
               ทูตทั้งหลายที่พระราชาส่งไป ได้กราบทูลพระกุมารว่า ข้าแต่พระขัตติโยรส พระองค์เป็นผู้ที่พระอิสราธิบดี ราชบิดาทรงตัดขาดแล้ว พระองค์ต้องโทษถึงประหารชีวิต พระเจ้าข้า.
               พระราชโอรสทรงพระกันแสงอยู่ ทรงประคองอัญชลี ยกพระหัตถ์ทั้งสิบนิ้วขึ้นอ้อนว่า ตัวเราอยากจะขอเฝ้าพระราชบิดาผู้เป็นจอมประชาราษฎร์ ขอท่านทั้งหลายจงนำเราผู้ยังมีชีวิตไปเฝ้าพระราชบิดาเถิด.
               ทูตทั้งหลายได้ฟังพระดำรัสของพระราชกุมารแล้ว ได้พาพระราชโอรสเข้าเฝ้าพระราชา
               ฝ่ายพระราชโอรส ครั้นเห็นพระราชบิดา จึงกราบทูลไปแต่ไกลว่า
               ข้าแต่พระราชบิดาผู้เป็นจอมประชาราษฎร์ พวกนายประตู พนักงานตำรวจดาบ และเพชฌฆาตทั้งหลายพากันมาเพื่อจะฆ่าข้าพระพุทธเจ้าเสีย ข้าพระพุทธเจ้าขอกราบทูลถาม ขอได้ทรงพระกรุณาโปรดตรัสบอกเนื้อความนั้น แก่ข้าพระพุทธเจ้า วันนี้ข้าพระพุทธเจ้ามีความผิดในเรื่องนี้ เป็นประการใดหรือ พระเจ้าข้า.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหึสโก ความว่า ข้าพระองค์ไม่เบียดเบียนใครๆ เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยศีลและอาจาระ.
               บทว่า เรณุมนุปวิสฺส ความว่า ขอถวายพระพร พระองค์เรณุมหาราช อาตมภาพเข้ามาอยู่อาศัย.
               บทว่า เหฐยิโตสฺมิ ความว่า อาตมาถูกโอรสของพระองค์พาพวกบริวารเป็นอันมาก เข้ามากล่าวหมิ่นประมาทว่า เฮ้ยเจ้าดาบสโกง เพราะเหตุไร เจ้าจึงมาอยู่ในที่นี้ ดังนี้แล้ว งัดแผ่นหินโยนทิ้ง ซ้ำทุบต่อยหม้อน้ำแล้วมิหนำ ชกต่อยถีบเตะเบียดเบียนอาตมภาพอีกด้วย.
               ดาบสนั้นกล่าวคำเท็จแต่งให้เป็นเหมือนจริง ทูลให้พระราชาหลงเชื่อ ด้วยประการฉะนี้.
               บทว่า อายนฺตุ ความว่า พระเจ้าเรณุราชทรงกริ้วพระราชกุมารว่า นับแต่กาลที่ได้ปฏิบัติผิดในพระผู้เป็นเจ้าของเราแล้ว โสมนัสสกุมารนั้นจักละอายแม้ในตัวเราก็หามิได้ เมื่อจะตรัสสั่งบังคับให้สำเร็จโทษพระราชกุมารเสียจึงตรัสอย่างนี้.
               บทว่า กสาวิยา ความว่า พระเจ้าเรณุราชตรัสสั่งว่า เหวย! เหล่าชาวเพชฌฆาตทุกหมู่เหล่าผู้มีขวานอยู่ในมือ จงมาโดยวิธีการของตนๆ.
               บทว่า วรํ ความว่า จงตัดศีรษะอันประเสริฐ คืออวัยวะเบื้องสูงนำมาให้เรา.
               บทว่า ราชิโน ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทูตทั้งหลายที่พระราชาทรงส่งไปจากราชสำนัก พากันรีบไปล้อมจับพระราชกุมาร ซึ่งพระราชมารดาทรงประดับตกแต่งแล้ว ให้ประทับเหนือพระเพลาของพระองค์ แล้วพากันกราบทูลความนั้น.
               บทว่า อิสฺสเรน หมายถึง พระราชา.
               บทว่า วิติณฺโณสิ ความว่า พระองค์เป็นผู้อันพระราชาตัดขาดแล้ว.
               บทว่า ส ราชปุตฺโต ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระราชโอรสทรงสดับถ้อยคำของทูตเหล่านั้นแล้ว สะดุ้งตกพระทัยกลัวต่อมรณภัย ผลุดลุกจากพระเพลาของพระมารดา.
               บทว่า ปฏิทสฺสเยถ ความว่า ท่านทั้งหลายจงนำเราเข้าเฝ้า.
               บทว่า ตสฺส ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ทูตเหล่านั้นฟังพระดำรัสนั้นของพระกุมารแล้ว จึงงดการประหารชีวิตไว้ และเอาเชือกมัดพระกุมารจูงไปเฝ้าพระราชา เหมือนดังคนจูงโคฉะนั้น
               ก็เมื่อพวกเพชฌฆาตกำลังนำพระกุมารไป พระนางสุธรรมาราชเทวีพร้อมด้วยนางนักสนม แวดล้อมด้วยหมู่ทาสี อีกทั้งชาวพระนครทั้งหลาย ต่างพูดกันว่า พวกเราจักไม่ยอมให้สำเร็จโทษพระกุมารผู้หาความผิดมิได้แล้วได้ตามไป พร้อมกับพระกุมารนั้น.
               บทว่า อาคจฺฉุ ํ ความว่า พวกเพชฌฆาตมายังสำนักของข้าพระพุทธเจ้า เพื่อจะลงพระราชอาญา.
               บทว่า หนฺตุ ํ มมํ ความว่า เพื่อจะฆ่าข้าพระพุทธเจ้าเสีย.
               บทว่า โกนีธ ความว่า พระกุมารทูลถามว่า พระราชบิดาตรัสสั่งให้ประหารชีวิตข้าพระพุทธเจ้าด้วยประการใด อะไรหนอเป็นความผิดของข้าพระพุทธเจ้าในเรื่องนี้.

               พระเจ้าเรณุราชตวาดว่า ภวัคคพรหมยังต่ำนัก โทษของเจ้าใหญ่โตมาก
               เมื่อจะตรัสบอกโทษผิดของพระราชกุมาร จึงตรัสพระคาถาความว่า
               ทิพพจักษุดาบสผู้ไม่ประมาท ทำกิจรดน้ำบำเรอไฟ ทั้งเวลาเย็นเวลาเช้าทุกเมื่อ เหตุไรเจ้าจึงเรียกทิพพจักษุดาบสผู้สำรวมอินทรีย์ เป็นพรหมจารีเช่นนั้นว่า "พราหมณ์ คฤหบดี"


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุทกํ สชาติ ความว่า ทำการลงสู่น้ำ.
               บทว่า ตํ ตาทิสํ ความว่า พระเจ้าเรณุราชตรัสว่า เพราะเหตุไร เจ้าจึงร้องเรียกทิพพจักษุดาบสผู้เป็นเจ้าของเราเห็นปานนั้น ด้วยวาทะว่า "คฤหบดี" เล่า.
               ลำดับนั้น พระกุมารกราบทูลว่า ขอเดชะพระอาญาไม่พ้นเกล้า เมื่อข้าพระพุทธเจ้าเรียกคฤหบดีแท้ๆ ด้วยวาทะว่าคฤหบดี ดังนี้ จะมีโทษผิดอะไรหรือ ดังนี้แล้วตรัสคาถาความว่า
               ขอเดชะ กุลุปกดาบสผู้นี้มีของเก็บไว้หลายอย่าง คือผลสมอพิเภก เผือกมัน และผลไม้ทั้งหลาย กุลุปกดาบสผู้นี้เป็นผู้ไม่ประมาทเก็บรักษาสิ่งของเหล่านั้นไว้ เพราะเหตุนั้น ข้าพระพุทธเจ้าจึงเรียกดาบสนั้นว่า "คฤหบดี".


