ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก อิตถีวรรค
๒. อัณฑภูตชาดก ว่าด้วยการวางใจภรรยา

               พระบรมศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภภิกษุผู้กระสันนั่นแหละ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ยํ พฺราหฺมโณ อวาเทสิ ดังนี้.
               ความย่อว่า พระศาสดาตรัสถามภิกษุนั้นว่า จริงหรือภิกษุที่เขาว่า เธอกระสัน.
               ครั้นภิกษุนั้นกราบทูลว่า จริง พระเจ้าข้า.
               จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ขึ้นชื่อว่าหญิงทั้งหลาย ใครๆ ก็รักษาไม่ได้ ในครั้งก่อน บัณฑิตทั้งหลายถึงจะรักษาหญิงไว้ตั้งแต่ออกจากครรภ์ ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้
               แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในคัพโภทรแห่งพระอัครมเหสีของพระเจ้าพรหมทัตนั้น.
               ครั้นทรงพระเจริญวัยก็ประสพความสำเร็จการศึกษาในศิลปะทุกอย่าง พอพระราชบิดาสวรรคต ก็ได้เสวยราชย์โดยธรรม.
               พระองค์ทรงพอพระทัยทรงสกากับท่านปุโรหิต.
               ก็เมื่อจะทรงเล่น ทรงขับเพลงสำหรับการพนัน บทนี้ว่า :-
               “ แม่น้ำทุกสายไหลคด ป่าทั้งหมดสำเร็จด้วยไม้ หญิงทั้งหลายคงทำชั่ว เมื่อได้โอกาสที่ลับตา. ”
ดังนี้ พลางก็ซัดลูกบาศก์ทอง เหนือแผ่นกระดานเงิน.
               เมื่อพระราชาทรงเล่นโดยวิธีนี้ ทรงชนะเป็นนิตย์ ส่วนปุโรหิตพ่ายแพ้.
               ท่านปุโรหิต ครั้นทรัพย์สมบัติในเรือนร่อยหลอไปโดยลำดับ ก็ได้คิดว่า ขืนเป็นเช่นนี้ ทรัพย์สินในเรือนทุกอย่างต้องหมดแน่ จำเราต้องเสาะแสวงหามาตุคามคนหนึ่งที่ไม่เคยสมสู่กับบุรุษอื่นเลย มาไว้ในเรือนให้ได้. ครั้นแล้วก็กลับเกิดปริวิตกว่า เราไม่อาจจะรักษาหญิงที่เคยเห็นชายอื่นมาแล้วไว้ได้ จำเราจักต้องรักษาหญิงคนหนึ่ง แต่แรกคลอด ต่อเจริญวัยแล้วจึงให้อยู่ในอำนาจ ทำให้เป็นหญิงมีชายเดียว จัดแจงการรักษาอย่างมั่นคง จึงจะนำทรัพย์มาจากราชสกุลได้.
               ก็แลปุโรหิตเป็นคนฉลาดในวิชาดูอวัยวะ ดังนั้นพอเห็นหญิงทุคคตะคนหนึ่งมีครรภ์ ก็ทราบว่านางจักคลอดลูกเป็นหญิง จึงเรียกนางมาหาให้เสบียง ให้อยู่แต่ภายในเรือนเท่านั้น พอคลอดแล้ว ก็ให้เงินส่งตัวไป ไม่ให้เด็กหญิงนั้นเห็นชายอื่นๆ เลย มอบให้ในมือของพวกหญิง เท่านั้น เลี้ยงดูจนเจริญวัย จึงให้นางอยู่ในอำนาจของตน.
               ระหว่างที่กุมารีนั้นยังไม่เติบโต ท่านปุโรหิตไม่ยอมเล่นสกาพนันกับพระราชา. ครั้นให้กุมารีอยู่ในอำนาจแล้ว ก็กราบทูลพระราชาว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า เราเล่นพนันสกากันเถิด.
               พระราชาทรงรับสั่งว่า ดีละ. ทรงเล่นโดยทำนองเดิมนั่นแหละ.
               ในเวลาที่พระราชาทรงขับเพลงทอดลูกบาศก์.
               ปุโรหิตก็กล่าวว่า “ยกเว้น มาณวิกา.”
               ตั้งแต่นั้นมา ปุโรหิตกลับชนะ พระราชาแพ้.
               พระโพธิสัตว์ทรงคะเนว่า ในเรือนของปุโรหิตนี้คงจะมีหญิงคนหนึ่งที่มีชายแต่คนเดียว ทรงให้อำมาตย์สืบดู ก็ทรงทราบว่ามีจริง. ทรงพระดำริต่อไปว่าต้องให้คนทำลายศีลของนางเสีย รับสั่งให้นักเลงผู้หนึ่งมาเฝ้า มีพระดำรัสว่าเจ้าจักสามารถทำลายศีลแห่งหญิงของท่านปุโรหิตได้ หรือไม่?
               นักเลงผู้นั้นรับสนองพระราชประสงค์ว่า ข้าพระองค์อาจอยู่ พระเจ้าข้า.
               ครั้งนั้น พระราชาทรงพระราชทานทรัพย์แก่เขา มีพระดำรัสว่า ถ้าเช่นนั้น จงทำให้สำเร็จโดยเร็วเถิด. ทรงส่งเขาไป.
               เขารับพระราชทานทรัพย์แล้ว ก็จ่ายของมีเครื่องหอม ธูปกระแจะและการบูรเป็นต้น ไปเปิดร้านขายเครื่องหอมทุกๆ อย่าง ไม่ไกลเรือนของท่านปุโรหิตนั้น.
               แม้เรือนของท่านปุโรหิตก็เป็นเรือน ๗ ชั้นมีซุ้มประตู ๗ แห่งและที่ซุ้มประตูทุกแห่งมีหญิงรักษาทั้งนั้น ชายอื่นเว้นแต่ท่านพราหมณ์ ไม่มีผู้ใดจะได้เข้าไปสู่เรือนเลย. แม้ตะกร้าทิ้งขยะก็ต้องเป็นหญิงเข้าไปชำระทั้งนั้น. ปุโรหิตคนหนึ่ง หญิงผู้บำเรอของมาณวิกานั้นคนหนึ่งเท่านั้นที่ได้เห็นมาณวิกานั้น.
               ครั้งนั้น หญิงผู้บำเรอของมาณวิกาถือเอาทรัพย์อันเป็นมูลค่าสำหรับซื้อเครื่องหอมและดอกไม้ เดินไป เวลาไปก็เดินผ่านไปใกล้ๆ ร้านของนักเลงนั้น. เขารู้เป็นอย่างดีว่า หญิงคนนี้เป็นหญิงบำเรอของมาณวิกา. วันหนึ่ง พอเห็นนางเดินมา ก็ลุกขึ้นจากร้าน ถลันไปฟุบที่ใกล้เท้านาง กอดเท้าทั้งคู่ไว้แน่นด้วยแขนทั้งสองข้าง พลางร่ำไห้ปริเวทนาว่า แม่จ๋า แม่ไปไหนเสียเล่า ตลอดเวลานานประมาณเท่านี้?
               พวกนักเลงที่ซ้อมกันไว้ แม้ที่เหลือยืนอยู่ข้างหนึ่ง ก็พากันพูดว่า แม่กับลูกดูละม้ายกันโดยสัณฐานของมือ เท้าและใบหน้า และอากัปกิริยา ดูเหมือนกับคนๆ เดียวกัน.
               หญิงนั้น เมื่อคนพวกนั้นช่วยกันพูด ก็เชื่อแน่แก่ตน เข้าใจว่า บุรุษนี้เป็นลูกของเราแน่นอน แม้ตนเองก็พลอยร้องไห้ไปด้วย. คนแม้ทั้งสองต่างยืนกอดกันร้องไห้.
               คราวนั้น นักเลงจึงกล่าวว่า แม่จ๋า แม่อยู่ที่ไหน?
               นางตอบว่า พ่อคุณ แม่บำรุงหญิงสาวของท่านปุโรหิตผู้มีลีลาเยื้องกรายเสมอด้วยกินรี มีรูปงามเป็นเลิศอยู่จ๊ะ.
               เขาถามต่อไปว่า บัดนี้ แม่กำลังจะไปไหนต่อละจ๊ะ?
               นางบอกว่า แม่กำลังจะไปหาซื้อของหอม และพวงมาลาให้นายสาว.
               เขากล่าวว่า แม่จ๋า แม่จะต้องไปซื้อที่อื่นทำไม นับแต่นี้ไป โปรดรับเอาของของฉันไปเถิด แล้วไม่รับเงินเป็นมูลค่า ให้สิ่งของมีหมากพลูแลกระวานเป็นต้น กับดอกไม้ต่างๆ เป็นอันมากไป.
               มาณวิกาเห็นเครื่องหอมและดอกไม้มากมาย ก็กล่าวว่า แม่คุณ วันนี้ ท่านพราหมณ์ของเราใจดี หรืออย่างไร?
               นางถามว่า ทำไม คุณนายพูดอย่างนี้เล่า?
               มาณวิกา เพราะฉันเห็นของเหล่านี้มากมาย.
               นางกล่าวว่า พราหมณ์ไม่ได้ให้เงินค่าของมากขึ้นเลย แต่ของนี้ ฉันนำมาจากสำนักลูกของฉัน.
               นับแต่นั้นมา นางริบเอาค่าของที่พราหมณ์ให้เสียเอง แล้วก็ไปรับเอาเครื่องหอม และดอกไม้เป็นต้น มาจากสำนักของนักเลงคนนั้น เรื่อยมา.
               ล่วงมาสองสามวัน นักเลงก็ทำลวงว่า เป็นไข้นอนเสีย. นางไปที่ประตูร้านของเขา ไม่เห็น ก็ถามว่า ลูกของเราไปไหน?
               คนในร้านบอกว่า ลูกชายของท่าน ไม่สบาย.
               นางไปถึงที่นอนของเขา แล้วนั่งลูบหลัง ถามว่า ลูกเอ๋ย ไม่สบายเป็นอะไรไปหรือ?
               เขานิ่งเสีย.
               นางก็ถามว่า ทำไม ไม่พูดเล่าลูกเอ๋ย.
               นักเลงพูดว่า แม่จ๋า ถึงฉันจะตายก็ไม่สามารถจะบอกแม่ได้.
               นางจึงกล่าวว่า เจ้าไม่บอกแม่แล้ว จะควรบอกใครเล่า บอกเถิดพ่อคุณ.
               นักเลงจึงบอกว่า แม่จ๋า ฉันไม่ป่วยไข้ เป็นอะไรหรอก แต่ฉันได้ยินคำสรรเสริญนางมาณวิกาแล้ว ก็มีจิตผูกพันมั่นคง เมื่อฉันได้นางจึงจะมีชีวิตสืบไป เมื่อไม่ได้จักยอมตายที่นี่แหละ.
               นางกล่าวว่า พ่อคุณ เรื่องนี้เป็นภาระของแม่เอง ลูกอย่าเสียใจเพราะเรื่องนี้เลย. ปลอบเอาใจเขาแล้ว ก็ขนของหอมและดอกไม้ไปมากมาย มาถึงสำนักมาณวิกา ก็กล่าวว่า คุณนายเจ้าขา ลูกดิฉันได้ยินคำสรรเสริญคุณนายจากสำนักของฉันแล้ว มีจิตผูกพันมั่นคง ทำอย่างไรกันดีเล่า?
               มาณวิกาตอบว่า ถ้าแม่พาเขามาได้ ฉันจะให้โอกาสเหมือนกัน.
               นางฟังคำของมาณวิกาแล้ว แต่บัดนั้นมาก็กวาดขยะเป็นอันมากจากทุกซอกทุกมุมของเรือน เทรดหัวหญิงที่เป็นยาม. หญิงที่เป็นยามอึดอัดใจด้วยเรื่องนั้น ก็ออกไป. โดยทำนองเดียวกันนี้แหละ หญิงที่เป็นยามคนไหน พูดอะไรๆ นางจะทิ้งขยะรดหัวหญิงยามนั้นๆ ตั้งแต่นั้น นางจะนำสิ่งใดเข้ามาหรือนำออกไป ก็ไม่มีใครกล้าตรวจค้นสิ่งนั้น.
               ได้เวลา นางให้นักเลงนั้นนอนในตะกร้าดอกไม้ แบกไปสู่สำนักมาณวิกา. นักเลงทำลายศีลของมาณวิกาเสียแล้ว ได้อยู่ในปราสาทนั้นเอง ๒-๓ วัน. เมื่อท่านปุโรหิตออกไปข้างนอกแล้ว ทั้งสองคนก็ร่วมอภิรมย์กัน. เมื่อปุโรหิตมา นักเลงก็ซ่อนเสีย.
               ครั้นล่วงมาได้ ๑-๒ วัน มาณวิกาก็พูดกะนักเลงว่า ที่รัก บัดนี้ ท่านควรจะไปเสียที.
               นักเลงก็กล่าวว่า ฉันจะตี (หัว) พราหมณ์ให้ได้เสียก่อน ถึงจะไป.
               มาณวิกากล่าวว่า อย่างนั้นก็ได้ แล้วให้นักเลงซ่อนตัวเสียเมื่อพราหมณ์มา ก็พูดอย่างนี้ว่า ท่านเจ้าขา ดิฉันอยากจะฟ้อนในเมื่อท่านบรรเลงพิณ.
               พราหมณ์รับคำว่า เจ้าจงฟ้อนเถิด นางผู้เจริญ. แล้วก็บรรเลงพิณ.
               นางมาณวิกากล่าวว่า ท่านเจ้าขา ดิฉันละอายในเมื่อท่านจ้องดู ดิฉันขอปิดหน้าท่านเสียก่อนถึงจะฟ้อน.
               ปุโรหิตกล่าวว่า ถ้าเจ้าละอาย ก็จงกระทำอย่างนั้นเถิด.
               มาณวิกาหยิบผ้าเนื้อหนาปิดตาท่านปุโรหิต แล้วผูกหน้าจนมิด. พราหมณ์ยอมให้ปิดหน้า บรรเลงพิณไปเรื่อยๆ. นางฟ้อนได้สักครู่ก็กล่าวว่า ท่านเจ้าขา ดิฉันอยากจะเคาะศีรษะท่านสักครั้งหนึ่งนะเจ้าคะ.
               พราหมณ์ผู้หลงไหลในสตรี ไม่รู้เหตุการณ์อะไร ก็กล่าวว่าเคาะเถิด.
               มาณวิกาให้สัญญาแก่นักเลง.
               เขาย่องเข้ามาใกล้ๆ ยืนอยู่หลังพราหมณ์ทีเดียว แล้วถองศีรษะด้วยศอก. นัยน์ตาของพราหมณ์ถึงกับถลน หัวโนขึ้น.
               พราหมณ์เจ็บปวดรวดร้าว กล่าวว่า เจ้าจงส่งมือมานี่.
               มาณวิกาส่งมือของตนวางไว้บนมือพราหมณ์.
               พราหมณ์กล่าวว่า มือนิ่มๆ แต่เขกแข็ง.
               นักเลง ครั้นเขกหัวพราหมณ์แล้วก็ซ่อนตัวเสีย. มาณวิกา เมื่อนักเลงไปซ่อน ก็เปลื้องผ้าออกจากหน้าพราหมณ์ หยิบน้ำมันมาทานวดศีรษะให้. เมื่อพราหมณ์ออกไปข้างนอกแล้ว หญิงบำเรอให้นักเลงนอนในตะกร้าดังเก่า พาออกไป.
               นักเลงจึงไปเฝ้าพระราชา กราบทูลเรื่องราวทั้งหมดให้ทรงทราบ.
               พระราชาตรัสแก่พราหมณ์ผู้มาเฝ้าพระองค์ว่า เราเล่นสกาพนันกันเถิด ท่านพราหมณ์.
               ท่านปุโรหิตรับสนองพระดำรัสว่า ดีละ พระเจ้าข้า.
               พระราชาโปรดให้จัดตั้งวงเพื่อเล่นสกา ทรงขับเพลงการพนัน แล้วทรงทอดลูกบาศก์.
               พราหมณ์ไม่รู้เรื่อง ที่มาณวิกาถูกทำลายตบะเสียแล้ว คงกล่าวว่า ยกเว้นมาณวิกา.
               แม้จะกล่าวอย่างนี้ ก็ต้องแพ้อยู่นั่นเอง.
               พระราชาทรงชนะแล้วตรัสว่า พราหมณ์ ท่านกล่าวอะไร? ตบะแห่งมาณวิกาของท่านถูกทำลายแล้ว ท่านอุตส่าห์รักษามาตุคามตั้งแต่อยู่ในครรภ์ กระทำการป้องกันในที่ถึง ๗ แห่ง สำคัญว่า เราจักรักษาได้ ขึ้นชื่อว่ามาตุคาม แม้บุรุษจะเอาใส่ไว้ในท้องเที่ยวไป ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้ ขึ้นชื่อว่าหญิงที่มีบุรุษคนเดียว ไม่มีดอก. มาณวิกาของท่านกล่าวว่า ดิฉันปรารถนาจะฟ้อน เอาผ้าผูกหน้าของท่านผู้บรรเลงพิณเสีย ให้ชายชู้ของตนเอาศอกถองศีรษะท่าน แล้วก็ส่งไป. คราวนี้ ท่านจะยกเว้นได้อย่างไรเล่า ดังนี้.
               แล้วตรัสคาถาความว่า :-
               “ พราหมณ์ถูกนางเอาผ้าผูกหน้าเสียหมด ให้บรรเลงพิณ เพราะเหตุใดไม่ทราบเหตุนั้นเลย. หญิงที่เลี้ยงมาตั้งแต่ยังเป็นพืช เป็นภรรยายังทำเสียได้ ใครเล่าจะวางใจในภรรยานั้นๆ ได้แน่นอน ”
ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยํ พฺราหฺมโณ อวาเทสิ วีณํ สมฺมุขเวฐิโต ความว่า พราหมณ์ถูกนางเอาผ้าเนื้อหนาผูกหน้ามิดชิด ให้บรรเลงพิณไป เพราะเหตุอันใด ไม่ได้ทราบเหตุอันนั้น. เพราะนางต้องการลวงเขา จึงได้กระทำอย่างนี้. แต่พราหมณ์ไม่รู้อาการที่หญิงทั้งหลายมีมายามากนั้น หลงเชื่อมาตุคาม จึงได้สำคัญอย่างนี้ว่า นางละอายเรา. พระราชา เมื่อจะประกาศความไม่รู้ของพราหมณ์นั้น จึงตรัสอย่างนี้.
               นี้เป็นคำอธิบายในข้อนี้.
               บทว่า อณฺฑภูตา ภตา ภริยา ความว่า อัณฑะ ท่านเรียกว่าพืช คือหญิงที่ถูกนำมาเลี้ยงตั้งแต่ยังเป็นพืช คือถูกนำมาเลี้ยง แต่ในเวลาที่ยังไม่คลอดจากท้องของแม่.
               อีกอย่างหนึ่ง ศัพท์ว่า ภตา หมายถึงเป็นคำถาม คือถามว่า นั่นเป็นใคร? เป็นภรรยา คือเป็นเจ้าของบุตร เป็นหญิงบำเรอ เพราะว่า หญิงนั้น ท่านเรียกว่าภรรยา เพราะเป็นหญิงที่ต้องเลี้ยงด้วยภัตร์และผ้าเป็นต้น ๑ เพราะมีความสังวรระวังอันถูกทำลายแล้ว ๑ เพราะต้องเลี้ยงด้วยโลกธรรม ๑.
               บทว่า ชาตุ ในบาทคาถาว่า ตาสุ โก ชาตุ วิสฺสเส นี้เป็นคำกล่าวโดยส่วนเดียว.
               อธิบายว่า ในเมื่อภรรยาเหล่านั้น แม้ถึงจะถูกคุ้มกันตั้งแต่อยู่ในท้องของมารดา ก็ยังถึงวิการ (นอกใจ) อย่างนี้ได้ ใครเล่าคือคนฉลาด หน้าไหนจะพึงวางใจในภรรยาได้อย่างแน่นอน ได้แก่ ใครเล่าควรจะเชื่อได้ว่าหญิงเหล่านี้ไม่มีวิการ (นอกใจ) ในเรา. เพราะว่า ขึ้นชื่อว่ามาตุคาม ในเมื่อมีผู้เรียกร้อง ในเมื่อมีผู้เชื้อเชิญด้วยอำนาจอสัทธรรม ใครๆ ก็ไม่อาจรักษาไว้ได้เลย.
               พระโพธิสัตว์ทรงแสดงธรรมแก่พราหมณ์อย่างนี้. พราหมณ์ฟังธรรมเทศนาของพระโพธิสัตว์แล้วไปสู่นิเวศน์ กล่าวกะมาณวิกานั้นว่า ได้ยินว่า เจ้ากล้าทำชั่วถึงขนาดนี้เชียวหรือ?
               มาณวิกาถามว่า ท่านเจ้าคะ ใครพูดอย่างนี้เล่าคะ ดิฉันนี่แหละเขกหัวท่าน คนอื่นไม่มีใครดอก. ถ้าท่านไม่เชื่อว่า ดิฉันไม่ทรามสัมผัสชายอื่น เว้นจากท่านแล้ว จักกระทำสัจจกิริยา ลุยไฟให้ท่านเชื่อ.
               พราหมณ์กล่าวว่า อย่างนั้นก็ดี จึงให้สุมฟืนกองใหญ่จุดไฟ แล้วเรียกนางมากล่าวว่า ถ้าเจ้าแน่ใจตนเอง จงลุยไฟเถิด.
               ฝ่ายมาณวิกากล่าวซักซ้อมกะหญิงผู้บำรุงของตน ไว้ก่อนทีเดียวว่า แม่คุณจงไปบอกลูกของแม่ให้ไปที่นั่น ในเวลาฉันลุยไฟ ให้จับมือฉันไว้.
               หญิงนั้นก็ไปบอกอย่างนั้น. นักเลงมายืนอยู่ท่ามกลางมหาชน.
               มาณวิกาหวังจะลวงพราหมณ์ ยืนอยู่ท่ามกลางมหาชน กระทำสัจจกิริยาว่า ข้าแต่ท่านพราหมณ์ ขึ้นชื่อว่าการสัมผัสด้วยมือของชายอื่น ยกเว้นท่านแล้ว ดิฉันไม่เคยรู้จักเลย ด้วยสัจจะนี้ ขอไฟนี้ อย่าไหม้ดิฉันเลย. พลางทำท่าจะลุยไฟ.
               ในขณะนั้น นักเลงก็ประกาศว่า ดูเถิดท่านผู้เจริญทั้งหลาย จงดูการกระทำของพราหมณ์ปุโรหิต ท่านจะให้มาตุคามผู้งามอย่างนี้ลุยไฟ แล้วตรงไปจับมือนางไว้. นางสะบัดมือแล้วพูดกับปุโรหิตว่า ท่านเจ้าขา สัจจกิริยาของดิฉันถูกทำลายเสียแล้ว ดิฉันไม่อาจลุยไฟได้ เจ้าค่ะ.
               พราหมณ์ถามว่า เพราะเหตุไร?
               มาณวิกาตอบว่า ในวันนี้ ดิฉันได้ทำสัจจกิริยาไว้อย่างนี้ว่า ยกเว้นสามีของดิฉันแล้ว ดิฉันไม่รู้สัมผัสมือของชายอื่นเลย บัดนี้ ดิฉันถูกชายคนนี้จับมือเสียแล้ว เจ้าค่ะ.
               พราหมณ์รู้ทันว่า เราถูกนางมาณวิกาลวงเอา ก็โบยตีนาง แล้วไล่ไป.
               ได้ยินว่า หญิงเหล่านี้ประกอบไปด้วยอสัทธรรมอย่างนี้ ทำกรรมชั่วช้าเป็นอันมาก เพื่อจะลวงสามีของตน ทำการสบถได้ทั้งวันว่า ดิฉันไม่ได้กระทำอย่างนี้ ย่อมเป็นหญิงมีจิตปรวนแปรไปได้ต่างๆ.
               สมดังคาถาประพันธ์ที่ท่านกล่าวไว้ว่า :-
               “ สภาพของหญิงทั้งหลายที่หาสัจจะได้โดยยาก เป็นโจร ร้อยเล่ห์มายา รู้ได้ยาก เหมือนการไปของปลาในน้ำฉะนั้น นางพูดเท็จเหมือนจริง พูดจริงเหมือนเท็จ เหมือนโคทั้งหลายเล็มกินแต่หญ้าอ่อนๆ ที่มากมาย ความสวยของเราประเสริฐแท้ แท้จริง หญิงเหล่านี้เป็นโจรหยาบคาย ร้ายกาจ กลับกลอก เหมือนก้อนกรวด. ความล่อลวง บรรดามีในหมู่มนุษย์ ไม่มีข้อไหนที่พวกนางจะไม่รู้. ”

               พระบรมศาสดาก็ตรัสว่า มาตุคาม ใครๆ รักษาไว้ไม่ได้อย่างนี้ ดังนี้.
               ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ตรัสประกาศ สัจจะ.
               ในเวลาจบสัจจะ ภิกษุผู้กระสันบรรลุโสดาปัตติผล.
               พระศาสดาทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่า
               พระเจ้ากรุงพาราณสีในครั้งนั้น ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

.. อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก อิตถีวรรค ๒. อัณฑภูตชาดก ว่าด้วยการวางใจภรรยา จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 61อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 62อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 63อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=412&Z=416
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๙  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๔๖
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :