ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สุชาตาชาดก
ว่าด้วย ได้รับโทษเพราะประมาท

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระนางมัลลิกาเทวี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กึอณฺฑกา อิเม เทว ดังนี้.
               ได้ยินว่า วันหนึ่ง พระราชาได้มีการวิวาทโต้เถียงเรื่องสิริกับพระนางมัลลิกาเทวี.
               บางอาจารย์กล่าวว่า ทรงทะเลาะเรื่องที่บรรทมดังนี้ก็มี.
               พระราชาทรงกริ้วถึงกับไม่สนพระทัยกับพระนาง. ฝ่ายพระนางมัลลิกาเทวีก็ทรงพระดำริว่า พระศาสดาเห็นจะไม่ทรงทราบว่า พระราชาทรงพิโรธเรา. แม้พระศาสดาก็ทรงทราบ ทรงดำริว่า จักกระทำพระราชาและพระเทวีนี้ให้สมัครสมานกัน ในเวลาเช้า จึงทรงนุ่งแล้วถือบาตรและจีวร มีภิกษุ ๕๐๐ รูปเป็นบริวาร เสด็จเข้ากรุงสาวัตถีแล้วได้เสด็จไปที่ประตูพระราชนิเวศน์.
               พระราชาทรงรับบาตรของพระตถาคตแล้วทูลนิมนต์เสด็จเข้าพระนิเวศน์ ให้ประทับนั่งบนอาสนะที่ปูลาดแล้ว ถวายน้ำทักษิโณทกแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน แล้วทรงนำข้าวยาคูและของควรเคี้ยวมาถวาย. พระศาสดาทรงเอาพระหัตถ์ปิดบาตรแล้วตรัสว่า มหาบพิตร พระเทวีเสด็จไปไหน.
               พระราชาทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ประโยชน์อะไรด้วยพระเทวีนั้นผู้มัวเมาด้วยยศของตน. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์ทรงประทานยศยกมาตุคามขึ้นด้วยพระองค์เอง แล้วไม่ทรงอดโทษความผิดที่พระเทวีนั้นกระทำ ดูไม่สมควร.
               พระราชาทรงสดับพระดำรัสของพระศาสดาแล้ว จึงรับสั่งให้เรียกพระเทวีมา. พระเทวีเสด็จมาทรงอังคาสพระศาสดา พระศาสดาตรัสว่า ควรที่พระองค์ทั้งสองจะเป็นผู้สามัคคีปรองดองกันและกัน ได้ตรัสพรรณนาสามัคคีรสแล้วเสด็จหลีกไป.
               จำเดิมแต่นั้น พระราชาและพระเทวีทั้งสองพระองค์ก็ทรงอยู่ด้วยความสามัคคีปรองดองกัน.
               ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระศาสดาได้ทรงกระทำพระราชาและพระเทวีทั้งสองพระองค์ให้สมัครสมานกัน ด้วยพระดำรัสข้อเดียวเท่านั้น.
               พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอประชุมสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน เราตถาคตก็ได้ทำให้ท้าวเธอทั้งสองนี้มีความสามัคคีปรองดองกัน ด้วยวาทะข้อเดียวเท่านั้น แล้วทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์ผู้สั่งสอนอรรถธรรมแก่พระเจ้าพรหมทัตนั้น. อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาทรงเปิดบานพระแกลใหญ่ ได้ประทับทอดพระเนตรพระลานหลวง.
               ขณะนั้น ธิดาคนเก็บผักคนหนึ่งมีรูปสวย ตั้งอยู่ในปฐมวัย เทินกระเช้าพุทราไว้บนศีรษะ เดินร้องขายไปทางหน้าพระลานหลวงว่า ซื้อพุทราเจ้าข้า ซื้อพุทราเจ้าข้า. พระราชาได้ทรงสดับเสียงของนางนั้นแล้วทรงมีจิตปฏิพัทธ์รักใคร่ ทรงทราบว่านางยังไม่มีสามี จึงรับสั่งให้เรียกมาแล้ว ทรงตั้งนางนั้นไว้ในตำแหน่งอัครมเหสี แล้วได้ประทานยศอันยิ่งใหญ่แก่นาง. นางนั้นได้เป็นที่รักใคร่โปรดปรานของพระราชา.
               อยู่มาวันหนึ่ง พระราชาประทับนั่งหยิบผลพุทราในจานทองเสวยอยู่ พระสุชาดาเทวีได้ทรงเห็นพระราชาเสวยผลพุทรา เมื่อจะทูลถามว่า ข้าแต่มหาราช นี่คือผลอะไร พระองค์ทรงเสวยอยู่ จึงตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-
               ข้าแต่พระราชสวามีผู้ประเสริฐ ไข่ที่เก็บไว้ในจานทองนี้ เป็นไข่อะไร ลูกกลมเกลี้ยงมีสีแดง หม่อมฉันทูลถามพระองค์ถึงสิ่งนั้น ขอพระองค์ตรัสบอกด้วย.


               ด้วยบทว่า กิอณฺฑกา นี้ ในคาถานั้น พระนางสุชาดาเทวีทูลว่า นี่ชื่อผลอะไร แต่เป็นดุจไข่ โดยมันกลม. บทว่า กํสมลฺลเก ได้แก่ ในจานทองคำ. บทว่า อุปโลหิตกา แปลว่า มีสีแดง. บทว่า วคฺคู ได้แก่ งาม คือไม่มีมลทิน.