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มูลา ได้แก่ พืชทั้งหลายมีพืชที่เกิดจากรากเป็นต้น.
               บทว่า ผลา ได้แก่ วัลลิผลาผลนานาชนิด.
               บทว่า เต รกฺขติ โคปยตปฺปมตฺโต ความว่า กุลุปกดาบสของเสด็จพ่อนี้ ทำการปลูกผักนั่งเฝ้าอยู่ ไม่ประมาท ทำรั้วล้อมคุ้มครองดูแล ด้วยเหตุนั้นแหละ กุลุปกดาบสนั้นจึงจัดว่าเป็นพราหมณ์คฤหบดีของเสด็จพ่อ.
               บทว่า อิติ นํ อหมฺปิ คหปติ ความว่า ที่ข้าพระพุทธเจ้ากราบทูลมา หากเสด็จพ่อไม่ทรงเชื่อโปรดตรัสสั่งให้ถามชาวร้านขายผักที่พระราชทวารทั้ง ๔ ทิศดูเถิด.

               พระราชาจึงตรัสสั่งให้ราชบุรุษไปเรียกชาวร้านขายผักมาซักถาม ชาวร้านขายผักทั้งหลายก็พากันกราบทูลว่า ขอเดชะ เป็นความจริงพระพุทธเจ้าข้า พวกข้าพระพุทธเจ้าซื้อผักและผลไม้จากมือของท่านดาบสรูปนี้จริง.
               พระราชกุมารโสมนัสส์ตรัสสั่งให้พนักงานเจ้าหน้าที่พิสูจน์สิ่งของดูทำให้เห็นประจักษ์ ราชบุรุษของพระกุมารเข้าไปยังบรรณศาลาของดาบสนั้น แล้วค้นนำเอาห่อกหาปณมาสกที่ได้จากการขายผัก มาถวายยืนยัน แด่พระราชา.
               พระราชาทรงทราบว่า พระมหาสัตว์ไม่มีความผิด จึงตรัสพระคาถา ความว่า
               ดูก่อนเจ้าโสมนัสสกุมาร เรื่องนี้เจ้าพูดได้จริง ดาบสผู้นี้มีของเก็บไว้หลายอย่าง ดาบสผู้นี้เป็นผู้ไม่ประมาท เก็บรักษาสิ่งของเหล่านั้นไว้ เพราะฉะนั้น ดาบสผู้นี้จึงชื่อว่า พราหมณ์ คฤหบดี.


               ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ทรงพระดำริว่า การที่เราเข้าป่าหิมพานต์แล้วบวชเสีย ดีกว่าอยู่ในสำนักของพระราชาผู้โง่เขลาเห็นปานนี้ แล้วแถลงโทษของพระราชาให้แจ้งชัด ในท่ามกลางบริษัทนั่นเอง แล้วกราบทูลลาว่า ข้าพระพุทธเจ้าจักทูลลาออกไปบรรพชาเสียวันนี้ทีเดียว.
               พระโพธิสัตว์ทำสักการะแก่บริษัทแล้ว ตรัสพระคาถาความว่า
               บริษัททั้งหลาย ทั้งชาวนิคม และชาวชนบทที่มาประชุมกันถ้วนทุกคน ขอจงฟังข้าพเจ้า พระราชาผู้เป็นจอมประชาราษฎร์นี้ เป็นพาลได้ฟังคำชฎิลโกงแล้วตรัสสั่งให้ฆ่าเราเสีย โดยหาเหตุมิได้เลย.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พาลายํ พาลสฺส ความว่า พระราชานี้เป็นพาลด้วยพระองค์เอง ทรงฟังถ้อยคำของชฎิลโกงผู้เป็นพาลโง่เขลาแล้ว ตรัสสั่งให้ฆ่าข้าพเจ้าโดยหาเหตุมิได้.

               ก็แลพระโพธิสัตว์เจ้าตรัสดังนี้แล้ว ถวายบังคมพระราชบิดา ให้ทรงอนุญาต ให้พระองค์ทรงบรรพชาแล้ว ตรัสพระคาถานอกนี้ความว่า
               เมื่อรากยังเจริญงอกงามแผ่ไพศาลอยู่ ไม้ไผ่ที่แตกเป็นกอใหญ่แล้ว ก็แสนยากที่จะถอนให้หมดสิ้นไปได้ ข้าแต่พระราชบิดาผู้เป็นจอมประชาราษฎร์ เกล้ากระหม่อมฉันขอถวายบังคมพระยุคลบาท ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต กระหม่อมฉันจักขอออกบวช พระเจ้าข้า.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิสเต ความว่า (ไม้ไผ่) แตกเป็นกอลำใหญ่.
               บทว่า ทุนฺนิกฺขโย ความว่า ยากที่จะถอนให้หมดสิ้น.

               ต่อแต่นี้ไปเป็นคาถาประพันธ์ โต้ตอบระหว่างพระราชากับพระราชโอรส.
               (พระราชาตรัสว่า) โสมนัสสกุมารเอ๋ย เจ้าจงเสวยสมบัติอันไพบูลย์เถิด
               อนึ่ง บิดาจะมอบอิสริยยศทั้งหมดให้แก่เจ้า เจ้าจงเป็นพระราชาของชาวกุรุรัฐเสียในวันนี้ทีเดียวเถิด อย่าบวชเลย เพราะการบวชเป็นทุกข์.
               (พระโพธิสัตว์ทูลว่า) ขอเดชะ บรรดาโภคสมบัติของพระองค์ ซึ่งมีอยู่ในราชธานีนี้ สิ่งไรเล่าที่ข้าพระพุทธเจ้าควรบริโภคมีอยู่หรือ เมื่อชาติก่อนข้าพระพุทธเจ้าเคยรื่นรมย์ อยู่ในเทวโลกด้วยรูป เสียง กลิ่น รส และผัสสะทั้งหลายที่น่ารื่นรมย์ใจ ขอเดชะข้าพระพุทธเจ้า เคยบริโภคสมบัติมาแล้วในไตรทิพย์ เคยมีหมู่นางอัปสรแวดล้อมมาแล้ว ข้าพระพุทธเจ้ามารู้ว่าพระองค์เป็นพาล อันคนอื่นต้องนำไป แล้วจะอยู่ในราชสกุลเช่นนั้น ไม่ได้เลย.
               (พระราชาตรัสว่า) ดูก่อนพ่อโสมนัสส์ ถ้าหากว่าบิดาเป็นพาล ต้องอาศัยผู้อื่นจูงไปไซร้ เจ้าจงอดโทษให้แก่บิดาสักครั้งหนึ่งเถิด ถ้าแม้ว่าโทษเช่นนี้จะพึงมีอีกไซร้ เจ้าจงกระทำตามมติของตนเถิด.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขา ความว่า พระราชาตรัสวิงวอนพระโอรสว่า ลูกรัก ขึ้นชื่อว่าการบรรพชาเป็นทุกข์ เพราะต้องมีชีวิตเนื่องด้วยผู้อื่น เจ้าอย่าบวชเลย จงเป็นพระราชาเถิด.
               บทว่า กินฺนูธ เทว ความว่า ขอเดชะ พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ โภคสมบัติของพระราชบิดาเหล่าใด มีอยู่ในราชธานีนี้ ในโภคสมบัติเหล่านั้น สิ่งใดเล่าสมควรที่ข้าพระพุทธเจ้าจะพึงบริโภคใช้สอยได้ มีอยู่แลหรือ.
               บทว่า ปริวาริโต ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าอันนางเทพอัปสรเคยบำรุงบำเรอมาแล้ว. อีกนัยหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน.
               ได้ยินว่า พระญาณระลึกชาติได้เกิดขึ้นแก่พระโพธิสัตว์ เพราะเหตุนั้น พระโพธิสัตว์เจ้าจึงตรัสอย่างนี้.
               บทว่า ปรเนยฺยํ ความว่า (พระองค์เป็นพาล) ต้องอาศัยคนอื่นนำไปด้วยไม้เท้า ดังคนตาบอด
               บทว่า ตาทิเส ความว่า พระโพธิสัตว์ตรัสอย่างนี้เพื่อจะให้พระราชบิดาทรงทราบว่า บัณฑิตไม่พึงอยู่ในสำนักของพระราชาเช่นนั้น ข้าพระพุทธเจ้ารอดชีวิตมาได้วันนี้ ก็ด้วยกำลังญาณของตน ข้าพระพุทธเจ้าจักอยู่ในสำนักของพระราชบิดา หาได้ไม่.
               บทว่า ยถามตึ ความว่า พระเจ้าเรณุราชทรงขอให้พระราชโอรสงดโทษให้ว่า ถ้าหากว่าโทษผิดเห็นปานนี้ของบิดาจะพึงมีอีกไซร้ เมื่อนั้นเจ้าจงทำตามอัธยาศัยเถิด.

               พระมหาสัตว์ เมื่อจะถวายโอวาทพระราชบิดา จึงตรัสคาถา ๘ คาถาความว่า
               กรรมที่บุคคลใดไม่พิจารณาให้ถี่ถ้วนเสียก่อน แล้วทำลงไป ผลชั่วร้ายย่อมมีแก่บุคคลนั้น เหมือนความวิบัติแห่งยาแก้โรคฉะนั้น.
               ส่วนกรรมที่บุคคลใดพิจารณาถี่ถ้วนก่อน แล้วทำลงไป ผลอันเจริญย่อมมีแก่บุคคลนั้น เหมือนความถึงพร้อมแห่งยาแก้โรคฉะนั้น.
                         คฤหัสถ์ผู้บริโภคกามเป็นคนเกียจคร้าน ไม่ดี
                         บรรพชิตไม่สำรวม ไม่งาม
                         พระราชาไม่ทรงใคร่ครวญเสียก่อนแล้วทำลงไป ไม่ดี
                         บัณฑิตมีความโกรธเป็นเจ้าเรือน ก็ไม่ดี.
               ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นอธิบดีแห่งทิศ กษัตริย์ทรงใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงค่อยทำ ยังไม่ได้พิจารณาใคร่ครวญก่อน แล้วไม่ควรทำกิจการอะไร พระเกียรติยศของพระราชาผู้ทรงใคร่ครวญเสียก่อนแล้วจึงทำลงไป ย่อมเจริญยิ่งๆ ขึ้น.
               ข้าแต่พระจอมภูมิบาล อิสรชนควรพิจารณาเสียก่อนแล้วจึงลงอาชญา กรรมที่ทำด้วยความรีบร้อนย่อมเดือดร้อน อนึ่ง ความตั้งตนไว้โดยชอบและประโยชน์ของนรชนย่อมไม่ตามเดือดร้อนในภายหลัง.
               อนึ่ง ชนเหล่าใดจำแนกแจกแจงด้วยปัญญา แล้วกระทำกรรมทั้งหลาย ที่ไม่ตามเดือดร้อนในภายหลังในโลก กรรมของชนเหล่านั้น ท่านผู้รู้สรรเสริญ มีความสุขเป็นกำไร พุทธาทิบัณฑิตอนุมัติแล้ว.
               ขอเดชะ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมประชาชน นายประตู ตำรวจดาบและพวกเพชฌฆาต พากันไปจะฆ่าข้าพระพุทธเจ้า พวกนั้นพากันฉุดคร่า ข้าพระพุทธเจ้าผู้กำลังนั่งอยู่บนพระเพลาแห่งพระราชมารดามาโดยพลัน.
               ข้าแต่พระราชบิดา แท้จริง ข้าพระพุทธเจ้าถึงความหวั่นกลัวต่อมรณภัย คับแคบ ฝืดเคืองเหลือเกิน วันนี้ข้าพระพุทธเจ้าได้มีชีวิตอันเป็นที่รัก หวานซาบซึ้งใจ รอดพ้นจากการถูกประหารมาได้แสนยาก จึงน้อมใจต่อบรรพชาอย่างเดียว.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนิสมฺม ความว่า ไม่ตรวจตราพิจารณาคือใคร่ครวญ (ก่อนทำ).
               บทว่า อนวตฺถาย จินฺติตํ ความว่า ไม่กำหนด คือไม่พิจารณาดำริตริตรองให้รอบคอบ.
               บทว่า วิปาโก โหติ ปาปโก ความว่า จริงอยู่ พิษสงคือความวิบัติแห่งยาแก้โรคเป็นฉันใด ผลลามกชั่วร้ายย่อมมีแก่บุคคลนั้นฉันนั้น.
               บทว่า อสญฺญโต ความว่า บรรพชิตผู้ไม่สำรวมด้วยกายทวารเป็นต้น เป็นผู้ทุศีล.
               บทว่า ตํ น สาธุ ความว่า ความโกรธของบัณฑิตนั้นเองไม่ดี.
               บทว่า นานิสมฺม ความว่า ยังไม่ได้พิจารณาใคร่ครวญก่อนแล้ว ไม่ควรกระทำกิจการอะไร.
               บทว่า ปณเยยฺย ความว่า พึงเริ่มตั้งคือพึงยังอาชญาให้เป็นไป.
               บทว่า เวคา ความว่า โดยเร็ว คือโดยฉับพลันทันที.
               บทว่า สมฺมาปณิธี จ ความว่า ความตั้งตนไว้โดยชอบและประโยชน์ของนรชน ที่ทำด้วยจิตอันตั้งไว้โดยแยบคาย ย่อมเป็นของไม่ตามเดือดร้อนในภายหลัง.
               บทว่า วิภชฺช ความว่า ชนเหล่าใดจัดแจงด้วยปัญญาอย่างนี้ว่า กิจการเหล่านี้ควรทำ เหล่านี้ไม่ควรทำ.
               บทว่า กมฺมายตนานิ ได้แก่ การงานทั้งหลาย.
               บทว่า พุทฺธานุมตานิ ความว่า การงานอันบัณฑิตอนุมัติแล้ว ย่อมเป็นของหาโทษมิได้.
               บทว่า กฏุกํ ความว่า ขอเดชะข้าแต่พระราชบิดา ข้าพระพุทธเจ้าถึงความหวั่นกลัวต่อมรณภัยอันเผ็ดร้อน คับแคบ ฝืดเคืองเหลือเกิน.
               บทว่า ลทฺธา ความว่า ได้ชีวิตคืนมาด้วยกำลังแห่งญาณของตน.
               บทว่า ปพฺพชฺชเมวาภิมโนหมสฺมิ ความว่า ข้าพระพุทธเจ้าเป็นผู้มีจิตน้อมเฉพาะต่อบรรพชาอย่างเดียว.

               เมื่อพระมหาสัตว์เจ้าแสดงธรรมอย่างนี้แล้ว
               พระเจ้าเรณุราชตรัสเรียกพระราชเทวีมาเฝ้า แล้วตรัสพระคาถาความว่า
               ดูก่อนสุธรรมาเทวี โสมนัสสกุมารโอรสของเธอนี้ ยังรุ่นหนุ่ม น่าเอ็นดู วันนี้เราอ้อนวอนเขาไว้ ก็ไม่ได้สมปรารถนา แม้เธอก็ควรจะอ้อนวอนโอรสของเธอดูบ้าง.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาจิตเว ความว่า เพื่อช่วยอ้อนวอน.

               พระนางสุธรรมาเทวีกลับส่งเสริมพระโอรสเพื่อบรรพชาอย่างเดียว ตรัสคาถาความว่า
               ดูก่อนพระลูกรัก เจ้าจงยินดีด้วยภิกขาจาริยวัตรเถิด จงใคร่ครวญในธรรมทั้งหลาย แล้วละเว้นบรรพชาของคนมิจฉาทิฏฐิเสียเถิด เจ้าจงวางอาชญาในสรรพสัตว์ นักบวชละวางอาชญาในสรรพสัตว์ทั้งหลายแล้ว เป็นผู้ไม่ถูกติเตียนแล้ว ย่อมเข้าถึงพรหมสถาน.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นิสมฺม ความว่า เมื่อเจ้าจะบวชแน่ จงใคร่ครวญดู แล้วละการบรรพชาของมิจฉาทิฏฐิกชนเสีย จงบรรพชาลัทธิอันเป็นธรรมนำสัตว์ออกจากทุกข์ ประกอบด้วยสัมมาทิฏฐิเถิด.

               ลำดับนั้น พระเจ้าเรณุราชตรัสพระคาถา ความว่า
               ดูก่อนสุธรรมาเทวี เธอพูดคำเช่นใด คำเช่นนั้นน่าอัศจรรย์จริงหนอ เราได้รับทุกข์อยู่แล้ว เธอยังกลับเพิ่มทุกข์ให้อีก ฉันขอร้องเธอให้ช่วยอ้อนวอนลูก เธอกลับสนับสนุนให้โสมนัสสกุมารเกิดอุตสาหะยิ่งขึ้น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยาทิสญฺจ ความว่า เธอพูดคำนี้เช่นใด คำนั้นน่าประหลาดอัศจรรย์จริงหนอ.
               บทว่า ทุกฺขิตํ ความว่า เธอเพิ่มทุกข์ให้ฉันซึ่งมีทุกข์อยู่แล้วโดยปกติ ให้ทุกข์หนักขึ้น.

               พระนางเทวีตรัสคาถาอีกความว่า
               พระอริยเจ้าเหล่าใดพ้นวิเศษแล้ว บริโภคปัจจัยอันหาโทษมิได้ ดับรอบแล้วเที่ยวไปในโลกนี้ หม่อมฉันไม่อาจจะห้ามโอรสผู้ดำเนินไปตามมรรคาของพระอริยเจ้าเหล่านั้นได้.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปฺปมุตฺตา ความว่า หลุดพ้นแล้วจากกิเลสทั้งหลาย มีราคะเป็นต้น.
               บทว่า ปรินิพฺพุตา ความว่า ผู้ดับแล้วด้วยกิเลสปรินิพพานธาตุ.
               บทว่า ตมริยมคฺคํ ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ หม่อมฉันไม่อาจจะห้ามพระโอรสของหม่อมฉัน ผู้เจริญรอยมรรคาอันเป็นของแห่งพระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้นเหล่านั้นได้.

               พระราชาทรงสดับพระเสาวนีย์ของพระนางเทวี แล้วตรัสคาถาสุดท้ายความว่า
               ชนเหล่าใดมีปัญญา เป็นพหูสูต ตรึกตรองเหตุการณ์ถี่ถ้วนมาก พระนางสุธรรมาเทวีนี้เป็นผู้มีความขวนขวายน้อย ปราศจากความโศกเศร้า ได้สดับคำสุภาษิตของชนเหล่าใด ชนเหล่านั้นควรจะสมาคมคบหาทีเดียว.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พหุฐานจินฺติโน ความว่า เป็นผู้คิดเหตุการณ์ต่างๆ เป็นอันมาก.
               บทว่า เยสายํ ตัดบทเป็น เยสํ อยํ.

               แท้จริง พระนางสุธรรมาราชเทวีนั้นได้ทรงสดับคำสุภาษิตของโสมนัสสกุมารนั่นเอง จึงเกิดเป็นผู้มีความขวนขวายน้อย แม้พระราชาก็ตรัสหมายถึงพระราชโอรสนั้นเหมือนกัน.
               พระมหาสัตว์เจ้าถวายบังคมพระราชมารดาบิดา แล้วกราบทูลว่า ถ้าหากว่า โทษผิดของข้าพระพุทธเจ้ามีอยู่ไซร้ ขอพระชนกชนนีได้โปรดทรงพระกรุณาอดโทษด้วยเถิด แล้วประคองอัญชลีต่อมหาชน บ่ายพระพักตร์ต่อหิมวันตประเทศเสด็จดำเนินไป
               เมื่อมหาชนส่งเสด็จกลับแล้ว เทพยดาทั้งหลายพากันมาด้วยเพศมนุษย์พาข้ามขุนเขา ๗ ลูกนำไปสู่ป่าหิมพานต์ ทรงบรรพชาเพศเป็นดาบส อยู่ในบรรณศาลาอันวิสสุกรรมเทพบุตรนิรมิตไว้ให้.
               เทพยดาทั้งหลายต่างอภิบาลบำรุงพระมหาสัตว์เจ้าด้วยเพศมนุษย์ผู้อภิบาลบำรุงในราชสกุล จนกระทั่งจวบกาลพระมหาสัตว์เจ้ามีพระชนมายุได้ ๑๖ ปี.
               ฝ่ายมหาชนพากันโบยตีชฎิลโกงจนถึงสิ้นชีวิต.
               พระมหาสัตว์เจ้ายังฌานและอภิญญาให้เกิดแล้วได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า

               พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย แม้ในชาติก่อน พระเทวทัตนี้ก็พยายามฆ่าเราตถาคตอย่างนี้เหมือนกัน ดังนี้แล้ว
               ทรงประชุมชาดกว่า
                         ชฎิลโกหกในครั้งนั้นได้มาเป็น พระเทวทัต
                         พระมารดาได้มาเป็น พระนางสิริมหามายา
                         พระมหารักขิตดาบสได้มาเป็น พระสารีบุตร
               ส่วนโสมนัสสกุมารได้มาเป็น เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.

               จบอรรถกถาโสมนัสสชาดกที่ ๙               
               ------------------------------------------------               

.. อรรถกถา โสมนัสสชาดก ว่าด้วย การใคร่ครวญก่อนแล้วทำ จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2153อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2164อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2180อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=8613&Z=8705
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๗  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com