ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา มหาปโลภนชาดก
ว่าด้วย หญิงเป็นมลทินของพรหมจรรย์

               พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภมาตุคามทำสัตว์ผู้บริสุทธิ์ให้เศร้าหมอง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า พฺรหฺมโลกา จวิตฺวาน ดังนี้.
               เรื่องปัจจุบัน ข้าพเจ้ากล่าวไว้พิสดารแล้วในหนหลัง.
               ก็ในชาดกนี้ พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่ามาตุคามนี้ ย่อมกระทำสัตว์ผู้บริสุทธิ์ให้เศร้าหมองได้ ดังนี้แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมาตรัสดังต่อไปนี้
               เรื่องอดีตนิทาน บัณฑิตพึงให้พิสดารตามนัยที่กล่าวแล้วใน จุลลปโลภนชาดก ในอดีต.
               ก็ในครั้งนั้น พระมหาสัตว์เจ้าจุติจากพรหมโลกมาบังเกิดเป็นพระโอรสของพระเจ้ากาสิกราช ทรงพระนามว่า อนิตถิคันธกุมาร. พระกุมารไม่ยอมอยู่ในมือของสตรีเลย สตรีที่จะให้พระกุมารดื่มน้ำนมต้องแปลงเป็นบุรุษเพศ พระราชกุมารโปรดประทับในฌานาคาร ไม่อยากพบเห็นสตรีเพศ.

               พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๔ คาถาความว่า
               เทพบุตรผู้มีฤทธิมาก จุติจากพรหมโลกแล้วมาเกิดเป็นพระโอรสของพระเจ้ากาสีผู้ทรงดำรงอยู่ในราชสมบัติ อันเพรียบพร้อมด้วยสรรพกาม.
               ความใคร่ก็ดี ความสำคัญในกามก็ดี ไม่มีในพรหมโลกเลย พระราชกุมารนั้นจึงทรงรังเกียจกามทั้งหลาย ด้วยฌานสัญญาอันบังเกิดในพรหมโลกนั้นเอง.
               พระราชบิดาตรัสสั่งให้สร้างฌานาคารไว้ภายในพระราชฐาน สำหรับพระราชกุมารนั้นทรงหลีกเร้น บำเพ็ญฌานในอาคารนั้นเพียงพระองค์เดียว.
               พระเจ้ากาสิกราชทรงอัดอั้นตันพระทัยด้วยความเศร้าโศกถึงพระโอรส ทรงปริเทวนาการว่า โอรสคนเดียวของเรานี้ ไม่ยินดีเสวยกามารมณ์เสียเลย.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพกามสมิทฺธิสุ ความว่า ก็เทพบุตรองค์หนึ่งบังเกิดเป็นพระโอรสของพระราชา ผู้ดำรงอยู่ในราชสมบัติอันมั่งคั่ง บริบูรณ์ด้วยสรรพกามารมณ์.
               บทว่า สฺวาสฺสุ ความว่า พระราชกุมารนั้น. บทว่า ตาเยว ความว่า ด้วยฌานสัญญาอันบังเกิดแล้วในพรหมโลกนั้นเอง.
               บทว่า สุมาปิตํ ความว่า พระราชบิดาทรงสร้างฌานาคารไว้อย่างน่าพึงใจยิ่ง.
               บทว่า รหสิ ฌายถ ความว่า พระกุมารหาได้สนพระทัยมองดูมาตุคามไม่.
               บทว่า ปริเทเวสิ ความว่า ทรงบ่นพร่ำเพ้อ.

               คาถาที่ ๕ เป็นคาถาแสดงความปริเทวนาการของพระราชา ความว่า
               อุบายในข้อนี้มีอยู่อย่างไรหนอ ผู้ใดพึงประเล้าประโลมโอรสของเรา ให้เธอปรารถนากามได้ หรือว่าผู้นั้นใครเล่าจะรู้เหตุที่จะให้โอรสของเราพัวพันในกามได้.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โก นุ โขตฺถ อุปาโย โส ความว่า ในเรื่องนี้ จะมีอุบายให้โอรสของเราเสวยกามสมบัติได้อย่างไรหนอ. ปาฐะว่า โก นุโข อิธูปาโย โส อุบายในข้อนี้มีอยู่อย่างไรหนอ ดังนี้ก็มี แต่ในอรรถกถาท่านกล่าวไว้ว่า โก นุโข ตํ อุปวสิตฺวา อุปลาปนการณํ ชานาติ ความว่า ใครเล่าหนอที่จะเข้าไปรู้เหตุที่ทำให้ลูกของเราเข้าไปพัวพันอยู่ในกามได้. บทว่า โก วา ชานาติ กิญฺจนํ ความว่า หรือว่าใครจะรู้เหตุให้โอรสของเรานี้หมกมุ่นในกามได้.

               เบื้องหน้าต่อไปนี้ เป็นอภิสัมพุทธคาถาอันพระศาสดาตรัสไว้ พระคาถากึ่ง ความว่า
               ภายในพระราชฐานนั้นเอง มีกุมารีคนหนึ่ง มีฉวีวรรณงดงาม รูปสวย ฉลาดในการฟ้อนรำขับร้องและชำนาญในการดีดสีตีเป่า นางเข้าไปในพระราชฐานนั้นแล้ว กราบทูลความนี้กะพระราชา.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อหุ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในภายในพระราชฐานนั้นเอง มีดรุณกุมารีนางหนึ่งในจำนวนจูฬนาฏนารีทั้งหลาย.
               บทว่า ปทกฺขิณา ความว่า ได้รับการฝึกจนชำนาญ.

               นางกุมาริกากล่าวคาถากึ่งคาถาทูลพระราชา ความว่า
               เกล้ากระหม่อมฉันนี้แล จะพึงประเล้าประโลมพระราชกุมารนั้นได้ ถ้าหากพระราชกุมารนั้น จักได้เป็นพระภัสดาของกระหม่อมฉัน.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สเจ ภตฺตา ความว่า ถ้าพระราชกุมารนั้นจักเป็นพระภัสดาของหม่อมฉัน.

               พระราชาจึงตรัสกะนางกุมาริกา ผู้กล่าวยืนยันเช่นนั้นว่า เธอจงประเล้าประโลมลูกของเรา ลูกของเราจักเป็นสามีของเจ้า.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตว ภตฺตา ความว่า โอรสของเรานี้จักเป็นสามีของเจ้า และตัวเจ้าก็จักได้เป็นอัครมเหสีแห่งโอรสของเราทีเดียว ไปเถิด เจ้าจงประเล้าประโลมล่อพระโอรสให้ทราบซึ้งกามรส.

               ครั้นพระราชาตรัสอย่างนี้แล้ว ทรงส่งนางกุมาริกานั้นไปมอบแก่ชาวพนักงาน ผู้อภิบาลบำรุงพระกุมาร โดยพระราชโองการว่า เจ้าพนักงานผู้อภิบาลทั้งหลาย จงเปิดโอกาสแก่นางกุมาริกานี้เถิด. ในเวลาใกล้รุ่ง นางกุมาริกาถือพิณไปยืนอยู่ภายนอกใกล้ห้องบรรทมของพระกุมาร แล้วเอาปลายเล็บดีดพิณ ขับกล่อมคลอไปด้วยเสียงอันไพเราะ ประโลมล่อพระกุมารนั้น.
               พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัส(พระคาถาทั้งหลาย) ความว่า

               นางกุมารีนั้นได้เข้าไปภายในพระราชฐานแล้ว จึงกล่าวเป็นคาถาไพเราะจับจิตใจ ยั่วยวนชวนให้รักใคร่ เปลี่ยนแปลงขับลำนำ ประกอบไปด้วยกามารมณ์มากมายหลายอย่าง.
               กามฉันทะบังเกิดแก่พระราชกุมารนั้น เพราะได้ทรงสดับเสียงของนางกุมารี ผู้ขับกล่อมอยู่ พระราชกุมารจึงตรัสถามคนที่อยู่ใกล้เคียงว่า โอ! นั่นเสียงใคร หรือใครมาขับร้องเสียงสูงต่ำไพเราะจับใจ น่ารักนักหนา ไพเราะหูของเรานัก.
               (พวกพระพี่เลี้ยงจึงกราบทูลว่า) ขอเดชะ เสียงนี้น่ายินดี น่าสนุกสนานมิใช่น้อย ถ้าพระองค์พึงบริโภคกามคุณไซร้ กามทั้งหลายจะพึงเป็นที่โปรดปรานพอพระทัยของพระองค์อย่างยิ่ง.
               (พระราชกุมารรับสั่งว่า) เชิญมาภายในนี้ จงมาขับร้องใกล้ๆ เรา เลื่อนเข้ามาขับใกล้ตำหนักของเรา จงขับกล่อมใกล้ที่บรรทมของเรา.
               นางกุมารีนั้นเข้าไปขับกล่อมภายนอกฝาห้องบรรทมแล้วเลื่อนเข้าไป ณ ตำหนักฌานาคารโดยลำดับ จนผูกพระราชกุมารไว้ได้ เหมือนนายหัตถาจารย์จับคชสารป่า มัดไว้ฉะนั้น.
               เพราะรู้กามรสโลกีย์แห่งนางกุมารีนั้น พระราชกุมารจึงเกิดความปรารถนาเป็นอธรรม ว่า เราเท่านั้นพึงได้บริโภคกาม อย่าได้มีบุรุษอื่นเลย ต่อแต่นั้น พระราชกุมารทรงถือดาบเล่มหนึ่งแล้ว เสด็จไปเพื่อจะฆ่าบุรุษทั้งหลายเสีย ด้วยทรงดำริว่า เราจักบริโภคกามแต่เพียงผู้เดียว อย่าพึงมีบุรุษอื่นอยู่เลย.
               ต่อแต่นั้น ชาวชนบททั้งปวงจึงมาประชุมกันถวายเรื่องราวร้องทุกข์ว่า ข้าแต่พระมหาราชา พระราชโอรสของพระองค์นี้ทรงเบียดเบียนผู้หาโทษมิได้ พระเจ้าข้า.
               พระเจ้ากาสีบรมกษัตริย์ทรงเนรเทศพระราชกุมารออกไปจากรัฐสีมาของพระองค์แล้ว มีพระราชโองการว่า อาณาเขตของเรามีอยู่เพียงใด เจ้าอย่าอยู่ในอาณาเขตของเราเพียงนั้นเป็นอันขาด.
               ครั้งนั้น พระราชกุมารทรงพาพระชายาไปจนบรรลุถึงสมุทรนทีแห่งหนึ่ง ทรงสร้างบรรณศาลาแล้ว จึงเสด็จเข้าไปสู่ป่า เพื่อแสวงหาผลาผล.
               ครั้งนั้น มีฤาษีตนหนึ่งมาถึงบรรณศาลานั้นโดยทางเบื้องบนสมุทร เข้าไปยังบรรณศาลาของพระราชกุมาร ในเวลาที่นางกุมารีจัดแจงภัตตาหารไว้แล้ว.
               ชายาของพระราชกุมาร ประเล้าประโลมฤาษีนั้น ดูเถิด กรรมที่นางกุมารีทำนั้นหยาบช้าเพียงไร ฤาษีนั้นเคลื่อนจากพรหมจรรย์เสื่อมจากฤทธิ์.
               ฝ่ายพระราชโอรสแสวงหามูลผลาผลในป่าได้จำนวนมากแล้ว ครั้นถึงเวลาเย็นจึงใส่หาบขนเข้าไปสู่อาศรม.
               ฝ่ายพระฤาษีพอเห็นพระขัตติยราชกุมาร จึงรีบเข้าไปยังฝั่งสมุทร ด้วยตั้งใจว่า เราจักไปทางเวหาส แต่ต้องจมลงในมหรรณพนั่นเอง.
               ฝ่ายขัตติยราชกุมารได้ทอดพระเนตรเห็นฤาษีจมลงในมหรรณพ จึงได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ด้วยความอนุเคราะห์ต่อพระฤาษีนั้นว่า
               ตัวท่านเองมาด้วยฤทธิ์ บนน้ำอันไม่แตกแยก ครั้นถึงความระคนด้วยสตรีแล้วต้องจมลงในมหรรณพ ธรรมดาสตรีมีปกติหมุนเวียน มีมายามาก มักทำพรหมจรรย์ให้กำเริบ ย่อมทำนักพรตให้จมลง ท่านรู้แจ้งฉะนี้แล้ว พึงเว้นเสียให้ห่างไกล สตรีทั้งหลายมีวาจาไพเราะ เจรจานุ่มนวล ถมไม่เต็มเหมือนกับนทีธาร ย่อมยังนักพรตให้จมลง ท่านรู้แจ้งฉะนี้แล้วพึงเว้นเสียให้ห่างไกล สตรีทั้งหลายย่อมเข้าไปซ่องเสพบุรุษใดด้วยความพอใจหรือด้วยทรัพย์ก็ตาม ย่อมพลันตามเผาผลาญบุรุษนั้น เหมือนไฟป่าเผาสถานที่ตนเองฉะนั้น.
               ความเบื่อหน่ายได้เกิดมีแก่ฤาษี เพราะได้ฟังถ้อยคำของขัตติยราชกุมาร ฤาษีนั้นกลับได้ทางอันมีมาก่อน แล้วเหาะขึ้นไปยังเวหาส.
               ฝ่ายขัตติยราชกุมารผู้ทรงพระปรีชาได้ทอดพระเนตรเห็นพระฤาษีกำลังเหาะไปยังเวหาส จึงได้ความสลดจิต น้อมพระทัยสู่การบรรพชา ต่อแต่นั้น ขัตติยราชกุมารก็ทรงบรรพชา สำรอกกามราคะแล้วได้เข้าถึงพรหมโลก.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนฺเตปุรํ ได้แก่ พระราชฐานอันเป็นที่อยู่ของพระกุมาร.
               บทว่า พหุ ํ ความว่า ให้แปลกๆ ไปมากอย่าง.
               บทว่า กามูปสญฺหิตํ ความว่า ผลัดเปลี่ยนขับลำนำ อันมีใจความกระตุ้นกามารมณ์.
               บทว่า กามจฺฉนฺทสฺส ความว่า กามฉันท์บังเกิดขึ้นแก่พระอนิตถิคันธกุมารนั้น.
               บทว่า ชนํ ได้แก่ ปริจาริกชนผู้อยู่ใกล้พระองค์.
               บทว่า อุจฺจาวจํ ได้แก่ เพลงที่มีเสียงสูงและต่ำ.
               บทว่า ภุฺเชยฺย ความว่า ถ้าหากพระองค์พึงบริโภค (กามคุณ) ไซร้.
               บทว่า ฉินฺเทยฺยุ ตํ ความว่า ขึ้นชื่อว่ากามทั้งหลายเหล่านี้จะพึงเป็นที่โปรดปรานพอพระทัยของพระองค์เป็นอย่างยิ่ง.
               พระราชกุมารทรงสดับว่า สมุทฺทา (คลื่นสมุทร) ดังนี้แล้วทรงนิ่งเฉยเสีย. แม้ในวันรุ่งขึ้น นางกุมาริกาก็ขับร้องอยู่อย่างนั้น. เมื่อเป็นเช่นนี้ พระกุมารก็เกิดมีจิตรักใคร่ เมื่อจะโปรดให้นางกุมาริกานั้นมาเฝ้า จึงตรัสเรียกข้าราชบริพารทั้งหลายมาแล้วตรัสพระคาถามีคำว่า อิงฺฆ (นี่แน่ะเราจะบอกให้) ดังนี้เป็นต้น.
               บทว่า ติโรกุฑฺฑมฺหิ ความว่า ภายนอกฝาห้องบรรทม. บทว่า มา อญฺโญ ความว่า ชื่อว่าบุรุษผู้บริโภคกามคนอื่น ไม่ควรมีเลย. บทว่า หนฺตุ ํ อุปกฺกมิ ความว่า พระกุมารเสด็จลงไปยืนขวางกลางถนน แล้วปรารภจะฆ่าพวกบุรุษเสีย.
               บทว่า วิกฺกนฺทึสุ ความว่า เมื่อบุรุษสอง-สามคนถูกพระราชกุมารประหารไปแล้ว ผู้คนทั้งหลายต่างพากันวิ่งหนี หลบเข้าไปสู่เรือน. พระราชกุมารนั้นไม่พบปะพวกบุรุษทั้งหลาย ก็สงบไปพักหนึ่ง. ขณะนั้น ชาวพระนครก็พากันมาประชุมที่พระลานหลวง กราบทูลเรื่องราวแด่พระราชา.
               บทว่า ชนํ เหเฐตฺยทูสกํ ความว่า ชาวเมืองกราบทูลกล่าวโทษว่า พระโอรสของพระองค์ทรงประหารคนผู้ไร้ความผิด ขอได้โปรดให้ทรงจับพระราชโอรสนั้น. พระราชาตรัสสั่งให้จับพระกุมารไว้ด้วยอุบาย แล้วตรัสถามทวยนาครว่า ควรลงโทษกุมารนี้อย่างไร? เมื่อทวยนาครกราบทูลว่า ขอเดชะพระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ไม่มีทางอื่น แต่ควรที่พระองค์จะทรงเนรเทศพระกุมารนี้ พร้อมด้วยนางกุมาริกานั้นไปเสียจากแว่นแคว้น พระเจ้าข้า จึงได้ทรงทำตามนั้น.
               เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถามีอาทิว่า ตญฺจ ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิปาเหสิ แปลว่า ทรงเนรเทศแล้ว.
               บทว่า น เต วตฺถพฺพ ตาวเท ความว่า พระราชอาณาเขตของเรามีอยู่เพียงใด เจ้าอย่าอยู่ในอาณาเขตของเราเพียงนั้นเป็นอันขาด.
               บทว่า อุญฺฉาย ความว่า เพื่อแสวงหาผลาผล ก็เมื่อพระราชกุมารนั้นเสด็จไปป่า นางกุมาริกาผู้ชายาเฝ้าอาศรมจัดแจงของควรเผาและต้ม ซึ่งมีอยู่ในอาศรมนั้น นั่งอยู่ที่ประตูบรรณศาลา คอยดูทางที่ภัสดาจะกลับมา. เมื่อกาลเวลาล่วงไปอย่างนี้ วันหนึ่ง อิทธิมันตดาบสองค์หนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ที่เกาะกลางสมุทร ออกจากอาศรมสถาน เดินบนน้ำได้เหมือนเดินบนแผ่นแก้วมณี แล้วเหาะขึ้นไปบนอากาศ เที่ยวไปภิกษาจารจนบรรลุถึงเบื้องบนบรรณศาลานั้น แลเห็นควันไฟจึงคิดว่า ชะรอยในที่นี้จะมีมนุษย์อยู่อาศัย แล้วเลื่อนลอยลงมาที่ประตูบรรณศาลา.
               ฝ่ายนางกุมาริกาผู้ชายาของพระกุมาร ครั้นเห็นพระดาบสแล้วจึงนิมนต์ให้นั่ง เกิดมีจิตปฏิพัทธ์ ได้แสดงมายาแห่งสตรีให้เห็น จนได้ประพฤติอนาจารร่วมกับพระดาบสนั้น.
               เมื่อพระศาสดาจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถา มีอาทิว่า อเถตฺถ ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อิสิ มาคญฺฉิ ความว่า พระฤาษีได้เหาะมาแล้ว.
               บทว่า สมุทฺทมุปรูปริ ความว่า โดยทางเบื้องบนสมุทร.
               บทว่า ปสฺส ยาว สุทารุณํ ความว่า ดูเถิดภิกษุทั้งหลาย กรรมอันทารุณหยาบช้าเพียงไร ที่นางกุมาริกานั้นกระทำแล้ว. บทว่า สายํ ได้แก่ ในสายัณหสมัย.
               บทว่า ทิสฺวา ความว่า อิทธิมันตดาบสนั้น เมื่อไม่อาจจะละนางกุมาริกานั้นไปได้ ก็อยู่ที่บรรณศาลานั้นจนตลอดวัน เห็นพระราชกุมารเสด็จมาในเวลาเย็น คิดว่า เราจักหนีไปทางอากาศ จึงกระทำอาการโลดลอยขึ้นไปตกจมลงในมหรรณพ.
               บทว่า อิสึ ทิสฺวา ความว่า พระราชกุมารนั้นติดตามไป จึงเห็น(พระฤาษี).
               บทว่า อนุกมฺปาย ความว่า พระกุมารเกิดความเอ็นดูว่า ถ้าพระดาบสนี้จักมาทางพื้นดิน ก็ควรจะหนีเข้าป่าไป ชะรอยจักมาทางอากาศ เพราะเหตุนั้น แม้จะตกไปในสมุทร ท่านก็ยังทำอาการเหมือนกับจะเหาะไป แล้วได้ตรัสพระคาถาด้วยความเอ็นดูต่อพระดาบสนั้นนั่นเอง.
               ก็เนื้อความแห่งคาถาเหล่านั้น ข้าพเจ้าได้กล่าวไว้ในติกนิบาตแล้วทั้งนั้น.
               บทว่า นิพฺพิโท อหุ ความว่า ความเบื่อหน่ายในกามทั้งหลายเกิดแล้ว.
               บทว่า โปราณกํ มคฺคํ ได้แก่ ฌานวิเศษอันตนบรรลุแล้วในกาลก่อน.
               บทว่า ปพฺพชิตฺวาน ความว่า พระราชกุมารทรงพานางกุมารีไปส่งยังที่อยู่ของมนุษย์ แล้วเสด็จกลับมาบรรพชาเพศเป็นฤาษี อยู่ในราวป่า ทรงสำรอกกามราคะเสียได้ ครั้นสำรอกกามราคะได้แล้ว ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้าด้วยประการฉะนี้.

               พระบรมศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แม้สัตว์ผู้บริสุทธิ์ดีแล้วทั้งหลาย ย่อมเศร้าหมองเพราะอาศัยมาตุคามเป็นเหตุอย่างนี้
               แล้วทรงประกาศอริยสัจจธรรม แล้วทรงประชุมชาดก.
               ในเวลาจบอริยสัจจเทศนา ภิกษุผู้กระสันได้บรรลุพระอรหัตผล.
               ก็อนิตถิกุมารในครั้งนั้น ได้มาเป็น เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.

               จบอรรถกถามหาปโลภนชาดกที่ ๑๑

.. อรรถกถา มหาปโลภนชาดก ว่าด้วย หญิงเป็นมลทินของพรหมจรรย์ จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2180อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2208อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2228อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=8842&Z=8914
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๗  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :