ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ทรีมุขชาดกที่ ๓
ว่าด้วย โทษของกาม

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเชตวันวิหาร ทรงปรารภมหาภิเนษกรมณ์ จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ปงฺโกว กาม ดังนี้.
               เรื่องในปัจจุบันได้กล่าวไว้แล้วในหนหลัง.
               ได้ยินว่า พระราชาทรงพระนามว่า มคธราช ครองราชสมบัติอยู่ในนครราชคฤห์.
               ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ได้ถือกำเนิดในพระครรภ์ของพระอัครมเหสีของพระองค์ พระญาติทั้งหลายได้ถวายพระนามพระองค์ว่า พรหมทัตกุมาร.
               ในวันที่พระราชกุมารประสูตินั่นเอง ฝ่ายบุตรของปุโรหิตก็เกิด. ใบหน้าของเด็กนั้นสวยงามมาก เพราะเหตุนั้น ญาติของเขาจึงได้ตั้งชื่อของเด็กนั้นว่า ทรีมุข.
               กุมารทั้ง ๒ นั้นเจริญเติบโตแล้วในราชตระกูลนั้นเอง ทั้งคู่นั้นเป็นสหายรักของกัน
               เวลามีชนมายุ ๑๖ ชันษา ได้ไปยังเมืองตักกสิลาเรียนศิลปะทุกอย่างแล้ว พากันเที่ยวไปในคามนิคมเป็นต้น ด้วยความตั้งใจว่า จักพากันศึกษาลัทธิทุกลัทธิ และจักรู้จารีตของท้องถิ่นด้วย
               ถึงเมืองพาราณสี พักอยู่ที่ศาลเจ้า รุ่งเช้าพากันเข้าไปเมืองพาราณสีเพื่อภิกษา,
               คนในตระกูลๆ หนึ่ง ในเมืองพาราณสีนั้น ตั้งใจว่า พวกเราจักเลี้ยงพราหมณ์ แล้วถวายเครื่องบูชา จึงหุงข้าวปายาส แล้วปูอาสนะไว้.
               คนทั้งหลายเห็นคนทั้งสองนั้น กำลังเที่ยวภิกขาจาร เข้าใจว่า พราหมณ์มาแล้ว จึงให้เข้าไปในบ้าน ปูผ้าขาวไว้สำหรับพระมหาสัตว์ ปูผ้ากัมพลแดงไว้สำหรับทรีมุขกุมาร.
               ทรีมุขกุมารเห็นนิมิตรนั้นแล้ว รู้ชัดว่า วันนี้ สหายของเราจักเป็นพระเจ้าพาราณสี ส่วนเราจักเป็นเสนาบดี. ทั้งสองท่านบริโภค ณ ที่นั้น แล้วรับเอาเครื่องบูชา กล่าวมงคลแล้วออกไป ได้พากันไปถึงพระราชอุทยานนั้น.
               ในจำนวนคนทั้งสองนั้น พระมหาสัตว์บรรทมแล้ว บนแผ่นศิลามงคล ส่วนทรีมุขกุมารนั่งนวดพระบาทของพระมหาสัตว์นั้น. วันนั้นเป็นวันที่ ๗ แห่งการสวรรคตของพระเจ้าพาราณสี. ปุโรหิตถวายพระเพลิงพระศพแล้ว ได้เสี่ยงบุษยราชรถในวันที่ ๗ เพราะราชสมบัติไม่มีรัชทายาท.
               กิจเกี่ยวกับบุษยราชรถ จักมีแจ้งชัด ใน มหาชนกชาดก.
               บุษยราชรถออกจากพระนครไป มีจตุรงคเสนาห้อมล้อม พร้อมด้วยดุริยางค์หลายร้อยประโคมขัน ถึงประตูพระราชอุทยาน.
               ครั้งนั้น ทรีมุขกุมารได้ยินเสียงดุริยางค์ แล้วคิดว่า
               บุษยราชรถมาแล้วเพื่อสหายของเรา วันนี้สหายของเราจักเป็นพระราชา แล้วประทานตำแหน่งเสนาบดีแก่เรา เราจักประโยชน์อะไรด้วยการครองเรือน เราจักออกบวช ดังนี้แล้ว จึงไม่ทูลเชิญพระโพธิสัตว์ เลยไปยังที่สมควรข้างหนึ่ง แล้วได้ยืนอยู่ในที่กำบัง.
               ปุโรหิตหยุดรถที่ประตูพระราชอุทยาน แล้วเข้าไปยังพระราชอุทยาน เห็นพระโพธิสัตว์บรรทมบนแผ่นศิลามงคล ตรวจดูลักษณะที่เท้าลายพระบาท แล้วทราบว่า เป็นคนมีบุญ สามารถครองราชสมบัติ สำหรับมหาทวีปทั้ง ๔ มีทวีปน้อย ๒ พันเป็นบริวารได้ แต่คนเช่นนี้ คงเป็นคนมีปัญญาเครื่องทรงจำ จึงได้ประโคมดุริยางค์ทั้งหมดขึ้น.
               พระโพธิสัตว์ตื่นบรรทมแล้ว ทรงนำผ้าสาฏกออกจากพระพักตร์ ทรงทอดพระเนตรเห็นมหาชน แล้วทรงเอาผ้าสาฎกปิดพระพักตร์อีก บรรทมหน่อยหนึ่ง ระงับความกระวนกระวาย แล้วเสด็จลุกขึ้นประทับนั่งขัดสมาธิบนแผ่นศิลา.
               ปุโรหิตคุกเข่าลงแล้วทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ราชสมบัติกำลังตกถึงพระองค์.
               พ. ราชสมบัติไม่มีรัชทายาทหรือ?
               ปุ. ไม่มีพระพุทธเจ้าข้า
               พ. ถ้าอย่างนั้น ก็ดีแล้ว จึงทรงรับไว้.
               ประชาชนเหล่านั้นได้พากันทำการอภิเษกพระโพธิสัตว์นั้นที่พระราชอุทยานนั่นเอง.
               พระองค์มิได้ทรงรำลึกถึงทรีมุขกุมาร เพราะความมียศมาก. พระองค์เสด็จขึ้นพระราชรถ มีบริวารห้อมล้อม เข้าไปสู่พระนคร ทรงกระทำประทักษิณ แล้วประทับยืนที่ประตูพระราชนิเวศน์นั่นเอง ทรงพิจารณาถึงฐานันดรของอำมาตย์ทั้งหลาย แล้วเสด็จขึ้นสู่ปราสาท.
               ขณะนั้น ทรีมุขกุมารคิดว่า บัดนี้ พระราชอุทยานว่างแล้ว จึงมานั่งที่ศิลามงคล.
               ลำดับนั้น ใบไม้เหลืองได้ร่วงลงมาข้างหน้าของเขา เขาเริ่มตั้งความสิ้นและความเสื่อมไปในใบไม้เหลืองนั้นนั่นเอง พิจารณาไตรลักษณ์ให้แผ่นดินกึกก้องไป พร้อมกับให้พระปัจเจกโพธิญาณเกิดขึ้น.
               ในขณะนั้นนั่นเอง เพศคฤหัสถ์ของท่านอันตรธานไป. บาตรจีวรที่สำเร็จด้วยฤทธิ์ ก็ล่องลอยมาจากอากาศสวมที่สรีระของท่าน. ทันใดนั้นนั่นเอง ท่านก็เป็นผู้ทรงไว้ซึ่งบริขาร ๘ สมบูรณ์ด้วยอิริยาบท เป็นเหมือนพระเถระผู้มีพรรษาร้อยพรรษา เหาะไปในอากาศด้วยฤทธิ์ ได้ไปยังเงื้อมนันทมูลกะในท้องถิ่นป่าหิมพานต์.
               ฝ่ายพระโพธิสัตว์ก็เสวยราชสมบัติโดยธรรม. แต่เพราะเป็นผู้มียศมากจึงทรงเป็นผู้มัวเมาด้วยยศ ไม่ทรงรำลึกถึงทรีมุขกุมาร เป็นเวลาถึง ๔๐ ปี.
               แต่เมื่อเวลาเลย ๔๐ ปี ผ่านไปแล้ว พระองค์ทรงรำลึกถึงเขาแล้ว จึงตรัสว่า ฉันมีสหายอยู่คนหนึ่ง ชื่อว่า ทรีมุข เขาอยู่ที่ไหนหนอ? ดังนี้แล้ว มีพระราชประสงค์จะพบพระสหายนั้น.
               จำเดิมแต่นั้นมา พระองค์ก็ตรัสถามหาภายในเมืองบ้าง ท่ามกลางบริษัทบ้างว่า ทรีมุขกุมาร สหายของฉันอยู่ที่ไหน? ผู้ใดบอกที่อยู่ของเขาแก่ฉัน ฉันจะให้ยศสูงแก่ผู้นั้น. เมื่อพระองค์ทรงระลึกถึงเขาอยู่บ่อยๆ อย่างนี้นั่นแหละ ปีอื่นๆ ได้ผ่านไปถึง ๑๐ ปี. โดยเวลาผ่านไปถึง ๕๐ ปี
               แม้พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ทรีมุข ทรงรำลึกถึงอยู่ ก็ทรงทราบว่า สหายรำลึกถึงเราอยู่แล แล้วทรงดำริว่า บัดนี้ พระโพธิสัตว์นั้นทรงพระชรา จำเริญด้วยพระโอรสพระธิดา เราจักไปแสดงธรรมถวายให้พระองค์ทรงผนวช ดังนี้แล้ว จึงได้เสด็จมาทางอากาศด้วยฤทธิ์ ลงที่พระราชอุทยาน นั่งบนแผ่นศิลา เหมือนพระพุทธรูปทองคำก็ปานกัน.
               เจ้าหน้าที่รักษาพระราชอุทยานเห็นท่านแล้ว เข้าไปเฝ้าทูลถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ท่านมาจากที่ไหน?
               พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสตอบว่า มาจากเงื้อมเขานันทมูลกะ
               จ. ท่านเป็นใคร?
               พ. อาตมภาพคือพระปัจเจกพุทธเจ้า ชื่อว่า ทรีมุข โยม.
               จ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์ทรงรู้จักในหลวงของข้าพระองค์ทั้งหลายไหม?
               พ. รู้จักโยม เวลาเป็นคฤหัสถ์ พระองค์ทรงเป็นสหายของอาตมา.
               จ. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ในหลวงมีพระราชประสงค์จะพบพระองค์ ข้าพระองค์จักทูลบอกว่า พระองค์เสด็จมาแล้ว.
               พ. เชิญโยม ไปทูลบอกเถิด.
               จ. รับพระบัญชาแล้ว รีบด่วนไปทีเดียว ทูลในหลวงถึงความที่พระทรีมุขปัจเจกพุทธเจ้าประทับอยู่ที่แผ่นศิลาแล้ว.
               ในหลวงตรัสว่า ได้ทราบว่า พระสหายของฉันมาแล้ว ฉันจักไปเยี่ยมท่าน แล้วเสด็จขึ้นรถไปยังพระราชอุทยาน พร้อมด้วยข้าราชบริพารจำนวนมาก ไหว้พระปัจเจกพุทธเจ้า ทำการปฏิสันถาร แล้วนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง.
               ครั้งนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าทรงทำปฏิสันถารกะพระองค์ พลางทูลคำมีอาทิว่า ขอถวายพระพรพระเจ้าพรหมทัต พระองค์ทรงเสวยราชสมบัติโดยธรรมอยู่หรือ? ไม่ทรงลุอำนาจอคติหรือ? ไม่ทรงเบียดเบียนประชาสัตว์ เพื่อต้องการทรัพย์หรือ? ทรงบำเพ็ญบุญ มีทานเป็นต้นอยู่หรือ? ดังนี้แล้ว
               ทูลว่า ขอถวายพระพรพระเจ้าพรหมทัต พระองค์ทรงพระชราภาพแล้ว บัดนี้เป็นสมัยของพระองค์ที่จะทรงละกาม เสด็จออกผนวชแล้ว.
               เมื่อจะทรงแสดงธรรมถวายพระองค์ จึงได้ทูลคาถาที่ ๑ ว่า :-
               [๘๔๓] ดูกรมหาบพิตร กามทั้งหลายเหมือนสวะ กามทั้งหลายเหมือนหล่ม
อนึ่ง กามนี้ นักปราชญ์กล่าวว่า เป็นภัยใหญ่หลวง มั่นคง ไม่หวั่นไหว
อาตมภาพขอถวายพระพรว่า กามเป็นธุลี และเป็นควัน
ขอพระองค์จงทรงละกาม เสด็จออกทรงผนวชเสียเถิด.

                         กามทั้งหลายเหมือนหล่ม กามทั้งหลายเหมือนพุ
               ก็อาตมภาพได้ทูลภัยนี้ไว้ว่ามีมูล ๓ ธุลีและควัน
               อาตมภาพก็ได้ถวายพระพรแล้ว ข้าแต่พระเจ้าพรหมทัต
               มหาบพิตร ขอพระองค์จงทรงละสิ่งเหล่านั้น เสด็จออกผนวชเถิด.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปงฺโก พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสหมายถึง พืชทั้งหลายมีหญ้า สาหร่าย ไม้อ้อและกอหญ้าเป็นต้นที่เกิดขึ้นในน้ำ.
               อุปมาเสมือนหนึ่งว่า พืชเหล่านั้นยังมีกำลังน้ำให้ติดอยู่ ฉันใด
               เบญจกามคุณทั้งหลาย หรือว่าวัตถุกามและกิเลสกามทั้งหลาย ก็ฉันนั้นเหมือนกัน
               ปลัก คือปังกะ ด้วยอำนาจยังพระโยคาวจรผู้กำลังข้ามสงสารสาคร ให้ติดข้องอยู่. เพราะว่า เทวดาก็ตาม มนุษย์ก็ตาม สัตว์เดียรฉานทั้งหลายก็ตาม ผู้ข้องแล้ว ติดแล้วในปลักนั้นจะลำบาก ร้องไห้คร่ำครวญอยู่ที่หล่มใหญ่.
               พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า พุ คือปลิปะ ในคำว่า ปลิโปว กามา ซึ่งสัตว์ทั้งหลายมีสุกรและเนื้อเป็นต้นก็ตาม สิงโตก็ตาม ช้างก็ตามที่ติดแล้ว ไม่สามารถจะถอนตนขึ้น แล้วไปได้,
               ก็วัตถุกามและกิเลสกามทั้งหลายท่านเรียกว่า ปลิปะ เพราะเป็นเสมือนกับพุนั้น.
               เพราะว่า สัตว์ทั้งหลายถึงจะมีบุญ ก็ไม่สามารถทำลายกามเหล่านั้น รีบลุกขึ้น แล้วเข้าไปสู่การบรรพชาที่ไม่มีกังวล ไม่มีปลิโพธ เป็นที่รื่นรมย์ ได้เริ่มต้นแต่เวลาติดอยู่คราวเดียว ในกามทั้งหลายเหล่านั้น.
               บทว่า ภยญฺจ เมตํ ได้แก่ ภยญฺจ เอตํ และอาตมภาพได้กล่าวภัยนี้ อักษร ท่านกล่าวไว้ด้วยสามารถแห่งการต่อบท ด้วยพยัญชนะ.
               บทว่า ติมูลํ ความว่า ไม่หวั่นไหว เหมือนตั้งมั่นอยู่ด้วยราก ๓ ราก. คำนี้ เป็นชื่อของภัยที่มีกำลัง.
               บทว่า ปวุตฺตํ ความว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร ขึ้นชื่อว่า กามเหล่านี้ ทั้งพระพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าและพุทธสาวกทั้งหลาย ทั้งพระโพธิสัตว์ ผู้เป็นสัพพัญญูทั้งหลายตรัสแล้ว คือทรงบอกแล้ว
               อธิบายว่า ทรงแสดงไว้แล้วว่า ชื่อว่าเป็นภัยมีกำลัง เพราะหมายความว่า เป็นปัจจัยแห่งภัย ทั้งที่มีอยู่ในปัจจุบันและสัมปรายิกภพ
               มีภัยคือการติเตียนตนเองเป็นต้น และที่เป็นไปแล้วด้วยสามารถแห่งกรรมกรณ์ ๓๒ ประการ และโรค ๗๘ ชนิด,
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า ภยญฺจ เมตํ ความว่า ก็อาตมภาพได้ทูลภัยนี้ไว้ว่ามีมูล ๓ พึงทราบเนื้อความในบทนี้ ดังที่พรรณนามานี้นั่นเอง.
               บทว่า รโช จ ธูโม จ ความว่า กามทั้งหลาย อาตมภาพประกาศไว้แล้วว่า เป็นธุลีด้วย เป็นควันด้วย เพราะเป็นเช่นกับด้วยธุลีและควัน. อุปมาเสมือนหนึ่งว่า ร่างกายของชายที่อาบน้ำสะอาดแล้ว ลูบไล้และตกแต่งดีแล้ว แต่มีฝุ่นที่ละเอียดตกลงที่ร่างกาย จะมีสีคล้ำ ปราศจากความงาม ทำให้หม่นหมอง ฉันใด
               พระโยคาวจรทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้มาแล้วโดยทางอากาศเหาะได้ ด้วยกำลังฤทธิ์ปรากฏแล้วในโลก เหมือนพระจันทร์และพระอาทิตย์ ก็มีสีมัวหมอง ปราศจากความงาม เป็นผู้เศร้าหมองแล้ว เริ่มแต่เวลาที่ธุลี คือกามตกลงไปในภายในครั้งเดียว เพราะคุณความดีคือสี คุณความดีคือความงาม และคุณความดีคือความบริสุทธิ์ ถูกขจัดแล้ว
               อนึ่ง คนทั้งหลายแม้จะสะอาดดีแล้ว ก็จะมีสีดำเหมือนฝาเรือน เริ่มต้นแต่เวลาถูกควันรม ฉันใด พระโยคาวจรทั้งหลายก็ฉันนั้นเหมือนกัน แม้มีญาณบริสุทธิ์เหลือเกิน ก็จะปรากฏเป็นเหมือนคนผิวดำ ท่ามกลางมหาชนทีเดียว เพราะถึงความพินาศแห่งคุณความดี เริ่มต้นแต่เวลาที่ถูกควันคือกามารมณ์
               ดังนั้น กามเหล่านี้ อาตมภาพจึงประกาศแก่มหาบพิตรว่า เป็นทั้งธุลี เป็นทั้งควัน เพราะเป็นเช่นกับด้วยธุลีและควัน.

               เพราะฉะนั้น พระปัจเจกพุทธเจ้าจึงทรงให้พระราชาทรงเกิดอุตสาหะในการบรรพชา ด้วยพระดำรัสว่า ข้าแต่มหาบพิตร พระราชสมภารพรหมทัตเจ้า ขอพระองค์จงทรงละกามเหล่านี้ ทรงผนวชเถิด.
               พระราชา ครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว เมื่อจะตรัสบอกความที่พระองค์ทรงคิดอยู่ด้วยกิเลสทั้งหลาย จึงตรัสคาถาที่ ๒ ว่า :-
               [๘๔๔] ดูกรพราหมณ์ ข้าพเจ้ายังกำหนัดยินดีลุ่มหลงในกาม
ทั้งหลายอยู่ ยังมีความต้องการความเป็นอยู่อย่างนี้
จึงไม่สามารถจะละกามอันน่ากลัวนั้นได้
แต่ข้าพเจ้าจะกระทำบุญเป็นอันมาก.

                         ดูก่อนพราหมณ์ โยมทั้งกำหนัด ทั้งยินดี ทั้งสยบอยู่ในกามทั้งหลาย
               ต้องการมีชีวิตอยู่ ไม่อาจละกามนั้นที่มีรูปสะพึงกลัวได้
               แต่โยมจักทำบุญไม่ใช่น้อย.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เคธิโต ได้แก่ ถูกกายคันถะ คืออภิชฌาผูกมัดไว้.
               บทว่า รตฺโต ได้แก่ ถูกราคะย้อมใจแล้ว.
               บทว่า อธิมุจฺฉิโต ได้แก่ สลบไสลไปมากเหลือเกิน.
               บทว่า กาเมสฺวาหํ ความว่า โยมยังติดอยู่ในกามทั้ง ๒ พระราชาตรัสเรียก พระทรีมุขปัจเจกพุทธเจ้าว่า พราหมณ์.
               บทว่า ภึสรูปํ ได้แก่ มีรูปมีพลัง.
               บทว่า ตํ นุสฺสเห ความว่า โยมไม่อาจ คือไม่สามารถละกามทั้ง ๒ อย่างนั้นได้ ด้วยคำว่า ชีวิกตฺโถ ปหาตุ ํ พระราชาตรัสว่า โยมยังต้องการความเป็นอยู่นี้ จึงไม่อาจละกามนั้นได้.
               บทว่า กาหามิ ปุญฺญานิ ความว่า แต่โยมจักทำบุญ คือทานศีลและอุโบสถกรรมไม่น้อย คือมาก ดังนี้ ขึ้นชื่อว่า บุคคลผู้มีกิเลสกามอย่างนั้น ไม่สามารถจะนำออกไปจากใจได้ เริ่มต้นตั้งแต่เวลาที่ติดอยู่คราวเดียว

               พระมหาบุรุษผู้มีจิตเศร้าหมองแล้ว เพราะกิเลสอันใดเล่า แม้เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสถึงคุณของบรรพชาแล้ว ก็ยังตรัสว่า โยมไม่สามารถจะบวชได้.
               พระเจ้าพรหมทัตพระองค์นี้ใด เมื่อทรงตรวจตราดูพุทธการกธรรมด้วยพระญาณที่เกิดขึ้นในพระองค์ แทบบาทมูลของพระพุทธเจ้าทรงพระนามว่า ทีปังกร ทรงเห็นเนกขัมมบารมีที่ ๓ แล้ว จึงทรงสรรเสริญคุณในเนกขัมมะอย่างนี้ว่า :-
                                   ถ้าพระองค์ปรารถนาบรรลุโพธิญาณไซร้
                         พระองค์จงสมาทานบารมีที่ ๓
                         นี้ไว้ให้มั่นคงก่อน แล้วจึงไปสู่เนกขัมมบารมี.
                         คนที่อยู่ในเรือนจำมานานๆ ถึงความทุกข์
                         จะไม่ให้ความยินดีเกิดขึ้นในเรือนจำนั้น
                         จะแสวงหาทางพ้นทุกข์อย่างเดียว ฉันใด
                         พระองค์ก็เช่นนั้นเหมือนกัน
                         จงเห็นภพทั้งหมดเหมือนเรือนจำ
                         เป็นผู้บ่ายหน้าสู่เนกขัมมะแล้ว
                         จักบรรลุสัมมาสัมโพธิญาณ.
               พระเจ้าพรหมทัตนั้น แม้เป็นผู้ที่พระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสสรรเสริญการบรรพชา แล้วถวายพระพรว่า ขอมหาบพิตรจงทรงทอดทิ้งกิเลสทั้งหลาย แล้วทรงเป็นสมณะเถิด. จึงตรัสว่า โยมไม่อาจจะทอดทิ้งกิเลสเป็นสมณะได้.
               ได้ทราบว่าคนบ้าในโลกนี้มี ๘ จำพวก เพราะฉะนั้น โบราณาจารย์จึงได้กล่าวไว้ว่า คนที่ได้สัญญาว่าเป็นบ้ามี ๘ จำพวก คือ :-
               ๑. บ้ากาม (กามุมฺมตฺตโก) มัวเมาในกาม คือ :-
                         - ตกอยู่ใต้อำนาจจิต (จิตฺตวสงฺคโต) ของผู้อื่น
                         - ตกอยู่ใต้อำนาจความโลภ (โลภวสงฺคโต)
               ๒. บ้าโกรธผู้อื่น (โกธุมฺมตฺตโก) คือ:-
                         - ตกอยู่ใต้อำนาจวิหึสา (วิหึสาวสงฺคโต) คนอื่น
               ๓. บ้าความเห็น (ทิฏฺฐุมฺมตฺตโก) บ้าทฤษฎีหรือบ้าลัทธิ คือ :-
                         - ตกอยู่ใต้อำนาจความเข้าใจผิด (วิปลฺลาสวสงฺคโต)
               ๔. บ้าความหลง (โมหุมฺมตฺตโก) คือ :-
                         - ตกอยู่ในอำนาจความไม่รู้
               ๕. บ้ายักษ์ (ยกฺขุมฺมตฺตโก) คือ :-
                         - ตกอยู่ในอำนาจยักษ์ (ยกฺขวสงฺคโต)
               ๖. บ้าดีเดือด (ปิตฺตุมฺมตฺตโก) คือ :-
                         - ตกอยู่ในอำนาจของดี (ปิตฺตวสงฺคโต)
               ๗. บ้าสุรา (สุรุมฺมตฺตโก) คือ :-
                         - ตกอยู่ใต้อำนาจการดื่ม (ปานวสงฺคโต)
               ๘. บ้าเพราะความสูญเสีย (พฺยสนุมฺมตฺตโก) คือ :-
                         - ตกอยู่ใต้อำนาจของความเศร้าโศก (โสกวสงฺคโต)
               ในจำนวนบ้า ๘ จำพวกเหล่านี้ พระมหาสัตว์ในชาดกนี้เป็นผู้บ้ากามตกอยู่ใต้อำนาจความโลภ จึงไม่รู้คุณของบรรพชา.
               ถามว่า ก็โลภะนี้ ทำสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ ทำลายคุณความดี ด้วยประการดังที่กล่าวมาแล้วนี้ แต่เหตุไฉน สัตว์ทั้งหลายจึงไม่อาจหลุดพ้นไปได้.
