ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก อิตถีวรรค
๑. อาสาตมันตชาดก ว่าด้วยหญิงเลวทราม

               พระบรมศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้กระสัน ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อาสา โลกิตฺถิโย นาม ดังนี้.
               เรื่องของภิกษุนั้น จักแจ่มแจ้งใน อุมมาทันตีชาดก.
               (เรื่องย่อๆ มีว่า)
               ก็พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมาก ไม่น่ายินดี ไร้สติ ลามก เป็นผู้มีเบื้องหลัง เธอจะกระสันปั่นป่วนเพราะหญิงเลวๆ เช่นนี้ทำไม.
               แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ณ เมืองตักกสิลา คันธารรัฐ ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้ว เรียนจบไตรเพทและศิลปะทั้งปวง ได้เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์.
               ครั้งนั้น ในกรุงพาราณสีมีตระกูลพราหมณ์ตระกูลหนึ่ง ตั้งแต่วันที่บุตรเกิด ก็จุดไฟตั้งไว้ไม่ให้ดับเลย. ครั้นในเวลาที่พราหมณกุมารมีอายุได้ ๑๖ ปี มารดาบิดาจึงกล่าวว่า ลูกเอ๋ย เราจุดไฟตั้งไว้ในวันที่ เจ้าเกิดเรื่อยมา หากเจ้าประสงค์จะไปสู่พรหมโลก จงถือไฟนั้นเข้าป่า บูชาพระอัคนีเทพเจ้า ก็จะไปถึงพรหมโลกได้. ถ้าประสงค์จะครองเรือนก็จงไปสู่เมืองตักกสิลา เล่าเรียนศิลปะในสำนักอาจารย์ทิศาปาโมกข์ แล้วตั้งหลักฐานเถิด.
               มาณพกล่าวว่า ฉันไม่อาจจะเข้าป่าบูชาไฟ มุ่งจะตั้งหลักฐานเท่านั้น แล้วกราบมารดาบิดา รับเอาเงินพันกระษาปณ์เป็นค่าคำนับอาจารย์ เดินทางไปเมืองตักกสิลา เล่าเรียนศิลปะแล้วกลับมา แต่มารดาบิดาของเขาไม่ต้องการให้ครองเรือน ต้องการให้เขาบำเรอไฟอยู่ในป่า.
               ลำดับนั้น มารดาปรารถนาจะสำแดงโทษของสตรีส่วนมาก แล้วส่งเขาเข้าป่า จึงดำริว่า อาจารย์นั้นคงเป็นบัณฑิตเฉลียวฉลาด สามารถจะบอกโทษแห่งสตรีส่วนมากแก่ลูกของเราได้ จึงกล่าวว่า ลูกรัก เจ้าเรียนศิลปะสำเร็จแล้วหรือ?
               มาณพตอบว่า ครับ คุณแม่.
               มารดาจึงกล่าวว่า แม้อสาตมนต์เจ้าก็เรียนแล้วหรือ?.
               มาณพตอบว่า ยังไม่ได้เรียนครับ คุณแม่.
               มารดากล่าวว่า ลูกรัก ถ้าเจ้ายังไม่ได้เรียนอสาตมนต์แล้ว จะเรียกว่าเรียนศิลปะสำเร็จแล้วไม่ได้ ไปเถิด ไปเรียนแล้วค่อยมา.
               มาณพรับคำแล้ว ก็มุ่งหน้าไปกรุงตักกสิลาอีก.
               แม้มารดาของอาจารย์ทิศาปาโมกข์นั้นเป็นหญิงชรา อายุ ๑๒๐ ปี อาจารย์อาบน้ำให้มารดาด้วยมือของตนเอง หาอาหารให้บริโภคเอง หาน้ำให้ดื่มเอง ปรนนิบัติมารดาอยู่. มนุษย์เหล่าอื่นพากันรังเกียจอาจารย์ผู้กระทำอย่างนั้น. อาจารย์ดำริว่า อย่ากระนั้นเลย เราเข้าป่า ปรนนิบัติมารดาในป่านั้นอยู่เถิด. ครั้นแล้วก็จัดการสร้างบรรณศาลา ในที่มีน้ำท่าสะดวก ในป่าอันเงียบสงัดตำบลหนึ่ง เสร็จแล้วขนสิ่งของมีเนยและข้าวสารเป็นต้น มาสำรองไว้ อุ้มมารดาพาไปที่นั้น ปรนนิบัติมารดา อยู่สืบมา.
               ฝ่ายมาณพไปถึงเมืองตักกสิลาแล้ว ไม่พบอาจารย์ ก็สอบถามว่า ท่านอาจารย์ไปไหน? ครั้นฟังเรื่องราวนั้นแล้ว ก็ไปในป่านั้น ไหว้อาจารย์แล้วยืนอยู่.
               ครั้งนั้น อาจารย์ถามเขาว่า พ่อมหาจำเริญ เรื่องราวเป็นอย่างไร เจ้าจึงกลับมาเร็วนัก?
               มาณพตอบว่า ท่านอาจารย์ยังไม่ได้ให้ผมเรียนอสาตมนต์เลย มิใช่หรือ ขอรับ?
               อ. ใครกล่าวเคี่ยวเข็ญให้เจ้าเรียนอสาตมนต์ให้ได้?
               มาณพ. มารดาของกระผม ขอรับท่านอาจารย์.
               พระโพธิสัตว์ดำริว่า มนต์อะไรๆ ที่มีชื่อว่าอสาตมนต์ ไม่มีเลย แต่มารดาของมาณพนี้คงประสงค์ให้ เขารู้โทษของสตรีเป็นแน่ จึงกล่าวว่า ดีละ พ่อคุณ เราจักให้อสาตมนต์แก่เจ้า ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป เจ้าจงทำหน้าที่แทนเรา ให้มารดาของเราอาบน้ำด้วยมือของตน ให้บริโภคให้ดื่ม ปรนนิบัติสม่ำเสมอ.
               อนึ่ง เมื่อเจ้านวดมือเท้าศีรษะและหลังของมารดาเรา ต้องพูดยกย่องมือเท้าเป็นต้นในเวลาที่กำลังบีบนวดว่า คุณแม่ครับ ถึงคุณแม่จะแก่เฒ่าแล้ว ร่างกายของคุณแม่ก็ยังดูกระชุ่มกระชวย ในยามที่คุณแม่ยังสาว ร่างกายของคุณแม่สวยสะคราญ ปานไฉน?
               ก็แลมารดาของเรากล่าวคำใดกะเจ้า เจ้าไม่ต้องอาย ไม่ต้องอำพราง บอกคำนั้นแก่เราเถิด เจ้าทำอย่างนี้จึงจะได้อสาตมนต์ ไม่ทำก็ไม่ได้.
               มาณพรับคำว่า ดีแล้วครับ ท่านอาจารย์.
               เริ่มแต่วันนี้ ก็กระทำตามข้อที่อาจารย์ชี้แจงทุกอย่าง. เมื่อมาณพรำพันบ่อยๆ นางก็สำคัญว่า มาณพนี้ต้องการจะอภิรมย์กับเราเป็นแม่นมั่น ทั้งๆ ที่แก่เฒ่า ตามืดมน กิเลสก็ยังเกิดขึ้นในสันดานได้.
               วันหนึ่ง นางจึงกล่าวกะมาณพผู้กำลังกล่าวสรรเสริญร่างกายของตนอยู่ว่า เธอปรารถนาจะร่วมอภิรมย์กับเราหรือ?
               มาณพ. คุณแม่ครับ ผมปรารถนานักแล้ว แต่ (มาติดอยู่ตรง) ท่านอาจารย์ผู้เป็นที่ยำเกรงหนัก.
               มารดา. ถ้าเธอปรารถนาฉันละ ก็จงฆ่าลูกฉันเสียเถิด.
               มาณพ. ผมเล่าเรียนศิลปะถึงเพียงนี้ในสำนักของท่านอาจารย์ จะมาฆ่าอาจารย์ เพราะอาศัยเหตุเพียงกิเลส ก็ดูกระไรอยู่.
               มารดา. ถ้าเช่นนั้น ถ้าเธอไม่ทอดทิ้งฉันจริง ฉันนี่แหละจะฆ่าเขาเสียเอง.
               ขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมากไม่น่ายินดี ลามก มีลับลมคมในอย่างนี้ ถึงจะแก่ปานนั้น ก็ยังร่านรัก เริงชู้ ถึงกับมุ่งฆ่าลูก ผู้มีอุปการะเห็นปานนี้ เสียก็ได้.
               มาณพบอกถ้อยคำทั้งหมดนั้นแก่พระโพธิสัตว์.
               พระโพธิสัตว์กล่าวว่า ที่เธอบอกมาทุกอย่างนั้น เธอทำถูกแล้ว. เมื่อตรวจดูอายุสังขารของมารดา ก็รู้ว่าต้องตายในวันนี้เป็นแน่ จึงกล่าวว่า มาเถิดมาณพ เราต้องทดลองดู จึงตัดไม้มะเดื่อเข้าต้นหนึ่ง ทำรูปหุ่นเท่าตน คลุมเสียทั่วร่าง วางนอนหงายไว้ เหนือที่นอนของตน ผูกราวเชือกไว้ แล้วกล่าวกะศิษย์ว่า พ่อคุณ เธอจงถือขวานไปให้สัญญาแก่มารดาของเรา.
               มาณพก็ไปบอกว่า คุณแม่ครับ ท่านอาจารย์นอนเหนือที่นอนของตนบนบรรณศาลา ผมผูกราวเชือกไว้เป็นสำคัญ คุณแม่ถือขวานเล่มนี้ ถ้าสามารถจะฆ่าได้ ก็จงฆ่าเสีย.
               นางกล่าวว่า เธอต้องไม่ทอดทิ้งฉันแน่นะ!
               มาณพ. เหตุไร ผมจักทอดทิ้งเล่า ขอรับ.
               นางจึงจับขวาน งกๆ เงิ่นๆ เดินไปตามราวเชือก เอามือคลำดู สำคัญแน่ว่า นี่ลูกของเราแล้วเลิกผ้าห่มส่วนหน้าของรูปหุ่นออก เงื้อขวานด้วยคิดว่าจักฟันหนเดียวให้ตายคาที่ แล้วฟันตรงคอทีเดียว เมื่อเกิดเสียงดังกระด้าง จึงได้ทราบว่าที่ตนฟันนั้นเป็นไม้.
               ครั้นพระโพธิสัตว์ถามว่า คุณแม่ทำอะไร ขอรับ. ก็ได้คิดว่า เราถูกลวงเสียแล้ว ล้มลงตายอยู่ตรงนั้นเอง.
               ได้ยินว่า ถึงนางจะนอนตายอยู่ที่บรรณศาลาของตน ก็คงตายในขณะนั้นแน่นอน.
               พระโพธิสัตว์ทราบอาการที่มารดาตายแล้ว ก็กระทำสรีรกิจ ครั้นดับไฟที่เผาแล้วก็บูชาด้วยดอกไม้ป่า พามาณพมานั่งที่ประตูบรรณศาลา กล่าวสอนเขาว่า พ่อคุณ ขึ้นชื่อว่าอสาตมนต์ที่จัดเป็นวิชาแผนกหนึ่งโดยเฉพาะ ไม่มีดอก ก็แต่ขึ้นชื่อว่า หญิงส่วนมากไม่รู้จักจืดจาง มารดาของเธอบอกให้เธอเรียนอสาตมนต์ แล้วส่งตัวมาถึงสำนักเรา ก็ส่งมาเพื่อให้รู้โทษของหญิงส่วนมาก บัดนี้ เธอก็เห็นโทษของมารดาเราโดยประจักษ์แล้ว ด้วยเหตุนี้ พึงทราบเถิดว่า ขึ้นชื่อว่าหญิงส่วนมากไม่รู้จักอิ่ม ลามก ดังนี้แล้วส่งตัวไป.
               เขากราบลาอาจารย์ไปสำนักมารดาบิดา.
               ครั้งนั้น มารดาถามเขาว่า เจ้าเรียนอสาตมนต์จบแล้วหรือ?
               เขาตอบว่า ครับ คุณแม่.
               มารดาถามว่า คราวนี้จักทำอย่างไร จักบวชจักบำเรอไฟ หรือจักอยู่ครองเรือน?
               มาณพกล่าวว่า คุณแม่ขอรับ ผมเห็นโทษของหญิงส่วนมาก โดยประจักษ์แล้ว ไม่ต้องการอยู่ครองเรือนละ ผมจักบวช.
               เมื่อจะประกาศความประสงค์ของตน จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-
               ขึ้นชื่อว่า หญิงในโลก ส่วนมากไม่รู้จักยับยั้ง หาเวลาแน่นอนไม่ได้ ทั้งร่านรัก เริงชู้ กินไม่เลือก เหมือนไฟที่กินได้ทุกอย่าง. ข้าพเจ้าจักหลีกละพวกนางไปบวช เพิ่มพูนวิเวก ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสา ความว่า ไม่รู้จักยับยั้ง คือมีความประพฤติเลวทราม.
               อีกอย่างหนึ่ง ความสุขท่านเรียกว่าสาตะ ความสุขนั้นไม่มีแก่หญิงเหล่านั้น ทั้งยังให้ความไม่สุขใจแก่คนที่มีจิตปฏิพัทธ์ในตน จึงชื่อว่าไม่รู้จักยับยั้ง.
               อธิบายว่า อยู่ไม่สุข คือเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์.
               เพื่อจะแสดงความข้อนี้ให้แจ่มแจ้ง พึงนำพระสูตรนี้มาสาธก ดังนี้ :-
               “ หญิงเหล่านั้นร้อยเล่ห์ หลอกลวง เป็นบ่อเกิดแห่งความโศก มีเชื้อโรคเป็นตัวอุบาทว์ หยาบคาย ก่อให้เกิดความผูกพันธ์ เป็นชนวนแห่งความตาย เป็นนางบังเงา ชายใดวางใจในนาง ชายนั้นจัดเป็นคนเลวในฝูงคน. ”
ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โลกิตฺถิโย แปลว่า หญิงในโลก.
               บทว่า เวลา ตาสํ น วิชฺชติ ความว่า คุณแม่ขอรับ หญิงเหล่านั้น กิเลสเกิดขึ้นแล้ว เวลา คือความสำรวมเขตแดนที่ชื่อว่าประมาณ ไม่มีเลย. เป็นหญิงกำหนัดหนัก คือติดใจในกามคุณทั้ง ๕ ทั้งเป็นผู้คะนอง เพราะประกอบด้วยความคะนอง ๓ ประการ คือ คะนองกาย คะนองวาจา และคะนองใจ. เพราะขึ้นชื่อว่าความสำรวมที่มาประจวบอารมณ์มีกายทวารเป็นต้น มิได้มีในภายในของหญิงเหล่านั้นเลย คือเป็นหญิงหลุกหลิก เปรียบได้กับจำพวกกา. พราหมณมาณพแสดงลักษณะหญิง ดังพรรณนามานี้.
               บทว่า สิขี สพฺพฆโส ยถา ความว่า ธรรมดาไฟที่ถึงการนับว่าสิขี เพราะมีเปลวเป็นแฉกได้เชื้อใดๆ จะเป็นของไม่สะอาดมีประเภทเป็นต้นว่าคูถก็ตาม จะเป็นของสะอาดมีประเภทเป็นต้นว่า เนยใส น้ำผึ้ง น้ำอ้อยก็ตาม น่าปรารถนาบ้าง ไม่น่าปรารถนาบ้าง ก็แลบเลียกินหมดทุกอย่าง เพราะเหตุนั้น ท่านจึงเรียกว่า กินทุกอย่าง ฉันใด.
               แม้หญิงทั้งหลายก็ฉันนั้นนั่นแหละ จะเป็นคนมีกำเนิดทราม มีการงานทราม เช่น คนเลี้ยงช้างเลี้ยงวัวเป็นต้นก็ตามเถิด จะเป็นคนมีกำเนิดสูง การงานสูง เช่นกษัตริย์เป็นต้นก็ตามเถิด มิได้คิดถึงความเลวทรามและความอุกฤษฏ์เลย เมื่อความชื่นชมด้วยอำนาจกิเลสบังเกิดขึ้น ด้วยสามารถแห่งความยินดีในโลก ได้คนประเภทไหนก็เสพได้ทั้งนั้น เพราะฉะนั้น จึงเป็นเหมือนกับไฟที่ไหม้ได้ทุกอย่าง.
               เพราะฉะนั้น ไฟกินได้ทุกอย่างฉันใด หญิงเหล่านั้นก็พึงทราบว่าเป็นอย่างนั้นเหมือนกันแหละ.
               บทว่า ตา หิตฺวา ปพฺนชิสฺสาติ ข้าพเจ้าขอหลีกเว้นหญิงลามก อันเป็นที่ตั้งแห่งทุกข์นั้น เข้าป่าบวชเป็นฤๅษี.
               บทว่า วิเวกมนุพฺรูหยํ ความว่า วิเวกมี ๓ คือ กายวิเวก จิตตวิเวก อุปธิวิเวก.
               ในเรื่องนี้ บรรดาวิเวกทั้ง ๓ นั้น ควรเพิ่มพูน กายวิเวกด้วย จิตวิเวกด้วย.
               ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า (พราหมณมาณพกล่าวว่า) คุณแม่ครับ ผมต้องบวช กระทำกสิณบริกรรม ให้สมาบัติทั้ง ๘ และอภิญญาทั้ง ๕ บังเกิดแล้ว จักปลีกกายออกจากหมู่ และพรากจิตจากกิเลส เพิ่มพูนวิเวกนี้ จักเป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า เรื่องเหย้าเรือนสำหรับผม เลิกกันที.
               พราหมณมาณพติเตียนหญิงทั้งหลายอย่างนี้ กราบลามารดาบิดาบวชแล้ว เพิ่มพูนวิเวกมีประการดังกล่าวแล้ว ได้เป็นผู้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
               แม้พระบรมศาสดาก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลายไม่รู้จักจืดจาง ลามก มีเบื้องหน้าเบื้องหลัง ให้ทุกข์อย่างนี้ ทรงแสดงโทษของหญิงทั้งหลาย ประกาศสัจธรรม.
               ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุนั้นดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว.
               พระศาสดาทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่า
               มารดามาณพในครั้งนั้น ได้มาเป็นภิกษุณี ชื่อ ภัททกาปิลานีเถริยาปทาน ในบัดนี้.
               บิดาของมาณพได้เป็น พระมหากัสสปะ
               มาณพผู้เป็นศิษย์ได้มาเป็น พระอานนท์
               ส่วนอาจารย์ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.


               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก อิตถีวรรค ๑. อาสาตมันตชาดก ว่าด้วยหญิงเลวทราม จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 60อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 61อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 62อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=405&Z=411
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๙  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๔๖
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :