ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ตจสารชาดก
ว่าด้วย คนฉลาดย่อมไม่แสดงอาการให้ศัตรูเห็น

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภปัญญาบารมี จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อมิตฺตหตฺถตฺถคตา ดังนี้
               จริงอยู่ ในกาลนั้น พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย มิใช่บัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อน ตถาคตก็เป็นผู้มีปัญญา ฉลาดในอุบายเหมือนกัน.
               อันภิกษุเหล่านั้นทูลอาราธนาแล้ว จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               เรื่องอดีตทั้งปวงซึ่งมีคำเริ่มว่า ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์บังเกิดในตระกูลกฎุมพีในหมู่บ้าน.
               ดังนี้ไป พึงกล่าวตามทำนองชาดกแรกนั่นแหละ.
               ก็ในชาดกนี้เมื่อหมอตายแล้ว ชาวบ้านกล่าวว่า เด็กเหล่านั้นเป็นผู้ฆ่ามนุษย์ จึงจองจำเด็กเหล่านั้นด้วยไม้ตะโหงก แล้วนำไปยังนครพาราณสีด้วยหวังใจว่า จักถวายพระราชาทอดพระเนตร. ในระหว่างทางนั่นแล พระโพธิสัตว์ได้ให้โอวาทแก่พวกเด็กที่เหลือว่า ท่านทั้งหลายอย่ากลัว ท่านทั้งหลายเฝ้าพระราชาแล้วก็อย่ากลัว พึงเป็นผู้มีอินทรีย์ร่าเริง พระราชาจักตรัสกับพวกเราก่อน จำเดิมแต่นั้น เราจักรู้.
               เด็กเหล่านั้นรับคำว่าได้ แล้วจึงกระทำเหมือนอย่างนั้น.
               พระราชาทรงเห็นเด็กเหล่านั้นไม่กลัว มีอินทรีย์ร่าเริง ทรงดำริว่า เด็กเหล่านี้ถูกหาว่าเป็นผู้ฆ่าคนถูกจำด้วยไม้ตะโหงกนำมา แม้จะถึงความทุกข์เห็นปานนี้ก็ไม่กลัว มีอินทรีย์ร่าเริงยินดีทีเดียว อะไรหนอเป็นเหตุไม่เศร้าโศกของเด็กพวกนี้ เราจักถามพวกเขาดู.
               เมื่อจะตรัสถาม จึงตรัสคาถาที่ ๑ ว่า :-
               พวกเจ้าตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรู ถูกเขาจองจำด้วยท่อนไม้ไผ่ ยังเป็นผู้มีสีหน้าผ่องใส เพราะเหตุไรพวกเจ้าจึงไม่เศร้าโศกเล่า.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อมิตฺตหตฺถตฺถคตา ความว่า อยู่ในเงื้อมมือของพวกอมิตรผู้เอาไม้ตะโหงกจำที่คอแล้วนำมา.
               บทว่า ตจสารสมปฺปิตา ความว่า พระราชาตรัสอย่างนี้ เพราะเด็กเหล่านั้นถูกจองจำด้วยท้อนไม้ไผ่.
               บทว่า กสฺมา ความว่า พระราชาตรัสถามว่า พวกเจ้าแม้ได้รับความพินาศเห็นปานนี้ เพราะเหตุไรจึงไม่เศร้าโศก.

               พระโพธิสัตว์ได้ฟังดังนั้น จึงได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า
               บุคคลไม่พึงได้ความเจริญแม้แต่เล็กน้อยด้วยความเศร้าโศกและความร่ำไห้ พวกศัตรูรู้ว่าบุคคลนั้นเศร้าโศก ได้รับความทุกข์ ย่อมจะดีใจ.
               ส่วนบัณฑิตผู้ฉลาดในการวินิจฉัยความ ย่อมไม่สะทกสะท้านเพราะอันตรายที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าเมื่อไร พวกศัตรูได้เห็นหน้าบัณฑิตนั้น อันไม่เปลี่ยนแปลงเป็นเหมือนแต่ก่อน ย่อมเกิดความทุกข์.
               บุคคลพึงได้ประโยชน์ในที่ใดด้วยประการใด เช่น การร่ายมนต์ การปรึกษาท่านผู้รู้ การกล่าววาจาอ่อนหวาน การให้สินบน หรือการสืบวงศ์ตระกูล บัณฑิตพึงพากเพียรทำประโยชน์ในที่นั้น ด้วยประการนั้นๆ เถิด.
               ก็ในกาลใด บัณฑิตพึงรู้ว่าประโยชน์นี้ เราหรือคนอื่นไม่พึงได้รับ ในกาลนั้น ก็ไม่ควรเศร้าโศก ควรอดกลั้นไว้ ด้วยคิดเสียว่ากรรมเป็นของมั่นคง บัดนี้ เราจะกระทำอย่างไรดี.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺโถ ได้แก่ ความเจริญ.
               ด้วยบทว่า ปจฺจตฺถิกา อตฺตมนา นี้ ท่านแสดงว่า พวกปัจจามิตรรู้ว่า บุรุษนั้นเศร้าโศก มีทุกข์ ย่อมจะดีใจ บัณฑิตไม่ควรทำชื่อซึ่งเหตุแห่งความยินดีของพวกปัจจามิตรนั้น.
               บทว่า ยโต แปลว่า ในกาลใด.
               บทว่า น เวธติ ความว่า ย่อมไม่หวั่นไหวเพราะความกลัวอันเกิดจากความสะดุ้งแห่งจิต.
               บทว่า อตฺถวินิจฺฉยญฺญู ได้แก่ ผู้ฉลาดวินิจฉัยอรรถคดีนั้นๆ.
               บทว่า ชปฺเปน แปลว่า ด้วยการร่ายมนต์.
               บทว่า มนฺเตน ได้แก่ ด้วยการถือเอาความคิดกับบัณฑิตทั้งหลาย.
               บทว่า สุภาสิเตน ได้แก่ ด้วยคำพูดอันน่ารัก.
               บทว่า อนุปฺปทาเนน ได้แก่ ด้วยการให้สินบน.
               บทว่า ปเวณิยา ได้แก่ ด้วยตระกูลวงศ์.
               ท่านกล่าวคำอธิบายนี้ไว้ว่า
               ข้าแต่มหาราช ธรรมดาบัณฑิต เมื่ออันตรายเกิดขึ้น ไม่ควรเศร้าโศก ไม่ควรลำบากใจ ก็บุคคลพึงชนะพวกปัจจามิตรได้ด้วยอำนาจเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาเหตุ ๕ ประการนี้ ก็ถ้าอาจทำได้ไซร้ พึงร่ายมนต์ผูกปากไว้ไม่ให้พูด ก็จะพึงชนะพวกปัจจามิตรนั้นได้ บัณฑิตเมื่อไม่อาจทำอย่างนั้น พึงให้สินบนแก่พวกอำมาตย์ผู้ตัดสินความ ก็จะพึงชนะได้ เมื่อไม่อาจทำอย่างนั้น พึงพูดถึงวงศ์ตระกูล แม้จะลำดับญาติที่มีอยู่ อย่างนี้ว่า พวกข้าพเจ้ามาจากเชื้อสายชื่อโน้น และบรรพบุรุษของท่านก็เป็นอันเดียวกัน ก็พึงชนะได้เหมือนกัน.
               บทว่า ยถา ยถา ความว่า บุคคลพึงได้ความเจริญแห่งตนในที่ใดๆ ด้วยเหตุอย่างใดอย่างหนึ่ง ในบรรดาเหตุ ๕ ประการนี้.
               บทว่า ตถา ตถา ความว่า พึงพากเพียรในที่นั้นๆ ด้วยเหตุนั้นๆ. อธิบายว่า พึงทำความบากบั่นจนชนะพวกข้าศึก.
               บทว่า ยโต จ ชาเนยฺย ความว่า ก็ในกาลใด บัณฑิตพึงรู้ว่า ประโยชน์นี้อันเราหรือคนอื่นก็ตามไม่ควรได้ แม้จะพยายามโดยประการต่างๆ ก็ไม่อาจได้ แม้ในกาลนั้น บุรุษผู้เป็นบัณฑิตก็ไม่เสียใจ ไม่ลำบากใจ พึงอดกลั้นไว้ด้วยคิดเสียว่า กรรมที่เราทำไว้ในปางก่อน เหนียวแน่น มั่นคง ไม่อาจจะห้ามได้ เดี๋ยวนี้ เราจะสามารถทำอะไรได้.

               พระราชาได้สดับธรรมกถาของพระโพธิสัตว์ แล้วทรงสะสางการกระทำด้วยพระองค์เอง ทรงทราบว่า พวกเด็กไม่มีโทษผิด จึงรับสั่งให้นำไม้ตะโหงกออก แล้วพระราชทานยศยิ่งใหญ่แก่พระมหาสัตว์ แล้วได้ทรงกระทำให้เป็นอำมาตย์แก้วอนุศาสน์อรรถธรรมแก่พระองค์.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
               พระเจ้าพาราณสีในครั้นนั้น ได้เป็น พระอานนท์
               พวกเด็กๆ ในครั้งนั้น ได้เป็น พระเถรานุเถระ
               ส่วนเด็กผู้เป็นบัณฑิตในครั้งนั้น ได้เป็น เราตถาคต ฉะนี้แล


               จบ อรรถกถาตจสารชาดกที่ ๘               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ตจสารชาดก ว่าด้วย คนฉลาดย่อมไม่แสดงอาการให้ศัตรูเห็น จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 783อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 788อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 793อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=3663&Z=3679
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๗  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :