ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก กุรุงควรรค
๓. โภชาชานียชาดก ว่าด้วยม้าสินธพอาชาไนย

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้ละความเพียรรูปหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อปิ ปสฺเสน เสมาโน ดังนี้.
               ความพิศดารว่า สมัยนั้น พระศาสดาตรัสเรียกภิกษุนั้นมา แล้วตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ บัณฑิตทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน ได้กระทำความเพียร แม้ในที่อันมิใช่ที่อยู่ แม้ได้รับบาดเจ็บ ก็ไม่ละความเพียร ดังนี้แล้ว ทรงนำอดีตนิทานมา ว่า
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติ อยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลม้าสินธพชื่อ โภชาชานียะ สมบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง ได้เป็นม้ามงคลของพระเจ้าพาราณสี.
               พระโพธิสัตว์นั้นบริโภคโภชนะ ข้าวสาลีมีกลิ่นหอมอันเก็บไว้ ๓ ปี ถึงพร้อมด้วยรสเลิศต่างๆ ในถาดทองอันมีราคาแสนหนึ่ง ยืนอยู่ในภาคพื้น อันไล้ทาด้วยของหอมมีกำเนิด ๔ ประการเท่านั้น สถานที่ยืนนั้น วงด้วยม่านผ้ากัมพลแดง เบื้องบนดาดเพดานผ้าอันวิจิตรด้วยดาวทอง ห้อยพวงของหอมและพวงดอกไม้ ตามประทีปนํ้าหอม.
               ก็ขึ้นชื่อว่า พระราชาทั้งหลายผู้ไม่ปรารถนาราชสมบัติในนครพาราณสี ย่อมไม่มี คราวหนึ่ง พระราชา ๗ พระองค์พากันล้อมนครพาราณสี ทรงส่งหนังสือแก่พระเจ้าพาราณสีว่า จะให้ราชสมบัติแก่เราทั้งหลายหรือจะรบ. พระเจ้าพาราณสีให้ประชุมอำมาตย์ทั้งหลาย แล้วตรัสบอกข่าวนั้น แล้วตรัสถามว่า ดูก่อนพ่อทั้งหลาย บัดนี้ พวกเราจะกระทำอย่างไร? อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ เบื้องต้นพระองค์ยังไม่ต้องออกรบก่อน พระองค์จงส่งทหารม้าชื่อโน้นให้กระทำการรบ เมื่อทหารม้านั้นไม่สามารถ ข้าพระบาททั้งหลายจักรู้ในภายหลัง.
               พระราชารับสั่งให้เรียกทหารม้านั้นมา แล้วตรัสว่า ดูก่อนพ่อ เธอจักอาจกระทำ การรบกับพระราชา ๗ องค์หรือไม่.
               นายทหารม้ากราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ถ้าข้าพระบาทได้ม้าสินธพ ชื่อโภชาชานียะไซร้ พระราชา ๗ พระองค์จงยกไว้ ข้าพระบาทจักอาจรบกับพระราชาทั่วทั้งชมพูทวีป.
               พระราชาตรัสว่า ดูก่อนพ่อ ม้าสินธพโภชาชานียะ หรือม้าอื่นก็ช่างเถิด.
               นายทหารม้านั้นรับพระดำรัสแล้ว ถวายบังคมพระราชาลงจากปราสาท ให้นำม้าสินธพโภชาชานียะมา แม้ตนก็ผูกสอดเกราะทุกอย่าง เหน็บพระขรรค์ ขึ้นหลังม้าสินธพตัวประเสริฐ ออกจากพระนครไปประดุจฟ้าแลบ ทำลายกองพลที่ ๑ จับเป็นพระราชาได้องค์หนึ่ง พามามอบให้แก่พลในนครแล้วกลับไปอีก ทำลายกองพลที่ ๒ กองพลที่ ๓ ก็เหมือนกัน จับเป็นพระราชาได้ ๕ องค์อย่างนี้ ด้วยประการฉะนี้ แล้วทำลายกองพลที่ ๖
               ในคราวจับพระราชาองค์ที่ ๖ ม้าสินธพโภชาชานียะได้รับบาดเจ็บ เลือดไหล เวทนากล้าเป็นไป นายทหารม้านั้นรู้ว่า ม้าสินธพนั้นได้รับบาดเจ็บ จึงให้ม้าสินธพโภชาชานียะนอนที่ประตูพระราชวัง เริ่มทำเกราะให้หลวม เพื่อจะผูกเกราะม้าตัวอื่น พระโพธิสัตว์ ทั้งที่นอนทางข้างที่มีความผาสุกมาก ลืมตาขึ้นเห็นนายทหารม้า (ทำอย่างนั้น) จึงคิดว่า นายทหารม้านี้จะหุ้มเกราะม้าตัวอื่น และม้าตัวนี้จักไม่สามารถทำลายกองพลที่ ๗ จับพระราชาองค์ที่ ๗ ได้ และกรรมที่เราทำไว้แล้ว จักพินาศหมด แม้นายทหารม้าซึ่งไม่มีผู้เปรียบก็จักพินาศ แม้พระราชาก็จักตกอยู่ในเงื้อมมือของพระราชาอื่น เว้นเราเสีย ม้าอื่นชื่อว่า สามารถเพื่อทำลายกองพลที่ ๗ แล้ว จับพระราชาองค์ที่ ๗ ได้ย่อมไม่มี ทั้งๆ ที่นอนอยู่นั่นแล ให้เรียกนายทหารม้ามา แล้วกล่าวว่า ดูก่อนนายทหารม้าผู้สหาย เว้นเราเสีย ชื่อว่า ม้าอื่นผู้สามารถเพื่อทำลายกองพลที่ ๗ แล้วจับพระราชาองค์ที่ ๗ ได้ย่อมไม่มี เราจักไม่ทำกรรมที่เรากระทำแล้วให้เสียหาย ท่านจงให้เราแลลุกขึ้นแล้วผูกเกราะเถิด
               ครั้นกล่าวแล้ว จึงกล่าวคาถานี้ว่า
               ม้าสินธพอาชาไนยถูกลูกศรแทงแล้ว   แม้นอนตะแคงอยู่ข้างเดียว ก็ยังประเสริฐกว่าม้ากระจอก  ดูก่อนนายสารถี ท่านจงประกอบฉันออกรบเถิด.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปิ ปสฺเสน เสมาโน ได้แก่ แม้นอนโดยข้างๆ เดียว. บทว่า สลฺเลภิ สลฺลลีกโต ความว่า เป็นผู้แม้ถูกศรทั้งหลายแล้ว. บทว่า เสยฺโยว วฬวา โภชฺโฌ ความว่า ม้ากระจอกซึ่งไม่ได้เกิดในตระกูลม้า ม้าสินธพ ชื่อว่า วฬวะ ม้าโภชาชานียสินธพ ชื่อว่า โภชฌะ ดังนั้น ม้าโภชาชานียสินธพนั่นแหละ แม้ถูกลูกศรแทงแล้ว ก็ยังประเสริฐ คือเลิศ อุดมกว่าม้ากระจอกนั่น. ด้วยบทว่า ยุญฺช มญฺเว สารถี นี้ พระโพธิสัตว์กล่าวว่า เพราะเหตุที่เราแล แม้จะไปด้วยอาการอย่างนี้ ก็ยังประเสริฐกว่า ฉะนั้น ท่านจงประกอบเราเถิด อย่าประกอบม้าตัวอื่นเลย.
               นายทหารม้าพยุง พระโพธิสัตว์ให้ลุกขึ้น พันแผลแล้ว ผูกสอดเรียบร้อย นั่งบนหลังของพระโพธิสัตว์นั้น ทำลายกองพลทับที่ ๗ จับเป็นพระราชาองค์ที่ ๗ แล้วมอบให้แก่พลของพระราชา คนทั้งหลายนำ แม้พระโพธิสัตว์มายังประตูพระราชวัง พระราชาเสด็จออก เพื่อทอดพระเนตรพระโพธิสัตว์นั้น.
               พระมหาสัตว์ทูลพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์อย่าทรงฆ่าพระราชาทั้ง ๗ เลย จงให้กระทำสบถแล้วปล่อยไป พระองค์จงประทานยศที่จะพึงประทานแก่ข้าพระบาทและนายทหารม้า ให้เฉพาะแก่นายทหารม้าเท่านั้น การจับพระราชา ๗ องค์ได้แล้ว ทำทหารผู้กระทำการรบให้พินาศ ย่อมไม่ควร แม้พระองค์ก็จงทรงบำเพ็ญทาน รักษาศีล ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม
               เมื่อพระโพธิสัตว์ให้โอวาทแก่พระราชาอย่างนี้แล้ว คนทั้งหลายจึงถอดเกราะของพระโพธิสัตว์ออก เมื่อเกราะสักว่าถูกถอดออกเท่านั้น พระโพธิสัตว์นั้นดับไปแล้ว. พระราชาทรงให้ทำฌาปนกิจสรีระของพระโพธิสัตว์นั้นได้ประทานยศใหญ่แก่นายทหารม้า ทรงให้พระราชาทั้ง ๗ พระองค์ ทรงกระทำสบถเพื่อไม่ประทุษร้ายพระองค์อีก แล้วทรงส่งไปยังที่ของตน ทรงครองราชสมบัติโดยธรรมโดยสมํ่าเสมอ
               ในเวลาสุดสิ้นพระชนมายุ ได้เสด็จไปตามยถากรรม.

               พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัณฑิตทั้งหลายในปางก่อนได้กระทำความเพียร แม้ในที่อันมิใช่บ่อเกิดอย่างนี้ แม้ได้รับบาดเจ็บเห็นปานนี้ก็ไม่ละความเพียร ส่วนเธอบวชในศาสนาอันเป็นเครื่องนำออกจากทุกข์เห็นปานนี้ เพราะเหตุไรจึงละความเพียรเสีย แล้วทรงประกาศสัจจะทั้ง ๔
               ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้ละความเพียรตั้งอยู่ในพระอรหัตผล.
               ฝ่ายพระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาสืบต่ออนุสนธิแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
               พระราชาในครั้งนั้น ได้เป็น พระอานนท์
               นายทหารม้าในครั้งนั้น ได้เป็น พระสารีบุตร
               ส่วนโภชาชานียสินธพในครั้งนั้น ได้เป็น เรา แล.

               จบอรรถกถาโภชาชานียชาดกที่ ๓

.. อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก กุรุงควรรค ๓. โภชาชานียชาดก ว่าด้วยม้าสินธพอาชาไนย จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 22อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 23อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 24อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=156&Z=161
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๔  ตุลาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๖
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com