               ตอบว่า เพราะความโลภนั้นเจริญมาแล้ว โดยรวมกันเป็นเวลาหลายแสนโกฏิกัปป์ในสงสาร ที่ไม่มีใครตามพบเงื่อนต้นแล้ว เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว บัณฑิตทั้งหลาย จึงละด้วยอำนาจแห่งการพิจารณาหลายอย่าง มีอาทิว่า กามทั้งหลายมีความชื่นใจน้อย.
               แม้เมื่อพระมหาสัตว์นั้นนั่นเอง ตรัสว่า โยมไม่อาจจะบวชได้
               พระทรีมุขปัจเจกพุทธเจ้าก็ไม่ทรงทอดธุระ เมื่อจะถวายพระโอวาทให้ยิ่งขึ้นไป จึงตรัสคาถา ๒ คาถาไว้ว่า:-
               [๘๔๕] ผู้ใด อันบุคคลผู้หวังความเจริญรุ่งเรือง อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์
กล่าวตักเตือนอยู่ ก็ไม่ทำตามคำสอน ยังสำคัญว่า สิ่งนี้เท่านั้นประเสริฐ
ผู้นั้นเป็นคนเขลา จะต้องเกิดอยู่ร่ำไป.
               [๘๔๖] ผู้นั้นเมื่อเข้าถึงท้องมารดา ชื่อว่า เข้าถึงนรกอันร้ายกาจ
เป็นของไม่งามของท่านผู้งดงาม เต็มไปด้วยมูตรและกรีส
สัตว์เหล่าใด ยังกำหนัด ยังไม่ปราศจากความรักใคร่ในกามทั้งหลาย
สัตว์เหล่านั้น ก็ละกายของตนไปไม่ได้.

                         ผู้ที่ถูกผู้มุ่งประโยชน์ อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล
               กล่าวสอนอยู่ แต่ไม่ทำตามคำสอน เป็นคนโง่
               สำคัญว่า สิ่งนี้เท่านั้นประเสริฐกว่าสิ่งอื่น
               จะเข้าถึงครรภ์สัตว์แล้วๆ เล่าๆ
                         จะเข้าถึงนรกชนิดร้ายกาจ เหล่าสัตว์ที่ยังไม่ปราศจากราคะ
               ในกามทั้งหลาย ติดแล้วในกายของตน ละยังไม่ได้
               ซึ่งที่ที่ไม่สะอาดของผู้สะอาดทั้งหลาย ที่เต็มไปด้วยมูตรและคูถ.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อตฺถกามสฺส ความว่า ผู้มุ่งความเจริญ.
               บทว่า หิตานุกมฺปิโน ความว่า ผู้อนุเคราะห์ด้วยประโยชน์เกื้อกูล คือด้วยจิตอ่อนโยน.
               บทว่า โอวชฺชมาโน ได้แก่ ถูกกล่าวตักเตือนอยู่.
               บทว่า อิทเมว เสยฺโย ความว่า สำคัญสิ่งที่ตนยึดถือที่เป็นสิ่งไม่ประเสริฐกว่าทั้งไม่สูงสุด ว่าสิ่งนี้เท่านั้น เป็นสิ่งประเสริฐกว่าสิ่งอื่น.
               บทว่า มนฺโท ความว่า ผู้นั้นจะเป็นคนไม่มีความรู้ จะก้าวล่วงการอยู่ในครรภ์มารดาไปไม่ได้ อธิบายว่า จะเข้าถึงครรภ์แล้วๆ เล่าๆ นั่นเอง.
               บทว่า โส โฆรรูปํ ความว่า ขอเจริญพรมหาบพิตร คนโง่นั้นเมื่อเข้าถึงครรภ์มารดานั้น ชื่อว่า เข้าถึงนรกชนิดร้ายกาจ คือที่ทารุณโดยกำเนิด.
               อธิบายว่า ท้องของมารดาพระปัจเจกพุทธเจ้าตรัสเรียกว่า นรก คือตรัสเรียกว่า จตุกุฏฏิกนรก คือด้านแคบๆ ๔ ด้าน. ในพระคาถานี้ เพราะหมายความว่า หมดความชื่นใจ.
               ธรรมดาว่า จตุกุฏฏิกนรก เมื่อถูกถามว่า เป็นอย่างไร?
               ควรบอกว่า คือท้องมารดานั่นเอง เพราะว่า สัตว์ที่เกิดแล้ว ในอเวจีมหานรก มีการวิ่งพล่านและวิ่งรอบ ไปๆ มาๆ ได้ทีเดียว เพราะฉะนั้น อเวจีมหานรกนั้น จะเรียกว่า จตุกุฏฏิกนรกไม่ได้.
               แต่ว่า ในท้องมารดาสัตว์ที่เกิดในครรภ์ไม่อาจจะวิ่งไปตามข้างทั้ง ๔ และทางโน้นทางนี้ได้ตลอดเวลา ๙ หรือ ๑๐ เดือน จำต้องประสงค์เป็น ๔ ด้าน คือเป็น ๔ มุม ในโอกาสอันคับแคบ
               เพราะฉะนั้น นรกนั้นจึงเรียกกันว่า จตุกุฏฏิกนรก.
               บทว่า สุภาสฺภํ ได้แก่ ที่ที่ไม่สะอาดสำหรับพระโยคาวจรผู้สะอาดทั้งหลาย.
               อธิบายว่า ท้องมารดาสมมุติว่า เป็นที่ไม่สะอาดโดยส่วนเดียว สำหรับผู้งดงามทั้งหลาย คือพระโยคาวจรกุลบุตรทั้งหลายผู้กลัวสงสาร.
               ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวไว้ว่า :-
               น่าตำหนิโดยแท้ สำหรับผู้ไม่เห็นรูปที่ไม่น่าดู ว่าได้แก่ที่น่าดู ที่ไม่สะอาดแต่สมมติว่าสะอาด ที่บริบูรณ์ด้วยซากศพต่างๆ แต่ว่าเป็นรูปน่าดู ไม่เห็นกายที่เปื่อยเน่า ที่กระสับกระส่ายนี้ ที่มีกลิ่นเหม็นไม่สะอาด มีการเจ็บไข้เป็นธรรมดา เป็นที่ยังทางเพื่อการเกิดในสุคติ ให้เสื่อมหายไปแห่งเหล่าประชาผู้ประมาทแล้ว สลบไสลอยู่แล้ว.
               บทว่า สตฺตา ได้แก่ ผู้เกาะเกี่ยว คือส่ายไปหา หมายความว่า ติด. อธิบายว่า ข้องแล้ว.
               บทว่า สกาเย น ชหนฺติ ความว่า ยังไม่ละทิ้งท้องมารดานั้น.
               บทว่า คิทฺธา ได้แก่ กำหนัดแล้วนั่นเอง.
               บทว่า เย โหนฺติ ความว่า เหล่าชนผู้ไม่ปราศจากราคะในกามทั้งหลาย จะไม่ละทิ้งการอยู่ในครรภ์มารดานั่นไป.

               พระทรีมุขปัจเจกพุทธเจ้า ครั้นทรงแสดงถึงทุกข์ทั้งที่มีการก้าวลงสู่ครรภ์เป็นมูลฐาน ทั้งที่มีการบริหารเป็นมูลฐานแล้ว บัดนี้ เพื่อจะทรงแสดงถึงทุกข์ที่มีการออกจากครรภ์เป็นมูลฐาน จึงได้ตรัสคาถาหนึ่งกับกึ่งคาถาไว้ว่า :-
               [๘๔๗] สัตว์เหล่านี้ ย่อมแปดเปื้อนด้วยมูตร คูถ เลือด
และเศลษคลอดออกมา
ในเวลานั้น ย่อมจะถูกต้องส่วนใดส่วนหนึ่งด้วยกาย
ส่วนนั้นล้วนไม่น่ายินดี มีแต่ทุกข์อย่างเดียวเท่านั้น.
               [๘๔๘] อาตมภาพกล่าวมาประมาณเท่านี้ ไม่ใช่ว่า ได้ยินได้ฟัง
มาจากสมณะหรือพราหมณ์อื่น กล่าวเพราะได้เห็นมาเอง
อาตมภาพระลึกชาติก่อนๆ ได้เป็นอันมาก
พระปัจเจกพุทธเจ้าชื่อทรีมุข ยังพระเจ้าพรหมทัตต์ผู้มีพระปรีชา
เฉลียวฉลาดให้ทรงเชื่อถือ ด้วยคาถาเป็นสุภาษิตมีเนื้อความอันวิจิตร.

                         สัตว์ทั้งหลายเลอะอุจจาระ เปื้อนเลือดเลอะไขออกมา
               เพราะว่า สัตว์ทั้งหลายถูกต้องสิ่งใดๆ ด้วยกายอยู่ในขณะใด
               ในขณะนั้นเองก็สัมผัสผองทุกข์ล้วนๆ ที่ไม่มีความแช่มชื่นเลย.
                         อาตมภาพเห็นแล้ว จึงได้ทูลถวายพระพร
               ไม่ได้ฟังจากผู้อื่นทูลถวายพระพร แต่อาตมภาพ
               ระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยมาเป็นจำนวนมาก.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิฬฺเหน ลิตฺตา ความว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร สัตว์ทั้งหลายเหล่านี้ เมื่อคลอดจากท้องมารดา ไม่ได้ลูบไล้ด้วยคันธชาติทั้ง ๔ ไม่ได้ประดับประดา ดอกไม้ที่หอมหวลออกมา แต่เป็นผู้เปื้อนเปรอะ คือเลอะเทอะคูถเก่าเน่าออกมา.
               บทว่า รุหิเรน มกฺขิตา ความว่า ไม่ใช่เป็นเสมือนชะโลมด้วยจันทน์แดงออกมา แต่เปื้อนด้วยโลหิตแดงออกมา,
               บทว่า เสมฺเหน ลิตฺตา ความว่า ไม่ใช่ลูบไล้ด้วยจันทน์ขาวออกมา แต่เป็นผู้เปื้อนไขเหมือนนุ่นหนาๆ ออกมา เพราะในเวลาผู้หญิงทั้งหลายคลอด ของไม่สะอาดทั้งหลายจะออกมา.
               บทว่า ตาวเท ความว่า ในสมัยนั้น.
               มีอธิบายว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร สัตว์เหล่านี้ ในเวลาที่ออกจากท้องมารดานั้น เปื้อนคูถเป็นต้น ออกมาอย่างนี้ กระทบช่องคลอดหรือมืออยู่ ย่อมชื่อว่าสัมผัสทุกข์นั้นทั้งหมดล้วนๆ คือที่เจือด้วยของไม่สะอาด ไม่เป็นที่ยินดี คือไม่แช่มชื่น ขึ้นชื่อว่าความสุขจะไม่มีแก่สัตว์เหล่านั้นในสมัยนั้น.
               บทว่า ทิสฺวา วทามิ น หิ อญฺญโต สวํ ความว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร อาตมภาพ เมื่อทูลถวายพระพรเท่านี้ ไม่ได้ฟังมาจากที่อื่น คือไม่ได้สดับคำนั้นของสมณะ หรือพราหมณ์คนอื่นทูลถวาย.
               อธิบายว่า แต่อาตมภาพเห็นแล้ว คือแทงตลอดแล้ว ได้แก่ ทำให้ประจักษ์แล้วด้วยปัจเจกโพธิญาณของตน แล้วจึงทูลถวายพระพร.
               บทว่า ปุพฺเพนิวาสํ พหุกํ ความว่า พระปัจเจกพุทธเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงอานุภาพของตน จึงทูลถวายพระพรคำนี้.
               มีอธิบายว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร ส่วนอาตมภาพระลึกถึงขันธ์ที่เคยอยู่อาศัยมา กล่าวคือ ขันธ์ที่อยู่อาศัยมาตามลำดับในชาติก่อนมากมาย คือระลึกได้ถึง ๒ อสงไขยเศษแสนกัปป์.
               บัดนี้ พระศาสดาผู้ทรงเป็นผู้ตรัสรู้ยิ่ง ครั้นตรัสว่า พระปัจเจกพุทธเจ้านั้นทรงสงเคราะห์พระราชา ด้วยพระคาถาสุภาษิตอย่างนี้แล้ว ได้ตรัสกึ่งคาถาไว้ในตอนสุดท้ายว่า :-

               พระทรีมุขปัจเจกพุทธเจ้าทรงยังพระราชาผู้ทรงมีพระปัญญาให้ทรงรู้พระองค์ ด้วยพระคาถาทั้งหลาย ที่เป็นภาษิตมีเนื้อความวิจิตรพิสดาร.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จิตฺราหิ ความว่า อาศัยเนื้อความหลายหลาก.
               บทว่า สุภาสิตาหิ ได้แก่ ที่ตรัสไว้ดีแล้ว.
               บทว่า ทรีมุโข นิชฺฌาปยี สุเมธํ ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พระทรีมุขปัจเจกพุทธเจ้านั้นทรงให้พระราชานั้นผู้ทรงมีพระปัญญา คือทรงมีปัญญาดี ได้แก่ มีความสามารถรู้เหตุและมิใช่เหตุ ให้ทรงรู้พระองค์ คือให้ทรงสำนึกได้. อธิบายว่า ให้ทรงทำตามถ้อยคำของตน.

               พระปัจเจกพุทธเจ้า ครั้นทรงแสดงโทษในกามทั้งหลาย ทรงยังพระราชาให้ทรงถือเอาถ้อยคำของตนอย่างนี้แล้ว จึงตรัสว่า ขอถวายพระพร มหาบพิตร บัดนี้พระองค์จะทรงผนวชหรือไม่ทรงผนวชก็ตาม แต่ว่า อาตมภาพได้แสดงโทษในกามทั้งหลาย และอานิสงส์ในการบวช ถวายมหาบพิตรแล้ว ขอมหาบพิตรจงอย่าทรงประมาท ดังนี้แล้ว ได้ทรงเหาะไปในอากาศ ทรงเหยียบกลีบเมฆ เสด็จไปยังเงื้อมเขานันทมูลกะนั่นเอง เหมือนพระยาหงส์ทอง ฉะนั้น.
               พระมหาสัตว์ทรงประคองอัญชลีที่รุ่งโรจน์ รวมทั้ง ๑๐ นิ้วไว้บนพระเศียรนมัสการอยู่.
               เมื่อพระปัจเจกพุทธเจ้านั้นพ้นทัศนวิสัยไปแล้ว จึงตรัสสั่งให้หา พระราชบุตรพระองค์ใหญ่ คือเจ้าฟ้าใหญ่มาเฝ้า ทรงมอบราชสมบัติให้แล้ว เมื่อมหาชนกำลังร้องไห้คร่ำครวญกันอยู่ ได้ทรงละกามทั้งหลาย เสด็จไปสู่ป่าหิมพานต์ ทรงสร้างบรรณศาลา ผนวชเป็นฤๅษี ไม่นานเลย ก็ได้ทรงยังอภิญญาและสมาบัติให้เกิดขึ้น ในเวลาสิ้นพระชนมายุ ก็ได้ทรงเข้าถึงพรหมโลก.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มา ประกาศสัจจธรรม แล้วทรงประชุมชาดกไว้ ในเวลาจบสัจจธรรม คนทั้งหลายได้เป็นพระโสดาบันเป็นต้นมากมาย.
               พระราชาในครั้งนั้น ก็คือ เราตถาคต ฉะนี้แล.

               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ทรีมุขชาดกที่ ๓ ว่าด้วย โทษของกาม จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 837อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 843อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 849อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=3870&Z=3894
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๗  มีนาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com