ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา เสยยชาดก

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภอำมาตย์ของพระเจ้าโกศลคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า เสยฺยํโส เสยฺยโส อโหสิ ดังนี้.
               ได้ยินว่า อำมาตย์ผู้นั้นมีอุปการะเป็นอันมากแก่พระราชา ได้เป็นผู้จัดสรรพกิจทั้งปวงให้สำเร็จ. พระราชาทรงพระดำริว่า อำมาตย์นี้มีอุปการะเป็นอันมากแก่เรา จึงได้ประทานยศใหญ่โตแก่อำมาตย์นั้น อำมาตย์พวกอื่นอดทนอำมาตย์นั้นไม่ได้ ก็คอยส่อเสียดยุยงพระราชา ทำลายอำมาตย์นั้น. พระราชาทรงเชื่อคำของอำมาตย์เหล่านั้น มิได้ทรงพิจารณาโทษ รับสั่งให้จองจำอำมาตย์ผู้มีศีลนั้นผู้หาโทษมิได้ ด้วยเครื่องจองจำคือโซ่ตรวนแล้วให้ขังไว้ในเรือนจำ.
               อำมาตย์นั้นตัวคนเดียวแท้อยู่ในเรือนจำนั้น อาศัยศีลสมบัติได้เอกัคคตาจิตแน่วแน่ในอารมณ์เดียว พิจารณาสังขารทั้งหลายก็ได้บรรลุโสดาปัตติผล.
               ครั้นในกาลต่อมา พระราชาทรงทราบว่าอำมาตย์นั้นไม่มีโทษ จึงรับสั่งให้ถอดเครื่องพันธนาการคือโซ่ตรวน แล้วได้พระราชทานยศอันยิ่งใหญ่กว่ายศครั้งแรก. อำมาตย์คิดว่าจักถวายบังคมพระศาสดา จึงถือเอาของหอมและระเบียบดอกไม้เป็นต้นเป็นอันมากไปยังพระวิหาร บูชาพระตถาคต ถวายบังคมแล้วนั่ง ณ ที่ควรส่วนข้างหนึ่ง.
               พระศาสดา เมื่อจะทรงกระทำปฏิสันถารกับอำมาตย์นั้น จึงตรัสว่า เราตถาคตได้ยินว่า ราชทัณฑ์อันหาประโยชน์มิได้ เกิดขึ้นแก่ท่านหรือ.
               อำมาตย์กราบทูลว่า พระเจ้าข้า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ราชทัณฑ์อันหาประโยชน์มิได้เกิดขึ้นแล้ว แต่ข้าพระองค์ได้กระทำประโยชน์จากสิ่งที่หาประโยชน์มิได้นั้น ข้าพระองค์นั้นนั่งอยู่ในเรือนจำแล้วทำโสดาปัตติผลให้เกิดขึ้นแล้ว.
               พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก มิใช่ท่านเท่านั้น ที่นำเอาประโยชน์มาจากสิ่งที่มิใช่ประโยชน์ แม้โบราณกบัณฑิตทั้งหลาย ก็นำเอาสิ่งที่เป็นประโยชน์มาจากสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์แก่ตนเหมือนกัน อันอำมาตย์นั้นทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตนั้น พอเจริญวัยก็เล่าเรียนศิลปะทั้งปวงในเมืองตักสิลา เมื่อพระราชบิดาสวรรคตแล้วก็ดำรงอยู่ในราชสมบัติ มิได้ทรงยังทศพิธราชธรรมให้กำเริบ ครองราชสมบัติโดยธรรมสม่ำเสมอ บำเพ็ญทาน รักษาศีล ๕ รักษาอุโบสถกรรม
               ลำดับนั้น อำมาตย์ผู้หนึ่งของพระองค์ก่อการประทุษร้ายขึ้นภายในพระราชวัง ข้าราชบริพารที่เป็นบาทบริจาริกาเป็นต้น จึงกราบทูลแก่พระราชาว่า อำมาตย์ผู้โน้นก่อประทุษร้ายในภายในพระราชวัง พระราชาทรงสืบสวนแล้วทรงทราบได้ตามสภาพ จึงรับสั่งให้พาอำมาตย์นั้นมาเฝ้าแล้วตรัสว่า จำเดิมแต่นี้ไป เจ้าอย่าได้มาอุปัฏฐากเราเลย แล้วทรงถอดยศเสีย. อำมาตย์นั้นไปอุปัฏฐากพระเจ้าสามันตราชองค์อื่น.
               เรื่องทั้งปวงได้กล่าวไว้ใน มหาสีลวชาดก ในหนหลังนั่นแหละ
               แม้ในชาดกนี้ พระราชานั้นทรงทดลองถึง ๓ ครั้ง จึงเชื่อคำของอำมาตย์นั้น ทรงดำริว่าจักยึดราชสมบัติในเมืองพาราณสี จึงพร้อมด้วยบริวารอันใหญ่หลวง ประชิดราชอาณาเขตของพระเจ้าพาราณสี. นายทหารผู้ใหญ่ของพระเจ้าพาราณสีประมาณ ๗๐๐ นาย รู้ประพฤติเหตุนั้นแล้วกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ได้ยินว่า พระราชาองค์โน้นคิดว่าจักยึดราชสมบัติในเมืองพาราณสี จึงตีชนบทเข้ามา พวกข้าพระองค์จักไปในชนบทนั้นนั่นแหละ แล้วจักจับพระราชาองค์โน้นมา. พระเจ้าพาราณสีตรัสว่า เราไม่มีการกระทำกรรมด้วยราชสมบัติที่ได้ด้วยการเบียดเบียนผู้อื่น พวกท่านอย่ากระทำอะไรๆ เขา.
               พระราชาโจรเสด็จมาล้อมพระนครไว้ อำมาตย์ทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระราชาอีกทราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์อย่าทรงกระทำอย่างนี้ พวกข้าพระองค์จะจับพระราชาโจรนั้น. พระราชาตรัสว่า อย่าได้กระทำอะไรๆ พวกท่านจงเปิดประตูเมืองทุกประตู พระองค์เองทรงแวดล้อมด้วยหมู่อำมาตย์ ประทับนั่งบนบัลลังก์ในท้องพระโรง.
               พระราชาโจรโบยตีพวกมนุษย์ที่ประตูทั้ง ๔ เข้าเมืองได้แล้วขึ้นยังปราสาท ให้จับพระราชาผู้แวดล้อมด้วยอำมาตย์ ๑๐๐ คน จองจำด้วยโซ่ตรวนทั้งหลาย แล้วให้ขังไว้ในเรือนจำ. พระราชาประทับนั่งในเรือนจำนั่นแล ทรงแผ่เมตตาไปยังพระราชาโจร ทรงยังฌานมีเมตตาเป็นอารมณ์ให้เกิดขึ้น ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาของพระเจ้าพาราณสีนั้น ความเร่าร้อนจึงเกิดขึ้นในกายของพระราชาโจร. พระสรีระกายทั้งสิ้นของพระราชาโจรนั้น เป็นประหนึ่งถูกคบเพลิงในยมโลกลวกลน.
               พระราชาโจรนั้นถูกมหันตทุกข์ครอบงำ จึงตรัสถามว่า มีเหตุอะไรหนอ.
               อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า พระองค์ให้จำขังพระราชาผู้มีศีลไว้ในเรือนจำ ด้วยเหตุนั้น ทุกข์อันนี้จักเกิดขึ้นแก่พระองค์. ราชาโจรนั้นจึงเสด็จไปขอขมาพระโพธิสัตว์ ตรัสว่า ราชสมบัติของพระองค์จงเป็นของพระองค์เถิด แล้วทรงมอบราชสมบัติแก่พระเจ้าพาราณสีนั้นแล แล้วทูลว่า ตั้งแต่นี้ไป ข้าศึกของพระองค์จงเป็นภาระของหม่อมฉัน ให้ลงอาญาแก่อำมาตย์ผู้ประทุษร้าย แล้วเสด็จไปยังพระนครของพระองค์เอง.
               พระโพธิสัตว์ประทับนั่งบนบัลลังก์ซึ่งยกเศวตฉัตรขึ้นแล้วในท้องพระโรงอันอลงกต เมื่อจะทรงปราศัยกับหมู่อำมาตย์ที่นั่งห้อมล้อมอยู่ จึงได้ตรัสคาถา ๒ คาถาแรกว่า :-
               ผู้ใดคบหากับบุคคลผู้ประเสริฐ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นส่วนอันประเสริฐด้วย เราสมานไมตรีกับพระยาโจรคนเดียว ก็ปลดเปลื้อง ท่านทั้งหลายผู้ต้องโทษได้ตั้งร้อยคน.
               เพราะฉะนั้น บุคคลคนเดียวสมานไมตรีกับโลกทั้งมวล สิ้นชีพแล้วก็พึงเข้าถึงสวรรค์ ท่านชาวกาสิกรัฐทั้งหลายจงฟังคำของเราเถิด.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เสยฺยํโส เสยฺยโส โหติ โย เสยฺยมุปเสวติ ความว่า บุคคลชื่อว่าผู้มีส่วนอันประเสริฐ เพราะมีส่วน คือโกฏฐาสอันประเสริฐ กล่าวคือธรรมสูงสุดอันหาโทษมิได้ ได้แก่ บุคคลผู้อาศัยกุศลธรรม. บุคคลใดเข้าเสพกุศลธรรมภาวนาอันประเสริฐนั้น หรือบุคคลผู้สูงสุดผู้ยินดียิ่งในกุศลธรรมอันประเสริฐนั้นบ่อยๆ บุคคลนั้นเป็นผู้มีส่วนอันประเสริฐ คือเป็นผู้น่าสรรเสริญกว่าและเป็นผู้ยิ่งกว่า.
               ก็ด้วยบทว่า เอเกน สนฺธึ กตฺวาน สตํ วชฺเฌ อโมจยึ แม้นี้ พึงทราบดังนี้ว่า ก็เมื่อเราซ่องเสพเมตตาภาวนาอันประเสริฐ ได้กระทำการติดต่อคือสืบต่อเมตตาภาวนากับพระยาโจรคนเดียวด้วยเมตตาภาวนานั้น ได้ปลดเปลื้องท่านทั้งหลายผู้จะถูกฆ่าได้ตั้งร้อยคน.
               ในคาถาที่ ๒ มีเนื้อความต่อไปนี้
               เพราะเหตุที่เรากระทำการติดต่อด้วยเมตตาภาวนา โดยความเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันกับพระยาโจรคนเดียว จึงปลดเปลื้องท่านทั้งหลายผู้จะถูกฆ่าได้ตั้งร้อยคน เพราะฉะนั้น พึงทราบข้อนั้นว่าเพราะบุคคลผู้เดียวกระทำการติดต่อกับโลกทั้งปวง ด้วยเมตตาภาวนา ละไปแล้วจะเข้าถึงสวรรค์ในโลกหน้า เพราะเมตตาภาวนาอันเป็นอุปจารฌานให้ปฏิสนธิในกามาวจรภพ เมตตาภาวนาอันเป็นอัปปนาฌาน ย่อมให้ปฏิสนธิในพรหมโลก.
               ท่านแม้ทั้งปวงผู้เป็นชาวกาสิกรัฐ จงฟังคำของเรานี้ไว้.

               พระมหาสัตว์พรรณนาคุณของภาวนาอันประกอบด้วยเมตตาแก่มหาชนอย่างนี้แล้ว ทรงสละเศวตฉัตรในพระนครพาราณสีอันกว้างใหญ่ถึง ๑๒ โยชน์ แล้วเสด็จเข้าป่าหิมพานต์บวชเป็นฤาษี.

               พระศาสดาทรงเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งแล้ว ทรงตรัสพระคาถาที่ ๓ ว่า :-
               พระเจ้ากังสมหาราชครอบครองราชสมบัติเมืองพาราณสี ได้ตรัสพระดำรัสนี้แล้ว ก็ทรงสละทิ้งธนูและลูกศรเสีย เข้าถึงความสำรวม.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหาราชา แปลว่า พระราชาผู้ใหญ่.
               คำว่า กงฺโส เป็นพระนามของพระราชาผู้ใหญ่นั้น.
               บทว่า พาราณสิคฺคโห ได้แก่ ผู้ยึดครองพระนครพาราณสี เพราะยึดพระนครพาราณสีครอบครองอยู่ พระราชานั้นตรัสพระดำรัสนี้แล้ว ทรงวางคือละทิ้งธนู และลูกธนูกล่าวคือลูกศร เข้าถึงความสำรวมในศีล คือบวช.

               ก็แหละครั้นบวชแล้วก็ยังฌานให้เกิดขึ้น เป็นผู้มีฌานไม่เสื่อมจึงได้เกิดขึ้นในพรหมโลก.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
               พระราชาผู้เป็นโจรในครั้งนั้น ได้เป็น พระอานนท์ ในบัดนี้
               ส่วนพระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.


               จบ อรรถกถาเสยยชาดกที่ ๒               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา เสยยชาดก จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 442อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 445อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 448อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=2372&Z=2381
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๖  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com