ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ราธชาดก
ว่าด้วย เรื่องจริงเก่าไม่ดีไม่ควรพูด

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันรูปหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ปวาสา อาคโต ตาต ดังนี้.
               ได้ยินว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ได้ยินว่าเธอกระสันจริงหรือ ภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริงพระเจ้าข้า ตรัสถามว่า เพราะเหตุไรเธอจึงกระสัน กราบทูลว่า ข้าพระองค์เห็นหญิงงดงามคนหนึ่ง จึงกระสันเพราะอำนาจกิเลส พระพุทธเจ้าข้า.
               ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ธรรมดามาตุคาม ใครๆ ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้ แม้เมื่อก่อน เขาวางยามประตูรักษาไว้ ยังไม่อาจรักษาไว้ได้ เธอจะต้องการมาตุคามไปทำอะไร แม้ได้แล้วก็ไม่อาจรักษาไว้ได้ แล้วทรงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
               ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในกำเนิดนกแขกเต้า ชื่อว่าราธะ. นกแขกเต้านั้นมีน้องชื่อโปฏฐปาทะ.
               พรานคนหนึ่งจับนกแขกเต้าสองพี่น้องในขณะยังอ่อนอยู่ ไปให้แก่พราหมณ์คนหนึ่งในกรุงพาราณสี. พราหมณ์เลี้ยงดูนกแขกเต้าไว้ในฐานะบุตร แต่นางพราหมณีของพราหมณ์เป็นหญิงไม่รักษาเนื้อรักษาตัว เป็นคนทุศีล. เมื่อพราหมณ์จะไปทำการค้า จึงเรียกลูกนกแขกเต้านั้นมาสั่งว่า แน่ะลูกพ่อ พ่อจะไปทำการค้า เจ้าทั้งสองคอยดูการกระทำของแม่เจ้า ทั้งในเวลากลางวัน และกลางคืน พึงสืบดูว่า มีชายอื่นไปมาหรือไม่ ครั้นมอบหมายนางพราหมณีกับลูกนกแขกเต้าแล้วก็ไป.
               นางพราหมณีตั้งแต่พราหมณ์ออกไปแล้ว ก็ประพฤติอนาจาร. คนที่มาๆ ไปๆ ทั้งกลางคืนกลางวัน ช่างมากมายเหลือเกิน นกโปฏฐปาทะเห็นดังนั้น จึงถามนกราธะว่า พราหมณ์ได้มอบพราหมณีนี้แก่เราไว้แล้วจึงไป และนางพราหมณีนี้ก็ทำการน่าอดสู เราจะว่าแกดีหรือ. นกราธะตอบว่า อย่าว่าแกเลย น้อง. นกโปฏฐปาทะไม่เชื่อฟังคำของนกราธะ จึงไปต่อว่า นางพราหมณีว่า แม่ เพราะอะไร แม่จึงทำการน่าอดสูอย่างนี้. นางพราหมณีอยากจะฆ่านกโปฏฐปาทะนัก ทำเป็นรัก เรียกมาพูดว่า นี่ลูก เจ้าก็เป็นลูกของแม่ ตั้งแต่นี้ไปแม่จักไม่ทำอีก มานี่ก่อนซิลูก พอนกโปฏฐปาทะมา ก็ตะคอกว่าเจ้าพูดกะเรา เจ้าไม่รู้ประมาณตน แล้วบิดคอเสียจนตายโยนลงไปในเตา.
               พราหมณ์มาถึงพักผ่อนแล้ว เมื่อจะถามพระโพธิสัตว์ว่า แน่ะพ่อราธะ แม่ของเจ้าทำอนาจารหรือเปล่า จึงกล่าวคาถาแรกว่า :-

               ลูกรัก พ่อกลับมาจากที่ค้างแรม กลับมาเดี๋ยวนี้เอง ไม่นานเท่าไรนัก แม่ของเจ้าไม่ไปคบหาบุรุษอื่นดอกหรือ.


               อธิบายความแห่งคาถานั้นว่า แน่ะพ่อราธะ พ่อกลับมาจากที่ค้างแรม พ่อเพิ่งมาเดี๋ยวนี้เอง มาไม่นานนัก ด้วยเหตุนั้น พ่อไม่รู้เรื่องราวจะขอถามเจ้า ดูก่อนลูก แม่ของเจ้าไม่คบหาชายอื่นดอกหรือ.

               นกราธะตอบว่า ข้าแต่พ่อ ธรรมดาบัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่กล่าวคำจริง หรือไม่จริงที่ไม่ทำให้พ้นทุกข์ได้
               เมื่อจะแจ้งให้ทราบ จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

               ธรรมดา บัณฑิตไม่พูดวาจาที่ประกอบด้วยความจริง แต่ไม่ดี ขืนพูดไปจะต้องนอนอยู่ ดุจนกแขกเต้าโปฏฐปาทะถูกเผา นอนจมอยู่ในเตาไฟ ฉะนั้น.


               ในบทเหล่านั้น บทว่า คิรํ คือ คำพูด. จริงอยู่ คำพูดท่านเรียกว่าคิระ เหมือนดังวาจาที่เปล่งออกในเวลานี้. ลูกนกแขกเต้านั้นมิได้คำนึงถึงเพศ จึงกล่าวอย่างนั้น. อธิบายความในคาถานี้ดังนี้. ข้าแต่พ่อ ธรรมดาบัณฑิตจะไม่กล่าวแม้คำที่ประกอบด้วยสัจจะ คือมีสภาพที่เป็นจริงและประกอบด้วยประโยชน์ แต่ไม่ทำให้พ้นทุกข์ และความจริงที่ไม่ดี คือไม่ทำให้พ้นทุกข์. บทว่า สเยถ โปฏฺฐปาโทว มุมฺมเร อุปกูสิโต ความว่า เหมือนนกโปฏฐปาทะนอนไหม้อยู่ในเถ้ารึง ฉะนั้น. บาลีว่า อุปกุฏฺฐิโต ก็มีความอย่างเดียวกัน.

               พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจธรรม ประชุมชาดก.
               เมื่อจบสัจธรรม ภิกษุผู้กระสัน ตั้งอยู่ในโสดาปัตติผล.
               นกแขกเต้าโปฏฐปาทะในครั้งนั้น ได้เป็น อานนท์ ในครั้งนี้
               แต่นกแขกเต้าราธะ คือ เราตถาคต นี้แล.

               จบ อรรถกถาราธชาดกที่ ๘

.. อรรถกถา ราธชาดก ว่าด้วย เรื่องจริงเก่าไม่ดีไม่ควรพูด จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 243อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 245อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 247อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=1462&Z=1469
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๖  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :