ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก อิตถีวรรค
๔. ทุราชานชาดก ว่าด้วยภาวะของหญิงรู้ยาก

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภอุบาสกคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า มา สุ นนฺทิ อิจฺฉติ มํ ดังนี้.
               ได้ยินมาว่า อุบาสกชาวเมืองสาวัตถีผู้หนึ่งดำรงมั่นในสรณะทั้ง ๓ ในศีลทั้ง ๕ เป็นพุทธมามกะ (ยึดถือพระพุทธเจ้าว่าเป็นของเรา) เป็นธัมมมามกะ (ยึดถือพระธรรมว่าเป็นของเรา) เป็นสังฆมามกะ (ยึดถือพระสงฆ์ว่าเป็นของเรา).
               ส่วนภรรยาของเขาเป็นหญิงทุศีล มีบาปธรรม วันใดได้ประพฤตินอกใจผัว วันนั้นจะสดชื่น เหมือนนางทาสีที่ไถ่มาด้วยทรัพย์ ๑๐๐ กษาปณ์ แต่ในวันไหนไม่ได้คบชู้ ก็จะเป็นเหมือนเจ้านายที่ดุร้าย หยาบคาย. เขาอ่านใจนางไม่ออก เมื่อเป็นเช่นนั้นก็เกิดเอือมระอาในนางผู้เป็นภรรยา ไม่ได้เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า.
               ภายหลังวันหนึ่ง เขาถือเครื่องสักการะมีของหอม และดอกไม้เป็นต้น ไปถวายบังคม แล้วนั่งอยู่.
               พระศาสดาตรัสว่า เป็นอย่างไรหรือ จึงไม่ได้มายังสำนักของตถาคตถึง ๗-๘ วัน.
               เขากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ แม่เรือนของข้าพระองค์ บางวันก็เป็นเหมือนดังนางทาสีที่เขาไถ่มาด้วยทรัพย์นับร้อยกษาปณ์ บางวันก็ทำเป็นเหมือนเจ้านายดุร้าย หยาบคาย. ข้าพระองค์อ่านนางไม่ออกเลย ข้าพระองค์เกิดเอือมระอาในนาง จึงไม่ได้เข้ามาเฝ้า พระเจ้าข้า.
               ครั้นพระศาสดาทรงสดับคำของเขาแล้ว จึงตรัสว่า อุบาสก ขึ้นชื่อว่าสภาพของมาตุคามรู้ได้ยากจริง แม้ในครั้งก่อน บัณฑิตทั้งหลายก็เคยบอกกับท่านแล้ว แต่ท่านไม่อาจกำหนดได้ เพราะเกิดๆ ดับๆ ระหว่างภพต่อภพมากำบังไว้.
               อันอุบาสกกราบทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติอยู่ในกรุงพาราณสี. พระโพธิสัตว์เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ให้มาณพ ๕๐๐ คนศึกษาศิลปะ.
               ครั้งนั้น มาณพผู้หนึ่งอยู่นอกแว่นแคว้นมาเรียนศิลปะในสำนักของท่าน เกิดมีจิตปฏิพัทธ์ในหญิงนางหนึ่ง ได้นางเป็นภรรยา พำนักอยู่ในกรุงพาราณสีนั่นแหละ ไม่ได้ไปอุปัฏฐากอาจารย์เสีย ๒-๓ เวลา.
               ส่วนหญิงผู้เป็นภรรยาของเขา เป็นหญิงมีนิสัยชั่ว ใฝ่ต่ำ ในวันที่ประพฤตินอกใจสามีได้ จะสดชื่นเหมือนนางทาสี (ที่เขาไถ่มาด้วยทรัพย์ ๑๐๐ กษาปณ์) ในวันที่ประพฤติไม่ได้ ก็จะเป็นเหมือนเจ้านายที่ดุร้าย หยาบคาย. เขาไม่อาจทราบความประพฤติของนางได้ จึงเกิดเอือมระอา ขุ่นข้อง หมองใจนาง ไม่ได้ไปสู่ที่บำรุงของอาจารย์.
               ครั้นล่วงมา ๗-๘ วันจึงได้มา ท่านอาจารย์จึงถามว่า พ่อมาณพ เป็นอะไรไปหรือ จึงไม่มาเลย.
               เขาบอกว่า ท่านอาจารย์ขอรับ ภรรยาของกระผม บางวันก็ดูปรารถนากระผม ต้องการกระผม เป็นเหมือนนางทาสีที่หมดมานะ. บางวันก็เป็นเหมือนเจ้านายกระด้าง หยาบคาย. กระผมไม่อาจอ่านสภาพใจของนางออกได้เลย จึงเกิดเอือมระอา ขุ่นข้องหมองใจ มิได้มาปรนนิบัติท่านอาจารย์.
               อาจารย์กล่าวว่า ดูก่อนมาณพ เรื่องนี้ก็เป็นอย่างนั้น ขึ้นชื่อว่าหญิงที่นิสัยชั่วในวันที่ประพฤตินอกใจสามีได้ ก็ย่อมโอนอ่อนผ่อนตามสามี เหมือนทาสีที่หมดมานะแล้ว แต่ในวันที่ประพฤตินอกใจไม่ได้ จะกลายเป็นหญิงกระด้างด้วยมานะ ไม่ยอมรับนับว่าเป็นสามี. ขึ้นชื่อว่าหญิงมีความประพฤติใฝ่ต่ำ นิสัยชั่วเหล่านี้ ก็เป็นอย่างนี้ ชื่อว่าสภาพของหญิงเหล่านั้น รู้ได้ยาก ในเมื่อพวกนางจะต้องการก็ตาม ไม่ต้องการก็ตาม พึงตั้งตนเป็นกลางเข้าไว้.
               แล้วกล่าวคาถานี้ โดยมุ่งให้โอวาทแก่เขาว่า :-
               “ อย่ายินดีเลยว่านางปรารถนาเรา อย่าเสียใจเลยว่านางไม่ปรารถนาเรา สภาพของหญิงรู้ได้ยาก เหมือนรอยของปลาในน้ำ ”
ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น สุ อักษรในบาทคาถาว่า มา สุ นนฺทิ อิจฺฉติ มํ เป็นเพียงนิบาต ความก็ว่า อย่ายินดีเลยว่าหญิงนี้ต้องการเรา คือมีความปรารถนา มีความสิเน่หาในเรา.
               บทว่า มา สุ โสจิ น อิจฺฉติ ความว่า ทั้งไม่ต้องเสียใจไปว่า "หญิงนี้ไม่ต้องการเรา". ขยายความว่า เมื่อนางต้องการก็ไม่ต้องชื่นชม เมื่อนางไม่ต้องการก็ไม่ต้องโศกเศร้า ทำใจเป็นกลางเข้าไว้.
               บทว่า ถีนํ ภาโว ทุราชาโน ความว่า ขึ้นชื่อว่าสภาพของหญิงทั้งหลายรู้ได้ยาก เพราะมีมายาหญิงปกปิดไว้.
               เหมือนอะไร?
               เหมือนการไปของปลาในน้ำรู้ได้ยาก เพราะน้ำปกปิดไว้ ด้วยเหตุนี้แล เมื่อชาวประมงมา ปลาก็กำบังการแหวกว่ายไปด้วยน้ำ หนีรอดไป ไม่ให้จับตัวได้ฉันใด หญิงทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน กระทำความชั่วแม้ใหญ่หลวง ก็ปกปิดกรรมที่ตนกระทำเสียด้วยมายาหญิง คือลวงสามีว่าดิฉันไม่ได้กระทำอย่างนี้ ขึ้นชื่อว่าหญิงเหล่านี้มีบาปธรรม มีความประพฤติชั่วอย่างนี้ ต้องทำใจให้เป็นกลางในนางเหล่านั้น จึงจะมีความสุข.
               พระโพธิสัตว์ได้ให้โอวาทแก่ศิษย์อย่างนี้.
               ตั้งแต่นั้นมา เขาก็เริ่มวางมาดเหนือหญิงเหล่านั้น.
               ถึงแม้ภรรยาของเขาพอรู้ว่า ได้ยินว่า ท่านอาจารย์รู้ความประพฤติชั่วของเราแล้ว ตั้งแต่นั้นมาก็เลิกประพฤติชั่ว.
               แม้พระบรมศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย.
               ในเวลาจบสัจจะ อุบาสกดำรงอยู่ในโสดาปัตติผลแล้ว.
               พระศาสดาทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่า
               เมียผัวทั้งสองในครั้งนั้น ได้มาเป็นสองเมียผัว ในครั้งนี้
               ส่วนอาจารย์ได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.

.. อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก อิตถีวรรค ๔. ทุราชานชาดก ว่าด้วยภาวะของหญิงรู้ยาก จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 63อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 64อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 65อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=423&Z=428
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๙  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๔๖
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com