ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สัมภวชาดก
ว่าด้วย คนผู้รุ่งโรจน์ได้เพราะปัญญา

               พระบรมศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภพระปัญญาบารมี ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า รชฺชญฺจ ปฏิปนฺนสฺสา ดังนี้.
               เรื่องปัจจุบันจักมีแจ้งใน มหาอุมมังคชาดก.
               ส่วนเรื่องในอดีตมีว่า พระราชาทรงพระนามว่า ธนัญชยโกรัพยะ เสวยราชสมบัติในอินทปัตตนคร แคว้นกุรุ พราหมณปุโรหิตนามว่า สุจีรตะ ได้เป็นผู้กล่าวสอนอรรถธรรมของพระองค์. พระราชาทรงบำเพ็ญบุญกุศลมีทานเป็นต้น ทรงครองราชสมบัติโดยทศพิธราชธรรม ครั้นวันหนึ่งจะทรงถกปัญหาชื่อธัมมยาคะ จึงเชิญสุจีรตพราหมณ์ให้นั่งบนอาสนะ ทรงทำสักการะแล้ว
               เมื่อจะตรัสถาม ได้ตรัสคาถา ๔ คาถาความว่า
               ดูก่อนท่านอาจารย์สุจีรตะ เราทั้งหลายได้ราชสมบัติและความเป็นใหญ่แล้ว ยังปรารถนาอยากได้ความเป็นใหญ่ยิ่งขึ้น เพื่อปราบดาภิเษกครอบครองพื้นปฐพีนี้.
               โดยธรรมไม่ใช่โดยอธรรม เราหาชอบใจอธรรมไม่ ดูก่อนท่านอาจารย์สุจีรตะ การประพฤติธรรมเป็นกิจของพระราชาโดยแท้.
               ดูก่อนพราหมณ์ เราทั้งหลายจะไม่ถูกนินทาทั้งในโลกนี้และโลกหน้า ด้วยเหตุใด และจะได้รับเกียรติยศ ในเทวดาและมนุษย์ด้วยเหตุใด ขอท่านจงบอกเหตุนั้นๆ แก่เรา.
               ดูก่อนพราหมณ์ เราปรารถนาจะกระทำตามอรรถและธรรม เราถามท่านแล้ว ขอจงบอกอรรถและธรรมนั้นด้วยเถิด.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รชฺชํ ความว่า ดูก่อนท่านอาจารย์ เราทั้งหลายได้ราชสมบัติในอินทปัตตนครอันมีปริมณฑลถึง ๗ โยชน์นี้ และได้รับความเป็นใหญ่ กล่าวคืออิสรภาพในกุรุรัฐ อันมีปริมณฑลถึง ๓๐๐ โยชน์แล้ว.
               บทว่า ปฏิปนฺนา แปลว่า บรรลุแล้ว. บทว่า มหนฺตํ ความว่า คราวนี้เรายังปรารถนาความเป็นใหญ่ยิ่งขึ้น. บทว่า วิเชตุ ํ ความว่า เรายังปรารถนาความเป็นใหญ่เพื่อปราบดาภิเษกครอบครองแผ่นดินนี้โดยธรรม บทว่า กิจฺโจว ความว่า การประพฤติธรรมเป็นกิจ คือเป็นพระราชกรณีย์ที่สำคัญกว่าอวเสสชน. อธิบายว่า โลกคล้อยตามพระราชา เมื่อพระราชามีธรรม ชาวโลกทั้งหมดก็เป็นผู้มีธรรม เพราะฉะนั้น ขึ้นชื่อว่าธรรมนี้เป็นกิจของพระราชาทีเดียว.
               บทว่า อิธเจวานนฺทิตา ความว่า พระราชาตรัสถามธัมมยาคปัญหากะพราหมณ์ปุโรหิตว่า เราทั้งหลายจะไม่ถูกนินทาในโลกนี้และโลกหน้า ด้วยเหตุใด. บทว่า เยน ปปฺเปมุ ความว่า เราทั้งหลายจะไม่เกิดในนรกเป็นต้น พึงถึงยศคือความเป็นใหญ่ ได้แก่ถึงความเป็นผู้เลิศด้วยความงามในเทวโลกและมนุษยโลกด้วยเหตุใด ท่านจงบอกเหตุนั้นแก่เรา.
               บทว่า โยหํ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ เราปรารถนาจะกระทำด้วยสมาทานแล้วประพฤติด้วย ซึ่งอรรถคือผลวิบาก และธรรมคือเหตุแห่งผลนั้นและยังอรรถธรรมนั้นให้เกิดขึ้นด้วย. บทว่า ตํ ตฺวํ ความว่า เมื่อเราปรารถนาจะขึ้นสู่ทางอันยังสัตว์ให้ถึงพระนิพพานโดยสะดวกแล้ว เป็นผู้หาปฏิสนธิมิได้ เมื่อท่านถูกถามถึงอรรถและธรรมนั้น จงบอกคือกล่าวกระทำให้ปรากฏเถิด.

               ก็ปัญหานี้ ลึกซึ้งเป็นพุทธวิสัย ควรที่จะถามเฉพาะพระสัพพัญญูพุทธเจ้าเท่านั้น เมื่อพระสัพพัญญูพุทธเจ้าไม่มี ควรถามพระโพธิสัตว์
               ก็เพราะสุจีรตปุโรหิต มิใช่พระโพธิสัตว์ จึงไม่สามารถแก้ปัญหาถวายได้ และเมื่อไม่สามารถ ก็ไม่ทำการถือตนว่าเป็นบัณฑิต
               เมื่อจะกราบทูลความที่ตนไม่สามารถ จึงกล่าวคาถาความว่า
               ขอเดชะพระขัตติยราช พระองค์ทรงปรารถนาจะปฏิบัติตามอรรถและธรรมใด นอกจากวิธุรพราหมณ์แล้ว ไม่มีใครอื่นที่จะสมควรชี้แจงอรรถและธรรมนั้นได้.


               คาถานั้นมีอธิบายดังนี้ ขอเดชะพระมหาราชเจ้า ปัญหานี้ใช่วิสัยของคนเช่นข้าพระพุทธเจ้าไม่ ข้าพระพุทธเจ้าไม่เห็นเบื้องต้นเบื้องปลายของปัญหานั้นเลยทีเดียว เป็นเหมือนเข้าสู่ที่มืด แต่ราชปุโรหิตของพระเจ้าพาราณสี ชื่อวิธุรพราหมณ์ มีอยู่ เขาพึงเฉลยปัญหานั้นได้ เว้นเขาเสียแล้วใครอื่นไม่สามารถที่จะแสดงอรรถและธรรมที่พระองค์ทรงปรารถนาจะกระทำได้.
               พระราชาทรงสดับถ้อยคำของสุจีรตพราหมณ์แล้วตรัสสั่งว่า ท่านพราหมณ์ ถ้าเช่นนั้น ท่านจงรีบไปยังสำนักของวิธุรพราหมณ์เถิด มีพระประสงค์จะส่งเครื่องบรรณาการไปพระราชทาน จึงตรัสพระคาถาความว่า

               ดูก่อนท่านอาจารย์สุจีรตะ มาเถิดท่าน เราจะส่งท่านไปยังสำนักของวิธุรพราหมณ์ ท่านจงนำเอาทองคำแท่งนี้ไปมอบให้ เพื่อรับคำอธิบายซึ่งอรรถและธรรม.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปนฺติกํ แปลว่า สู่สำนัก. บทว่า นิกฺขํ ความว่า ทองคำหนัก ๕ ชั่งเป็นนิกขะหนึ่ง แต่พระเจ้าธนัญชยโกรัพยะพระราชทานทองคำพันลิ่มจึงตรัสอย่างนี้. บทว่า อิมํ ทชฺชา ความว่า เมื่อวิธุรพราหมณ์นั้นกล่าวธัมมยาคปัญหานี้แล้ว ท่านพึงนำไปทำการบูชามอบลิ่มทองคำพันหนึ่งนี้แก่วิธุรพราหมณ์นั้น เพื่อขอรับคำอธิบายอรรถและธรรม.

               พระเจ้าธนัญชยโกรัพยะ ครั้นตรัสสั่งอย่างนี้แล้ว จึงตรัสสั่งให้เอาทองคำควรค่าแสนหนึ่งมาแผ่เป็นแผ่น เพื่อจะได้จารึกคำวิสัชนาปัญหา ให้จัดยานพาหนะสำหรับเดินทาง จัดพลนิกายสำหรับเป็นบริวาร แลจัดเครื่องราชบรรณาการเสร็จแล้ว ก็ทรงส่งไปในขณะนั้นทีเดียว
               ส่วนสุจีรตพราหมณ์ออกจากพระนครอินทปัตต์แล้ว หาได้ตรงไปยังพระนครพาราณสีทีเดียวไม่ เหล่าบัณฑิตอยู่ในที่ใดๆ ก็เข้าไปยังที่นั้นๆจนถ้วนทั่ว ไม่ได้รับผลกล่าวคือการกล่าวแก้ปัญหาในชมพูทวีปทั้งสิ้น จนลุถึงพระนครพาราณสีโดยลำดับ ยึดเอาที่พัก ณ ที่แห่งหนึ่ง ไปยังนิเวศน์ของวิธุรพราหมณ์พร้อมด้วยคนใช้สองสามคน ในเวลาอาหารเช้า บอกเล่าธุระที่ตนมาให้ทราบ อันวิธุรพราหมณ์เชิญเข้าไป เห็นวิธุรพราหมณ์กำลังรับประทานอาหารอยู่ในเรือนของตน.
               เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงประกาศ ทำเนื้อความนั้นให้ชัดขึ้น
               จึงตรัสพระคาถาที่ ๗ ความว่า
               มหาพราหมณ์ผู้ภารทวาชโคตรนั้น ได้ไปถึงสำนักของวิธุรพราหมณ์แล้ว เห็นท่านพราหมณ์กำลังบริโภคอาหารอยู่ในเรือนของตน.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สฺวาธิปฺปาคา ความว่า สุจีรตพราหมณ์ภารทวาชโคตร มุ่งไปคือบรรลุถึงแล้ว. บทว่า มหาพฺรหฺมา ได้แก่ มหาพราหมณ์. บทว่า อสมานํ แปลว่า กำลังบริโภคอยู่.

               ก็สุจีรตพราหมณ์นั้น สมัยเป็นเด็ก เป็นเพื่อนกันกับวิธุรพราหมณ์ เรียนศิลปวิทยาในสำนักอาจารย์เดียวกัน เพราะฉะนั้น จึงร่วมรับประทานอาหารกับท่านวิธุรพราหมณ์ทันที ในเวลารับประทานเสร็จ นั่งพักสบายแล้ว ถูกถามว่า สหายรัก ท่านมาธุระอะไร?
               เมื่อจะบอกเหตุที่มา จึงกล่าวคาถาที่ ๘ ความว่า
               พระเจ้าโกรัพยราชผู้เรืองพระยศทรงส่งเราให้เป็นทูตมา พระเจ้าโกรัพยผู้ยุธิฏฐิลโคตรดำรัสถามถึงอรรถและธรรม ได้ตรัสแล้วดังนี้ วิธุรสหายรัก ท่านถูกถามถึงอรรถและธรรมนั้นแล้ว กรุณาบอกเราด้วย.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รญฺโญหํ ความว่า เราเป็นทูตของพระเจ้าโกรัพยะผู้ยงยศ. บทว่า ปหิโต ความว่า เราถูกพระองค์ตรัสสั่งให้เป็นทูต จึงมาที่นี่. บทว่า ปุจฺเฉสิ ความว่า พระเจ้าธนัญชยราชผู้ยุธิฏฐิลโคตรนั้น ตรัสถามปัญหาชื่อธัมมยาคะ เราไม่อาจจะแก้ได้ เรารู้ว่า ท่านจักสามารถ จึงกราบทูลพระองค์ท่านให้ทรงทราบ พระองค์พระราชทานเครื่องบรรณาการ เมื่อจะทรงส่งเรามายังสำนักของท่านเพื่อถามปัญหา ได้ตรัสสั่งว่า เจ้าจงไปยังสำนักของวิธุรพราหมณ์ ถามถึงแนวอรรถและธรรมแห่งปัญหานี้ บัดนี้เราถามท่านแล้ว ท่านจงบอกอรรถและธรรมนั้น.

               ก็ในครั้งนั้น ท่านวิธุรพราหมณ์คิดว่า เราจักกำหนดจิตของมหาชนดังนี้ จึงวุ่นอยู่กับการวินิจฉัยความ คล้ายกับปิดกั้นแม่น้ำคงคา ไม่มีโอกาสที่จะแก้ปัญหานั้นได้
               เมื่อจะบอกความข้อนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๙ ความว่า
               ดูก่อนพราหมณ์ เราคิดว่าจักกั้นแม่น้ำคงคา แต่ไม่อาจจะกั้นแม่น้ำใหญ่นั้นได้ เพราะเหตุนั้นโอกาสนั้นจักมีได้อย่างไร เมื่อท่านถามถึงอรรถและธรรม เราจึงไม่อาจจักบอกได้.


               คาถานั้นมีอรรถาธิบายดังนี้ ดูก่อนสหายพราหมณ์ เราเกิดความกังวลขวนขวายว่า จักปิดกั้นแม่น้ำคงคา คือคติจิตต่างๆ กันของมหาชน ก็ไม่สามารถจะกั้นเสียงอันดังนั้นได้ เพราะฉะนั้น จักมีโอกาสได้อย่างไรกัน เมื่อโอกาสไม่มี เราก็วิสัชนาชี้แจ้งแก่ท่านไม่ได้ เมื่อไม่ได้ความที่จิตแน่วแน่และไม่มีโอกาส ถึงจะถูกท่านถามก็ไม่สามารถจะบอกอรรถและธรรมแก่ท่านได้.
               ครั้นวิธุรพราหมณ์กล่าวอย่างนี้แล้ว จึงบอกว่า บุตรชายของเราเป็นคนฉลาด มีปัญญาปราดเปรื่องกว่าเรา เขาจักพยากรณ์ได้ ท่านจงไปสำนักของเขาเถิด ดังนี้แล้ว กล่าวคาถาที่ ๑๐ ความว่า
               แต่ภัทรการะ ผู้เป็นบุตรเกิดแต่อกของเรามีอยู่ เชิญท่านไปถามอรรถและธรรมกะเธอดูเถิด ท่านพราหมณ์.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอรโส ได้แก่ ผู้เจริญแล้วในอก. บทว่า อตฺรโช แปลว่า เกิดเพราะตน.
               สุจีรตพราหมณ์ฟังดังนั้น จึงออกจากเรือนของวิธุรพราหมณ์ ไปยังนิเวศน์ของภัทรการมาณพ ในเวลาที่เธอรับประทานอาหารเสร็จแล้ว นั่งอยู่ท่ามกลางบริษัทของตน.

               พระบรมศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสพระคาถาที่ ๑๑ ความว่า
               มหาพราหมณ์ผู้ภารทวาชโคตรนั้นได้ไปถึงสำนักของภัทรการะ ได้เห็นเธอกำลังนั่งอยู่ในเรือนของตน.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เวสฺมนิ แปลว่า ในเรือน.

               สุจีรตพราหมณ์ไปที่นั้นแล้ว อันภัทรการมาณพจัดการต้อนรับ และทำสักการะเคารพ นั่งแล้วถูกถามถึงเหตุที่มา จึงกล่าวคาถาที่ ๑๒ ความว่า

               เราเป็นราชทูตของพระเจ้าโกรัพยราชผู้ยงยศทรงส่งมา พระองค์ผู้ยุธิฏฐิลโคตรตรัสถามถึงอรรถและธรรม ได้ตรัสแล้วอย่างนี้ ดูก่อนภัทรการมาณพ เธอจงบอกอรรถและธรรมนั้นแก่เราด้วย.


               ลำดับนั้น ภัทรการมาณพจึงกล่าวกะสุจีรตพราหมณ์ว่า ข้าแต่คุณพ่อ ข้าพเจ้าเคลิบเคลิ้มอยู่ในปรทาริกกรรมทุกๆ วัน จิตของข้าพเจ้ามัวหมอง ด้วยเหตุนั้น จึงไม่สามารถจะวิสัชนาแก่ท่านได้ แต่น้องชายของข้าพเจ้าชื่อว่าสัญชยกุมาร มีญาณประเสริฐกว่าข้าพเจ้ายิ่งนัก เชิญท่านถามเขาเถิด เขาจักแก้ปัญหาของท่านได้ ดังนี้แล้ว

               เมื่อจะส่งไปยังสำนักของน้องชาย ได้กล่าวคาถา ๒ คาถา ความว่า
               ข้าพเจ้าเป็นเหมือนคนทิ้งหาบเนื้อ แล้ววิ่งตามเหี้ยไป ถึงจะถูกถามอรรถและธรรม ก็ไม่อาจจะบอกแก่ท่านได้ ข้าแต่ท่านพราหมณ์สุจีรตะ น้องชายของข้าพเจ้าชื่อว่าสัญชัย มีอยู่ เชิญท่านไปถามอรรถและธรรมกะเธอดูเถิด.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มํสกาชํ ความว่า บุรุษหาบก้อนเนื้อเดินทางไป พบลูกเหี้ยเข้าในระหว่างทางจึงทิ้งหาบเนื้อเสีย ไล่ติดตามลูกเหี้ยนั้นฉันใด ข้าพเจ้าก็ฉันนั้นเหมือนกัน ทอดทิ้งภรรยาผู้อยู่ในอำนาจ ในเรือนของตัว มัวติดพันหญิงที่ผู้อื่นรักษาคุ้มครอง เมื่อภัทรการมาณพจะแสดงดังนี้ จึงกล่าวอย่างนั้น.

               ในขณะนั้นเอง สุจีรตพราหมณ์จึงไปยังนิเวศน์ของสัญชยกุมาร อันสัญชยกุมารทำสักการะเคารพแล้ว ถูกถามถึงเหตุที่มา จึงแจ้งให้ทราบ.
               พระบรมศาสดาเมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น ได้ตรัสพระคาถา ๒ คาถาความว่า
               มหาพราหมณ์ผู้ภารทวาชโคตรนั้น ได้ไปถึงยังสำนักสัญชยกุมารแล้ว ได้เห็นสัญชยกุมารนั่งอยู่ในนิเวศน์ของตน จึงพูดว่า
               เราเป็นราชทูตของพระเจ้าโกรัพยราชผู้ยงยศทรงส่งมา พระองค์ผู้ยุธิฏฐิลโคตรดำรัสถามอรรถและธรรม ได้ตรัสว่าดังนี้ ดูก่อนสัญชยกุมาร เจ้าถูกถามแล้วจงบอกอรรถและธรรมนั้นเถิด.


               ก็ในครั้งนั้น สัญชยกุมารกำลังคบหาภรรยาของผู้อื่นอยู่ทีเดียว. ลำดับนั้น เธอจึงบอกสุจีรตพราหมณ์ว่า พ่อคุณ ข้าพเจ้ากำลังคบหาภรรยาผู้อื่นอยู่ และเมื่อคบหาก็ต้องข้ามแม่น้ำไปฝั่งโน้น มฤตยูคือความตายย่อมกลืนกินข้าพเจ้า ซึ่งกำลังข้ามแม่น้ำอยู่ทั้งเช้าทั้งเย็น ด้วยเหตุนั้น จิตของข้าพเจ้าจึงขุ่นมัว ไม่สามารถบอกอรรถธรรมแก่ท่านได้ แต่ข้าพเจ้ามีน้องชายอยู่คนหนึ่ง ชื่อว่าสัมภวกุมาร แต่เกิดมาอายุได้เพียงเจ็ดปี มีญาณความรู้เหนือข้าพเจ้าตั้งร้อยเท่าพันเท่าแสนเท่า เธอจักบอกแก่ท่านได้ เชิญท่านไปถามดูเถิด
               เมื่อจะประกาศความนั้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
               ข้าแต่ท่านสุจีรตพราหมณ์ มัจจุราชย่อมกลืนกินข้าพเจ้าทั้งเช้าและเย็น ถึงถูกท่านถามก็ไม่สามารถจะบอกอรรถและธรรมแก่ท่านได้.
               ท่านพราหมณ์สุจีรตะ น้องชายของข้าพเจ้ามีอยู่ ชื่อว่าสัมภวกุมาร เชิญท่านไปถามอรรถและธรรมกะเธอดูเถิด.


               สุจีรตพราหมณ์ได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่าปัญหานี้จักเป็นของอัศจรรย์ในโลกนี้ ชะรอยจะไม่มีใครที่ชื่อว่าสามารถเพื่อจะวิสัชนาปัญหานี้
               แล้วได้กล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
               ชาวเราเอ๋ย ปัญหานี้เป็นธรรมน่าอัศจรรย์จริง เราไม่พอใจเลย ชนทั้ง ๓ คน คือบิดาและบุตรสองคน ยังไม่มีปัญญารู้แจ้งธรรมนี้.
               ท่านทั้งหลายถูกถามแล้ว ยังไม่สามารถบอกอรรถและธรรมนั้นได้ เด็กเจ็ดขวบถูกถามถึงอรรถและธรรม จะรู้เรื่องได้อย่างไร?


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นายํ ความว่า นี้เป็นปัญหาธรรมที่น่าอัศจรรย์ ชื่อว่าคนผู้สามารถบอกปัญหาธรรมนี้ไม่มีเลย เพราะเหตุนั้น เด็กที่ท่านพูดว่าจักบอกได้นี้ เราไม่พอใจเลย. สุ อักษรในบทว่า เต สุ นี้เป็นเพียงนิบาต อธิบายว่า วิธุรพราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิตก็ดี ภัทรการมาณพและสัญชยกุมารบุตรก็ดี รวมเป็น ๓ คนทั้งบิดาและบุตร ยังไม่รู้แจ้ง คือยังไม่ทราบชัด ซึ่งธรรมนี้ด้วยปัญญาได้ คนอื่นใครเล่าจักรู้. บทว่า น นํ ความว่า ท่านทั้ง ๓ คนถูกถามแล้ว ยังไม่สามารถบอกได้ เด็กอายุ ๗ ขวบถูกถามแล้ว จักรู้ได้อย่างไรกัน คือจักสามารถรู้ได้ด้วยเหตุไฉน?

               สัญชยกุมารได้ฟังดังนั้นจึงชี้แจงว่า ท่านอย่าเข้าใจว่าสัมภวกุมารเป็นเด็ก ถ้าท่านมีความต้องการด้วยการวิสัชนาปัญหา ท่านจงไปถามเขาดูเถิด
               เมื่อจะประกาศเกียรติคุณของกุมารน้องชาย โดยแสดงใจความให้เข้าใจได้ กล่าวคาถา ๑๒ คาถาความว่า

               ดูก่อนท่านพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้. พระจันทร์ปราศจากมลทิน โคจรไปในอากาศย่อมสว่างไสวล่วงหมู่ดาวทั้งปวงในโลกนี้ด้วยรัศมีฉันใด
               สัมภวกุมารแม้ยังเป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา ดูก่อนท่านพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่า เธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้วจะพึงรู้อรรถและธรรมได้.
               ดูก่อนท่านพราหมณ์ เดือน ๕ ในคิมหันตฤดูย่อมสวยงามยิ่งกว่าเดือนอื่นๆ ด้วยต้นไม้และดอกไม้ฉันใด สัมภวกุมารแม้ยังเป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา ดูก่อนพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้วจะพึงรู้อรรถและธรรมได้
               ดูก่อนท่านพราหมณ์ หิมวันตบรรพต ชื่อว่าคันธมาทน์ ดารดาษไปด้วยไม้ต่างๆ พันธุ์ เป็นที่อยู่อาศัยแห่งทวยเทพ ย่อมสง่างามและหอมตลบไปทั่วทิศด้วยทิพยโอสถฉันใด สัมภวกุมารแม้ยังเป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา ดูก่อนท่านพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้วจะพึงรู้อรรถและธรรมได้.
               ไฟป่ามีเปลวรุ่งเรือง ไหม้ลามไปในป่าไม่อิ่มมีแนวทางดำ คุเรื่อยไป มีเปรียงเป็นอาหาร มีควันเป็นธง ไหม้แนวไพรสูงๆ เวลากลางคืนสว่างลุกโชนอยู่บนยอดภูเขาฉันใด สัมภวกุมารแม้ยังเป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา ดูก่อนพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้.
               ม้าดีจะรู้ได้เพราะฝีเท้า โคพลิพัทธ์จะรู้ได้เพราะเข็นภาระไป แม่โคนมจะรู้ได้เพราะน้ำนมดี และบัณฑิตจะรู้ได้เมื่อเจรจาฉันใด สัมภวกุมารแม้ยังเป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา ดูก่อนท่านพราหมณ์ ท่านยังไม่ได้ถามสัมภวกุมาร อย่าเพิ่งเข้าใจว่าเธอเป็นเด็ก ท่านถามสัมภวกุมารแล้ว จะพึงรู้อรรถและธรรมได้.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชญฺญา แปลว่า จักได้รู้. บทว่า จนฺโท ได้แก่ พระจันทร์ในวันเพ็ญ. บทว่า วิมโล ความว่า ปราศจากมลทินมีหมอกเป็นต้น. บทว่า เอวมฺปิ ทหรูเปโต ความว่า สัมภวกุมารแม้เข้าถึงความเป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมงามเกิน คือไพโรจน์ล่วงได้แก่สว่างไสว ล่วงบัณฑิตที่เหลือในพื้นชมพูทวีปทั้งสิ้น เพราะประกอบด้วยปัญญา.
               บทว่า รมฺมโก ได้แก่ เดือน ๕. บทว่า อเตวญฺเญหิ ความว่า งามกว่าเดือนทั้ง ๑๑ เดือนอื่นๆ ยิ่งนัก. บทว่า เอวํ ความว่า แม้สัมภวกุมารก็ฉันนั้น ย่อมงดงาม เพราะประกอบด้วยปัญญา.
               บทว่า หิมวา ความว่า ภูเขามีชื่อว่าหิมะ เพราะประกอบไปด้วยหิมะในสมัยหิมะตก อนึ่ง ชื่อว่าคายหิมะ เพราะคายหิมะ ในคิมหฤดู ภูเขาชื่อว่าคันธมาทน์ เพราะย่ำยีชนผู้มาประจวบเข้าด้วยของหอม.
               บทว่า มหาภูตคณาลโย แปลว่า เป็นที่อยู่อาศัยของทวยเทพ. บทว่า ทิสา ภาติ ความว่า ภูเขาคันธมาทน์นั้นย่อมทำทิศทั้งปวงให้สว่างไสว เป็นอันเดียวกัน. บทว่า ปวาติ ความว่า ย่อมฟุ้งไปตลอดทิศทั้งปวงด้วยของหอม.
               บทว่า เอวํ ความว่า สัมภวกุมารแม้ยังเป็นเด็กก็ฉันนั้น ย่อมสว่างไสวและหอมฟุ้งไปทั่วทิศทั้งปวง เพราะประกอบด้วยปัญญา. บทว่า ยสสฺสิมา ความว่า ไฟป่าชื่อว่า ยสสฺสิมา มีเปลว เรืองโรจน์ เพราะถึงพร้อมด้วยเดช. บทว่า อจฺจิมาลี ความว่า ไฟป่าประกอบไปด้วยเปลว. บทว่า ชลมาโน วเน คจฺเฉ ความว่า ย่อมลามไหม้ไปในป่าใหญ่ กล่าวคือกอไม้.
               บทว่า อนโล แปลว่า ไม่อิ่ม. ชื่อว่าเป็นแนวดำ เพราะทางที่ไฟไหม้ไปแล้วดำ ชื่อว่ามีเปรียงเป็นอาหาร เพราะกินเปรียงด้วยสามารถแห่งเครื่องบูชาในยัญพิธี. ชื่อว่ามีควันเป็นธง เพราะยังกิจแห่งธงให้สำเร็จ. บทว่า อุตฺตมาเหวนนฺทโห ความว่า ไฟป่า ย่อมไหม้ไพรสณฑ์สูงๆ ที่เรียกกันว่าป่าทึบ. บทว่า นิสฺสิเว แปลว่า ในเวลาค่ำคืน. บทว่า ปพฺพตคฺคสฺมึ แปลว่า บนยอดภูเขา. บทว่า พหุเตโช แปลว่า มีฤทธิ์เดชมากมาย. บทว่า วิโรจติ ความว่า ย่อมส่องสว่างทั่วทิศทั้งปวง. บทว่า เอวํ ความว่า สัมภวกุมารน้องชายของข้าพเจ้าแม้จะเป็นเด็ก ก็ฉันนั้น ย่อมไพโรจน์ล่วงบัณฑิตทั้งหลาย เพราะประกอบด้วยปัญญา. บทว่า ภทฺรํ ความว่า ชนทั้งหลายรู้จักม้าอาชาไนยตัวเจริญ เพราะประกอบไปด้วยฝีเท้า มิใช่เพราะรูปร่างหน้าตา. บทว่า วาหิเย ความว่า ชนทั้งหลายรู้จักโคพลิพัทธ์ว่าโคนี้ประเสริฐแท้ เพราะนำภาระไปได้ ในเมื่อมีภาระที่จะพึงนำไป. บทว่า โทเหน ความว่า รู้จักแม่โคนมว่ามีน้ำนมดี เพราะถึงพร้อมด้วยน้ำนม. ในบทว่า ภาสมานํ นี้ ความว่า รู้จักว่าเป็นบัณฑิต เมื่อพูดเรื่องราวต่างๆ.
               นักปราชญ์พึงนำสูตรว่าด้วยบัณฑิตกับคนพาลมาแสดงประกอบ.

               เมื่อสัญชยกุมารสรรเสริญสัมภวกุมารอยู่อย่างนี้ สุจีรตพราหมณ์คิดว่า เราถามปัญหาดูแล้วจักรู้กัน ดังนี้แล้วจึงถามว่า ดูก่อนกุมาร น้องชายของเจ้าอยู่ไหนเล่า? ลำดับนั้น สัญชยกุมารจึงเปิดสีหบัญชร ชี้มือบอกสุจีรตพราหมณ์ว่า นั่นสัมภวกุมาร คนที่มีผิวพรรณผ่องใสคล้ายทองคำ กำลังเล่นอยู่กับเพื่อนเด็กๆ ระหว่างถนนริมประตูปราสาท นี้คือน้องชายของข้าพเจ้า เชิญท่านไปหาแล้วไต่ถามเขาดู เขาจักบอกปัญหาแก่ท่านได้โดยลีลาแห่งพระพุทธเจ้า สุจีรตพราหมณ์ฟังคำของสัญชยกุมารแล้ว ลงจากปราสาทไปยังสำนักของสัมภวกุมาร.
               มีคำถามสอดเข้ามาว่า ไปเวลาไหน?
               แก้ว่า ไปในเวลาที่สัมภวกุมารยืนเปลื้องผ้านุ่งออกพาดไว้ที่ตอ เอามือทั้งสองกอบฝุ่นเล่น.

               เมื่อพระบรมศาสดาจะทรงกระทำเนื้อความนั้นให้แจ่มแจ้ง
               จึงตรัสพระคาถาความว่า
               มหาพราหมณ์ภารทวาชโคตรนั้นได้ไปยังสำนักของสัมภวกุมาร เห็นเธอกำลังเล่นอยู่นอกบ้าน.


               ฝ่ายพระมหาสัตว์เจ้าเห็นพราหมณ์มายืนอยู่ข้างหน้าจึงถามว่า ข้าแต่ท่านพ่อ ท่านมาด้วยประสงค์สิ่งไร เมื่อสุจีรตพราหมณ์บอกว่า พ่อกุมาร เราเที่ยวไปในพื้นชมพูทวีป ก็ไม่พบผู้ที่สามารถจะแก้ปัญหาที่เราถามได้ จึงได้มายังสำนักของเจ้าดังนี้แล้ว จึงคิดว่า ทราบว่าปัญหาที่ใครๆ วินิจฉัยไม่ได้ในสกลชมพูทวีป ตกมาถึงสำนักของเรา เราเป็นคนแก่ด้วยความรู้ดังนี้ รู้สึกละอายใจจึงทิ้งฝุ่นที่อยู่ในกำมือเสีย ดึงผ้าที่ตอมามานุ่ง แล้วปวารณาโดยสัพพัญญุตญาณว่า เชิญถามเถิดท่านพราหมณ์ ข้าพเจ้าจักบอกท่านโดยลีลาแห่งพระพุทธเจ้า.
               ลำดับนั้น สุจีรตพราหมณ์ถามปัญหาด้วยคาถาความว่า
               เราเป็นราชทูตของพระเจ้าโกรัพยราชผู้ยงยศทรงส่งมา พระองค์ผู้ยุธิฏฐิลโคตรดำรัสถามถึงอรรถและธรรม ได้ตรัสแล้วดังกล่าวมา ดูก่อนสัมภวกุมารท่านถูกถามแล้ว ขอจงบอกอรรถและธรรมนั้นเถิด.


               ใจความแห่งปัญหานั้นว่า เกียรติคุณแห่งสัมภวบัณฑิต ได้ปรากฏเหมือนพระจันทร์ในวันเพ็ญ ท่ามกลางแห่งดวงดาวฉะนั้น.
               ลำดับนั้น สัมภวกุมารจึงกล่าวว่าถ้าเช่นนั้นท่านจงคอยฟัง เมื่อจะวิสัชนาธัมมยาคปัญหา กล่าวคาถาความว่า
               เชิญฟัง ข้าพเจ้าจักแก้ปัญหาแก่ท่านอย่างนักปราชญ์ อนึ่ง พระราชาย่อมทรงทราบอรรถและธรรมนั้นได้ แต่จักทรงทำตามหรือไม่ ไม่ทราบ.


               เมื่อสัมภวกุมารยืนแสดงธรรมอยู่ระหว่างถนนด้วยเสียงอันไพเราะ เสียงกึกก้องไปทั่วพระนครพาราณสีประมาณ ๑๒ โยชน์ ลำดับนั้น พระราชาและอุปราชเป็นต้นทั้งหมด มาประชุมกันแล้ว พระมหาสัตว์เจ้าจึงเริ่มแสดงธรรมเทศนา ในท่ามกลางมหาชน.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตคฺฆ เป็นคำเชิญให้สดับการพยากรณ์ปัญหาแง่เดียว. บทว่า ยถาปิ กุสโล ความว่า พระมหาสัตว์เจ้าแสดงธรรมแก่สุจีรตพราหมณ์ว่า พระสัพพัญญูผู้ทรงฉลาดยิ่งตรัสบอกฉันใด ข้าพเจ้าก็จักบอกแก่ท่านโดยส่วนเดียวฉันนั้น. บทว่า ราชา จ โข ตํ ความว่า ข้าพเจ้าจักบอกปัญหานั้น โดยประการที่พระราชาของท่านจะทรงทราบได้ ยิ่งกว่านั้นพระราชาย่อมทรงทราบอรรถธรรมนั้นได้อย่างนี้ พระองค์จะทรงกระทำตามหรือไม่ทรงกระทำตามก็ตาม ปัญหานั้นจักเกิดมีแก่ท้าวเธอผู้ทรงกระทำตาม หรือไม่ทรงกระทำตามทีเดียว แต่โทษผิดของเราไม่มี.

               ครั้นสัมภวกุมารปฏิญาณการกล่าวแก้ปัญหาด้วยคาถาอย่างนี้แล้ว
               บัดนี้ เมื่อจะกล่าวธัมมยาคปัญหาต่อไป จึงกล่าวคาถาความว่า
               ข้าแต่สุจีรตพราหมณ์ บุคคลผู้ถูกพระราชาตรัสถามแล้ว พึงทูลกิจที่ควรทำในวันนี้ ให้ทำในวันพรุ่งนี้ พระเจ้ายุธิฏฐิละอย่าได้ทรงทำตาม ในเมื่อประโยชน์เกิดขึ้น.
               ข้าแต่ท่านสุจีรตะ เมื่อบุคคลถูกพระราชาดำรัสถาม พึงกราบทูลธรรมภายในเท่านั้น ไม่พึงให้เสด็จไปยังหนทางผิด ดุจคนโง่หาความคิดมิได้ฉะนั้น.
               กษัตริย์ไม่ควรลืมพระองค์ ไม่ควรประพฤติอธรรม ไม่ควรข้ามไปในที่มิใช่ท่า ไม่พึงทรงขวนขวายในสิ่งอันไม่เป็นประโยชน์.
               อนึ่ง กษัตริย์พระองค์ใดทรงทราบว่าควรจะทำฐานะเหล่านี้ กษัตริย์พระองค์นั้นย่อมทรงพระเจริญทุกเมื่อ ดุจพระจันทร์ในสุกปักษ์ฉะนั้น.
               กษัตริย์พระองค์นั้นย่อมเป็นที่รักใคร่ของพระประยูรญาติทั้งหลายด้วย ย่อมทรงรุ่งโรจน์ในหมู่มิตรด้วย ท้าวเธอมีพระปรีชา เมื่อสวรรคตแล้วย่อมเข้าถึงโลกสวรรค์.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สํเสยฺย ได้แก่ พึงกราบทูล. ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ดังนี้ ข้าแต่ท่านสุจีรตะ ถ้าหากใครถูกพระราชาของท่านดำรัสถามว่า วันนี้เราจะให้ทาน รักษาศีล กระทำอุโบสถดังนี้ไซร้ พึงกราบทูลว่า ขอเดชะ ข้าแต่มหาราชเจ้า วันนี้พวกข้าพระพุทธเจ้าจะฆ่าสัตว์ จะบริโภคกาม จะดื่มสุราก่อน ต่อพรุ่งนี้จึงจักทำบุญทำกุศล พระราชาผู้ยุธิฏฐิลโคตรของท่านถึงจะทรงกระทำตามคำของอำมาตย์แม้ผู้ยิ่งใหญ่นั้นแล้ว ก็อย่าได้อยู่อย่างยังวันนั้นให้ล่วงไปด้วยความประมาท ในเมื่อประโยชน์เช่นนั้นเกิดขึ้น อย่าทรงกระทำตามคำของเขา รักษากุศลจิตที่เกิดขึ้นแล้วอย่าให้เสื่อม จงทรงบำเพ็ญกรรมอันปฏิสังยุตด้วยกุศลอย่างเดียว ท่านควรกราบทูลคำนี้แด่พระราชาของท่าน.
               ด้วยคาถานี้ พระมหาสัตว์เจ้าแสดงภัทเทกรัตตสูตรว่า
               อชฺเชว กิจฺจมาตปฺปํ โกชญฺญา มรณํ สุเว
               เป็นอาทิความว่า ควรทำความเพียรเสียในวันนี้ ใครเล่าจะรู้ความตายว่าจะมีในวันพรุ่งนี้ และแสดงโอวาทเกี่ยวด้วยความไม่ประมาทว่า อปฺปมาโท อมตํ ปทํ ปมาโท มจฺจุโน ปทํ เป็นอาทิความว่า ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ด้วยประการฉะนี้.
               บทว่า อชฺชตญฺเญว ความว่า ท่านสุจีรตะ ท่านถูกพระราชาดำรัสถามว่า สัมภวบัณฑิตถูกท่านถามในธัมมยาคปัญหา กล่าวแก้อย่างไร? พึงกราบทูลอัชฌัตธรรมอย่างเดียวแด่พระราชา คือพึงกราบทูลถึงเบญจขันธ์อันเป็นนิยกัชฌัตธรรมว่า เป็นของไม่เที่ยงโดยความเป็นของไม่มี.
               ด้วยคำเพียงเท่านี้ พระมหาสัตว์เจ้าทรงแสดงอนิจจตาธรรมแจ่มแจ้งด้วยคาถาอย่างนี้ ความว่า
               เมื่อใดบัณฑิตพิจารณาเห็นด้วยปัญญาว่า สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง เมื่อนั้น ย่อมหน่ายในทุกข์ สังขารทั้งหลายไม่เที่ยงหนอ มีความเกิดขึ้นและเสื่อมไปเป็นธรรมดา ครั้นเกิดขึ้นแล้วย่อมดับไป ความเข้าไประงับสังขารเหล่านั้นเสียได้เป็นสุข.


               บทว่า กุมฺมคฺคํ ความว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ อันธพาลปุถุชนคนงมงายไม่มีความคิด ย่อมซ่องเสพทางผิดคือทิฏฐิ ๖๒ ประการฉันใด พระราชาของท่านไม่ควรซ่องเสพทางผิดฉันนั้น จงซ่องเสพเฉพาะกุศลกรรมบถ ๑๐ อันเป็นนิยยานิกธรรม ท่านควรกราบทูลพระองค์อย่างนี้.
               บทว่า อตฺตานํ ความว่า กษัตริย์ไม่ควรละเลยอัตภาพอันดำรงอยู่ในสุคติ ชนทั้งหลายละเลยกุศลสมบัติ ๓ ประการในกามภพแล้วบังเกิดในอบายเพราะกรรมใด กษัตริย์ไม่ควรทำกรรมนั้น.
               บทว่า อธมฺมํ ความว่า ไม่ควรประพฤติอธรรมกล่าวคือทุจริต ๓ อย่าง.
               บทว่า อติตฺเถ ความว่า ไม่ควรข้าม คือไม่ควรหยั่งลงในที่มิใช่ท่า กล่าวคือทิฏฐิ ๖๒ ประการ. ปาฐะว่า น ตาเรยฺย ดังนี้ก็มี ความก็ว่า ไม่ควรยังชนผู้ถึงทิฏฐานุคติของของตนให้หยั่งลง. บทว่า อนตฺเถ ได้แก่ ในสิ่งที่มิใช่เหตุ. บทว่า น ยุโต ความว่า ไม่ควรขวนขวาย(ในสิ่งไร้เหตุผล) ในข้อนี้มีคำอธิบายว่า ถ้าว่าพระราชาของท่านทรงประสงค์จะประพฤติในธัมมยาคปัญหา ก็จงทรงประพฤติในโอวาทนี้ ท่านควรกราบทูลท้าวเธอด้วยประการฉะนี้.
               บทว่า สทา ได้แก่ ตลอดกาลเป็นไปติดต่อ. ท่านกล่าวอธิบายไว้ดังนี้ พระขัตติยราชพระองค์ใดทรงทราบเพื่อจะทำเหตุเหล่านี้ พระขัตติยราชพระองค์นั้นย่อมทรงเจริญทุกเมื่อ ดุจพระจันทร์ในข้างขึ้นฉะนั้น. บทว่า วิโรจติ ความว่า ย่อมทรงงดงามไพโรจน์ท่ามกลางมิตรและอำมาตย์ของพระองค์ด้วยคุณทั้งหลายมีศีล มรรยาทและญาณเป็นต้น.

               พระมหาสัตว์เจ้ากล่าวแก้ปัญหาแก่พราหมณ์โดยลีลาแห่งพระพุทธเจ้า ดุจยังพระจันทร์ให้ปรากฏขึ้น ณ พื้นอากาศด้วยอาการอย่างนี้.
               มหาชนต่างบันลือโห่ร้องตบมือ กระทำสาธุการพันครั้ง ยังการยกธงและการดีดนิ้วมือให้เป็นไป ทั้งซัดไปซึ่งวัตถุมีเครื่องประดับมือเป็นต้น ทรัพย์สินที่มหาชนซัดไปแล้วอย่างนี้นับได้ถึงโกฏิ.
               แม้พระราชาก็ทรงโปรดปรานพระราชทานยศใหญ่แก่สัมภวกุมารนั้น
               ฝ่ายสุจีรตพราหมณ์ทำการบูชาด้วยทองคำพันลิ่ม แล้วจารึกคำวิสัชนาปัญหาลงในแผ่นทองคำด้วยชาดกับหรดาล แล้วเดินทางไปยังอินทปัตตนคร กราบทูลธัมมยาคปัญหาแด่พระราชา.
               พระราชาทรงประพฤติในธรรมนั้น แล้วยังเมืองสวรรค์ให้แน่นบริบูรณ์.

               พระบรมศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในปางก่อน ตถาคตก็มีปัญญามากเหมือนกัน ดังนี้แล้ว
               ทรงประชุมชาดกว่า
                         พระเจ้าธนัญชยโกรัพยราชในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระอานนท์
                         สุจีรตพราหมณ์ได้มาเป็น พระอนุรุทธะ
                         วิธุรพราหมณ์ ได้มาเป็น พระอริยกัสสป
                         ภัทรการกุมารได้มาเป็น พระโมคคัลลานะ
                         สัญชยมาณพ ได้มาเป็น พระสารีบุตร
                         สัมภวบัณฑิตได้มาเป็น เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.

               จบอรรถกถาสัมภวชาดกที่ ๕

.. อรรถกถา สัมภวชาดก ว่าด้วย คนผู้รุ่งโรจน์ได้เพราะปัญญา จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2327อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2352อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2370อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=9525&Z=9617
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๕  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :