ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา พรหาฉัตตชาดก
ว่าด้วย เอาของน้อยแลกของมาก

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุโกหก จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า ติณํ ติณนฺติ ลปสิ ดังนี้.
               เรื่องปัจจุบันได้กล่าวไว้แล้วเหมือนกัน.
               ส่วนเรื่องในอดีตมีข้อความดังต่อไปนี้.
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์ผู้สอนอรรถและธรรมของพระเจ้าพาราณสีนั้น พระเจ้าพาราณสีทรงยกกองทัพใหญ่ไปเฉพาะพระเจ้าโกศล เสด็จในนครสาวัตถีเข้านครแล้วจับพระเจ้าโกศลได้ด้วยการรบ.
               ก็พระเจ้าโกศลมีพระราชโอรสนามว่าฉัตตกุมาร ฉัตตกุมารนั้นปลอมเพศหนีออกไปยังเมืองตักกสิลาเรียนไตรเพท และศิลปศาสตร์ ๑๘ ประการ แล้วเสด็จออกจากเมืองตักกสิลา เที่ยวศึกษาศิลปะทุกลัทธิจนถึงปัจจันตคามแห่งหนึ่ง มีพระดาบส ๕๐๐ รูป อาศัยปัจจันตคามนั้นอยู่ ณ บรรณศาลาในป่า พระกุมารเข้าไปหาดาบสเหล่านั้น แล้วคิดว่า จักศึกษาอะไรๆ ในสำนักของพระดาบสแม้เหล่านี้ จึงบวชแล้วเรียนเอาสิ่งที่พระดาบสเหล่านั้นรู้ทั้งหมด. ครั้นต่อมา เธอได้เป็นศาสดาในคณะ.
               อยู่มาวันหนึ่ง เรียกหมู่ฤาษีมาแล้วถามว่า ท่านผู้เนียรทุกข์ทั้งหลาย เพราะเหตุไรพวกท่านจึงไม่ไปยังมัชฌิมประเทศ. หมู่ฤาษีจึงกล่าวว่า ท่านผู้เนียรทุกข์ ขึ้นชื่อว่ามนุษย์ทั้งหลายในมัชฌิมประเทศเป็นบัณฑิต เขาถามปัญหา ให้ทำอนุโมทนา ให้กล่าวมงคล ย่อมติเตียนผู้ไม่สามารถ เราทั้งหลายไม่ไป เพราะความกลัวอันนั้น. ฉัตตดาบสจึงกล่าวว่า ท่านทั้งหลายอย่ากลัวเลย ข้าพเจ้าจักทำกิจนั้นทั้งหมด. หมู่ดาบสจึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น พวกเราจะไป. ดาบสทั้งปวงถือเอาเครื่องหาบบริขารของตนๆ ถึงเมืองพาราณสีโดยลำดับ.
               ฝ่ายพระเจ้าพาราณสีทรงกระทำราชสมบัติของพระเจ้าโกศล ให้อยู่ในเงื้อมพระหัตถ์ของพระองค์แล้ว ทรงตั้งผู้ควรแก่พระราชา (ข้าหลวง) ไว้ในนครนั้น ส่วนพระองค์ทรงพาเอาทรัพย์ที่มีอยู่ในนครนั้นไปยังนครพาราณสี ให้บรรจุเต็มตุ่มโลหะแล้วฝังไว้ในพระราชอุทยาน.
               ในสมัยนั้น ประทับอยู่เฉพาะในนครพาราณสีนั่นเอง.
               ครั้งนั้น พระฤาษีเหล่านั้นอยู่ในพระราชอุทยานตลอดคืน พอวันรุ่งขึ้น จึงเข้าไปภิกขาจารยังพระนคร แล้วได้ไปยังประตูพระราชนิเวศน์. พระราชาทรงเลื่อมใสในอิริยาบถของพระฤาษีเหล่านั้น จึงให้นิมนต์มาแล้ว ให้นั่ง ณ ท้องพระโรง ถวายข้าวยาคูและของเคี้ยว แล้วตรัสถามปัญหานั้นๆ จนถึงเวลาภัตตาหาร.
               ฉัตตดาบส เมื่อจะทำพระหฤทัยของพระราชาให้ยินดี จึงแก้ปัญหาทั้งปวง ในเวลาเสร็จภัตตกิจ ได้กระทำอนุโมทนาอันวิจิตรงดงาม. พระราชาทรงเลื่อมใสยิ่งขึ้น ทรงรับปฏิญญาให้พระฤาษีเหล่านั้นแม้ทั้งหมดอยู่ในพระราชอุทยาน.
               ฉัตตฤาษีรู้มนต์สำหรับขนขุมทรัพย์ เธอเมื่ออยู่ในพระราชอุทยานนั้นคิดว่า พระเจ้าพาราณสีนี้ทรงฝังทรัพย์อันเป็นของพระบิดาเราไว้ ณ ที่ไหนหนอ จึงร่ายมนต์แล้วตรวจดูอยู่ ก็รู้ว่าฝังไว้ในพระราชอุทยาน จึงคิดว่า จักถือเอาทรัพย์ในที่นี้แล้วไปยึดเอาราชสมบัติของเรา จึงเรียกดาบสทั้งหลายมาแล้วกล่าวว่า
               ท่านผู้เนียรทุกข์ทั้งหลาย ข้าพเจ้าเป็นโอรสของพระเจ้าโกศล พระเจ้าพาราณสียึดเอาราชสมบัติของข้าพเจ้ามา ข้าพเจ้าจึงปลอมเพศออกมา ตามรักษาชีวิตตนตลอดกาลประมาณเท่านี้ บัดนี้ ข้าพเจ้าได้ทรัพย์อันเป็นของตระกูลแล้ว ข้าพเจ้าจักถือเอาแล้วไปยึดเอาราชสมบัติของตน ท่านทั้งหลายจักกระทำอย่างไร.
               พวกฤาษีทั้งหลายจึงกล่าวว่า ข้าพเจ้าทั้งหลายจักไปกับท่านเหมือนกัน. ฉัตตฤาษีนั้นรับคำว่าตกลง แล้วให้ทำกระสอบหนังใหญ่ๆ ในเวลากลางคืน จึงขุดภาคพื้นขนตุ่มทรัพย์ขึ้นมา ใส่ทรัพย์ลงในกระสอบทั้งหลาย แล้วบรรจุหญ้าไว้เต็มตุ่มแทนทรัพย์ ให้ฤาษี ๕๐๐ และมนุษย์อื่นๆ ถือทรัพย์พากันหนีไปถึงนครสาวัตถี ให้จับพวกข้าหลวงแล้วยึดเอาราชสมบัติไว้ จึงให้ทำการซ่อมแซมกำแพงและป้อมค่ายเป็นต้น กระทำนครนั้นให้เป็นนครที่ราชาผู้เป็นข้าศึก จะยึดไม่ได้ด้วยการสู้รบอีกต่อไป แล้วครอบครองพระนครอยู่.
               ฝ่ายพระเจ้าพาราณสี พวกราชบุรุษกราบทูลว่า ดาบสทั้งหลายถือเอาทรัพย์จากพระราชอุทยานหนีไปแล้ว ท้าวเธอจึงเสด็จไปยังพระราชอุทยาน รับสั่งให้เปิดตุ่มขุมทรัพย์ ทรงเห็นแต่หญ้าเท่านั้น.
               ท้าวเธอเกิดความเศร้าโศกอย่างใหญ่หลวง เพราะอาศัยทรัพย์เป็นเหตุ จึงเสด็จไปยังพระนคร เสด็จเที่ยวบ่นเพ้ออยู่ว่าหญ้าๆ ใครๆ อื่นไม่สามารถทำความเศร้าโศกของพระราชานั้นให้ดับลงได้. พระโพธิสัตว์คิดว่า ความเศร้าโศกของพระราชาใหญ่หลวงนัก พระองค์ทรงเที่ยวบ่นเพ้ออยู่ ก็เว้นเราเสีย ใครๆ อื่นไม่สามารถจะบรรเทาความเศร้าโศกของท้าวเธอได้ เราจักกระทำท้าวเธอให้หมดเศร้าโศก.
               วันหนึ่ง พระโพธิสัตว์นั้นนั่งเป็นสุขอยู่กับพระราชานั้น ในเวลาที่พระราชาทรงบ่นเพ้อ จึงกล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
               พระองค์ตรัสเพ้ออยู่ว่า หญ้าๆ ใครหนอนำเอาหญ้ามาถวายพระองค์ พระองค์มีกิจด้วยหญ้าหรือหนอ จึงตรัสถึงแต่หญ้าเท่านั้น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กินฺนุ เต ติณฺกิจฺจตฺถิ ความว่า กิจที่จะพึงทำด้วยหญ้ามีอยู่แก่พระองค์หรือหนอ.
               บทว่า ติณเมว ปภาสสิ ความว่า เพราะพระองค์ตรัสถึงแต่หญ้าอย่างเดียวว่า หญ้า หญ้า หาได้ตรัสว่า หญ้าชื่อโน้นไม่ ขอพระองค์จงตรัสชื่อของหญ้านั้นก่อนว่า หญ้าชื่อโน้น ข้าพระองค์ทั้งหลายจักนำมาถวายพระองค์ เออ ก็หญ้าจะมีประโยชน์อะไรแก่พระองค์ ขอพระองค์โปรดอย่าทรงตรัสพร่ำเพ้อ เอาหญ้าเป็นเหตุเลย.

               พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :-
               ฉัตตฤาษีผู้มีร่างกายสูงใหญ่ เป็นพรหมจารี เป็นพหูสูต มาอยู่ ณ ที่นี้ เขาลักทรัพย์ของเราจนหมด แล้วใส่หญ้าไว้ในตุ่มแทนทรัพย์แล้วหนีไป.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พฺรหา แปลว่า สูง.
               คำว่า ฉตฺโต เป็นชื่อของพระฤาษีนั้น.
               บทว่า สพฺพํ สมาทาย ได้แก่ ถือเอาทรัพย์ทั้งหมด.
               ด้วยบทว่า นิกฺขิปฺป คจฺฉติ นี้ พระเจ้าพาราณสี เมื่อจะแสดงว่า ฉัตตฤาษีใส่หญ้าในตุ่มแล้วหนีไป จึงตรัสอย่างนั้น.

               พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงกล่าวคาถาที่ ๓ ว่า :-
               การถือเอาทรัพย์ของตนไปหมด และการไม่ถือเอาหญ้า เป็นกิจที่ผู้ปรารถนาเอาของน้อยมาแลกของมากพึงกระทำอย่างนั้น ฉัตตฤาษีใส่หญ้าในตุ่มหนีไปแล้ว การร่ำไรรำพันในเรื่องนั้น จะมีประโยชน์อะไร.


               คำที่เป็นคาถานั้น มีความหมายดังนี้ :-
               การถือเอาทรัพย์อันเป็นของพระราชบิดาไปทั้งหมด และการไม่ถือเอาหญ้าที่ไม่ควรจะเอาไปนั้น เป็นกิจที่ผู้ปรารถนาทรัพย์ด้วยหญ้าอันมีประมาณน้อย จะพึงกระทำอย่างนั้น ข้าแต่มหาราชเจ้า ดังนั้น ฉัตตฤาษีผู้มีร่างกายสูงใหญ่นั้น จึงถือเอาทรัพย์อันเป็นของพระราชบิดาตนซึ่งควรจะถือเอา แล้วบรรจุหญ้าที่ไม่ควรถือเอาไว้ในตุ่มหนีไปแล้ว จะมัวร่ำไรรำพันอะไรกันในเรื่องนั้น.

               พระราชาทรงสดับดังนั้น จึงตรัสคาถาที่ ๔ ว่า :-
               ผู้มีศีลทั้งหลายย่อมไม่ทำอย่างนั้น คนพาลย่อมทำอนาจารอย่างนี้เป็นปกติ ความเป็นบัณฑิตจักทำคนผู้ทุศีล มีศีลไม่ยั่งยืน ให้เป็นคนอย่างไร.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลวนฺโต ความว่า บุคคลผู้สมบูรณ์ด้วยศีล ประพฤติพรหมจรรย์ ย่อมไม่กระทำกรรมเห็นปานนั้น.
               บทว่า พาโล สีลานิ กุพฺพติ ความว่า ส่วนคนพาลย่อมทำปกติ กล่าวคืออนาจารของตนเห็นปานนี้ได้.
               บทว่า อนิจฺจสีลํ ได้แก่ ผู้ประกอบด้วยศีลอันไม่ยั่งยืน คือไม่เป็นไปตลอดกาลนาน.
               บทว่า ทุสฺสีลฺยํ ได้แก่ ผู้ทุศีล.
               บทว่า กึ ปณฺฑิจฺจํ กริสฺสติ ความว่า ความเป็นบัณฑิตที่อบรมมาด้วยความเป็นพหูสูตร จักกระทำบุคคลเห็นปานนั้นให้เป็นอย่างไร คือจักให้เขาถึงพร้อมอะไร คือจักนำความวิบัติแก่เขาเท่านั้น.

               พระเจ้าพาราณสีนั้น ครั้นตรัสติเตียนฉัตตฤาษีนั้นแล้ว เป็นผู้หมดความเศร้าโศก เพราะคาถาของพระโพธิสัตว์นั้น ทรงครองราชสมบัติโดยธรรม.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
               พรหาฉัตตฤาษีในครั้งนั้น ได้เป็น ภิกษุโกหก ในบัดนี้
               ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.


               จบ อรรถกถาพรหาฉัตตชาดกที่ ๖               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา พรหาฉัตตชาดก ว่าด้วย เอาของน้อยแลกของมาก จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 638อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 642อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 646อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=3112&Z=3123
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๘  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com