               พระราชาทรงกริ้วตรัสว่า นางแม่ค้าพุทราสุก ลูกสาวคนเก็บผัก ช่างไม่รู้จักแม้ผลพุทราอันเป็นของประจำตระกูลของตน แล้วได้ตรัสคาถา ๒ คาถาว่า :-
               ดูก่อนพระเทวี เมื่อก่อนเธอเป็นหญิงหัวโล้นนุ่งผ้าท่อนเก่าๆ จับห่อพก เลือกเก็บผลไม้ใดอยู่ สิ่งที่ฉันรับประทานอยู่ ณ บัดนี้ เป็นผลไม้นั้น เป็นผลไม้ประจำตระกูลของเธอ.
               หญิงทรามเมื่ออยู่ในราชตระกูลนี้ ย่อมร้อนรนไม่รื่นรมย์ โภคทรัพย์ทั้งหลายย่อมละเขาไปเสียสิ้น หญิงนี้จักเลือกเก็บผลไม้ ประจำตระกูลได้ในที่ใด ท่านทั้งหลายจงช่วยนำหญิงนั้นคืนไปไว้ในที่นั้นนั่นเถิด.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภณฺฑุ แปลว่า เป็นผู้มีศีรษะโล้น.
               บทว่า นนฺตกวาสินี ได้แก่ ผู้นุ่งผ้าท่อนเก่า.
               บทว่า อจฺฉงฺคหตฺถา ปจินาสิ ความว่า เธอเข้าดงเอาขอเหนี่ยวกิ่งลงมา เอามือหยิบผลที่เลือกเก็บแล้วเป็นผู้จับห่อพก โดยใส่เข้าไปในพกเลือกคัดเก็บเอาไป.
               บทว่า ตสฺสา เต โกลิยํ ผลํ ความว่า เมื่อเธอนั้นเลือกเก็บอยู่อย่างนี้ บัดนี้ เรากินผลไม้ใด ผลไม้นี้เป็นผลไม้ประจำตระกูล คือเป็นผลไม้ที่ตระกูลให้เธอ.
               บทว่า อุทยฺหเต น รมติ ความว่า หญิงลามกนี้ เมื่ออยู่ในราชตระกูลนี้ ย่อมร้อนรนไม่รื่นรมย์ เหมือนโยนลงในโลหกุมภีนรก. บทว่า โภคา ได้แก่ ราชโภคทรัพย์ย่อมละหญิงนี้ผู้ไม่มีบุญ. ด้วยบทว่า ยตฺถ โลกํ ปจิสฺสติ นี้ พระราชาตรัสว่า หญิงนี้ไปในที่ใด แล้วเลือกเก็บพุทรานั่นแหละค้าขายเลี้ยงชีวิตได้อีก ท่านทั้งหลายจงนำหญิงนั้นไปในที่นั้นนั่นแหละ.

               พระโพธิสัตว์คิดว่า เว้นเราเสีย คนอื่นจักไม่สามารถทำท้าวเธอทั้งสองนี้ให้สามัคคีปรองดองกัน เราจักทูลให้พระราชาทรงยินยอมแล้วกระทำมิให้ขับไล่พระเทวีนี้ไป จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า :-
               ข้าแต่มหาราช โทษผิดเหล่านี้ย่อมมีแก่นารีผู้ได้รับยศ ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ พระองค์โปรดอดโทษแก่พระนางสุชาดา ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ ขอพระองค์อย่าได้ทรงพระพิโรธแก่พระนางสุชาดานี้เลย.


               คาถานั้นมีอธิบายว่า ข้าแต่มหาราช โทษเพราะความประมาทเหล่านี้ คือเห็นปานนี้ ย่อมมีเฉพาะแก่นารีผู้ได้รับยศ การแต่งตั้งพระนางไว้ในตำแหน่งสูงเห็นปานนี้ แล้วไม่ทรงอดโทษผิดมีประมาณเท่านี้ ณ บัดนี้ ดูจะไม่สมควรแก่พระองค์ ข้าแต่สมมติเทพ เพราะฉะนั้น ขอพระองค์ได้โปรดอดโทษ ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐ คือผู้เป็นใหญ่ในพลรถ ขอพระองค์โปรดอย่าได้ทรงพิโรธแก่พระนางสุชาดานี้.

               พระราชาทรงอดกลั้นความผิดนั้นแก่พระเทวี เพราะถ้อยคำของพระโพธิสัตว์นั้น จึงทรงแต่งตั้งไว้ในตำแหน่งเดิมนั่นเอง. ตั้งแต่นั้นมา พระราชาและพระเทวีทั้งสองพระองค์ทรงอยู่ด้วยความสมัครสมานปรองดองกันแล.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
               พระเจ้าพาราณสีในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระเจ้าโกศล
               พระนางสุชาดาในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระนางมัลลิกา
               ส่วนอำมาตย์ในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.


               จบ อรรถกถาสุชาตาชาดกที่ ๖               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สุชาตาชาดก ว่าด้วย ได้รับโทษเพราะประมาท จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 518อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 522อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 526อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=2683&Z=2698
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๐  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com