ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา สีลวีมังสชาดก
ว่าด้วย ผู้ประพฤติธรรมย่อมเป็นผู้เสมอกัน

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพราหมณ์ผู้ทดลองศีลคนหนึ่ง จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สีลํ เสยฺโย ดังนี้.
               ได้ยินว่า พระราชาทรงเห็นพรามณ์นั้นว่า พราหมณ์นี้เป็นผู้เพียบพร้อมด้วยศีล จึงทรงตั้งให้ยิ่งกว่าพราหมณ์ทั้งหลายอื่น. พราหมณ์นั้นคิดว่า พระราชาทรงกระทำความเคารพนับถือเรา ทรงเห็นเราว่าเป็นผู้มีศีล หรือว่าทรงเห็นว่าเป็นผู้ประกอบด้วยการจำทรงสุตะไว้ได้ เราจักทดลองดูก่อนว่าศีลหรือสุตะสำคัญกว่ากัน.
               วันหนึ่ง พราหมณ์นั้นจึงหยิบเอากหาปณะจากแผ่นกระดานนับเงินของเหรัญญิกไป. เหรัญญิกก็ไม่พูดอะไร เพราะความเคารพ. แม้ในครั้งที่สอง ก็ไม่พูดอะไร แต่ในครั้งที่สาม เหรัญญิกกล่าวหาว่า เป็นโจรปล้นเงิน แล้วให้จับพราหมณ์นั้นมาถวายพระราชา เมื่อพระราชาตรัสว่า พราหมณ์นี้ทำอะไร จึงกราบทูลว่า ปล้นทรัพย์พระเจ้าข้า.
               พระราชาตรัสถามว่า เขาว่า จริงหรือพราหมณ์.
               พราหมณ์กราบทูลว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ข้าพระบาทมิได้ปล้นทรัพย์ แต่ข้าพระบาทมีความรังเกียจสงสัยว่า ศีลเป็นใหญ่หรือว่าสุตะเป็นใหญ่ ข้าพระบาทนั้น เมื่อจะทดลองว่า บรรดาศีลและสุตะนั้น อย่างไหนหนอเป็นใหญ่ จึงหยิบเอากหาปณะไป ๓ ครั้ง เหรัญญิกนี้ให้จำข้าพระบาทนั้นแล้วนำมาถวายพระองค์ บัดนี้ ข้าพระบาททราบแล้วว่า ศีลใหญ่กว่าสุตะ ข้าพระบาทไม่มีความต้องการอยู่ครองเรือน ข้าพระบาทจักบวช.
               ดังนี้แล้ว ขอให้ทรงอนุญาตการบวชแล้ว ไม่เหลียวดูประตูเรือนเลย ไปยังพระเชตวัน ทูลขอบรรพชากะพระศาสดา พระศาสดาทรงสั่งให้บรรพชาและอุปสมบทแก่พราหมณ์นั้น. ท่านอุปสมบทแล้วไม่นานเจริญวิปัสสนา ได้ดำรงอยู่ในอรหัตตผล.
               ภิกษุทั้งหลายนั่งสนทนากันในโรงธรรมสภาว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พราหมณ์ชื่อโน้นทดลองศีลของตนแล้ว ก็บวชเจริญวิปัสสนา ได้บรรลุพระอรหัตแล้ว.
               พระศาสดาเสด็จมาแล้วตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ เธอทั้งหลายนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไร? เมื่อภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า เรื่องชื่อนี้พระเจ้าข้า.
               จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พราหมณ์นี้เท่านั้นทดลองศีล แล้วบรรพชาบรรลุพระอรหัต เฉพาะในบัดนี้เท่านั้นก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน บัณฑิตทั้งหลายทดลองศีลแล้วบรรพชา ได้กระทำที่พึ่งแก่ตนแล้วเหมือนกัน. แล้วทรงนำเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพระพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในสกุลพราหมณ์ เจริญวัยแล้วเรียนศิลปะทุกอย่างในเมืองตักกสิลาเสร็จแล้ว กลับไปเมืองพาราณสี แสดงให้พระราชาทอดพระเนตร. พระราชาได้ประทานตำแหน่งปุโรหิตแก่พระโพธิสัตว์นั้น พระโพธิสัตว์นั้นรักษาศีลห้า.
               ฝ่ายพระราชาก็ทรงเคารพพระโพธิสัตว์นั้นทรงเห็นว่าเป็นผู้มีศีล. พระโพธิสัตว์นั้นคิดว่า พระราชาทรงเคารพเห็นว่าเราเป็นผู้มีศีล หรือทรงเห็นว่าเป็นผู้ประกอบการทรงจำสุตะไว้ได้.
               เรื่องทั้งปวงเหมือนเรื่องปัจจุบันนั่นแล.
               แต่ในที่นี้ พราหมณ์นั้นกล่าวว่า บัดนี้เรารู้แล้วว่า ศีลเป็นใหญ่สำคัญว่าสุตะ จึงได้กล่าวคาถา ๕ คาถานี้ว่า :-
               ข้าพระองค์ได้มีความสงสัยว่า ศีลประเสริฐหรือสุตะประเสริฐ ศีลนี่แหละประเสริฐกว่าสุตะ ข้าพระองค์ไม่มีความสงสัยแล้ว.
               ชาติและวรรณะเป็นของเปล่า ได้สดับมาว่า ศีลเท่านั้นประเสริฐที่สุด บุคคลผู้ไม่ประกอบด้วยศีล ย่อมไม่ได้ประโยชน์เพราะสุตะ.
               กษัตริย์และแพศย์ผู้ไม่ตั้งอยู่ในธรรม ไม่อาศัยธรรม ชนทั้งสองนั้นละโลกนี้ไปแล้ว ย่อมเข้าถึงทุคติ.
               กษัตริย์ พราหมณ์ แพศย์ สูทร์ คนจัณฑาลและคนเทหยากเยื่อ ประพฤติธรรมในพระธรรมวินัยนี้แล้ว ย่อมเป็นผู้เสมอกันในไตรทิพย์
               เวท ชาติ แม้พวกพ้อง ก็ไม่สามารถจะให้อิสริยยศหรือความสุขในภพหน้าได้ ส่วนศีลของตนที่บริสุทธิ์ดีแล้ว ย่อมนำมาซึ่งความสุขในภพหน้า.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สีลเมว สุตา เสยฺโย ความว่า ศีลเท่านั้นยิ่งกว่าปริยัติคือสุตะ โดยร้อยเท่า พันเท่า.
               ก็แหละครั้น กล่าวอย่างนี้แล้วจึงตั้งหัวข้อว่า ชื่อว่าศีลนี้มีอย่างเดียวด้วยอำนาจสังวรศีล, มีสองอย่าง ด้วยอำนาจจารีตศีลและวารีตศีล, มีสามอย่างด้วยอำนาจศีลที่เป็นไปทางกาย วาจาและใจ, มีสี่อย่างด้วยอำนาจปาติโมกข์สังวรศีล อินทรียสังวรศีล อาชีวปาริสุทธิศีล และปัจจยสันนิสิตศีล แล้วได้กล่าวคุณของศีลให้พิสดาร.
               บทว่า โมฆา ได้แก่ ไร้ผล คือเป็นของเปล่า.
               บทว่า ชาติ ได้แก่ การเกิดในขัตติยสกุลเป็นต้น.
               บทว่า วณฺโณ ได้แก่ ผิวพรรณแห่งร่างกาย คือ ความเป็นผู้มีรูปงาม. ก็เพราะเหตุที่ความถึงพร้อมด้วยชาติก็ดี ความถึงพร้อมด้วยวรรณะก็ดี ย่อมไม่สามารถจะให้ความสุขในสวรรค์แก่คนผู้เว้นจากศีล ฉะนั้น พระโพธิสัตว์นั้นจึงกล่าวความถึงพร้อมด้วยชาติและวรรณะทั้งสองนั้นว่าเป็นโมฆะ.
               ด้วยบทว่า สีลเมว กิร นี้ท่านกล่าวตามที่ได้ยินได้ฟังมา แต่ไม่ได้รู้ด้วยตนเอง.
               บทว่า อนฺเปตสฺส แปลว่า ผู้ไม่ประกอบแล้ว.
               บทว่า สุเตนตฺโถ น วิชฺชติ ความว่า บุคคลผู้เว้นจากศีล ย่อมไม่มีความเจริญอะไรในโลกนี้หรือโลกหน้า เพราะเหตุสักว่าปริยัติคือสุตะ.
               จากนั้นได้กล่าวคาถา ๒ คาถาข้างหน้าต่อไป เพื่อจะแสดงถึงความที่ชาติเป็นของเปล่า.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เต ปริจฺจชฺชุโภ โลเก ความว่า คนไม่มีศีลเหล่านั้นละโลกทั้งสอง คือเทวโลกและมนุษยโลก ย่อมเข้าถึงทุคติ.
               บทว่า จณฺฑาลปุกฺกุสา ได้แก่ คนจัณฑาลผู้ทิ้งซากศพ และคนชาติปุกกุสะผู้ทิ้งดอกไม้.
               บทว่า ภวนฺติ ติทิเว สมา ความว่า ชนเหล่านั้นทั้งหมดบังเกิดในเทวโลก ด้วยอานุภาพแห่งศีล ชื่อว่าเป็นผู้เสมอกัน คือไม่พิเศษกว่ากัน ถึงการนับว่าเทพเหมือนกัน.
               ท่านกล่าวคาถาที่ ๕ เพื่อแสดงว่า สุตเป็นต้นทั้งหมดเป็นของเปล่า.
               เนื้อความของคาถาที่ ๕ นั้นว่า
               ข้าแต่มหาราชเจ้า เวทเป็นต้นเหล่านี้ เว้นการให้เพียงสักว่ายศในโลกนี้เสีย ย่อมไม่สามารถจะให้ยศหรือสุขในโลกหน้า คือในภพที่ ๒ หรือภพที่ ๓ ได้ ส่วนศีลของตนเท่านั้นอันบริสุทธิ์ ย่อมอาจให้ยศหรือสุขนั้นได้.

               พระมหาสัตว์กล่าวคุณของศีลอย่างนี้แล้ว จึงขอให้พระราชาทรงอนุญาตการบวช แล้วเข้าไปยังประเทศหิมพานต์ในวันนั้นเอง บวชเป็นฤาษี ทำอภิญญาและสมาบัติให้บังเกิดแล้ว ได้มีพรหมโลกเป็นที่ไปในเบื้องหน้า.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประชุมชาดกว่า
               พราหมณ์ผู้ทดลองศีลแล้วบวชเป็นฤาษีในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.


               จบ อรรถกถาสีลวีมังสชาดกที่ ๒               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา สีลวีมังสชาดก ว่าด้วย ผู้ประพฤติธรรมย่อมเป็นผู้เสมอกัน จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 753อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 758อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 763อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=3569&Z=3582
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๗  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :