ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ภัณฑุติณฑุกชาดก
ว่าด้วย พระราชาทรงออกสดับฟังข่าวชาวเมือง

               พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภราโชวาท ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อปฺปมาโท ดังนี้.
               ราโชวาทมีพิสดารแล้วในหนหลัง.
               ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่าปัญจาละ ดำรงอยู่ในอคติ ทรงประมาทเสวยราชสมบัติโดยอธรรม อยู่ในอุตตรปัญจาลนคร แคว้นกปิละ.
               ครั้งนั้น อำมาตย์เป็นต้นของพระองค์ ก็เกิดเป็นคนอาธรรม์เสียทั้งหมด
               ชาวแว่นแคว้นถูกบีบคั้นด้วยภาษีอากร ต้องพาลูกเมียเที่ยวหลบหนี หลีกไปในป่า คล้ายฝูงมฤค. ในที่ที่เคยมีบ้านก็กลายเป็นที่มีบ้านร้าง. กลางวันผู้คนไม่อาจอยู่บ้านเรือนได้ เพราะเกรงกลัวเจ้าหน้าที่บ้านเมือง พากันเอากิ่งหนามเป็นต้นล้อมเรือนไว้ เมื่ออรุณขึ้นก็หลบเข้าป่าไป. กลางวันเจ้าหน้าที่ก็ริบยื้อแย่ง กลางคืนพวกโจรก็ปล้นก็ชิง.
               คราวนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดา อยู่ที่ภัณฑุติณฑุกพฤกษ์ภายนอกพระนคร. ทุกๆ ปีได้รับพลีกรรมมีราคาหนึ่งพันจากราชสำนัก.
               รุกขเทวดาคิดว่า พระราชานี้ทรงประมาท เสวยราชสมบัติ สกลรัฐจักฉิบหาย เว้นเราเสียแล้วไม่มีใครสามารถจะชักจูงให้พระราชาดำรงพระองค์ในทางที่ถูกต้องได้ อนึ่ง พระองค์ก็ทรงมีอุปการะแก่เรา บูชาด้วยพลีกรรมพันหนึ่งทุกปีมา เราจักถวายโอวาทพระองค์ท่าน.
               ในเวลากลางคืน รุกขเทวดาเข้าไปยังห้องพระบรรทมของพระราชา ยืนอยู่ข้างพระเศียร เปล่งรัศมียืนอยู่บนอากาศ. พระราชาทอดพระเนตรเห็นเทวดารุ่งเรืองอยู่ คล้ายดวงอาทิตย์อ่อนๆ จึงตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร มาที่นี่เพราะเหตุอะไร?
               รุกขเทวดาได้ยินพระราชดำรัสแล้วทูลว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ข้าพเจ้าคือภัณฑุติณฑุกเทพ คิดว่าจักถวายโอวาทแด่พระองค์ จึงมาเฝ้า. พระราชาตรัสถามว่า ท่านจักให้โอวาทอะไรหรือ?
               เมื่อพระราชาตรัสถามอย่างนี้แล้ว พระมหาสัตว์จึงทูลว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า พระองค์เป็นผู้ประมาทเสวยราชสมบัติ เพราะฉะนั้น แว่นแคว้นทั้งสิ้นของพระองค์จะพินาศเหมือนถูกกำจัดยื้อแย่ง ธรรมดาพระราชาเมื่อเสวยราชสมบัติด้วยความประมาท หาใช่เป็นเจ้าของแห่งแว่นแคว้นทั้งสิ้นไม่ ถึงความพินาศในปัจจุบันแล้ว ในภพหน้าจักต้องเกิดในมหานรกอีก อนึ่ง เมื่อพระราชาถึงความประมาทแล้ว แม้ชนในราชสำนักนอกราชสำนัก ย่อมจะพากันประมาท ด้วยเหตุนั้น พระราชาไม่ควรประมาทอย่างยิ่ง ดังนี้แล้ว
               เมื่อจะเริ่มตั้งธรรมเทศนา จึงกล่าวคาถาความว่า
               ความไม่ประมาทเป็นทางไม่ตาย ความประมาทเป็นทางแห่งความตาย ผู้ไม่ประมาทย่อมไม่ตาย คนประมาทเป็นเหมือนคนตายแล้ว.
               เพราะมัวเมาจึงเกิดความประมาท เพราะประมาทจึงเกิดความเสื่อม และเพราะความเสื่อมจึงเกิดโทษ ดูก่อนท่านผู้มีภาระครอบครองรัฐ อย่าประมาทเลย.
               เพราะกษัตริย์เป็นอันมาก หากมีความประมาท ต้องเสื่อมประโยชน์ของแว่นแคว้น เสื่อมทั้งแว่นแคว้น อนึ่ง ชาวบ้านประมาทก็เสื่อมจากบ้าน บรรพชิตประมาทก็เสื่อมจากอนาคาริยวิสัย.
               ดูก่อนพระองค์ผู้เป็นมิ่งขวัญของรัฐ โภคสมบัติทุกอย่างในแว่นแคว้นของกษัตริย์ผู้ประมาทแล้ว ย่อมพินาศหมด ข้อนั้นท่านกล่าวว่า เป็นความทุกข์ของพระราชา.
               ดูก่อนพระมหาราชเจ้า ความประมาทนี้ไม่เป็นธรรมของโบราณกษัตริย์ โจรทั้งหลายย่อมกำจัดชนบทอันมั่งคั่งไพบูลย์ของพระราชาผู้ประมาทเกินขอบเขต.
               ราชโอรสสืบสันตติวงศ์ของพระราชานั้นจักไม่มี เงินทองทรัพย์สินก็จักไม่มีเหมือนกัน เมื่อแว่นแคว้นถูกปล้น พระราชาผู้ประมาทย่อมเสื่อมจากโภคะทั้งปวง.
               ญาติมิตรและสหายย่อมไม่นับถือขัตติยราชผู้เสื่อมจากสรรพโภคสมบัติ ในความคิดอ่าน.
               พลช้าง พลม้า พลรถ และพลเดินเท้า ผู้พึ่งพระโพธิสมภารเป็นอยู่ ย่อมไม่นับถือพระราชานั้นในความคิดอ่าน.
               ศรีคือมิ่งขวัญ ย่อมละพระราชาผู้ไม่จัดแจงการงาน โง่เขลา มีความคิดอ่านเลวทราม ไร้ปัญญา เหมือนงูลอกคราบอันคร่ำคร่า ฉะนั้น.
               พระราชาผู้ทรงจัดแจงการงานดี หมั่นขยันตามกาล ไม่เกียจคร้าน โภคสมบัติทั้งปวงย่อมเจริญยิ่งขึ้น เหมือนฝูงโคที่มีโคผู้ ฉะนั้น.
               ดูก่อนมหาราชเจ้า พระองค์จงเสด็จเที่ยวฟังเหตุการณ์ในแว่นแคว้นและในชนบท ครั้นได้ทอดพระเนตรเห็นและได้ทรงสดับแล้ว แต่นั้นก็ปฏิบัติสิ่งนั้นๆ เถิด.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปมาโท ได้แก่ ความไม่อยู่ปราศแห่งสติ.
               บทว่า อมตํ ปทํ ความว่า เป็นทางคือเป็นเหตุแห่งอมตนิพพาน.
               บทว่า มจฺจุโน ปทํ ความว่า ความประมาทเป็นเหตุแห่งความตาย. เพราะคนประมาทแล้ว เจริญวิปัสสนา เมื่อไม่อาจบรรลุอัปปฏิสนธิกภาพได้ ย่อมเกิดย่อมตายในสงสารบ่อยๆ เหตุนั้น ความประมาทจึงชื่อว่า เป็นทางแห่งความตาย.
               บทว่า น มียนฺติ ความว่า คนผู้ไม่ประมาทเจริญวิปัสสนา บรรลุอัปปฏิสนธิกภาพแล้ว ชื่อว่าย่อมไม่ตาย เพราะไม่เกิดในสงสารอีก.
               บทว่า เย ปมตฺตา ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า บุคคลเหล่าใดประมาทแล้ว บุคคลเหล่านั้นควรเห็นเหมือนคนตายแล้ว.
               เพราะเหตุไร?
               เพราะเหตุที่ยังกิจให้สำเร็จไม่ได้ แท้จริง สำหรับคนที่ตายแล้ว ย่อมไม่มีความคำนึง ความปรารถนา หรือความขวนขวายว่า เราจักให้ทาน จักรักษาศีล จักทำอุโบสถกรรม จักบำเพ็ญคุณงามความดี เพราะเป็นผู้ปราศจากวิญญาณสำหรับคนประมาทก็ไม่มี เพราะขาดความไม่ประมาท ฉะนั้น คนตายกับคนประมาททั้งสองนี้ จึงเสมอเหมือนเป็นบุคคลประเภทเดียวกัน.
               บทว่า มทา ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ขึ้นชื่อว่าความประมาทย่อมเกิดเพราะความเมา ๓ ประการ คือเมาในความไม่มีโรค เมาในวัยและเมาในชีวิต.
               คนเรานั้นพอเมาแล้วก็ถึงความประมาท กระทำบาปกรรมเช่นปาณาติบาตเป็นต้นได้ ทีนั้น พระราชาย่อมตรัสสั่งให้ตัดตีนตัดมือ ให้ประหารชีวิต หรือให้ริบทรัพย์ของผู้นั้นทั้งหมด เพราะความประมาทของเขา จึงเกิดความสิ้นญาติ สิ้นทรัพย์ สิ้นชีวิตอย่างนี้ เขาถึงความสิ้นทรัพย์หรือสิ้นยศแล้ว เมื่อไม่สามารถเลี้ยงชีวิตได้อีก ก็ต้องทำกายทุจริตเป็นต้น เพื่อเลี้ยงชีพต่อไป และเพราะความสิ้นเนื้อสิ้นตัวของเขาอย่างนี้ จึงเกิดโทษผิดขึ้น ข้าพเจ้าจึงต้องทูลเตือนพระองค์.
               บทว่า มา มโท ภรตูสภ ความว่า ดูก่อนพระองค์ผู้มีภาระเป็นใหญ่ในแว่นแคว้น พระองค์อย่าทรงมัวเมา อธิบายว่า อย่าทรงประมาท.
               บทว่า อตฺถํ รฏฺฐํ ความว่า กษัตริย์เป็นอันมาก (หาก)ทรงประมาท ความเจริญของชาวชนบท และแว่นแคว้นทั้งสิ้น ก็เสื่อมโทรมลง.
               เพื่อความแจ่มแจ้งแห่งความข้อนั้นๆ บัณฑิตควรแสดงขันติวาทิชาดก มาตังคชาดก คุรุกชาดก สรภังคชาดก และเจติยชาดก.
               บทว่า คามิโน ความว่า แม้นายบ้านต้องพลัดพราก เสื่อมโทรม ฉิบหายจากบ้าน ก็เพราะโทษคือความประมาทมาก.
               บทว่า อนาคารา อคาริโน ความว่า รุกขเทวดากล่าวว่า บรรพชิตเสื่อมจากข้อปฏิบัติของบรรพชิต ก็เพราะโทษคือประมาทมาก แม้คฤหัสถ์พลัดพราก เสื่อมโทรมจากการครองเรือน และธัญญาหารเป็นต้นมากมาย ก็เพราะโทษคือประมาทมาก.
               บทว่า ตํ วุจฺจเต อยํ ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ชื่อว่าความเสื่อมยศและโภคสมบัติ ท่านกล่าวว่านั่นเป็นทุกข์ของพระราชา เพราะไม่มีโภคสมบัติ ยศของพระราชาผู้ไร้ทรัพย์ย่อมเสื่อม พระราชาผู้เสื่อมยศย่อมได้รับทุกข์อย่างมหันต์.
               บทว่า เนส ธมฺโม ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ความประมาทนี้ไม่ใช่ธรรมของโบราณกษัตริย์.
               บทว่า อิทฺธํ ผีตํ ความว่า (โจรทั้งหลายย่อมยื้อแย่ง) ชนบทอันมั่งคั่งด้วยข้าวน้ำเป็นต้น ไพบูลย์ด้วยเงินและทองเป็นต้น.
               บทว่า น เต ปุตฺตา ความว่า ดูก่อนมหาราชเจ้า ราชโอรสผู้สืบสันตติวงศ์ของพระราชาผู้ประมาทจักไม่มี. เพราะชาวแว่นแคว้นทั้งหลายย่อมไม่ถวายเศวตฉัตร ด้วยคิดว่า พระโอรสของพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมนี้ จักทำความเจริญอะไรแก่พวกเราได้ พวกเราจักไม่ถวายเศวตฉัตรแก่พระโอรสนั้น พระโอรสของพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมเหล่านั้น ชื่อว่าไม่มี ด้วยอาการอย่างนี้.
               บทว่า ปริชิณฺณํ แปลว่า เสื่อมรอบแล้ว. บทว่า ราชา นํ วาปิ ความว่า แม้ถึงพระราชาผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรมนั้น จะเป็นพระราชา เมื่อเป็นเช่นนั้น.
               บทว่า มนฺติยํ ความว่า ญาติ มิตรสหายย่อมไม่สำคัญที่จะทำอาการนับถือด้วยจิตเคารพว่า ผู้นี้คือพระราชา.
               บทว่า อุปชีวนฺตา ความว่า ชนทั้งหลายแม้ที่เข้าไปพึ่งพระบรมโพธิสมภาร ก็ย่อมไม่สำคัญอาการที่ตนควรสำคัญด้วยจิตเคารพ. เพราะเหตุไร? เพราะเหตุที่พระราชาไม่ทรงตั้งอยู่ในธรรม.
               บทว่า สิรี ได้แก่ ยศและโภคสมบัติ.
               บทว่า ตจํ ความว่า เมื่องูรังเกียจคราบเก่าย่อมละเสีย ไม่เหลียวแลดูอีกฉันใด สิริคือยศและโภคสมบัติย่อมละพระราชาผู้เช่นนั้นฉันนั้น.
               บทว่า สุสํวิหิตกมฺมนฺตํ ความว่า ผู้ไม่กระทำบาปกรรมด้วยกายทวารเป็นต้น.
               บทว่า อภิวฑฺฒนฺติ ความว่า ย่อมเจริญก้าวหน้า.
               บทว่า สอุสภามิว ความว่า ดุจฝูงโคมีโคผู้เป็นหัวหน้าฝูง. แท้จริง โภคสมบัติทั้งหลายย่อมเจริญแก่พระราชาผู้ไม่ประมาทแล้ว ดุจฝูงโคมีโคผู้เป็นหัวหน้าฝูงฉะนั้น.
               บทว่า อุปสฺสุตึ ความว่า พระองค์จงเสด็จจาริกไปในสกลรัฐและชนบทของพระองค์.
               บทว่า ตตฺถ ความว่า เมื่อพระองค์เสด็จไปในแว่นแคว้นนั้น จะได้ทอดพระเนตรสิ่งที่ควรทอดพระเนตร จะได้ทรงสดับสิ่งที่ควรสดับ กระทำคุณานุคุณส่วนพระองค์ให้ประจักษ์แล้ว จักได้ทรงปฏิบัติข้อปฏิบัติอันเป็นประโยชน์เกื้อกูลแก่พระองค์.

               พระมหาโพธิสัตว์ถวายโอวาทพระราชาด้วยคาถา ๑๑ คาถาด้วยประการฉะนี้แล้ว ทูลว่า พระองค์จงรีบไปสอดส่องอย่าชักช้า อย่าให้แว่นแคว้นฉิบหายเสียเลย ดังนี้แล้ว กลับไปยังสถานที่อยู่ของตน.
               ฝ่ายพระราชาทรงสดับถ้อยคำของเทวดาแล้วสลดพระทัย รุ่งขึ้นโปรดให้อำมาตย์ดูแลราชสมบัติแล้วพร้อมด้วยราชปุโรหิต เสด็จออกจากพระนครทางพระทวารด้านทิศปราจีน เสด็จพระราชดำเนินไป สิ้นทางประมาณหนึ่งโยชน์
               ณ สถานที่นั้น ชายแก่ชาวบ้านผู้หนึ่งนำกิ่งหนามมาจากดงล้อมกั้นปิดประตูเรือนไว้ พาบุตรภรรยาเข้าป่าไป เวลาเย็นเมื่อพวกราชบุตรหลีกไปแล้วก็กลับมาเรือนตน ถูกหนามยอกเท้าที่ประตูเรือน จึงนั่งกระโหย่งบ่งหนาม
               พลางด่าพระราชา ด้วยคาถานี้ความว่า

               ขอให้พระเจ้าปัญจาลราชจงถูกลูกศรเสียบในสงคราม เสวยทุกขเวทนา เหมือนเราถูกหนามแทงแล้ว เสวยทุกขเวทนาอยู่ในวันนี้.


               ก็คำด่านั้นได้เป็นไปด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์นั้นเอง ควรทราบว่า ชายแก่นั้นถูกพระโพธิสัตว์ดลใจจึงด่า.
               ในเวลานั้น พระราชากับราชปุโรหิตปลอมเพศยืนอยู่ใกล้ๆ ชายแก่นั้นเอง.
               พอราชปุโรหิตได้ยินคำของชายแก่ จึงกล่าวคาถาความว่า

               ท่านเป็นคนแก่ มีจักษุมืดมัว มองเห็นอะไรไม่ถนัด หนามแทงท่านเอง ในเรื่องนี้ พระเจ้าพรหมทัตมีความผิดอะไรด้วย.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มคฺเคยฺย แปลว่า ยอกเอา มีอธิบายว่า ถ้าท่านถูกหนามยอกเอาเพราะความซุ่มซ่ามของตนเองไซร้ ในข้อนี้ทำไมจะเป็นความผิดของพระราชาด้วยเล่า ท่านด่าพระราชา เพราะเหตุที่พระราชามีหน้าที่ตรวจตราหนามแล้วบอกให้ท่านทราบหรือ?

               ชายชราได้ฟังดังนั้น ได้กล่าวคาถา ๓ คาถาความว่า
               ดูก่อนพราหมณ์ เราถูกหนามแทงในหนทางนี้ เป็นความผิดของพระเจ้าพรหมทัตมากมาย เพราะชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัตมิได้พิทักษ์รักษา ถูกพวกราชบุรุษกดขี่ด้วยภาษีอันไม่ชอบธรรม.
               กลางคืนถูกพวกโจรปล้น กลางวันถูกราชบุรุษกดขี่ ในแว่นแคว้นของพระราชาโกง มีคนอาธรรม์มากมาย.
               แน่ะพ่อคุณเมื่อภัยเช่นนี้เกิดขึ้น ประชาชนพากันอึดอัด เพราะกลัว พากันหาไม้มีหนามในป่ามาทำที่ซุกซ่อน.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พเหฺวตฺถ ความว่า ดูก่อนพราหมณ์ ข้านั่งจมลงไปในทางที่มีหนาม ในเรื่องนี้พระเจ้าพรหมทัตมีความผิดมาก เพราะความผิดของพระราชาตลอดเวลาเท่านี้ เจ้าไม่รู้เลยว่า เราต้องดั้นด้นไปในทางที่มีหนาม เพราะชนบทพระราชามิได้พิทักษ์รักษาจึงมีหนาม.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขาทนฺติ ได้แก่ พวกโจรรุมกันปล้น.
               บทว่า ตุณฺฑิยา ความว่า กลางวัน พวกราชบุรุษเบียดเบียนด้วยการฆ่า การจองจำเป็นต้น เก็บภาษีอากรโดยไม่เป็นธรรม.
               บทว่า กูฏราชสฺส ความว่า ในแว่นแคว้นของพระราชาผู้ลามก.
               บทว่า อธมฺมิโก ความว่า คนทั้งหลายต้องมีการงานอันปกปิดเป็นอันมาก คนแก่เรียกปุโรหิตว่า พ่อพราหมณ์.
               บทว่า มาณวา ได้แก่ มนุษย์ทั้งหลาย. บทว่า นิลฺเลนกานิ ได้แก่ สถานที่ซุ่มซ่อน.
               บทว่า วเน คเหตฺวา กณฺฏกํ ความว่า (ในเพราะภัยเช่นนี้) ประชาชนจึงนำเอาหนามมาปิดประตู ทิ้งเรือนพาลูกเมียเข้าป่าไป ทำสถานที่ซุ่มซ่อนของตนๆ ในป่านั้น อนึ่ง หนามชนิดใดมีในป่า เขาก็พากันเอาหนามชนิดนั้นมาล้อมเรือนไว้ เพราะความผิดของพระราชาอย่างนี้ เราจึงถูกหนามตำเอา ท่านอย่าเป็นผู้สนับสนุนพระราชาเช่นนี้เลย.

               พระราชาทรงสดับเช่นนั้น จึงตรัสเรียกราชปุโรหิตมาตรัสสั่งว่า ท่านอาจารย์ ชายชราพูดถูก เป็นความผิดของเราแท้ๆ มาเถิด เราจักกลับไปเสวยราชสมบัติโดยธรรม.
               เทวดาพระโพธิสัตว์สิงในร่างของราชปุโรหิตทูลว่า ขอเดชะมหาราชเจ้า จงไปสอดแนมดูข้างหน้าต่อไปอีกก่อนเถิดพระเจ้าข้า.
               พระราชากับปุโรหิตจากบ้านนั้นไปยังบ้านอื่น ได้ยินเสียงของหญิงชราคนหนึ่งในระหว่างทาง. นัยว่าหญิงนั้นเป็นหญิงเข็ญใจ พิทักษ์รักษาบุตรสาวสองคนซึ่งเจริญวัยแล้ว ไม่ยอมให้ลูกสาวไปป่า ตนเองเก็บผักหักฟืนมาจากป่า บำรุงรักษาลูกสาวทั้งสอง.
               วันนั้น นางขึ้นพุ่มไม้แห่งหนึ่ง กำลังเก็บผักอยู่พลัดตกลงมา
               เมื่อจะด่าพระราชาโดยแช่งให้ตาย กล่าวคาถาความว่า

               ในแคว้นของพระเจ้าพรหมทัต หญิงสาวหาผัวไม่ได้ไปจนแก่ เมื่อไรพระเจ้าพรหมทัตจักสวรรคตเสียที.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปฏิกา แปลว่า หาสามีมิได้. อธิบายว่า ถ้าเขามีสามีคงจะได้เลี้ยงดูเรา ในรัชกาลของพระราชาลามก เราได้รับความทุกข์ เมื่อไรหนอ มันจักตายเสียที หญิงชราด่าพระราชาอย่างนี้ ก็ด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์.

               เมื่อราชปุโรหิตจะคัดค้านนาง จึงกล่าวคาถาความว่า
               เฮ้ย! หญิงชั่วไม่รู้จักเหตุผล แกพูดไม่ดีเลย พระราชาเคยหาผัวให้นางกุมาริกา มีที่ไหนกัน.


               หญิงชราได้ยินดังนั้น ได้กล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
               พราหมณ์เอย เราไม่ได้พูดชั่วเลย เรารู้เหตุผล ชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัตมิได้พิทักษ์รักษาราษฎรถูกกดขี่ด้วยภาษีอันไม่ชอบธรรม.
               กลางคืนถูกโจรปล้น กลางวันถูกเจ้าหน้าที่กดขี่ด้วยภาษีอันไม่ชอบธรรม ในแคว้นของพระราชาโกง มีคนอาธรรม์มากมาย เมื่อการครองชีพลำบาก การเลี้ยงดูลูกเมียก็ลำบาก หญิงสาวจักมีผัวได้ที่ไหน.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โกวิทตฺถปทา ความว่า เราฉลาดรู้เท่าทันในเหตุในผล ท่านอย่าสรรเสริญพระราชาลามกอย่างนี้.
               บทว่า ทุชฺชีเว ความว่า เมื่อแว่นแคว้นมีการครองชีพลำบาก การเลี้ยงดูลูกเมียก็เกิดลำบาก ผู้คนทั้งกลัวทั้งหวาดเสียว ก็หลบไปอยู่ในป่า.
               บทว่า กุโต ภตฺตา กุมาริยา ความว่า หญิงสาวๆ จักหาผัวได้ที่ไหน.

               พระราชากับราชปุโรหิตฟังคำของหญิงชราแล้วคิดว่าแกพูดถูกต้อง จึงพากันเดินทางต่อไปข้างหน้า ได้ยินเสียงของชาวนาคนหนึ่ง ได้ยินว่า เมื่อชาวนานั้นกำลังไถนา โคชื่อสาลิยะ ถูกผาลแทงจึงล้มลง.
               เมื่อชาวนาจะด่าพระราชา จึงกล่าวคาถาความว่า

               ขอให้พระเจ้าปัญจาลราชจงถูกหอกแทง ต้องนอนกลิ้งอยู่ในสงคราม เหมือนโคสาลิยะถูกผาลแทง นอนอยู่ดังคนกำพร้า ฉะนั้น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา ความว่า โคชื่อสาลิยะนี้ได้รับทุกขเวทนานอนอยู่ฉันใด ขอพระเจ้าปัญจาลราชจงนอนเป็นทุกข์ฉันนั้น.

               ลำดับนั้น เมื่อราชปุโรหิตจะคัดค้านจึงกล่าวคาถาความว่า
               เจ้าคนชาติชั่ว เจ้าโกรธพระเจ้าพรหมทัต โดยไม่เป็นธรรม เจ้าทำร้ายโคของตนเอง ไฉนจึงมาสาปแช่งพระราชาเล่า.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อธมฺเมน ความว่า โดยไม่มีเหตุผลคือไม่มีความจริง. ชาวนาได้ฟังดังนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถา ๓ คาถาความว่า
               ดูก่อนพราหมณ์ เราโกรธพระเจ้าพรหมทัตโดยชอบธรรม เพราะชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัตมิได้ทรงพิทักษ์รักษา ถูกเจ้าหน้าที่บ้านเมืองกดขี่ ด้วยภาษีที่ไม่เป็นธรรม
               กลางคืนถูกพวกโจรปล้น กลางวันถูกเจ้าหน้าที่กดขี่ ด้วยภาษีอันไม่ชอบธรรม ในแคว้นของพระราชาโกง มีคนอาธรรม์มากมาย.
               แม่ครัวคงหุงต้มใหม่อีกเป็นแน่ จึงนำข้าวมาส่งในเวลาสาย เรามัวแลดูแม่ครัว มาส่งข้าวอยู่ โคสาลิยะจึงถูกผาลแทงเอา.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺเมน ความว่า เราด่าโดยมีเหตุผล ท่านอย่าเข้าใจว่า ด่าโดยไม่มีเหตุผล.
               บทว่า สา นูน ปุน เร ปกฺกา วิกาเล ภตฺตมาหริ ความว่า พราหมณ์เอ๋ย เราคิดว่าหญิงแม่ครัวนำข้าวมาส่งเรา หุงข้าวแล้วคงนำมาส่งแต่เช้าตรู่ แต่นางถูกพวกทาสของพระเจ้าพรหมทัต พวกรีดภาษีโดยไม่เป็นธรรม เกาะกุมตัวไว้ ต้องเลี้ยงดูพวกมันแล้วจึงหุงข้าวเพื่อเราใหม่ เพราะเหตุนั้น จึงนำข้าวมาส่งในเวลาสาย วันนี้นำมาสายนัก ดังนี้แล้วถูกความหิวบีบคั้น มัวแลดูคนส่งข้าว ดุว่าโค เอาปฏักแทงโคไม่เป็นที่ ฉะนั้น เจ้าโคสาลิยะมันยกเท้าขึ้นกระทบผาล จึงถูกผาลบาดเอา เหตุนั้น เจ้าอย่าเข้าใจว่า เราประหารมัน ข้อนี้ ชื่อว่าพระราชาผู้ลามกประหารแล้วทีเดียว ท่านอย่ามัวกล่าวพรรณนาคุณของพระราชานั้นอยู่เลย.

               พระราชากับราชปุโรหิตเดินทางต่อไป แล้วพักอยู่ในบ้านแห่งหนึ่ง รุ่งขึ้นเวลาเช้าตรู่ แม่โคนมโกงตัวหนึ่งเอาเท้าดีดคนรีดนมโค ล้มไปพร้อมด้วยนมสด
               เมื่อคนรีดนมโคจะด่าพระเจ้าพรหมทัต จึงกล่าวคาถาความว่า

               ขอให้พระเจ้าปัญจาลราชจงถูกฟันด้วยดาบในสงคราม เดือดร้อนอยู่ เหมือนเราถูกแม่โคนมถีบในวันนี้ จนนมสดของเขาหกไป ฉะนั้น.


               ราชปุโรหิต ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวว่า
               การที่แม่โคถีบเจ้าให้บาดเจ็บ น้ำนมหกไปนั้น เป็นความผิดอะไรของพระเจ้าพรหมทัต ท่านจึงติเตียนอยู่.


               ครั้นพราหมณ์ปุโรหิตกล่าวคาถาจบ
               คนรีดนมโคได้กล่าวคาถาอีก ๓ คาถาความว่า
               ดูก่อนพราหมณ์ พระเจ้าปัญจาละควรจะได้รับความติเตียน เพราะชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัตมิได้พิทักษ์รักษา ถูกเจ้าหน้าที่กดขี่ด้วยภาษีอันไม่เป็นธรรม.
               อนึ่ง เวลากลางคืนก็ถูกโจรปล้น กลางวันก็ถูกกดขี่รีดภาษีอันไม่เป็นธรรม ในแคว้นของพระราชาโกง มีคนอาธรรม์มากมาย.
               แม่โคเปรียว ดุร้าย เมื่อก่อนพวกเรามิได้รีดนมมัน มาวันนี้ เราถูกพวกราชบุรุษผู้ต้องการน้ำนมรีดนาทาเล้น จึงต้องรีดนมมันอยู่เดี๋ยวนี้.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จณฺฑา แปลว่า หยาบคาย.
               บทว่า อกตฺถนา แปลว่า มีปกติวิ่งหนี.
               บทว่า ขีรกาเมหิ ความว่า พวกเราถูกเจ้าหน้าที่ของพระราชาอาธรรม์ ใช้ให้หานมสดมามากๆ เบียดเบียน จำต้องรีด ถ้าหากพระเจ้าพรหมทัตนั้นครองราชสมบัติโดยธรรม ภัยเห็นปานนี้คงไม่มาถึงพวกเรา.

               พระราชาและพระราชปุโรหิตคิดว่าเจ้านี่พูดถูก จึงออกจากบ้านนั้นขึ้นสู่หนทางใหญ่ มุ่งหน้าต่อพระนครกลับไปในบ้านแห่งหนึ่ง
               พวกนายอากรฆ่าลูกโคอ่อนตัวหนึ่ง เพื่อต้องการทำฝักดาบ จึงยึดเอาหนังไป แม่โคนมที่ลูกถูกฆ่า เพราะความเศร้าถึงลูก ไม่กินหญ้าไม่ดื่มน้ำ เที่ยวร่ำร้องหาลูกอยู่
               เด็กๆ ชาวบ้านเห็นดังนั้น เมื่อจะพากันด่าพระราชา จึงกล่าวคาถาความว่า

               ขอให้พระเจ้าปัญจาลราชจงพลัดพรากจากโอรส วิ่งคร่ำครวญ
               เหมือนแม่โคกำพร้าพลัดพรากจากลูก วิ่งคร่ำครวญอยู่ฉะนั้น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปริธาวติ ความว่า วิ่งร่ำร้องอยู่.

               ลำดับนั้น ปุโรหิตกล่าวคาถานอกนี้ความว่า
               ในการที่แม่โคของคนเลี้ยงโค เที่ยววิ่งไปมาหรือร่ำร้องอยู่นี้ เป็นความผิดอะไรของพระเจ้าพรหมทัตเล่า.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺภเมยฺย รเวยฺย วา ความว่า (สัตว์เลี้ยง) ก็ต้องวิ่งไปมาได้ หรือร่ำร้องได้ อธิบายว่า พ่อเอย ธรรมดาสัตว์เลี้ยง เมื่อเจ้าของพิทักษ์รักษาอยู่ มันก็วิ่งได้ ไม่กินหญ้าได้ ในข้อนี้จะเป็นความผิดอะไรของพระราชาเล่า.

               ลำดับนั้น เด็กชาวบ้านได้กล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
               ดูก่อนมหาพราหมณ์ ความผิดของพระเจ้าพรหมทัต มีแน่ เพราะชาวชนบท พระเจ้าพรหมทัตมิได้พิทักษ์รักษา ถูกเจ้าหน้าที่กดขี่ด้วยภาษีอันไม่ชอบธรรม.
               กลางคืนก็ถูกโจรปล้น กลางวันถูกเจ้าหน้าที่กดขี่ด้วยภาษีอันไม่ชอบธรรม ในแคว้นของพระราชาโกง มีคนอาธรรม์มากมาย ลูกโคของพวกเรายังดื่มนมอยู่ ก็ต้องถูกฆ่าตาย เพราะต้องการฝักดาบอย่างไรล่ะ.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหาพฺรเหฺม ได้แก่ มหาพราหมณ์.
               บทว่า ราชิโน ได้แก่ ของพระราชา.
               บทว่า กถํ โน ความว่า อย่างไรเล่า คือเพราะเหตุชื่อไร?
               บทว่า ขีรปา หญฺญเต ปชา ความว่า เด็กทั้งหลายด่าพระราชาว่า ลูกโคที่ยังดื่มนมอยู่ ถูกพวกเจ้าหน้าที่เหล่านั้นฆ่าด้วยอำนาจของพระราชาลามก แม่โคนมนั้นร่ำร้องหาลูกอยู่เดี๋ยวนี้ ขอพระราชานั้นจงปริเทวนาการ เหมือนแม่โคนมเถิด.

               พระราชาและราชปุโรหิตพูดว่า ดีละ พวกเจ้าพูดได้เหตุผล แล้วหลีกไปเสีย
               ต่อมาในระหว่างทาง ฝูงกากำลังเอาจะงอยปากจิกกินกบทั้งหลายอยู่ ณ สระแห้งแห่งหนึ่ง เมื่อพระราชาและราชปุโรหิตมาถึงที่นั้น
               พระโพธิสัตว์จึงบันดาลให้กบทั้งหลายแช่งด่าพระราชาด้วยอานุภาพของตน
               (เป็นคาถา)ความว่า

               ขอให้พระเจ้าปัญจาลราชพร้อมด้วยพระราชโอรส จงถูกประหารในสนามรบ ให้ฝูงการุมจิกกิน เหมือนเราผู้เกิดในป่าถูกฝูงกาชาวบ้านจิกกินในวันนี้ฉะนั้น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คามเกหิ ได้แก่ กาที่อยู่ในบ้าน.

               ราชปุโรหิตได้ยินดังนั้น เมื่อจะสนทนากับพวกกบ จึงกล่าวคาถาความว่า
               เฮ้ย! กบ พระราชาทั้งหลายในมนุษยโลก จะทรงจัดการพิทักษ์รักษาสัตว์ทั่วไปไม่ได้อยู่เอง พระราชามิใช่เป็นอธรรมจารีบุคคล ด้วยเหตุที่ฝูงกากินสัตว์เป็นเช่นพวกเจ้าเท่านั้น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ชีวํ ได้แก่สัตว์ที่ยังมีชีวิต.

               บทว่า อเทยฺยุ ํ แปลว่า พึงเคี้ยวกิน.
               บทว่า ธงฺกา ได้แก่ กาทั้งหลาย. อธิบายว่า กาทั้งหลายพึงเคี้ยวกินสัตว์มีชีวิตด้วยเหตุเพียงใด ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ พระราชาจะชื่อว่าไม่เป็นผู้ประพฤติธรรม หาได้ไม่ พระราชาจักสามารถเข้าไปยังป่าเที่ยวรักษาเจ้าได้อย่างไร?

               กบได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า
               ท่านเป็นพรหมจารี ชาติอาธรรม์หนอ จึงกล่าวยกย่องกษัตริย์อยู่ได้ เมื่อประชากรเป็นอันมากถูกปล้นอยู่ ท่านยังบูชาพระราชาผู้น่าตำหนิอย่างยิ่ง.
               ดูก่อนพราหมณ์ ถ้าแว่นแคว้นนี้ พึงมีพระราชาดี ก็จะมั่งคั่งเบิกบานผ่องใส ฝูงกาก็จะได้กินก้อนข้าวที่ดีๆ เป็นพลี ไม่ต้องกินสัตว์เป็นเช่นพวกเรา.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหฺมจารี ความว่า เมื่อกบจะติเตียนปุโรหิต จึงกล่าวว่า ท่านเป็นพรหมจารี ชาติอาธรรม์หนอ.
               บทว่า ขตฺติยสฺส ได้แก่ พระราชาลามกเห็นปานนี้.
               บทว่า วิลุมฺปมานาย ความว่า เมื่อประชาชนถูกรีดนาทาเล้นอยู่ อนึ่ง ปาฐะ พระบาลีก็อย่างเดียวกันนี้แหละ.
               บทว่า ปุถุปฺปชาย ความว่า เมื่อประชาชนทั่วไปถูกเจ้าหน้าที่ ทำให้พินาศอยู่.
               บทว่า ปูเชสิ ได้แก่ ยกย่องสรรเสริญ.
               บทว่า สุรชฺชกํ ความว่า ถ้าแว่นแคว้นนี้อันพระราชาผู้ไม่ลุอำนาจฉันทาคติเป็นต้น ไม่ยังทศพิธราชธรรมให้กำเริบ รักษาอยู่ เป็นแว่นแคว้นมีจอมราชดี.
               บทว่า ผีตํ ความว่า มีข้าวกล้าสมบูรณ์ ในเมื่อฝนหลั่งกระแสธารอยู่โดยชอบ.
               บทว่า มาทิสํ ความว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ กาทั้งหลายคงไม่กินสัตว์ อย่างเราเลยทีเดียว.

               การด่าในฐานะ แม้ทั้ง ๖ อย่างนี้มีได้ด้วยอานุภาพของพระโพธิสัตว์นั่นเอง.

               พระราชากับราชปุโรหิตสดับคำนั้นแล้ว ดำริว่า ชนทั้งปวงที่สุดจนกระทั่งกบ ซึ่งเป็นสัตว์เดียรัจฉานอยู่ในป่า พากันด่าเราผู้เดียว แล้วเสด็จจากที่นั้นไปสู่พระนคร เสวยราชย์โดยธรรม ตั้งอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์ สร้างบุญกุศลมีทานเป็นต้น.

               พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแก่พระเจ้าโกศลแล้วตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร ธรรมดาพระราชาควรละการลุอำนาจอคติ เสวยราชสมบัติโดยธรรม
               แล้วทรงประชุมชาดกว่า
                         ภัณฑุติณฑุกเทวดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น เราผู้ตถาคต ฉะนี้แล.

               จบอรรถกถาภัณฑุติณฑุกชาดกที่ ๑๐
               จบอรรถกถาติงสตินิบาต
-----------------------------------------------------
               รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
                         ๑. กิงฉันทชาดก ว่าด้วย โทษที่ฉกฉวยเอาประโยชน์ของคนอื่น
                         ๒. กุมภชาดก ว่าด้วย โทษของสุรา
                         ๓. ชัยทิศชาดก ว่าด้วย โปริสาทกับพระเจ้าชัยทิศ
                         ๔. ฉัททันตชาดก ว่าด้วย พญาช้างฉัททันต์
                         ๕. สัมภวชาดก ว่าด้วย คนผู้รุ่งโรจน์ได้เพราะปัญญา
                         ๖. มหากปิชาดก ว่าด้วย ผลบาปของผู้ทำร้ายผู้มีคุณ
                         ๗. ทกรักขสชาดก ว่าด้วย ผีเสื้อน้ำ
                         ๘. ปัณฑรกชาดก ว่าด้วย ไม่ควรบอกความลับแก่คนอื่น
                         ๙. สัมพุลาชาดก ว่าด้วย ความซื่อสัตย์ของนางสัมพุลา
                         ๑๐. ภัณฑุติณฑกชาดก ว่าด้วย พระราชาทรงออกสดับฟังข่าวชาวเมือง
               จบ ติงสตินิบาตชาดก.
-----------------------------------------------------

.. อรรถกถา ภัณฑุติณฑุกชาดก ว่าด้วย พระราชาทรงออกสดับฟังข่าวชาวเมือง จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2406อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2419อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 2438อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=9984&Z=10074
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๕  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com