ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก อิตถีวรรค
๑๐. กุททาลชาดก ว่าด้วยความชนะที่ดี

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภพระจิตหัตถสารีบุตร ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า น ตํ ชิตํ สาธุ ดังนี้.
               ได้ยินว่า พระจิตหัตถสารีบุตรเป็นเด็กที่เกิดในตระกูลผู้หนึ่ง ในพระนครสาวัตถี.
               อยู่มาวันหนึ่งไถนาแล้ว ขากลับเข้าไปสู่วิหาร ได้โภชนะประณีตอร่อย มีรสสนิทจากบาตรพระเถระองค์หนึ่ง คิดว่า ถึงแม้เราจะกระทำงานต่างๆ ด้วยมือของตน ตลอดคืนตลอดวัน ก็ยังไม่ได้อาหารอร่อยอย่างนี้ แม้เราก็สมควรจะเป็นสมณะ ดังนี้.
               เขาบวชแล้วอยู่มาได้ประมาณครึ่งเดือน เมื่อไม่ใส่ใจโดยแยบคาย ตกไปในอำนาจกิเลส สึกไป พอลำบากด้วยอาหาร ก็มาบวชอีก เรียนพระอภิธรรม ด้วยอุบายนี้ สึกแล้วบวชถึง ๖ ครั้ง.
               ในความเป็นภิกษุครั้งที่ ๗ เป็นผู้ทรงพระอภิธรรม ๗ พระคัมภีร์ ได้บอกธรรมแก่ภิกษุเป็นอันมาก บำเพ็ญวิปัสสนาได้บรรลุพระอรหัตแล้ว.
               ครั้งนั้น ภิกษุผู้เป็นสหายของท่านพากันเยาะเย้ยว่า อาวุโสจิตหัตถ์ เดี๋ยวนี้ กิเลสทั้งหลายของเธอ ไม่เจริญ เหมือนเมื่อก่อนดอกหรือ?
               ท่านตอบว่า ผู้มีอายุ ตั้งแต่บัดนี้ไป ผมไม่เหมาะเพื่อความเป็นคฤหัสถ์.
               ก็เมื่อท่านบรรลุพระอรหัตอย่างนี้แล้ว เกิดโจทย์กันขึ้นในธรรมสภาว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย เมื่ออุปนิสัยแห่งพระอรหัต เห็นปานนี้มีอยู่ ท่านพระจิตหัตถสารีบุตรต้องสึกถึง ๖ ครั้ง โอ! ความเป็นปุถุชนมีโทษมากดังนี้.
               พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอสนทนากันด้วยเรื่องอะไร? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว.
               ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าจิตของปุถุชนเมา ข่มได้ยาก คอยไปติดด้วยอำนาจแห่งอารมณ์ ลงติดเสียครั้งหนึ่งแล้ว ก็ไม่อาจปลดเปลื้องได้โดยเร็ว การฝึกฝนจิตเห็นปานนี้เป็นความดี จิตที่ฝึกฝนดีแล้วเท่านั้น จะนำประโยชน์เกื้อกูล และความสุขมาให้.
               แล้วตรัสพระคาถานี้ ความว่า :-
               “ การฝึกฝนจิตที่ข่มได้ยาก เมา มีปกติ ตกไปตามอารมณ์ที่ปรารถนา เป็นการดี เพราะจิตที่ฝึกฝนแล้ว ย่อมนำสุขมาให้ ”
ดังนี้.
               ครั้นแล้วตรัสต่อไปว่า ก็เพราะเหตุที่ จิตนั้นข่มได้โดยยาก บัณฑิตทั้งหลาย แม้ในกาลก่อน อาศัยจอบเล่มเดียว ไม่อาจทิ้งมันได้ ต้องสึกถึง ๖ ครั้ง ด้วยอำนาจความโลภ ในเพศแห่งบรรพชิตครั้งที่ ๗ ทำฌานให้เกิดขึ้นแล้ว จึงข่มความโลภนั้น ได้ดังนี้แล้ว.
               ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ อยู่ในกรุงพาราณสี.
               พระโพธิสัตว์เกิดในตระกูลคนปลูกผัก ถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาแล้วได้นามว่า “กุททาลบัณฑิต”.
               ท่านกุททาลบัณฑิตกระทำการฟื้นดินด้วยจอบ เพาะปลูกพืชพันธ์และผัก มีน้ำเต้า ฟักเขียว ฟักเหลืองเป็นต้น เก็บผักเหล่านั้นขาย เลี้ยงชีพด้วยการเบียดกรอ. แท้จริง ท่านกุททาลบัณฑิต นอกจากจอบเล่มเดียวเท่านั้น ทรัพย์สมบัติอย่างอื่นไม่มีเลย.
               ครั้นวันหนึ่ง ท่านดำริว่า จะมีประโยชน์อะไรด้วยการอยู่ครองเรือน เราจักบวช ดังนี้.
               ครั้นวันหนึ่ง ท่านซ่อนจอบนั้นไว้ในที่ซึ่งมิดชิด แล้วบวชเป็นฤาษี ครั้นหวลนึกถึงจอบเล่มนั้นแล้ว ก็ไม่อาจตัดความโลภเสียได้ เลยต้องสึก เพราะอาศัยจอบกุดๆ เล่มนั้น.
               แม้ครั้งที่ ๒ แม้ครั้งที่ ๓ ก็เป็นอย่างนี้ เก็บจอบนั้นไว้ในที่มิดชิด บวชๆ สึกๆ รวมได้ถึง ๖ ครั้ง.
               ในครั้งที่ ๗ ได้คิดว่า เราอาศัยจอบกุดๆ เล่มนี้ ต้องสึกบ่อยครั้ง คราวนี้ เราจักขว้างมันทิ้งเสียในแม่น้ำใหญ่ แล้วบวช ดังนี้แล้วเดินไปสู่ฝั่งแม่น้ำ คิดว่า ถ้าเรายังเห็นที่ตกของมัน ก็จักต้องอยากงมมันขึ้นมาอีก แล้วจับจอบที่ด้าม ท่านมีกำลังดังช้างสาร สมบูรณ์ด้วยเรี่ยวแรง ควงจอบเหนือศีรษะ ๓ รอบ หลับตาขว้างลงไปกลางแม่น้ำ แล้วบันลือเสียงกึกก้อง ๓ ครั้งว่า “เราชนะแล้ว เราชนะแล้ว”.
               ในขณะนั้น พระเจ้าพาราณสีทรงปราบปรามปัจจันตชนบทราบคาบแล้ว เสด็จกลับ ทรงสนานพระเศียรในแม่น้ำนั้น ประดับพระองค์ด้วยเครื่องอลังการครบเครื่อง เสด็จพระดำเนินโดยพระคชาธาร ทรงสดับเสียงของพระโพธิสัตว์นั้น ทรงระแวงพระทัยว่า บุรุษผู้นี้กล่าวว่า เราชนะแล้ว ใครเล่าที่เขาชนะ จงเรียกเขามา แล้วมีพระดำรัสสั่งให้เรียกมาเฝ้า แล้วมีพระดำรัสถามว่า ดูก่อนบุรุษผู้เจริญ เรากำลังชนะสงคราม กำความมีชัยมาเดี๋ยวนี้ ส่วนท่านเล่าชนะอะไร?
               พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ถึงพระองค์จะทรงชนะสงคราม ตั้งร้อยครั้งตั้งพันครั้ง แม้ตั้งแสนครั้ง ก็ยังชื่อว่าชนะไม่เด็ดขาดอยู่นั่นเอง เพราะยังเอาชนะกิเลสทั้งหลายไม่ได้ แต่ข้าพระองค์ข่มกิเลสในภายในไว้ได้ เอาชนะกิเลสทั้งหลายได้. กราบทูลไป มองดูแม่น้ำไป ยังฌานมีอาโปกสิณเป็นอารมณ์ ให้เกิดขึ้นแล้ว นั่งในอากาศด้วยอำนาจของฌานและสมาบัติ.
               เมื่อจะแสดงธรรมถวายพระราชา จึงกล่าวคาถานี้ความว่า :-
               “ ความชนะที่บุคคลชนะแล้ว กลับแพ้ได้นั้น มิใช่ความชนะเด็ดขาด (ส่วน)ความชนะที่บุคคลชนะแล้ว ไม่กลับแพ้นั้น ต่างหาก จึงชื่อว่า เป็นความชนะเด็ดขาด ”
ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น ตํ ชิตํ สาธุ ชิตํ ยํ ชิตํ อวชิยฺยติ ความว่า การปราบปรามปัจจามิตรราบคาบ ชนะแว่นแคว้น ตีเอาได้แล้ว ปัจจามิตรเหล่านั้นยังจะตีกลับคืนได้ ความชนะนั้นจะชื่อว่า เป็นความชนะเด็ดขาด หาได้ไม่.
               เพราะเหตุไร?
               เพราะยังจะต้องชิงชัยกันบ่อยๆ.
               อีกนัยหนึ่ง ชัยเรียกได้ว่าความชนะ ชัยที่ได้เพราะรบกับปัจจามิตร ต่อมา เมื่อปัจจามิตรเอาชนะคืนได้ ก็กลับเป็นปราชัย ชัยนั้นไม่ดีไม่งาม.
               เพราะเหตุไร?
               เพราะเหตุที่ ยังกลับเป็นปราชัยได้อีก.
               บทว่า ตํ โข ชิตํ สาธุ ชิตํ ยํ ชิตํ นาวชิยฺยติ ความว่า ส่วนการครอบงำมวลปัจจามิตรไว้ได้แล้ว ชนะปัจจามิตรเหล่านั้น จะกลับชิงชัยไม่ได้อีก ใดๆ ก็ดี การได้ชัยชนะครั้งเดียว แล้วไม่กลับเป็นปราชัยไปได้ ใดๆ ก็ดี ความชนะนั้นๆ เป็นความชนะเด็ดขาด คือชัยชนะนั้นชื่อว่าดี ชื่อว่างาม.
               เพราะเหตุไร?
               เพราะเหตุที่ไม่ต้องชิงชัยกันอีก.
               ดูก่อนมหาบพิตร เพราะเหตุนั้น แม้พระองค์จะทรงชนะขุนสงคราม ตั้งพันครั้ง ตั้งแสนครั้ง ก็ยังจะเฉลิมพระนามว่า จอมทัพ หาได้ไม่.
               เพราะเหตุใด ?
               เพราะเหตุที่พระองค์ยังทรงชนะกิเลสของพระองค์เองไม่ได้ ส่วนบุคคลใดชนะกิเลสภายในของตนได้ แม้เพียงครั้งเดียว บุคคลนี้จัดเป็นจอมทัพผู้เกรียงไกรได้.
               พระโพธิสัตว์นั่งในอากาศนั่นแล แสดงธรรมถวายพระราชาด้วยพระพุทธลีลา.
               ก็ในความเป็นจอมทัพผู้สูงสุดนั้น มีพระสูตรเป็นเครื่องสาธก ดังนี้ :-
               “ ผู้ที่ชนะหมู่มนุษย์ในสงคราม ถึงหนึ่งล้านคน ยังสู้ผู้ที่ชนะตน เพียงผู้เดียวไม่ได้ ผู้นั้นเป็นจอมทัพสูงสุด โดยแท้ ”
ดังนี้.
               ก็เมื่อพระราชาทรงสดับธรรมอยู่นั่นเอง ทรงละกิเลสได้ด้วยอำนาจตทังคปหาน พระทัยน้อมไปในบรรพชา. ถึงพวกหมู่โยธาของพระองค์ ก็พากันละได้เช่นนั้นเหมือนกัน.
               พระราชาตรัสถามพระโพธิสัตว์ว่า บัดนี้ พระคุณเจ้าจักไปไหนเล่า?
               พระโพธิสัตว์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์จักเข้าป่าหิมพานต์บวชเป็นฤๅษี.
               พระราชารับสั่งว่า ถ้าเช่นนั้น แม้ข้าพเจ้าก็จะบรรพชา แล้วเสด็จพระราชดำเนินไปพร้อมกับพระโพธิสัตว์. พลนิกายทั้งหมด คือพราหมณ์ คฤหบดีและทวยหาญ ทุกคนประชุมกัน ในขณะนั้นเป็นมหาสมาคมออกบรรพชา พร้อมกับพระราชา เหมือนกัน.
               ชาวเมืองพาราณสีสดับข่าวว่า พระราชาของเราทั้งหลายทรงสดับพระธรรมเทศนาของกุททาลบัณฑิตแล้ว ทรงบ่ายพระพักตร์มุ่งบรรพชา เสด็จออกทรงผนวชพร้อมด้วยพลนิกาย พวกเราจักทำอะไรกันในเมืองนี้ ดังนี้แล้ว บรรดาผู้อยู่ในพระนครทั้งนั้นต่างพากันเดินทางออกจากกรุงพาราณสี อันมีปริมณฑลได้ ๑๒ โยชน์.
               บริษัทก็ได้มีปริมณฑล ๑๒ โยชน์.
               พระโพธิสัตว์พาบริษัทนั้นเข้าป่าหิมพานต์.
               ในขณะนั้น อาสนะที่ประทับนั่งของท้าวสักกเทวราช สำแดงอาการร้อน.
               ท้าวเธอทรงตรวจดูทอดพระเนตรเห็นว่า กุททาลบัณฑิตออกสู่มหาภิเนษกรมณ์ แล้วทรงพระดำริว่า จักเป็นมหาสมาคม ควรที่ท่านจะได้สถานที่อยู่ แล้วตรัสเรียกวิสสุกรรมเทพบุตรมา ตรัสสั่งว่า พ่อวิสสุกรรม กุททาลบัณฑิตกำลังออกสู่มหาภิเนษกรมณ์ ท่านควรจะได้ที่อยู่ ท่านจงไปหิมวันตประเทศ เนรมิตอาศรมบทยาว ๓๐ โยชน์ กว้าง ๑๕ โยชน์ ณ ภูมิภาคอันราบรื่น.
               วิสสุกรรมเทพบุตรรับเทวบัญชาว่า ข้าแต่เทพยเจ้า ข้าพระพุทธเจ้าจะกระทำให้สำเร็จดังเทวบัญชา แล้วไปทำตามนั้น.
               นี้เป็นความสังเขปในอธิการนี้.
               ส่วนความพิสดารจักปรากฏในหัตถิปาลชาดก แท้จริงเรื่องนี้และเรื่องนั้นเป็นปริเฉทเดียวกันนั่นเอง.
               ฝ่ายวิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตบรรณศาลาในอาศรมบทแล้ว ก็ขับไล่เนื้อ นกและอมนุษย์ที่มีเสียงชั่วร้ายไปเสีย แล้วเนรมิตหนทางเดินแคบๆ ตามทิสาภาคนั้นๆ เสร็จแล้ว กลับไปยังวิมานอันเป็นสถานที่อยู่ของตนทันที.
               ฝ่ายกุททาลบัณฑิตพาบริษัทเข้าสู่ป่าหิมพานต์ ลุถึงอาศรมบทที่ท้าวสักกะทรงประทาน ถือเอาเครื่องบริขารแห่งบรรพชิตที่วิสสุกรรมเทพบุตรเนรมิตไว้ให้ บวชตนเองก่อน ให้บริษัทบวชทีหลัง จัดแจงแบ่งอาศรมบทให้อยู่กันตามสมควร มีพระราชาอีก ๗ พระองค์สละราชสมบัติ ๗ พระนคร (ติดตามมาทรงผนวชด้วย) อาศรมบท ๓๐ โยชน์เต็มบริบูรณ์.
               กุททาลบัณฑิตทำบริกรรมในกสิณที่เหลือ เจริญพรหมวิหารธรรม บอกกรรมฐานแก่บริษัท. บริษัททั้งปวงล้วนได้สมาบัติ เจริญพรหมวิหารแล้วพากันไปสู่พรหมโลกทั่วกัน. ส่วนประชาชนที่บำรุงพระดาบสเหล่านั้น ก็ล้วนได้ไปสู่เทวโลก.

               พระบรมศาสดาก็ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่าจิตนี้ติดด้วยอำนาจของกิเลสแล้ว เป็นธรรมชาติปลดเปลื้องได้ยาก โลภธรรมทั้งหลายที่เกิดแล้ว เป็นสภาวะละได้ยาก ย่อมกระทำท่านผู้เป็นบัณฑิตเห็นปานฉะนี้ ให้กลายเป็นคนไม่มีความรู้ไปได้ด้วยประการฉะนี้.
               ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะทั้งหลาย.
               เมื่อจบสัจจะ ภิกษุทั้งหลายบางพวกได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคามี บางพวกได้เป็นพระอนาคามี บางพวกบรรลุพระอรหัต.
               แม้พระบรมศาสดาทรงสืบอนุสนธิ ประชุมชาดกว่า
               พระราชาในครั้งนั้น ได้มาเป็น พระอานนท์
               บริษัทในครั้งนั้น ได้มาเป็น พุทธบริษัท
               ส่วนกุททาลกบัณฑิตได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.


               จบอรรถกถากุททาลชาดกที่ ๑๐               
               จบ อิตถีวรรคที่ ๗.               
               -----------------------------------------------------               

               รวมชาดกที่มีในวรรคนี้ คือ
                         ๑. อาสาตมันตชาดก ว่าด้วย หญิงเลวทราม
                         ๒. อัณฑภูตชาดก ว่าด้วย การวางใจภรรยา
                         ๓. ตักกชาดก ว่าด้วย ธรรมดาหญิง
                         ๔. ทุราชานชาดก ว่าด้วย ภาวะของหญิงรู้ยาก
                         ๕. อนภิรติชาดก ว่าด้วย เปรียบหญิงเหมือนของ ๕ อย่าง
                         ๖. มุทุลักขณชาดก ว่าด้วย ความต้องการไม่มีสิ้นสุด
                         ๗. อุจฉังคชาดก ว่าด้วย หญิงหาลูกหาผัวได้ง่าย
                         ๘. สาเกตชาดก ว่าด้วย วางใจคนที่ชอบใจ
                         ๙. วิสวันตชาดก ว่าด้วย ตายเสียดีกว่าดูดพิษที่คายออกแล้ว
                         ๑๐. กุททาลชาดก ว่าด้วย ความชนะที่ดี

               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก อิตถีวรรค ๑๐. กุททาลชาดก ว่าด้วยความชนะที่ดี จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 69อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 70อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 71อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=456&Z=468
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๙  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๔๖
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :