ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา เสตเกตุชาดก
ว่าด้วย คนที่ได้ชื่อว่าเป็นทิศ

               พระศาสดา เมื่อเสด็จประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้โกหก จึงตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า มา ตาต กุชฺฌิ น หิ สาธุ โกโธ ดังนี้.
               เรื่องปัจจุบันจักมีชัดใน อุททาลกชาดก.
               ได้ยินว่า เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เป็นอาจารย์ทิศาปาโมกข์ ในนครพาราณสี สอนมนต์มาณพ ๕๐๐ คน. หัวหน้ามาณพเหล่านั้นชื่อว่า เสตเกตุ เป็นมาณพเกิดในสกุลอุททิจพราหมณ์ เขาได้มีมานะมาก เพราะอาศัยชาติตระกูล.
               อยู่มาวันหนึ่ง เขาออกจากพระนครไปพร้อมกับมาณพอื่นๆ ได้เห็นจัณฑาลคนหนึ่งกำลังเข้าพระนคร จึงถามว่า เจ้าเป็นใคร? เมื่อเขาตอบว่า เป็นจัณฑาล จึงพูดว่า ฉิบหาย ไอ้จัณฑาล กาลกรรณี เอ็งจงไปใต้ลมดังนี้ เพราะกลัวลมที่พัดผ่านตัวของเขาจะมากระทบร่างของตน แล้วได้ไปเหนือลมโดยเร็ว. แต่คนจัณฑาลเดินเร็วกว่า จึงได้ไปยืนเหนือลมเขา. เมื่อมีเหตุการณ์อย่างนั้น มาณพนั้นก็ได้ด่าแช่งเขาอย่างหนักว่า ฉิบหาย ไอ้ถ่อย กาลกรรณี.
               คนจัณฑาล ครั้นได้ฟังคำนั้นแล้ว จึงถามว่า คุณเป็นใคร?
               พ. ฉันเป็นพราหมณมาณพสิ
               จ. เป็นพราหมณ์ ก็เป็นไม่ว่า แต่คุณสามารถจะตอบปัญหาที่ผมถามได้ไหม?
               พ. เออได้ซิ
               จ. ถ้าแม้ว่าคุณไม่สามารถตอบได้ไซร้ ผมจะให้คุณลอดหว่างขาผม.
               เขาตรึกตรองดูตัวเองแล้ว พูดว่า แกถามได้
               บุตรคนจัณฑาลให้บริษัทเพื่อนของมาณพนั้น ยึดถือถ้อยคำสัญญานั้นแล้ว ถามปัญหาว่า ข้าแต่ท่านมาณพ ธรรมดาทิศมีเท่าไร?
               พ. ธรรมดาทิศมี ๔ มีทิศตะวันออกเป็นต้น.
               คนจัณฑาลพูดว่า ผมไม่ได้ถามคุณถึงทิศนั้น แม้เท่านี้คุณก็ไม่รู้ ยังรังเกียจลมที่พัดผ่านตัวผม แล้วจับคอเขาโน้มลงมาลอดหว่างขาของตน.
               มาณพทั้งหลายได้บอกพฤติการณ์นั้นแก่อาจารย์. อาจารย์ ครั้นได้ฟังคำนั้นแล้วจึงถามเขาว่า พ่อเสตเกตุ จริงไหม? ได้ทราบว่าเจ้าถูกคนจัณฑาลให้ลอดหว่างขา.
               มาณพตอบว่า จริงอาจารย์ ลูกของอีทาสีจัณฑาลนั้นว่าผมว่าแม้เพียงแต่ทิศคุณก็ไม่รู้ แล้วให้ผมลอดหว่างขาของตน ทีนี้ผมเห็นมันแล้ว จักแก้แค้นมัน. โกรธแล้ว ด่า แช่ง ลูกคนจัณฑาล. ครั้งนั้น อาจารย์เมื่อโอวาทเขาว่า พ่อเสตเกตุเอ๋ย เจ้าอย่าโกรธเขา ลูกคนจัณฑาลเป็นบัณฑิต เขาไม่ได้ถามเจ้าถึงทิศนั่น แต่เขาถามถึงทิศอื่น ก็ทิศที่เจ้ายังไม่เห็นไม่ได้ยินและยังไม่รู้นั่นแหละ มีมากกว่าทิศที่เจ้าได้เห็นได้ยินและได้รู้มาแล้ว ดังนี้แล้ว
               จึงได้กล่าวคาถา ๒ คาถาไว้ว่า:-
               พ่อเอ๋ย พ่ออย่าโกรธเลย เพราะความโกรธไม่ดี ที่เจ้ายังไม่เห็นและยังไม่ได้ยินมีเป็นอันมาก พ่อเสตเกตุเอ๋ย มารดาบิดาก็เป็นทิศๆ หนึ่ง บัณฑิตทั้งหลายสรรเสริญอาจารย์ เรียกว่าเป็นทิศๆ หนึ่ง
               คฤหัสถ์ทั้งหลายเป็นผู้ถวายข้าว น้ำและผ้านุ่งห่ม ส่วนสมณะพราหมณ์ทั้งหลาย เป็นผู้เรียกร้อง บัณฑิตทั้งหลายเรียกสมณะและพราหมณ์ แม้นั้นว่าเป็นทิศๆ หนึ่ง พ่อเสตเกตุเอ๋ย ทิศนี้เป็นยอดทิศ เพราะสัตว์ทั้งหลายผู้มีทุกข์ไปถึงแล้วจะมีความสุข.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า น หิ สาธุ โกโธ ความว่า ธรรมดาความโกรธเมื่อเกิดขึ้น ย่อมไม่ให้รู้คำสุภาษิตและทุพภาษิต ประโยชน์และมิใช่ประโยชน์ ความเกื้อกูลและไม่เกื้อกูล เพราะฉะนั้น ความโกรธจึงไม่ดีเลย.
               บทว่า พหุมฺปิ เต อทิฏฺฐํ ความว่า อาจารย์กล่าวว่า ทิศที่เจ้ายังไม่เห็นด้วยตา และยังไม่ได้ยินด้วยหูยังมีมากกว่า. ทิศเหล่านั้นคือมารดาบิดา ผู้ชื่อว่ากลายเป็นทิศเบื้องหน้าคือตะวันออก เพราะเกิดก่อนกว่าบุตรทั้งหลาย.
               บทว่า อาจริยมาหุ ทิสตํ ปสฏฺฐา ความว่า พระอริยเจ้าทั้งหลายมีพระพุทธเจ้าเป็นต้น กล่าวแล้วคือบอก ได้แก่แสดงหรือพูดว่า แต่อาจารย์ทั้งหลาย ผู้ถูกสรรเสริญว่าเป็นทิศๆ หนึ่ง คือเป็นทิศเบื้องขวา เพราะเป็นผู้ควรแก่ทักษิณาคือการเคารพ.
               บทว่า อคาริโน ได้แก่ คฤหัสถ์นั่นเอง.
               บทว่า อนินปานวตฺถทา ได้แก่ เป็นผู้ให้ข้าวเป็นผู้ให้น้ำและเป็นผู้ให้ผ้านุ่งห่ม.
               บทว่า อวฺหายิกา ได้แก่ เป็นผู้ร้องนิมนต์ว่า นิมนต์มาเถิด นิมนต์รับไทยธรรม.
               บทว่า ตมฺปิทิสํ วทนฺติ ความว่า พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เรียกแม้ผู้นั้นว่า เป็นทิศนั้นทิศหนึ่ง.
               ด้วยบทนี้ อาจารย์แสดงว่า คฤหัสถ์ทั้งหลายผู้ถวายปัจจัย ๔ ชื่อว่าเป็นทิศนั้น เพราะเป็นผู้ที่สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ทรงธรรม จะต้องเข้าไปหาโดยเรียกร้องปัจจัย ๔ อีกนัยหนึ่ง สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้ทรงธรรม ชื่อว่าผู้เรียกร้องคืออวหายิกะ เพราะเรียกร้องคุณความดีสูงๆ ขึ้นไปมาให้ โดยความหมายว่า เป็นผู้ให้ซึ่งสวรรค์สมบัติในฉกามาวจรแก่คฤหัสถ์ทั้งหลายเหล่านั้น ผู้ถวายข้าว น้ำและผ้านุ่งห่ม.
               ด้วยบทว่า ตมฺปิ ทิสํ วทนฺติ ท่านอาจารย์แสดงว่า พระอริยเจ้าทั้งหลาย มีพระพุทธเจ้าเป็นต้น เรียกแม้สมณพราหมณ์ผู้ทรงธรรมนั้นว่า ชื่อว่าเป็นทิศเบื้องบน.
               สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า :-
                         มารดาบิดาเป็นทิศเบื้องหน้า-ตะวันออก
                         อาจารย์เป็นทิศเบื้องขวา-ใต้
                         บุตรภรรยาเป็นทิศเบื้องหลัง-ตะวันตก
                         มิตรและอำมาตย์เป็นทิศเบื้องซ้าย-เหนือ
                         ทาสและกรรมกรเป็นทิศเบื้องล่าง
                         สมณพราหมณ์เป็นทิศเบื้องบน
                         คฤหัสถ์ในตระกูลผู้ไม่ประมาท ควรนมัสการทิศเหล่านี้.


               ก็คำว่า เอสา ทิสา นี้ อาจารย์กล่าวหมายเอาพระนิพพาน เพราะว่าสัตว์ทั้งหลายผู้เป็นทุกข์ เพราะทุกข์นานัปปการมีความเกิดเป็นต้น บรรลุพระนิพพานนั้นแล้วจะหมดทุกข์ คือเป็นผู้มีความสุข และทิศนี้นั่นเอง คือพระนิพพาน ชื่อว่าเป็นทิศที่สัตว์ทั้งหลายไม่เคยไปแล้ว. อนึ่ง ด้วยคำว่า เอสา ทิสา นั้นนั่นเอง อาจารย์จึงกล่าวถึงพระนิพพานว่า เป็นทิศชั้นยอด.

               สมจริงตามที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ว่า :-
               บุคคลผู้ประสงค์จะไปสู่ทิศที่ไม่เคยไป คือพระนิพพาน ต้องตามรักษาจิตของตน เหมือนคนประคองภาชนะน้ำมันที่เต็มเสมอขอบปากไม่มีพร่องไว้ฉะนั้น.


               พระมหาสัตว์บอกทิศทั้งหลายแก่มาณพด้วยอาการอย่างนี้ แต่มาณพคิดเสียใจว่า เราถูกคนจัณฑาลให้ลอดหว่างขา ละอายเพื่อนจึงไม่อยู่ในที่นั้น ไปยังเมืองตักกสิลา เรียนศิลปทุกอย่างในสำนักของอาจารย์ทิศาปาโมกข์ จบแล้วอาจารย์อนุญาตให้ไป จึงออกจากเมืองตักกสิลา เที่ยวหาเรียนศิลปะของทุกลัทธิ เข้าไปถึงบ้านชายแดนแห่งหนึ่ง อาศัยบ้านนั้นอยู่ เห็นดาบส ๕๐๐ รูป จึงบวชในสำนักของท่าน แล้วเรียนศิลปะบ้าง มนต์บ้าง จรณะบ้างที่ท่านเหล่านั้นรู้ ได้เป็นหัวหน้าคณะ มีดาบสเหล่านั้นห้อมล้อมไปยังนครพาราณสี.
               รุ่งขึ้นไปเที่ยวภิกขาจาร ได้ไปถึงพระลานหลวง. พระราชาทรงเลื่อมใสในอิริยาบถของดาบสทั้งหลาย นิมนต์ให้ฉันภายในพระนิเวศน์ แล้วทรงให้ท่านเหล่านี้พำนักอยู่ในพระราชอุทยานของพระองค์.
               อยู่มาวันหนึ่ง พระองค์ทรงอังคาสดาบสทั้งหลายแล้วตรัสว่า วันนี้เวลาเย็นโยมจะไปพระราชอุทยาน ไหว้พระคุณเจ้าทั้งหลาย. เสตเกตุดาบสไปยังพระราชอุทยานแล้ว ประชุมดาบสพูดว่า ดูก่อนสหายร่วมชีวิตทั้งหลาย วันนี้ พระราชาจักเสด็จมา. ท่านชี้แจงว่า ธรรมดาพระราชาทั้งหลายทรงโปรดปรานครั้งเดียว ก็สามารถให้คนดำรงชีพอยู่เป็นได้ชั่วอายุ วันนี้ ขอให้พวกเราบางพวกเดินเป็นกลุ่มๆ ไป บางพวกนอนบนหนาม บางพวกบำเพ็ญตบะ ๕ อย่าง บางพวกประกอบความเพียรวิธีกระโหย่งเท้า บางพวกลงน้ำ บางพวกสาธยายมนต์ ดังนี้แล้ว ตัวท่านเองนั่งบนตั่งที่ไม่มีพนักพิงที่ประตูบรรณศาลา วางคัมภีร์ ๑ คัมภีร์ที่รุ่งเรืองด้วยรงคเบญจวรรณแวววาวไว้บนกากะเยียที่มีสีงดงาม แล้วแก้ปัญหาที่มาณพสี่-ห้าคนซักถามมา.
               ขณะนั้น พระราชาเสด็จมาทอดพระเนตรเห็นดาบสเหล่านั้นบำเพ็ญมิจฉาตบะ คือตบะผิดพอพระราชหฤทัย จึงเสด็จเข้าไปหาเสตเกตุดาบส ทรงไหว้แล้วประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง
               เมื่อทรงปราศัยกับท่านปุโรหิต จึงได้ตรัสคาถาที่ ๓ ว่า :-
               ชฏิลเหล่าใด ผู้นุ่งหนังสัตว์ที่แข็งกระด้าง มีฟันสกปรก มีรูปร่างเศร้าหมอง ร่ายมนต์อยู่ ชฎิลเหล่านั้นดำรงอยู่ในความเพียรของมนุษย์ รู้โลกนี้แล้ว จะพ้นจากอบายหรือไม่หนอ?


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขราชินา ได้แก่ ผู้นุ่งห่มหนังสัตว์ที่มีกีบเล็บ.
               บทว่า ปงฺกทนฺตา ได้แก่ มีฟันมีขี้ฟันเขลอะ เพราะไม่ได้สีฟัน.
               บทว่า ทุมุกฺขรูปา ได้แก่ มีผ้านุ่งผ้าห่มปอน ไม่ได้ซัก ไม่ได้ตกแต่ง คือเว้นจากระเบียบของหอมและเครื่องลูบไล้. มีอธิบายว่า ได้แก่ มีรูปร่างมอมแมม.
               บทว่า เยเม ชปนฺติ ความว่า ชฏิลเหล่านี้ได้ร่ายมนต์อยู่.
               บทว่า มานุสิเก ปโยเค ความว่า ดำรงอยู่แล้ว ความเพียรที่คนทั้งหลายต้องทำกัน.
               บทว่า อิทํ วิทู ปริมุตฺตา อปายา ความว่า ถามว่า ฤๅษีเหล่านั้น ครั้นตั้งอยู่ในความเพียรรู้โลกนี้แล้ว คือทำให้ปรากฏแล้ว จะพ้นจากอบายทั้ง ๔ ได้หรือไม่หนอ?

               ปุโรหิตฟังพระดำรัสนั้นแล้ว ได้ทูลคาถาที่ ๔ ว่า :-
               ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้ใดเป็นพหูสูต คงแก่เรียน แต่ทำบาปกรรมไว้ ไม่ประพฤติธรรมเลย ผู้นั้นถึงจะมีเวทมนต์ตั้งพัน อาศัยเวทมนต์นั้น แต่ไม่ถึงจรณะ ก็ไม่พ้นทุกข์.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กริตฺวา ได้แก่ กตฺวา แปลว่าทำแล้ว.
               บทว่า จรณํ ได้แก่สมาบัติ ๘ พร้อมด้วยศีล.
               มีคำอธิบายได้ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า ผู้ใดสำคัญว่า เราเป็นพหูสูต แม้มีความรู้ตั้งพันแต่ไม่ประพฤติสุจริต ๓ อย่าง ทำแต่บาปอย่างเดียว ผู้นั้นครั้นทำบาปกรรมเหล่านั้นแล้ว อาศัยความเป็นพหูสูตนั้น แต่ไม่บรรลุจรณะ กล่าวคือศีลและสมาบัติ ก็คงไม่พ้นทุกข์ คือไม่พ้นจากอบายทุกข์ไปได้เลย.

               พระราชา ครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงนำไปแล้วซึ่งความเลื่อมใสในดาบสทั้งหลาย. ลำดับนั้น เสตเกตุดาบสจึงคิดว่าพระราชานี้ได้เกิดความเลื่อมใสในดาบสทั้งหลายแล้ว แต่ปุโรหิตคนนี้บั่นทอนความเลื่อมใสนั้น เหมือนเอามีดฟัน เราควรจะทูลกับพระราชานั้น.
               ท่านเมื่อทูลกับพระราชา ได้ถวายพระพรคาถาที่ ๕ ว่า :-
               คนแม้มีเวทมนต์ตั้งพันอาศัยเวทมนต์นั้น แต่ยังไม่ถึงจรณะ ก็ยังไม่พ้นทุกข์ อาตมภาพเข้าใจว่า พระเวททั้งหลายเป็นสิ่งที่ไร้ผล จรณะคือการสำรวมอย่างดีเท่านั้นแหละเป็นของจริง.


               คาถานั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้ว่า
               แม้ผู้มีเวทมนต์ตั้งพันบทอาศัยความเป็นพหูสูตนั้น แต่ยังไม่บรรลุจรณะ ก็จะเปลื้องตนออกจากทุกข์ไม่ได้ เมื่อเป็นเช่นนั้น อาตมภาพจึงเข้าใจว่า พระเวท ๓ คัมภีร์เป็นสิ่งที่ไร้ผล จรณะที่มีศีลอิงสมาบัติ ๘ เท่านั้นเป็นของจริง.

               ปุโรหิตได้ฟังคำนั้นแล้ว ได้กล่าวคาถาที่ ๖ ว่า :-
               พระเวทไม่ใช่เป็นสิ่งที่ไม่มีผลเลย จรณะคือการสำรวมระวังเท่านั้นเป็นของจริงก็หามิได้ คนอาศัยพระเวทแล้ว ได้รับเกียรติก็มี ผู้ฝึกตนแล้วด้วยจรณะ จะบรรลุความสงบได้.


               คาถานั้นมีเนื้อความดังต่อไปนี้
               คือไม่ใช่พระเวท ๓ อย่างไม่มีผล ไม่เฉพาะจรณะ คือการสำรวมระวังเท่านั้นเป็นของจริง คือดีกว่า ได้แก่สูงสุด หมายความว่าประเสริฐ.
               เพราะเหตุไร?
               เพราะคนอาศัยพระเวท คืออาศัยพระเวท ๓ อย่าง ได้รับเพียงเกียรติ เพียงยศ เพียงลาภเท่านั้น ไม่มีอย่างอื่นยิ่งกว่านี้ เพราะฉะนั้น พระเวทเหล่านั้นจึงชื่อว่า ไม่มีผล.
               บทว่า สนฺตํ ปุเนติ จรเณน ทนฺโต ได้แก่ผู้ฝึกตนด้วยจรณะแล้วจะบรรลุความสงบได้. ความว่า ผู้ตั้งอยู่ในศีลแล้วให้สมาบัติเกิดขึ้น เจริญวิปัสสนามีสมาบัติเป็นปทัฏฐาน ย่อมบรรลุความสงบโดยส่วนเดียว คือธรรมอย่างเอกที่มีชื่อว่าพระนิพพาน.

               ปุโรหิตหักล้างคำของท่านเสตเกตุดาบสอย่างนี้แล้ว ได้ทำดาบสเหล่านั้นทั้งหมด ให้เป็นคฤหัสถ์คือให้สึก ให้ถือโล่และอาวุธ จักให้เป็นการกชนเป็นทหารหมู่ใหญ่ให้ทำการบำรุงพระราชา.
               ได้ทราบว่า นี้คือวงศ์ของการกชนหมู่ใหญ่.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประชุมชาดกว่า
               เสตเกตุดาบสในครั้งนั้น ได้แก่ ภิกษุผู้โกหก ในบัดนี้
               บุตรของคนจัณฑาลในครั้งนั้น ได้แก่ พระสารีบุตร ในบัดนี้
               ส่วนปุโรหิตได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล.


               จบ อรรถกถาเสตเกตุชาดกที่ ๒               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา เสตเกตุชาดก ว่าด้วย คนที่ได้ชื่อว่าเป็นทิศ จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 831อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 837อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 843อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=3848&Z=3869
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๙  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com