ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา กักการุชาดก
ว่าด้วย ผู้ควรประดับดอกฟักทิพย์

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระเทวทัต จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า กาเยน โย นาวหเร ดังนี้.
               ได้ยินว่า เมื่อพระเทวทัตนั้นทำลายสงฆ์ไปแล้วอย่างนั้น เมื่อบริษัทหลีกไปพร้อมกับพระอัครสาวก โลหิตร้อนได้พุ่งออกจากปาก. ลำดับนั้น ภิกษุทั้งหลายได้สนทนากันในโรงธรรมสภาว่า อาวุโสทั้งหลาย พระเทวทัตกล่าวมุสาวาททำลายสงฆ์ บัดนี้เป็นไข้เสวยทุกขเวทนามาก. พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ? เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบว่า เรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน พระเทวทัตนี้ก็ได้เป็นผู้พูดเท็จเหมือนกัน อนึ่ง พระเทวทัตนี้พูดมุสาวาททำลายสงฆ์ แล้วเป็นไข้ได้เสวยทุกข์มาก ในบัดนี้เท่านั้นหามิได้ แม้ในกาลก่อนก็ได้เสวยทุกข์มากแล้วเหมือนกัน จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี
               พระโพธิสัตว์ได้เป็นเทวบุตรองค์หนึ่งในภพดาวดึงส์.
               ก็สมัยนั้นแล ในนครพาราณสีได้มีมหรสพเป็นการใหญ่ พวกนาค ครุฑ และภุมมัฏฐกเทวดา เป็นจำนวนมากพากันมาดูมหรสพ. เทวบุตร ๔ องค์แม้จากภพดาวดึงส์ ก็ประดับเทริดอันกระทำด้วยดอกไม้ทิพย์ชื่อกักการุ ผักจำพวกบวบ ฟัก แฟง พากันมายังที่ดูการมหรสพ.
               พระนครประมาณ ๑๒ โยชน์ ได้มีกลิ่นเดียวด้วยกลิ่นดอกไม้เหล่านั้น.
               มนุษย์ทั้งหลายเที่ยวสอบสวนอยู่ว่า ใครประดับดอกไม้เหล่านี้. เทวบุตรเหล่านั้นรู้ว่า มนุษย์เหล่านี้สืบสวนหาพวกเรา จึงเหาะขึ้นที่พระลานหลวงยืนอยู่ในอากาศด้วยเทวานุภาพอันยิ่งใหญ่. มหาชนประชุมกันอยู่. พระราชาก็ดี อิสรชนมีเศรษฐีและอุปราชเป็นต้นก็ดี ต่างพากันมา. ทีนั้น จึงพากันถามเทวบุตรเหล่านั้นว่า ข้าแต่เจ้านาย ท่านทั้งหลายมาจากเทวโลกชั้นไหน?
               เทวบุตรกล่าวว่า มาจากเทวโลกชั้นดาวดึงส์
               มนุษย์ถามว่า พวกท่านมาด้วยกิจธุระอะไร?
               เทวบุตรกล่าวว่า มาด้วยต้องการดูมหรสพ.
               มนุษย์ถามว่า นี่ชื่อดอกอะไร ?
               เทวบุตรกล่าวว่า ชื่อดอกฟักทิพย์.
               มนุษย์ทั้งหลายกล่าวว่า ข้าแต่เจ้านาย ท่านทั้งหลายโปรดประดับดอกไม้อื่นในเทวโลกเถิด จงให้ดอกฟักทิพย์นี้แก่พวกเราเถิด.
               เทวบุตรทั้งหลายกล่าวว่า ดอกไม้ทิพย์เหล่านี้มีอานุภาพมาก สมควรแก่เทวดาทั้งหลายเท่านั้น ไม่สมควรแก่คนเลวทรามไร้ปัญญา มีอัธยาศัยน้อมไปในทางต่ำทราม ทุศีล ในมนุษยโลก แต่สมควรแก่มนุษย์ทั้งหลายผู้ประกอบด้วยคุณเหล่านี้.
               ก็แหละครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว
               เทพบุตรผู้ใหญ่ใน ๔ องค์นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-

               ผู้ใดไม่ลักสิ่งของด้วยกาย ไม่พูดเท็จด้วยวาจา ได้รับยศแล้วไม่พึงมัวเมา ผู้นั้นแลย่อมควรประดับดอกฟักทิพย์.


               คำที่เป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า :-
               บุคคลใดไม่ลักแม้แต่เส้นหญ้าอันเป็นของของคนอื่น และแม้จะเสียชีวิต ก็ไม่กล่าวมุสาวาทด้วยวาจา.
               คำนี้เป็นเพียงหัวข้อเทศนาเท่านั้น. ในคำนี้มีอธิบายดังนี้ว่า
               ก็บุคคลใดไม่กระทำอกุศลกรรมบถทั้ง ๑๐ ด้วยกายทวาร วจีทวาร และมโนทวาร. บทว่า ยโส ลทฺธา ความว่า บุคคลใดได้แม้ความเป็นใหญ่แล้ว ไม่มัวเมาในความเป็นใหญ่ปล่อยให้สติ กระทำกรรมอันลามก บุคคลผู้ประกอบด้วยคุณเหล่านี้เห็นปานนั้นนั่นแล ย่อมควรซึ่งดอกไม้ทิพย์นี้ เพราะฉะนั้น บุคคลใดประกอบด้วยคุณเหล่านี้ บุคคลนั้นย่อมควรขอดอกไม้เหล่านี้ พวกเราจักให้แก่บุคคลนั้น.

               ปุโรหิตได้ฟังดังนั้นจึงคิดว่า เราไม่มีคุณเหล่านี้แม้แต่อย่างเดียว แต่เราจักกล่าวมุสาวาทรับเอาดอกไม้เหล่านี้มาประดับ เมื่อเป็นอย่างนี้ มหาชนจักรู้เราว่า ผู้นี้สมบูรณ์ด้วยคุณสมบัติ.
               ปุโรหิตนั้นจึงกล่าวว่า เราเป็นผู้ประกอบด้วยคุณเหล่านี้ จึงให้นำดอกไม้เหล่านั้นมาประดับ แล้วได้อ้อนวอนขอกะเทวบุตรองค์ที่ ๒
               เทวบุตรองค์ที่ ๒ นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

               ผู้ใดแสวงหาทรัพย์มาได้โดยชอบธรรม ไม่ล่อลวงเอาทรัพย์เขามา ได้โภคทรัพย์แล้ว ก็ไม่มัวเมา ผู้นั้นแลย่อมควรประดับดอกฟักทิพย์.


               คำอันเป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า :-
               บุคคลพึงแสวงหาทรัพย์มีทองและเงินเป็นต้น โดยธรรม คือโดยอาชีพอันบริสุทธิ์ ไม่พึงแสวงหาโดยการหลอกลวง คือไม่พึงนำเอาไปโดยการลวง ได้โภคะทั้งหลายมีผ้าและอาภรณ์เป็นต้น ไม่พึงมัวเมาประมาท บุคคลเห็นปานนี้ย่อมควรแก่ดอกไม้เหล่านี้.

               ปุโรหิตกล่าวว่า เราเป็นผู้ประกอบด้วยคุณเหล่านี้ แล้วให้นำดอกไม้ทิพย์มาประดับ จึงอ้อนวอนขอกะเทวบุตรองค์ที่ ๓.
               เทวบุตรองค์ที่ ๓ นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า

               ผู้ใดมีจิตไม่จืดจางเร็ว และมีศรัทธาไม่คลายง่ายๆ ไม่บริโภคของดีแต่ผู้เดียว ผู้นั้นแลย่อมควรแก่ดอกฟักทิพย์.


               คำอันเป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า :-
               บุคคลใดมีจิตไม่จืดจาง คือไม่จางหายไปเร็วเหมือนย้อมด้วยขมิ้น ได้แก่มีความรักมั่นคง และมีศรัทธาไม่คืนคลาย คือได้ฟังคำของคนผู้เชื่อกรรมหรือวิบากของกรรมก็ตามแล้วเชื่อ ไม่คืนคลาย ไม่แตกทำลายด้วยเหตุเพียงเล็กน้อย.
               บุคคลใดไม่กันยาจกหรือ บุคคลอื่นผู้ควรแก่การจำแนกให้ไว้ภายนอก ไม่บริโภคโภชนะมีรสดีแต่ผู้เดียว คือจำแนกให้แก่ชนเหล่านั้นแล้ว จึงบริโภค บุคคลนั้นย่อมควรซึ่งดอกไม้เหล่านี้.

               ปุโรหิตกล่าวว่า เราเป็นผู้ประกอบด้วยคุณเหล่านี้ จึงให้นำดอกไม้เหล่านั้นมาประดับ แล้วอ้อนวอนขอกะเทวบุตรองค์ที่ ๔.
               เทวบุตรองค์ที่ ๔ นั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๔ ว่า

               ผู้ใดไม่บริภาษสัตบุรุษทั้งต่อหน้าหรือลับหลัง พูดอย่างใด ทำอย่างนั้น ผู้นั้นแลย่อมควรซึ่งดอกฟักทิพย์.


               คำอันเป็นคาถานั้นมีอธิบายว่า
               บุคคลใดไม่ด่า ไม่บริภาษสัตบุรุษ คือบุรุษผู้เป็นอุดมบัณฑิต ผู้ประกอบด้วยคุณมีศีลเป็นต้น ทั้งต่อหน้าหรือลับหลัง พูดถึงสิ่งใดด้วยวาจา ย่อมกระทำสิ่งนั้นแลด้วยกาย บุคคลนั้นย่อมควรซึ่งดอกไม้เหล่านี้.

               ปุโรหิตกล่าวว่า เราเป็นผู้ประกอบด้วยคุณเหล่านี้ แล้วให้นำดอกไม้แม้เหล่านั้นมาประดับ เทวบุตรทั้ง ๔ องค์ได้ให้เทริดดอกไม้ทั้ง ๔ เทริดแก่ปุโรหิตแล้วพากันกลับไปยังเทวโลก.
               ในเวลาที่เทวบุตรเหล่านั้นไปแล้ว เวทนาอันยิ่งใหญ่เกิดขึ้นที่ศีรษะของปุโรหิต ศีรษะได้เป็นเหมือนถูกทิ่มด้วยยอดเขาอันแหลมคม และเป็นเหมือนถูกบีบรัดด้วยแผ่นเหล็กฉะนั้น.
               ปุโรหิตนั้นได้รับทุกขเวทนา กลิ้งไปกลิ้งมาร้องเสียงดังลั่น และเมื่อมหาชนกล่าวว่านี่อะไรกัน จึงกล่าวว่า เรากล่าวมุสาวาทในคุณซึ่งไม่มีอยู่ภายในเราเลยว่ามีอยู่ แล้วขอดอกไม้เหล่านี้ กะเทวบุตรเหล่านั้น ท่านทั้งหลายจงช่วยนำเอาดอกไม้เหล่านี้ออกจากศีรษะของเราด้วยเถิด.
               ชนทั้งหลายถึงจะช่วยกันปลดดอกไม้เหล่านั้น ก็ไม่สามารถจะปลดออกได้ ได้เป็นเหมือนดอกไม้ที่ผูกรัดด้วยแผ่นเหล็ก ลำดับนั้น ชนทั้งหลายจึงหามปุโรหิตนั้นนำไปเรือน เมื่อปุโรหิตนั้นร้องอยู่ในเรือนนั้น กาลเวลาล่วงไปได้ ๗ วัน พระราชารับสั่งเรียกอำมาตย์ทั้งหลายมาแล้วตรัสว่า พราหมณ์ผู้ทุศีลจักตาย เราจะทำอย่างไรกัน. อำมาตย์ทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ขอพระองค์โปรดให้เล่นมหรสพอีกเถิด เทวบุตรทั้งหลายจักมาอีก.
               พระราชาจึงให้เล่นมหรสพอีก เทวบุตรทั้งหลายจึงมาอีกได้กระทำพระนครทั้งสิ้นให้มีกลิ่นหอมเป็นอันเดียวกันด้วยกลิ่นหอมของดอกไม้ แล้วได้ยืนอยู่ที่พระลานหลวงเหมือนอย่างเคยมา มหาชนประชุมกันแล้ว นำพราหมณ์ผู้ทุศีลมาให้นอนหงายอยู่ข้างหน้าของเทวบุตรเหล่านั้น.
               พราหมณ์ปุโรหิตนั้นอ้อนวอนเทวบุตรทั้งหลายว่า ข้าแต่นาย ขอท่านทั้งหลายจงให้ชีวิตแก่ข้าพเจ้าเถิด. เทวบุตรเหล่านั้นติเตียนพราหมณ์ปุโรหิตนั้นในท่ามกลางมหาชนว่า ดอกไม้เหล่านี้ไม่สมควรแก่ท่านผู้ลามกทุศีลมีบาปธรรม ท่านได้สำคัญว่า จักลวงเทวบุตรเหล่านี้ น่าอนาถ ท่านได้รับผลแห่งมุสาวาทของตนแล้ว ครั้นติเตียนแล้วจึงปลดเทริดดอกไม้ออกจากศีรษะ ให้โอวาทแก่มหาชนแล้วได้ไปยังสถานที่ของตนทันที.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
               พราหมณ์ในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระเทวทัต
               บรรดาเทวบุตรเหล่านั้น องค์หนึ่งได้เป็น พระกัสสป
               องค์หนึ่งได้เป็น พระโมคคัลลานะ
               องค์หนึ่งได้เป็น พระสารีบุตร
               ส่วนเทวบุตรผู้เป็นหัวหน้า ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถากักการุชาดกที่ ๖

.. อรรถกถา กักการุชาดก ว่าด้วย ผู้ควรประดับดอกฟักทิพย์ จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 598อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 602อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 606อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=2967&Z=2977
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๘  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com