ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อาวาริยชาดก
ว่าด้วย การกระทำที่ไม่เจริญด้วยโภคะ

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภติตถนาวิก คนแจวเรือประจำท่าคนหนึ่ง จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า มาสุ กุชฺฌ ภูมิปติ ดังนี้.
               ได้ยินว่า เขาเป็นคนโง่ไม่รู้อะไร ไม่รู้คุณของพระรัตนตรัยมีพระพุทธเจ้าเป็นต้นเลย ไม่รู้คุณของบุคคลอื่นๆ ด้วยเป็นคนดุร้าย หยาบคาย ผลุนผลันพลันแล่น.
               ภายหลัง ภิกษุชาวชนบทรูปหนึ่งมาด้วยความตั้งใจว่า เราจักทำการอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า ถึงท่าน้ำแม่น้ำอจิรวดี ได้พูดกับนายติตถวานิกอย่างนี้ว่า
               ดูก่อนอุบาสก อาตมาจักข้ามฟาก ขอโยมจงให้เรืออาตมภาพเถิด.
               นายติตถวานิกตอบว่า
               ท่านครับ บัดนี้นอกเวลาแล้ว ขอให้ท่านอยู่ ณ ที่แห่งหนึ่งในที่นี้.
               ภิ. ดูก่อนอุบาสก อาตมาจักอยู่ที่ไหนในที่นี้ ขอจงรับอาตมาไปส่งเถิด.
               เขาโกรธพูดว่า มาที่นี่โว้ยสมณะ เราจะนำไปส่ง แล้วได้ให้พระเถระลงเรือ ไม่ตรงไปส่ง แต่พายเรือไปข้างล่าง ทำให้เรือโคลง บาตรและจีวรของท่านเปียกน้ำไปถึงฝั่งโดยลำบาก ส่งขึ้นฝั่งเวลามืดค่ำ.
               ต่อมา ท่านได้ไปถึงวิหาร วันนั้นไม่ได้โอกาสอุปัฏฐากพระพุทธเจ้า รุ่งขึ้นจึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมแล้วนั่งอยู่ ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง เป็นผู้ที่พระศาสดาทรงทำการปฏิสันถารแล้ว เมื่อถูกพระศาสดาตรัสถามว่า เธอมาถึงเมื่อไร? ทูลว่า เมื่อวานนี้พระเจ้าข้า เมื่อพระองค์ตรัสถามว่า เหตุไฉน จึงมาที่อุปัฏฐากในวันนี้? ได้กราบทูลเนื้อความนั้นให้ทรงทราบ.
               พระศาสดา ครั้นทรงสดับเรื่องนั้นแล้วจึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ ไม่ใช่เพียงบัดนี้เท่านั้น ถึงในชาติก่อน นายคนนี้ก็ดุร้าย หยาบคายเหมือนกัน. อนึ่ง เขาไม่ใช่ให้เธอลำบาก แต่ในชาติปัจจุบันนี้ แม้ในชาติก่อน ก็ทำให้บัณฑิตลำบากมาแล้ว ถูกภิกษุนั้นทูลอ้อนวอน จึงทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์กำเนิดในสกุลพราหมณ์เจริญวัยแล้ว ได้เรียนศิลปศาสตร์ทุกอย่างที่ตักกสิลา แล้วบวชเป็นฤๅษี เลี้ยงอัตภาพด้วยผลไม้น้อยใหญ่ ในป่าหิมพานต์เป็นเวลาช้านาน เพื่อต้องการลิ้มรสเค็มและรสเปรี้ยว จึงไปเมืองพาราณสี พักอยู่ที่พระราชอุทยาน
               รุ่งขึ้นจึงเข้าไปสู่พระนครเพื่อภิกษา. ครั้งนั้น พระราชาได้ทอดพระเนตรเห็นท่านมาถึงพระลานหลวง เลื่อมใสในอิริยาบถของท่าน จึงทรงนำเข้าไปภายในเมืองให้ฉันเสร็จ ทรงรับปฏิญญาแล้วให้ท่านอยู่ในพระราชอุทยาน ได้เสด็จไปยังที่อุปัฏฐากวันละครั้ง.
               พระโพธิสัตว์ เมื่อทูลถวายโอวาทพระราชานั้นทุกวันว่า ขอถวายพระพรมหาราช ธรรมดาพระราชาควรเว้นการลุอำนาจอคติทั้ง ๔ เป็นผู้ไม่ประมาท สมบูรณ์ด้วยพระขันติ พระเมตตาและพระกรุณาธรรม ครองราชสมบัติโดยธรรม
               จึงถวายพระพรคาถา ๒ คาถา ว่า :-
               ข้าแต่มหาบพิตรผู้ทรงเป็นใหญ่ในแผ่นดิน ขอมหาบพิตรอย่าทรงพิโรธเลย ข้าแต่มหาบพิตรผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ พระราชาผู้ไม่ทรงพิโรธตอบผู้ที่โกรธแล้ว ประชาชนของรัฐ ราษฎรบูชาแล้ว.
               อาตมภาพขอถวายอนุศาสน์ในที่ทุกสถาน จะเป็นในบ้าน ในป่า หรือที่ดอนที่ลุ่มก็ตาม ข้าแต่มหาบพิตรผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ขอพระองค์อย่าทรงพิโรธ.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รฏฺฐสฺส ปูชิโต มีเนื้อความว่า พระราชาแบบนี้ เป็นผู้ที่ประชาชนของรัฐบูชาแล้ว.
               บทว่า สพฺพตฺถมนุสาสามิ ความว่า ข้าแต่มหาราช อาตมภาพ เมื่ออยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่ง บรรดาบ้านเป็นต้นเหล่านี้ ก็จะถวายอนุศาสน์พระองค์ ด้วยข้ออนุศาสน์ข้อนี้นั่นแหละ คือว่า จะถวายอนุศาสน์ในที่ใดที่หนึ่ง บรรดาบ้านเป็นต้นเหล่านี้ จะเป็นที่บ้านหลังเดียวก็ตาม สัตวโลกตัวเดียวก็ตาม,
               บทว่า มาสุ กุชฺฌ รเถสภ ความว่า อาตมภาพถวายอนุศาสน์พระองค์อยู่อย่างนี้นั่นแหละ ธรรมดาพระราชาไม่ควรจะพิโรธ. เหตุไร? เพราะว่าธรรมดาพระราชาทั้งหลายมีพระบรมราชโองการเป็นอาวุธ คนมากมายถึงความสิ้นชีวิตด้วยเหตุเพียงพระบรมราชโองการของพระราชาเหล่านั้น ผู้ทรงพิโรธแล้ว เท่านั้น.

               ในทุกวันที่พระราชาเสด็จมา พระโพธิสัตว์ได้กล่าวคาถาเหล่านี้ถวายอย่างนี้.
               พระราชามีพระราชหฤทัยเลื่อมใส ได้พระราชทานหมู่บ้านชั้นดีให้ ๑ ตำบลเก็บส่วยได้ ๑ แสนกหาปณะแก่พระมหาสัตว์. พระมหาสัตว์ทูลปฏิเสธ ด้วยเหตุนี้ท่านจึงได้อยู่ ณ ที่นั้นแห่งเดียวเป็นเวลา ๑๒ ปี ดำริว่า เราอยู่ที่นี่มานานนักหนาแล้ว เราจักไปเที่ยวจาริกชนบทก่อน แล้วจึงจะมา ไม่ทูลลาพระราชาเลย เรียกคนเฝ้าสวนมาสั่งว่า อาตมาจักไปจาริกชนบท แล้วจึงจะมา ขอให้ท่านทูลให้พระราชาทรงทราบด้วย แล้วก็หลีกไปถึงท่าเรือที่แม่น้ำคงคา.
               ที่ท่านั้นมีคนแจวเรือจ้างชื่อ อาวาริยปิตา. เขาเป็นคนพาลไม่รู้จักคุณของผู้มีคุณเลย ทั้งไม่รู้จักอุบายเพื่อตนเองด้วย เขาสั่งคนที่ต้องการข้ามแม่น้ำคงคาข้ามก่อน แล้วจึงขอค่าจ้างภายหลัง เมื่อทะเลาะกับคนที่ไม่ให้ค่าจ้าง ก็ใช้วิธีด่าและทุบตีกันเท่านั้น จึงจะได้ค่าจ้างมา.
               พระศาสดาทรงเป็นผู้รู้ยิ่งได้ตรัสพระคาถาที่ ๓ ไว้ ทรงหมายถึงนายอาวาริปิตานั้นผู้มีลาภน้อยเป็นอันธพาลอย่างนี้ว่า :-
               ที่แม่น้ำคงคาได้มีคนแจวเรือจ้าง ชื่ออาวาริยปิตา เขาส่งคนข้ามฟากก่อน แล้วจึงขอรับค่าจ้างภายหลัง เพราะเหตุนั้น เขาจึงมีการทุ่มเถียงกันและไม่เจริญด้วยโภคทรัพย์.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาวาริยปิตา ความว่า เขามีธิดาชื่อว่าอาวาริยา ด้วยอำนาจของธิดานั้น เขาจึงกลายเป็นผู้มีชื่อว่าอาวาริยปิตาพ่อของอาวาริยา.
               บทว่า เตนสฺส ภณฺฑนํ. ความว่า เพราะเหตุนั้น เขาจึงได้มีการทุ่มเถียงกัน. อีกอย่างหนึ่ง เขาได้มีการทุ่มเถียงกับคนๆ นั้น ที่ถูกขอค่าจ้างภายหลัง.
               พระโพธิสัตว์เข้าไปหาคนแจวเรือจ้างคนนั้น แล้วพูดว่า ขอจงนำอาตมภาพข้ามฟากเถิด.
               เขาครั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงตอบว่า:-
               ท่านสมณะ ท่านจักให้ค่าจ้างเรือผมเท่าไร?
               พ. โยม ธรรมดาอาตมภาพจักบอกความเจริญแห่งโภคทรัพย์ ความเจริญแห่งอรรถ และความเจริญแห่งธรรมให้.
               คนแจวเรือจ้าง ครั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว เข้าใจว่า สมณะรูปนี้จักให้อะไรแก่เราแน่นอน จึงนำท่านข้ามฟาก แล้วกล่าวว่า ขอพระคุณเจ้าจงให้ค่าจ้างเรือแก่ผมเถิด.
               พระโพธิสัตว์นั้นตอบว่า ดีแล้วโยม

               เมื่อจะบอกความเจริญแห่งโภคะแก่เขาก่อน จึงกล่าวคาถาว่า :-
               ดูก่อนโยมชาวเรือ โยมจงขอค่าจ้างกะคนที่ยังไม่ข้ามไปฝั่งโน้นก่อนสิ เพราะว่าจิตใจของคนที่ข้ามฟากแล้ว เป็นอย่างหนึ่ง ของคนที่ต้องการจะข้ามฟากยังไม่ได้ข้าม ก็เป็นอีกอย่างหนึ่งไม่เหมือนกัน.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปารํ ความว่า ดูก่อนโยมชาวเรือ โยมจงขอค่าจ้างกะคนที่ยังไม่ข้ามฟาก ยังยืนอยู่ฝั่งนี้เท่านั้น และรับเอาค่าจ้างที่ได้จากเขา เก็บไว้ในที่ๆ คุ้มครองรักษาแล้วจึงนำคนส่งข้ามฟากภายหลัง อย่างนี้โยมก็จักเจริญด้วยโภคทรัพย์.
               บทว่า อญฺโญ หิ ติณฺณสฺส มโน ความว่า ดูก่อนโยมชาวเรือ เพราะว่าจิตใจของคนที่ข้ามฟากไปแล้วเป็นอย่างหนึ่ง คือไม่อยากจะให้ จะไปถ่ายเดียว แต่ธรรมดาว่า ผู้ใดจะข้ามฟาก คือจะข้ามฝั่ง ได้แก่ประสงค์จะไปฝั่งข้างหน้า ผู้นั้นอยากจะไป แม้เกินราคาค่าจ้างก็ให้ได้ ก็ใจของผู้ต้องการข้ามฟากก็เป็นอีกอย่างหนึ่ง ดังที่กล่าวมานี้ เพราะฉะนั้นโยมควรขอกะผู้ยังไม่ข้ามฟากเท่านั้นดังนี้ ชื่อว่าความเจริญแห่งโภคทรัพย์ทั้งหลายของโยมก่อนดังนี้แล.

               คนแจวเรือได้ฟังคำนั้นแล้ว คิดว่า เราจักมีโอวาทนี้ก่อน แต่บัดนี้ สมณะนี้จักให้อะไรอื่นแก่เราอีก. ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้กล่าวกะเขาว่า โยมนี้เป็นความเจริญแห่งโภคทรัพย์ของโยมก่อน บัดนี้ โยมจงฟังความเจริญแห่งอรรถและธรรม เมื่อให้โอวาทเขา จึงได้กล่าวคาถาไว้ว่า :-
               อาตมาจะตามสอนโยมทุกหนทุกแห่ง ทั้งในบ้านทั้งในป่า ทั้งในที่ลุ่มและที่ดอน ดูก่อนโยมชาวเรือ ขอโยมจงอย่าโกรธนะ.


               พระโพธิสัตว์ ครั้นบอกความเจริญแห่งอรรถและธรรมด้วยคาถานี้ แก่เขาแล้ว จึงกล่าวว่า นี้เป็นความเจริญแห่งอรรถและความเจริญแห่งธรรมของโยม.
               แต่เขาเป็นคนดุ ไม่สำคัญโอวาทนั้นว่าเป็นอะไร จึงกล่าวว่า ข้าแต่ท่านสมณะ นี้หรือคือค่าจ้างเรือที่ท่านให้ผม.
               พระโพธิสัตว์ ถูกแล้วโยม.
               คนแจวเรือ ผมไม่มีงานตามค่าจ้างนี้.
               พระโพธิสัตว์ โยมนอกจากโอวาทนี้แล้ว อาตมาไม่มีอย่างอื่น.
               คนแจวเรือกล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไร? ท่านจึงลงเรือผม แล้วผลักดาบสให้ล้มลงที่ฝั่งแม่น้ำคงคา นั่งทับอกแล้วตบปากท่านทีเดียว.

               พระศาสดาครั้นตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ดาบสได้ถวายโอวาทพระราชา แล้วจึงได้รับพระราชทานหมู่บ้านชั้นดีในราชสำนัก แต่ได้บอกโอวาทนั้นนั่นเองแก่คนแจวเรือจ้างอันธพาล กลับประสบการตบปากด้วยประการดังนี้ เพราะฉะนั้น ผู้จะให้โอวาทควรให้แก่คนที่เหมาะสม ไม่ควรให้แก่คนที่ไม่เหมาะสม ดังนี้แล้ว
               ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งแล้ว ลำดับต่อจากนั้นได้ตรัสพระคาถาว่า :-
               พระราชาได้พระราชทานหมู่บ้านชั้นดีแก่ดาบส เพราะอนุศาสนีบทใด เพราะอนุศาสนีบทนั้นนั่นเอง คนแจวเรือได้ตบปากดาบส.


               เมื่อคนแจวเรือนั้นกำลังตบอยู่นั่นแหละ ภรรยาถืออาหารมา เห็นดาบสเข้า จึงบอกว่า พี่ ดาบสนี้เป็นชีต้นประจำราชตระกูล พี่อย่าตีท่าน. เขาโกรธแล้วพูดว่า แกนี่แหละ ไม่ให้ข้าตีดาบสขี้โกงคนนี้ แล้วลุกขึ้นตบภรรยานั้นให้ล้มลงไป. เมื่อเป็นเช่นนั้น ถาดข้าวก็ตกแตก และเด็กในท้องของภรรยาท้องแก่ ได้คลอดออกตกลงที่พื้นดิน.
               ครั้งนั้น มนุษย์ทั้งหลายจึงพากันมาล้อมดู แล้วจับเขามัดด้วยความเข้าใจว่า เป็นโจรฆ่าคน แล้วนำไปมอบถวายพระราชา.
               พระราชาทรงวินิจฉัยแล้วลงพระราชอาญาแก่เขา.
               พระศาสดาทรงเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่งแล้ว เมื่อจะทรงประกาศข้อความนั้น จึงได้ตรัสพระคาถาสุดท้ายไว้ว่า :-
               ถาดข้าวก็แตก ภรรยาก็ถูกตบ และเด็กในครรภ์ก็ตกลงที่พื้นดิน เขาไม่อาจจะให้ประโยชน์งอกเงยขึ้น เพราะโอวาทนั้น เหมือนเนื้อไม่อาจจะให้ประโยชน์เกิดขึ้นเพราะทองคำฉะนั้น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ภตฺตํ ภินฺนํ ความว่า ถาดข้าวก็ตกแตกแล้ว.
               บทว่า หตา ได้แก่ ตบแล้ว. บทว่า ฉมา ได้แก่ ที่พื้นดิน.
               บทว่า มิโคว ชาตรูเปน มีอธิบายว่า เนื้อเหยียบย่ำทองเงินหรือแก้วมุกดา แก้วมณีเป็นต้น ไปบ้าง นอนทับบ้าง ไม่สามารถจะใช้ทองคำนั้น เพิ่มพูน คือให้เกิดประโยชน์แก่ตนได้ฉันใด คนอันธพาลนั้น ก็ฉันนั้นเหมือนกัน ถึงฟังโอวาทที่บัณฑิตให้แล้ว ก็ไม่สามารถเพิ่มพูน คือให้เกิดประโยชน์แก่ตนได้.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะ แล้วทรงประชุมชาดก ในเวลาจบสัจธรรม ภิกษุนั้นดำรงอยู่แล้วในโสดาปัตติผล.
               คนแจวเรือครั้งนั้น คือ คนแจวเรือเวลานี้นั่นเอง
               พระราชาได้แก่ พระอานนท์
               ส่วนดาบสได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล.


               จบ อรรถกถาอาวาริยชาดกที่ ๑               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อาวาริยชาดก ว่าด้วย การกระทำที่ไม่เจริญด้วยโภคะ จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 825อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 831อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 837อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=3825&Z=3847
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๙  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com