ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา วัจฉนขชาดก
ว่าด้วย ดาบสผู้มีเล็บงาม

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภนักมวยปล้ำชื่อ โรชะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สุขา ฆรา วจฺฉนขา ดังนี้.
               ได้ยินว่า นักมวยปล้ำชื่อโรชะ นั้นเป็นสหายของพระอานนท์. วันหนึ่ง เขาส่งข่าวไปถึงพระเถระเพื่อนิมนต์พระเถระมา. พระเถระจึงทูลพระศาสดาไปหา. เขานิมนต์พระเถระให้บริโภคอาหารที่มีรสเลิศต่างๆ แล้วนั่งอยู่ข้างหนึ่ง กระทำปฏิสันถารกับพระเถระ เชื้อเชิญพระเถระด้วยกามคุณ อันเป็นโภคะของคฤหัสถ์ กล่าวว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าพระอานนท์ รัตนะทั้งที่มีวิญญาณและหาวิญญาณมิได้ที่เรือนของกระผมมีมากมาย กระผมจะแบ่งให้ท่านกึ่งหนึ่ง ท่านจงมาเถิด เราจะครอบครองเรือนอยู่ด้วยกันทั้งสอง. พระเถระแสดงโทษในกามคุณแก่เขา ลุกจากอาสนะกลับไปยังวิหาร พระศาสดาตรัสถามว่า อานนท์ เธอพบกับโรชะแล้วหรือ กราบทูลว่า พบแล้วพระเจ้าข้า ตรัสถามว่า เธอพูดอะไรกับเขา กราบทูลว่า โรชะ เชื้อเชิญให้ข้าพระองค์อยู่ครองเรือน ข้าพระองค์จึงแสดงถึงโทษในการครองเรือน และในกามคุณแก่เขา พระเจ้าข้า.
               พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ นักมวยปล้ำชื่อโรชะ มิได้ชักชวนนักบวชให้อยู่ครองเรือนในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนก็ได้ชักชวนแล้วเหมือนกัน
               พระอานนท์เถระทูลอาราธนา จึงนำเรื่องอดีตมาตรัสเล่า.
               ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์อุบัติในตระกูลพราหมณ์ในตำบลหนึ่ง ครั้นเจริญวัย ออกบวชเป็นฤาษีอยู่ในหิมวันตประเทศ เป็นเวลาช้านาน ได้ไปกรุงพาราณสีเพื่อเสพของเค็มของเปรี้ยว พักอยู่ที่พระราชอุทยาน รุ่งขึ้นได้เข้าไปยังกรุงพาราณสี. ครั้งนั้น เศรษฐีกรุงพาราณสีเลื่อมใสในมารยาทของพระโพธิสัตว์ จึงนำไปสู่เรือนให้บริโภค แล้วรับเอาปฏิญญาเพื่อให้อยู่ในสวน ปรนนิบัติอยู่. ชนทั้งสองได้เกิดความรักความใคร่ต่อกันและกัน.
               อยู่มาวันหนึ่ง เศรษฐีกรุงพาราณสีได้คิดอย่างนี้ ด้วยความรักและความคุ้นเคย ในพระโพธิสัตว์ว่า ชื่อว่าการบวชเป็นทุกข์ เรายังปริพาชกชื่อว่า วัจฉนขะ ผู้เป็นสหายของเราให้สึก แล้วแบ่งสมบัติทั้งหมดออกกึ่งหนึ่ง แล้วให้แก่วัจฉนขปริพาชกนั้น ทั้งสองก็จักอยู่ด้วยความปรองดองกัน. วันหนึ่ง เศรษฐีนั้นในเวลาสำเร็จภัตตกิจ ได้ทำปฏิสันถารอย่างอ่อนหวานกับวัจฉนขปริพาชก แล้วกล่าวว่า พระคุณเจ้าวัจฉนขะ ชื่อว่าการบรรพชาเป็นทุกข์ ฆราวาสเป็นสุข มาเถิดท่าน เราทั้งสองปรองดองกัน บริโภคกามกันอยู่เถิด แล้วกล่าวคาถาแรกว่า :-

               ข้าแต่ท่านวัจฉนขะ เรือนทั้งหลายที่มีเงินและโภชนาหารบริบูรณ์ เป็นเรือนมีความสุข ท่านบริโภคและดื่มในเรือนใด ไม่ต้องขวนขวายก็ได้นอน.


               ในบทเหล่านั้น บทว่า สหิรญฺญา คือถึงพร้อมด้วยรัตนะ ๗. บทว่า สโภชนา คือมีของเคี้ยวของบริโภคมาก. บทว่า ยตฺถ ภุตฺวา ปิวิตฺวา จ ได้แก่ บริโภคโภชนามีรสเลิศต่างๆ และดื่มเครื่องดื่มต่างๆ ในเรือนซึ่งมีทั้งเงินและทั้งของบริโภค. บทว่า สเยยฺยาสิ อนุสฺสุโก ความว่า ท่านไม่ต้องขวนขวายก็ได้นอนบนที่นอนอันมีสิริที่ตกแต่งไว้แล้ว ด้วยเหตุนั้นชื่อว่า การอยู่ครองเรือนเป็นสุขอย่างยิ่ง.

               ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ฟังเศรษฐีแล้วจึงกล่าวว่า ดูก่อนมหาเศรษฐี ท่านเป็นผู้ติดอยู่ในกาม กล่าวคุณของฆราวาส และโทษของบรรพชา ก็เพราะความไม่รู้ เราจะกล่าวถึงโทษของฆราวาสแก่ท่าน ท่านจงฟังในบัดนี้เถิด แล้วกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า

               บุคคลผู้เป็นฆราวาสไม่มีมานะทำการงานก็ดี ไม่กล่าวคำมุสาก็ดี ไม่ใช้อำนาจลงโทษผู้อื่น การครองเรือนก็ตั้งอยู่ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ใครเล่าจะครอบครองเรือนไม่ให้บกพร่อง ให้เกิดความยินดีด้วยแสนยากเล่า.


               ในบทเหล่านั้น บทว่า ฆรา นานีหมานสฺส ความว่า ขึ้นชื่อว่า ฆราวาสผู้ขาดมานะ ไม่พยายามทำการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์เป็นต้น ตลอดกาลไม่มี. อธิบายว่า ขึ้นชื่อว่าเรือนจะตั้งอยู่ไม่ได้. บทว่า ฆรา นาภณโต มุสา ความว่า ชื่อว่าเรือนจะมีอยู่ไม่ได้ แม้ไม่ยอมกล่าวเท็จ เพื่อประโยชน์ไร่นาเรือกสวนเงินและทองเป็นต้น. บทว่า ฆรา ฯเปฯ อนิกุพฺพโต ความว่า ผู้ไม่ถือท่อนไม้ วางท่อนไม้เสียแล้ว ไม่รังแกผู้อื่น เรือนก็ตั้งอยู่ไม่ได้. ส่วนผู้ใดมือถือท่อนไม้ ลงโทษผู้อื่นมีทาสและกรรมกรเป็นต้น ด้วยการฆ่า จองจำ ตัดอวัยวะและเฆี่ยนเป็นต้น ตามสมควรแก่ความผิดข้อนั้นๆ การครองเรือนของผู้นั้นแหละย่อมมั่นคงอยู่ได้. บทว่า เอวํ ฉิทฺทํ ฯเปฯ ปฏิปชฺชติ ความว่า เมื่อไม่มีการต้องโกหกเป็นต้นเหล่านี้ เมื่อเปิดช่องแก่ความเสื่อมนั้นๆ แม้ต้องทำเป็นนิจซึ่งกิจของฆราวาสให้ครบพร้อมกันได้ยาก ให้น่ายินดีได้ยาก เพราะต้องทำเป็นนิจทีเดียว เราก็หมดความดิ้นรนคิดจักครอบครองเรือนอันให้มีครบได้ยากยิ่ง ให้บริบูรณ์ได้ยากนั้น ด้วยเหตุนั้น ใครเล่าจักครองเรือนนั้นได้.

               พระมหาสัตว์กล่าวโทษของฆราวาสอย่างนี้แล้ว ได้กลับคืนอุทยานดังเดิม.

               พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดก.
               เศรษฐีกรุงพาราณสีในครั้งนั้น ได้เป็นนักมวยปล้ำชื่อโรชะ ในครั้งนี้
               ส่วนวัจฉนขปริพาชก คือ เราตถาคต นี้แล.

               จบ อรรถกถาวัจฉนขชาดกที่ ๕

.. อรรถกถา วัจฉนขชาดก ว่าด้วย ดาบสผู้มีเล็บงาม จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 317อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 319อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 321อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=1821&Z=1830
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๐  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com