ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อัตถัสสทวารชาดก
ว่าด้วย คุณธรรม ๖ ประการ

               พระบรมศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันมหาวิหาร ทรงปรารภกุลบุตรผู้ฉลาดในประโยชน์คนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อาโรคฺยมิจฺเฉ ปรมญฺจ ลาภํ ดังนี้.
               มีเรื่องย่อๆ ว่า ในพระนครสาวัตถี บุตรของท่านเศรษฐีผู้มีสมบัติมากคนหนึ่ง เกิดมาได้ ๗ ขวบ เป็นผู้มีปัญญาฉลาดในประโยชน์. วันหนึ่ง เขาเข้าไปหาท่านบิดา ถามถึงเรื่องที่ชื่อว่า ปัญหาอันเป็นประตูแห่งประโยชน์.
               ท่านเศรษฐีผู้บิดาไม่ทราบปัญหานั้น จึงได้เกิดปริวิตกว่า ปัญหานี้สุขุมยิ่งนัก เว้นพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสียแล้ว ผู้อื่นในโลกสันนิวาส ที่กำหนดด้วยภวัคคพรหม เป็นส่วนสุดเบื้องบน และด้วยอเวจี เป็นส่วนสุดเบื้องต่ำ ที่ชื่อว่า สามารถเพื่อจะแก้ปัญหานี้ได้ ไม่มีเลย. ท่านจึงพาบุตรให้ถือดอกไม้ของหอมและเครื่องลูบไล้เป็นอันมาก ไปสู่พระเชตวันวิหาร บูชาพระศาสดา แล้วถวายบังคม นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง กราบทูลความข้อนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า
               ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ เด็กนี้มีปัญญาฉลาดในประโยชน์ ถามปัญหาประตูแห่งประโยชน์กะข้าพระองค์ ข้าพระองค์ไม่ทราบปัญหานั้น จึงมาสู่สำนักของพระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ตัวข้าพระองค์ขอโอกาส ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าโปรดกล่าวแก้ปัญหานั้นเถิด พระเจ้าข้า.
               พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนอุบาสก แม้ในกาลก่อน เราก็ถูกเด็กนี้ถามปัญหานั้นแล้ว และเราก็กล่าวแก้ปัญหานั้นกะเขาแล้ว ในครั้งนั้น เด็กนี้รู้ปัญหานั้น แต่บัดนี้ เขากำหนดไม่ได้ เพราะถือความสิ้นไปแห่งภพ (ติดต่อกัน).
               ท่านเศรษฐีกราบทูลอาราธนา ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้ :-
               ในอดีตกาล ครั้งพระเจ้าพรหมทัตเสวยราชสมบัติ อยู่ในกรุงพาราณสี พระโพธิสัตว์เสวยพระชาติเป็นเศรษฐีมีสมบัติมาก ครั้งนั้น บุตรของท่านเกิดมาได้ ๗ ขวบ เป็นผู้มีปัญญาฉลาดในประโยชน์ วันหนึ่งเข้าไปหาบิดา ถามปัญหาเรื่องประตูประโยชน์ว่า ข้าแต่ท่านบิดา อะไรชื่อว่าประตูแห่งประโยชน์.
               ครั้งนั้น บิดาของเขา เมื่อจะกล่าวแก้ปัญหานั้น กล่าวคาถานี้ ความว่า

               บุคคลควรปรารถนาลาภอย่างยิ่ง คือ
                         ความไม่มีโรค ๑ ศีล ๑
                         ความคล้อยตามผู้รู้ ๑ การสดับตรับฟัง ๑
                         ความประพฤติตามธรรม ๑ ความไม่ท้อถอย ๑
               คุณธรรม ๖ ประการนี้ เป็นประตูด่านแรกแห่งประโยชน์
ดังนี้.

               บรรดาบทเหล่านั้น จ อักษรในบทว่า อาโรคฺยมิจฺเฉ ปรมญฺจ ลาภํ เป็นเพียงนิบาต.
               พระโพธิสัตว์เมื่อจะแสดงความนี้ว่า พ่อคุณ ก่อนอื่นทีเดียว พึงปรารถนาลาภยอดเยี่ยม กล่าวคือ ความไม่มีโรค จึงกล่าวอย่างนี้.
               ที่ชื่อว่าความเป็นผู้ไม่มีโรค ในบาทคาถาว่า อาโรคฺยมิจฺเฉ ปรมญฺจ ลาภํ เป็นเพียงนิบาต. ได้แก่อาการที่ไม่มีสภาวะเสียดแทง ไม่มีอาการกระวนกระวายแห่งร่างกายและจิตใจ. เพราะว่า เมื่อร่างกายยังถูกเสียดแทง กระวนกระวายอยู่ บุคคลย่อมไม่สามารถ จะยังลาภที่ยังไม่ได้ให้เกิดขึ้น ที่ได้ไว้แล้ว ก็ไม่อาจที่จะใช้สอย แต่เมื่อไม่กระวนกระวาย ย่อมสามารถบันดาลให้เกิดได้ทั้งสองสถาน.
               อนึ่ง เมื่อจิตใจเดือดร้อนเพราะอุปกิเลสอยู่ คนก็ไม่อาจ เหมือนกับที่จะก่อลาภ คือคุณพิเศษมีฌานเป็นต้นที่ยังไม่เกิด ให้เกิดขึ้น ที่ได้ไว้แล้ว ก็อาจจะชมเชยด้วยสามารถแห่งสมาบัติอีกได้ เมื่อโรคนี้ยังมีอยู่ แม้ลาภที่ยังไม่ได้ ก็เป็นอันไม่ได้ แม้ที่ได้แล้ว ก็ไร้ประโยชน์ แต่เมื่อโรคนี้ไม่มี แม้ลาภที่ยังไม่ได้ ก็จะต้องได้ แม้ที่ได้แล้ว ก็ย่อมอำนวยประโยชน์ เหตุนั้น ความไม่มีโรคจึงชื่อว่าเป็นลาภอย่างยิ่ง จำต้องปรารถนาความไม่มีโรคนั้นก่อนอื่นทั้งหมด นี้เป็นประตูเอกแห่งประโยชน์ ทั้งหมดนี้เป็นอรรถาธิบายในข้อนั้น.
               บทว่า สีลญฺจ ได้แก่ อาจารศีล คือระเบียบในส่วนที่เป็นมรรยาท. พระโพธิสัตว์แสดงถึงจารีตของชาวโลกด้วยบทนี้.
               บทว่า พุทฺธานุมตํ ได้แก่ ความคล้อยตามบัณฑิตผู้เจริญด้วยคุณทั้งหลาย. พระโพธิสัตว์แสดงโอวาทของครูทั้งหลาย ผู้สมบูรณ์ด้วยความรู้ ด้วยบทนี้.
               บทว่า สุตญฺจ คือ การฟังที่อิงเหตุ. พระโพธิสัตว์แสดงพาหุสัจจะ ความเป็นผู้คงแก่เรียน อันอาศัยตนในโลกนี้ ด้วยบทนี้.
               บทว่า ธมฺมานุวตฺตี จ ได้แก่ การคล้อยตามสุจริตธรรมมีอย่าง ๓. พระโพธิสัตว์แสดงการเว้นทุจริตธรรม แล้วประพฤติสุจริตธรรม ด้วยบทนี้.
               บทว่า อลีนตา จ ได้แก่ ความที่จิตไม่หดหู่ไม่ตกต่ำ. พระโพธิสัตว์แสดงความที่จิตเป็นสภาพประณีต และเป็นสภาพสูงยิ่ง อย่างไม่เสื่อมคลายด้วยบทนี้.
               บทว่า อตฺถสฺส ทฺวารา ปมุขา ฉเฬเต ความว่า ความเจริญชื่อว่าประโยชน์(๑) ธรรมทั้ง ๖ ประการเหล่านี้ เป็นประตู เป็นอุบาย คือเป็นทางบรรลุด่านแรก คือสูงสุดแห่งประโยชน์ทั้งที่เป็นโลกิยะ ทั้งที่เป็นโลกุตตระ กล่าวคือความเจริญ.
               ๑. ปาฐะว่า อตฺโถ นาม วุฑฺฒิสงฺขาตสฺส ฯลฯ
               ฉบับพม่าเป็น อตฺโถ นาม วุฑฺฒิ, วุฑฺฒิสงฺขาตสฺส - แปลตามฉบับพม่า.

               พระโพธิสัตว์กล่าวแก้ปัญหาประตูแห่งประโยชน์แก่บุตรด้วยประการฉะนี้ ตั้งแต่นั้นมา เขาก็ประพฤติในธรรม ๖ ประการนั้น พระโพธิสัตว์บำเพ็ญบุญมีทานเป็นต้น แล้วก็ไปตามยถากรรม.
               พระศาสดาทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ประชุมชาดกว่า
                         บุตรในครั้งนั้น ได้มาเป็นบุตรคนปัจจุบัน
                         ส่วนมหาเศรษฐีได้มาเป็น เราตถาคต ฉะนี้แล.


               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อัตถัสสทวารชาดก ว่าด้วย คุณธรรม ๖ ประการ จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 83อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 84อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 85อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=556&Z=562
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๘  พฤษภาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com