ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อุทุมพรชาดก
ว่าด้วย ผู้อ่อนน้อมชื่อว่าเป็นผู้อิ่ม

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุรูปหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อุทุมฺพรา นิเจ * ปกฺกา ดังนี้
* บาลี เป็น จิเม

               ได้ยินว่า ภิกษุนั้นสร้างวิหารอยู่ในปัจจันตคามแห่งหนึ่ง วิหารน่ารื่นรมย์ตั้งอยู่เหนือแผ่นหินดาด สถานที่ปัดกวาดคล้ายปะรำ มีน้ำใช้ผาสุกสำราญ โคจรคามก็ไม่ไกล คนทั้งหลายรักใคร่พากันถวายภิกษา.
               ครั้งนั้น ภิกษุรูปหนึ่งเที่ยวจาริกไปถึงวิหารนั้น. ภิกษุผู้เป็นเจ้าถิ่นกระทำอาคันตุกวัตรแก่ภิกษุนั้น ในวันรุ่งขึ้น ได้พาภิกษุนั้นไปบิณฑบาตยังบ้าน. คนทั้งหลายถวายภิกษาอันประณีตแก่ภิกษุนั้น แล้วนิมนต์ฉันในวันพรุ่งนี้อีก.
               อาคันตุกะภิกษุฉันอยู่ ๒-๓ วัน จึงคิดว่า เราจักลวงภิกษุเจ้าถิ่นนั้นด้วยอุบายอย่างหนึ่งฉุดคร่าออกไปแล้วยึดวิหารนี้. ลำดับนั้น ภิกษุอาคันตุกะได้ถามภิกษุเจ้าถิ่นผู้มายังที่บำรุงพระเถระว่า อาวุโส ท่านไม่ได้ทำการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้าหรือ ? ภิกษุเจ้าถิ่นกล่าวว่า ชื่อว่าคนผู้จะปฏิบัติดูแลวิหารนี้ ไม่มี ด้วยเหตุนั้น กระผมจึงไม่เคยไป. ภิกษุอาคันตุกะกล่าวว่า ผมจักปฏิบัติดูแลวิหารนี้ จนกว่าท่านไปเฝ้าพระพุทธเจ้าแล้วกลับมา. ภิกษุเจ้าถิ่นกล่าวว่า ดีแล้ว ท่านผู้เจริญ แล้วกล่าวกะคนทั้งหลายว่า ท่านทั้งหลายจงอย่าประมาทพระเถระจนกว่าเราจะกลับมา แล้วหลีกไป.
               จำเดิมแต่นั้นมา อาคันตุกะภิกษุก็กล่าวว่า ภิกษุเจ้าถิ่นนั้นมีโทษนี้และนี้ แล้วยุยงคนทั้งหลายเหล่านั้นให้แตกร้าวกัน. ฝ่ายภิกษุเจ้าถิ่นถวายบังคมพระศาสดา แล้วกลับมา. ลำดับนั้น ภิกษุอาคันตุกะนั้นไม่ให้ภิกษุเจ้าถิ่นเข้าไป. ภิกษุเจ้าถิ่นนั้นจึงอยู่ในที่แห่งหนึ่ง วันรุ่งขึ้นเข้าไปบิณฑบาตยังบ้าน ฝ่ายคนทั้งหลายก็ไม่กระทำแม้มาตรว่าสามีจิกรรม. ภิกษุเจ้าถิ่นนั้นเดือดร้อน จึงไปยังพระเชตวันวิหารอีก แล้วบอกเหตุการณ์อันนั้นแก่ภิกษุทั้งหลาย.
               ภิกษุทั้งหลายจึงนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย ได้ยินว่า ภิกษุโน้นคร่าภิกษุโน้นออกจากวิหาร แล้วตนเองอยู่ในวิหารนั้น. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร เมื่อภิกษุทั้งหลาย กราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่ในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน อาคันตุกะภิกษุนั้นก็ได้ฉุดคร่าภิกษุนี้ออกจากที่อยู่มาแล้วเหมือนกัน แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในพระนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดเป็นรุกขเทวดาอยู่ในป่า. ในฤดูฝน ฝนตกในป่านั้นตลอด ๗ สัปดาห์. ครั้งนั้น มีลิงเล็กหน้าแดงตัวหนึ่งอยู่ในซอกเขาหินแห่งหนึ่งซึ่งไม่เปียกฝน วันหนึ่ง นั่งอยู่ในที่ที่ไม่เปียก ณ ที่ประตูซอกเขา.
               ลำดับนั้น ลิงใหญ่หน้าดำตัวหนึ่งเปียกฝน ถูกความหนาวเบียดเบียน เที่ยวมา เห็นลิงเล็กนั้นนั่งอยู่อย่างนั้น จึงคิดว่า เราจักนำเจ้าลิงนี้ออกไปด้วยอุบาย แล้วจักอยู่ในที่นี้เสียเอง จึงทำให้ท้องย้อยยานแสดงอาการอิ่มเหลือล้น ไปยืนอยู่ข้างหน้าลิงเล็กนั้น
               แล้วกล่าวคาถาที่หนึ่งว่า

               ต้นมะเดื่อ ต้นไทร และต้นมะขวิดนี้มีผลสุกแล้ว เชิญท่านออกมากินเถิด จะยอมตายเพราะความหิวทำไม.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กปิตฺถนา ได้แก่ ผลไม้เลียบ. บทว่า เอหิ นิกฺขมฺม ความว่า ต้นมะเดื่อเป็นต้นเหล่านี้ วิจิตรแล้วเพราะเต็มด้วยผล แม้เราก็เคี้ยวกินจนอิ่มแล้วจึงมา แม้ท่านก็จงไปกินเสีย.

               ฝ่ายลิงเล็กนั้นได้ฟังคำของลิงใหญ่นั้นก็เชื่อ ประสงค์จะเคี้ยวกินผลาผลทั้งหลาย จึงได้ออกแล้วเที่ยวไปในที่นั้นๆ เมื่อไม่ได้อะไรๆ จึงกลับมาอีก เห็นลิงใหญ่นั้นเข้าไปนั่งในซอกเขาของตน คิดว่าจักลวงลิงใหญ่นั้น จึงยืนอยู่ข้างหน้าลิงใหญ่นั้น
               แล้วกล่าวคาถาที่สองว่า

               ผู้ใดประพฤติอ่อนน้อมต่อผู้ใหญ่ ผู้นั้นชื่อว่าเป็นผู้อิ่มแล้ว เหมือนข้าพเจ้าเคี้ยวกินผลไม้สุกเป็นผู้อิ่มแล้วในวันนี้ฉะนั้น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทุมปกฺกานิ มาสิโต ความว่า ข้าพเจ้าเคี้ยวกินผลไม้มีผลมะเดื่อเป็นต้นเป็นผู้อิ่มแล้ว.

               ลิงใหญ่ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่สามว่า
               ลิงเกิดในป่า พึงหลอกลวงลิงที่เกิดในป่า เพราะเหตุใด แม้ลิงหนุ่มก็ไม่พึงเชื่อเหตุอันนั้น ลิงที่แก่เฒ่าชราจะไม่เชื่อเลย.


               เนื้อความแห่งคาถานั้นว่า ลิงผู้เกิดในป่า พึงกระทำการหลอกลวงลิงผู้เกิดในป่า เพราะเหตุใด ลิงแม้หนุ่มเช่นท่าน ก็จะไม่พึงเชื่อ เพราะเหตุอันนั้น ลิงแก่ชรา คือลิงผู้เฒ่าแม้เช่นกับเรา จะไม่พึงเชื่อเลย คือจะไม่เชื่อต่อลิงผู้หนุ่มเช่นกับท่านผู้กล่าวตั้ง ๗ ครั้ง

               ในหิมวันตประเทศ มีผลาผลทั้งปวงอันเปียกชุ่มด้วยน้ำฝนหล่นลงแล้ว ในสถานที่นี้ ไม่มีสำหรับท่านอีกต่อไป ท่านจงไปเสียเถิด. ลิงเล็กตัวนั้น จึงหลีกไปจากที่นั้นเอง.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
               ลิงเล็กในครั้งนั้น ได้เป็น ภิกษุผู้เป็นเจ้าถิ่น ในบัดนี้
               ลิงดำใหญ่ในครั้งนั้น ได้เป็น อาคันตุกะภิกษุ ในบัดนี้
               ส่วนรุกขเทวดา คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาอุทุมพรชาดกที่ ๘

.. อรรถกถา อุทุมพรชาดก ว่าด้วย ผู้อ่อนน้อมชื่อว่าเป็นผู้อิ่ม จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 490อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 493อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 496อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=2561&Z=2571
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๘  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :