ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา อาสังกชาดก
ว่าด้วย ความหวัง

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภการหลอกลวงของภรรยาเก่า (ของภิกษุนั้น) จึงตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า อาสาวตี นาน ลตา ดังนี้.
               เรื่องนี้จักมีแจ้งชัดใน อินทริยชาดก ข้างหน้า.
               แต่ในที่นี้ พระศาสดาตรัสกะภิกษุนั้นว่า ได้ทราบว่า เธอจะสึกจริงหรือ?
               ภิ. จริงพระพุทธเจ้าข้า.
               พ. อะไรทำให้เธอสึก?
               ภิ. ภรรยาเก่า พระพุทธเจ้าข้า.
               พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุ หญิงนี้ทำความพินาศย่อยยับให้เธอ ไม่เฉพาะในชาตินี้เท่านั้น แม้ในชาติก่อน เธอก็อาศัยหญิงนี้ละทิ้งจตุรงคเสนา เสวยทุกข์ขนาดหนักอยู่ในท้องที่ป่าหิมพานต์ เป็นเวลา ๓ ปี แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธกดังต่อไปนี้.
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ถือกำเนิดในสกุลพราหมณ์ ที่บ้านกาสิกะ เติบใหญ่แล้ว ได้รับการศึกษาที่เมืองตักกสิลา บวชเป็นฤๅษี มีหัวมันและผลไม้ในป่าเป็นอาหาร ให้อภิญญาและสมาบัติเกิดขึ้นแล้วอยู่ในท้องถิ่นป่าหิมพานต์.
               เวลานั้น สัตวโลกตนหนึ่งถึงพร้อมด้วยบุญ จุติจากดาวดึงสพิภพ เกิดเป็นเด็กหญิงที่กลีบบัวกลีบหนึ่งในสระบัว ณ ที่นั้น เมื่อดอกบัวเหลืองเหี่ยวร่วงโรยลงไป ดอกบัวดอกนั้น ยังกลีบพองท้องป่องอยู่นั่นแหละไม่โรย. ท่านดาบสได้มายังสระบัวนั้นเพื่ออาบน้ำ เห็นดอกบัวดอกนั้น คิดว่า เมื่อดอกบัวดอกอื่นๆ ร่วงโรยไปแล้ว แต่ดอกนี้ยังคงกลีบพองท้องป่องอยู่ จะมีเหตุอะไรหนอ? แล้วผลัดผ้าอาบน้ำลงไป เปิดดูดอกบัวดอกนั้น เห็นเด็กหญิงคนนั้นแล้วเกิดความสำคัญขึ้นว่าเป็นลูกสาว นำมายังบรรณศาลาเลี้ยงดูไว้.
               ต่อมานางอายุได้ ๑๖ ขวบ มีรูปร่างสวยงามเลอโฉมเกินผิวพรรณมนุษย์ แต่ไม่ถึงผิวพรรณเทวดา. ครั้งนั้น ท้าวสักกะได้เสด็จมาสู่ที่อุปฐากพระโพธิสัตว์ ท้าวเธอทอดพระเนตรเห็นนาง จึงตรัสถามว่า หญิงนี้มาจากไหน? ทรงสดับทำนองที่ได้มาแล้วตรัสถามว่า ควรจะได้อะไรสำหรับหญิงนี้? ท่านดาบสทูลว่า ข้าแต่มหาบพิตรพระราชสมภารเจ้า ควรจะได้เนรมิตปราสาทแก้วผลึกเพื่อเป็นที่อยู่ และการจัดแจงที่นอนทิพย์ เครื่องประดับประดาวัตถาภรณ์ และโภชนะอันเป็นทิพย์ให้.
               ท้าวสักกะทรงสดับคำนั้นแล้วตรัสว่า ดีแล้วพระคุณเจ้า แล้วได้ทรงเนรมิตรปราสาทแก้วผลึกให้เป็นที่อยู่ของนาง เสร็จแล้วทรงเนรมิตรที่นอนทิพย์ เครื่องประดับประดาวัตถาภรณ์ และข้าวน้ำอันเป็นทิพย์ให้. ปราสาทนั้น เวลานางขึ้น ก็ลดต่ำลงมาสถิตอยู่ที่พื้นดิน แต่เวลานางลงแล้ว ก็เลื่อนขึ้นไปลอยอยู่บนอากาศ. นางทำวัตรปฏิบัติพระโพธิสัตว์อยู่ในปราสาท.
               พรานป่าคนหนึ่งเห็นนางเข้าจึงเรียนถามว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ หญิงคนนี้เป็นอะไรของพระคุณเจ้า. ได้ทราบว่าเป็นธิดา จึงไปยังเมืองพาราณสี ทูลในหลวงว่า ขอเดชะฝ่าละอองธุลีพระบาทปกเกล้าปกกระหม่อม ข้าพระพุทธเจ้าได้เห็นธิดาของดาบสรูปหนึ่ง มีรูปร่างอย่างนี้ คือสวยงามในท้องที่ป่าหิมพานต์. พระองค์ทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงสนพระทัยเพราะเกี่ยวข้องกับการได้ทรงสดับข่าวนั้นเอง จึงให้พรานป่าเป็นผู้นำทางเสด็จไปยังที่นั้นด้วยจตุรงคเสนา ทรงตั้งค่ายไว้แล้ว ทรงพาพรานป่าไป มีหมู่อำมาตย์ห้อมล้อม เสด็จเข้าไปยังอาศรมบท ทรงไหว้พระมหาสัตว์แล้ว ประทับนั่ง ณ ที่สมควรข้างหนึ่ง ตรัสว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ขึ้นชื่อว่าหญิงเป็นมลทินของพรหมจรรย์ โยมจะเลี้ยงดูธิดาของพระคุณเจ้า.
               ส่วนพระโพธิสัตว์ได้ตั้งชื่อให้กุมาริกานั้นว่า อาสังกากุมารี เพราะว่าท่านแคลงใจว่า อะไรหนออยู่ในดอกบัวนั้น แล้วจึงลงน้ำไปเอาขึ้นมา.
               ท่านไม่ทูลพระราชานั้นตรงๆ ว่า มหาบพิตรจงรับเอานางนี้ไป แต่ทูลว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร พระองค์เมื่อทรงทราบชื่อของกุมาริกาคนนี้แล้วจงทรงรับเอาไปเถิด.
               พระองค์ทรงสดับคำนั้นแล้วจึงตรัสว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ เมื่อพระคุณเจ้าบอกโยมก็จักรู้.
               พระโพธิสัตว์ทูลว่า อาตมภาพจะไม่ทูลบอกมหาบพิตร ขอให้มหาบพิตรทรงทราบนามด้วยกำลังพระปัญญาของมหาบพิตรเอง แล้วทรงรับเอาไปเถิด.
               พระราชาทรงรับคำท่านแล้ว จำเดิมแต่นั้นมา จึงทรงใคร่ครวญดูชื่อของนางพร้อมด้วยอำมาตย์ทั้งหลายว่า หญิงนี้ชื่ออะไรหนอ?
               พระองค์ทรงกำหนดชื่อไว้หลายชื่อที่รู้กันยาก แล้วตรัสบอกกับพระโพธิสัตว์ว่า จักเป็นชื่อโน้น จักเป็นชื่อโน้น.
               พระโพธิสัตว์ทรงสดับคำนั้นแล้ว ก็ปฏิเสธว่า ไม่ใช่ชื่ออย่างนี้.
               ลำดับนั้น เมื่อพระราชาทรงใคร่ครวญดูชื่ออยู่นั่นแหละ กาลเวลาได้ล่วงไป ๑ ปีแล้ว ครั้งนั้น สัตว์ร้ายทั้งหลายมีสิงโตเป็นต้นตะครุบช้าง ม้าและมนุษย์ทั้งหลายกิน. อันตรายจากสัตว์เลื้อยคลานก็มี. อันตรายจากเหลือบก็มี. คนทั้งหลายลำบากเพราะตายกันไปมาก. จึงพระราชาทรงกริ้วแล้วคิดว่า เราจักมีความต้องการทำไมด้วยหญิงนี้ ตรัสบอกพระโพธิสัตว์แล้วก็เสด็จไป.
               วันนั้น อาสังกากุมาริกาเปิดหน้าต่างแก้วผลึกแล้วได้ยืนแสดงตัวให้เห็น. พระราชาทอดพระเนตรเห็นนางแล้วตรัสว่า เราไม่อาจจะรู้จักชื่อของเธอได้ เธอจงอยู่ที่ป่าหิมพานต์ไปเถิดนะ พวกฉันจักไปละ.
               นางจึงทูลว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์จะเสด็จไปที่ไหนจึงจะได้ผู้หญิงเช่นหม่อมฉัน ขอพระองค์ทรงสดับคำของหม่อมฉัน เถาวัลย์ชื่ออาสาวดี มีอยู่ที่จิตรลดาวัน ในเทวโลกชั้นดาวดึงส์ น้ำทิพย์เกิดขึ้นภายในผลของมัน เทพยดาทั้งหลายดื่มน้ำนั้นครั้งเดียว นอนเมาอยู่บนที่นอนทิพย์ถึง ๔ เดือน แต่เถาอาสาวดีนั้น หนึ่งพันปีจึงจะออกผล พวกเทพบุตรที่เป็นนักเลงสุราคิดว่า พวกเราจักได้ผลจากเถาอาสาวดีนี้ จึงยับยั้งความกระหายในการดื่มน้ำทิพย์ไว้ พากันไปดูเถานั้นเนืองๆ ว่า ยังปลอดภัยอยู่หรือ? ตลอดพันปี. ส่วนพระองค์ปีเดียวเท่านั้นเอง ก็ท้อพระราชหฤทัยเสียแล้ว ธรรมดาความหวังที่มีผล คือความสมหวังเป็นเหตุให้เกิดความสุข ขอพระองค์อย่าทรงท้อพระราชหฤทัยเลย ดังนี้
               แล้วกล่าวคาถา ๓ คาถาว่า:-
               เถาวัลย์ชื่ออาสาวดี เกิดในสวนจิตรลดาวัน พันปีมันจึงจะออกผลๆ หนึ่ง
               เมื่อมีผลระยะไกลถึงเพียงนั้น ทวยเทพยังพากันไปเยือนมันอยู่บ่อยๆ ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์จงทรงจำนงหวังไว้เถิด เพราะความหวังที่มีผล เป็นเหตุให้เกิดความสุข.
               นกนั้นหวังอยู่นั่นเอง ความหวังของมัน มีอยู่ไกลถึงเพียงนั้น ก็ยังสำเร็จได้ ข้าแต่พระราชา ขอพระองค์จงทรงจำนงหวังไว้เถิด เพราะความหวังที่มีผล เป็นเหตุให้เกิดความสุข.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสาวตี ได้แก่ เถาวัลย์ที่มีชื่ออย่างนี้. อธิบายว่า เถาวัลย์นั้นได้ชื่อนี้ เพราะเทวดาเกิดความหวังในผลของมัน. บทว่า จิตฺตลตาวเน ความว่า ในสวนที่มีชื่ออย่างนี้. ได้ทราบว่า ในสวนนั้น รัศมีของต้นไม้และเถาวัลย์ ทำสีของร่างกายเทวดาทั้งหลายผู้เข้าไปในสวนนั้นให้วิจิตรงดงาม ด้วยเหตุนั้น สวนนั้นจึงเกิดมีชื่อว่า จิตรลดาวัน.
               บทว่า ปยิรุปาสนฺติ ความว่า ไปเยือนบ่อยๆ. บทว่า อาสึเสว ความว่า จงทรงจำนงหวังเถิด คือทรงปรารถนาทีเดียว ได้แก่ จงอย่าทำกรรมคือการตัดความหวังทิ้ง.

               พระราชาทรงสนพระทัยในถ้อยคำของนาง จึงทรงประชุมอำมาตย์ทั้งหลาย ทรงแสวงหาชื่อของนางโดยทรงตั้งชื่อ ๑๐ ชื่อ ได้ประทับอยู่อีกหนึ่งปี. ในชื่อทั้ง ๑๐ นั้นไม่มีชื่อของนาง เมื่อพระราชดำรัสว่า ชื่อนี้ พระโพธิสัตว์ปฏิเสธเหมือนกัน.
               พระราชาจึงทรงม้าเสด็จออกไปอีก ด้วยทรงดำริว่า เราจักมีความต้องการทำไมด้วยหญิงคนนี้. ส่วนนางก็ยืนที่หน้าต่างแสดงตัวให้เห็นอีก. พระราชาทรงเห็นนางแล้วได้ตรัสว่า พวกเราไม่สามารถรู้จักชื่อเธอ เธอจงอยู่ที่ป่าหิมพานต์ไปเถิด พวกฉันจักกลับละ.
               อา. ข้าแต่มหาราช เหตุไหนพระองค์จึงจะเสด็จไปเสีย?
               รา. ฉันไม่สามารถจะรู้จักชื่อของเธอ.
               นางทูลว่า ข้าแต่มหาราช เหตุไฉน? พระองค์จักไม่ทรงรู้จักชื่อ ธรรมดาความหวังที่จะไม่ให้สำเร็จตามประสงค์ไม่มี ขอพระองค์จงทรงสดับคำของหม่อมฉันก่อน ได้ทราบว่า นกยางตัวหนึ่งเกาะอยู่บนยอดเขา แต่ก็ได้รับสิ่งที่ตนปรารถนา เหตุไฉนพระองค์จักไม่ได้รับ ข้าแต่พระมหาราช ขอพระองค์จงทรงยับยั้งอยู่เถิดพระเจ้าข้า.
               เล่าต่อกันมาว่า นกยางตัวหนึ่งบินไปคาบเอาเหยื่อที่สระบัวแห่งหนึ่ง แล้วกลับมาซ่อนอยู่บนยอดเขา มันอยู่ที่นั้นนั่นแหละตลอดวันนั้น รุ่งขึ้นจึงคิดว่า เราได้เกาะอยู่อย่างสบายบนยอดเขาลูกนี้ ถ้าหากเราจะไม่เคลื่อนย้ายไปจากที่ตรงนี้ เจ้าอยู่ที่ตรงนี้เท่านั้น คาบเอาเหยื่อดื่มน้ำแล้วอยู่ตลอดวันนี้ คงจะเจริญหนอ.
               จึงในวันนั้นนั่นเอง ท้าวสักกเทวราชทรงทำการย่ำยีพวกอสูร ได้ความเป็นใหญ่ในเทวโลก ในดาวดึงส์พิภพแล้วทรงดำริว่า ก่อนอื่นมโนรถ คือความต้องการของเราได้ถึงที่สุดแล้ว มีอยู่หรือไม่ ใครอื่นที่มีมโนรถยังไม่ถึงที่สุด.
               ท้าวเธอทรงใคร่ครวญอยู่ ก็ทรงเห็นนกยางตัวนั้น จึงทรงดำริว่า เราจักให้มโนรถของมันถึงที่สุด แล้วได้ทรงบันดาลให้แม่น้ำสายหนึ่ง ที่อยู่ไม่ไกลจากที่ที่นกยางนั้นเกาะอยู่ เต็มไปด้วยห้วงน้ำแล้วส่งน้ำไปทางยอดเขา. นกยางเกาะอยู่ยอดเขานั้นนั่นแหละ จิกกินปลาดื่มน้ำแล้วอยู่ ณ ที่นั้นนั่นเอง ตลอดวันนั้น ภายหลังแม้น้ำก็เหือดหายไป.
               ข้าแต่มหาราช นกยางยังได้รับผล เพราะความหวังของตนอย่างนี้ก่อน เหตุไร? พระองค์จักไม่ทรงได้รับดังนี้ แล้วได้กล่าวคาถาว่า อาสึสเถว ดังนี้เป็นต้น.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อาสึสเถว ความว่า จงหวังเถิดคือจงปรารถนาเถิด. บทว่า ปกฺขี ความว่า นกชื่อว่า ปักขี เพราะประกอบด้วยปีก. ชื่อว่า ทิช เพราะเกิด ๒ ครั้ง. บทว่า ตาว ทูรคตา สติ ความว่า ขอพระองค์จงทรงดูเถิด ความที่ปลาและน้ำมีอยู่ไกลจากยอดเขา แต่ความหวังของนกยางนั้น มีไปในระยะไกลอย่างนี้ ก็ยังเต็มได้เหมือนกัน ด้วยอานุภาพของท้าวสักกะ.

               ครั้งนั้น พระราชาได้ทรงสดับคำของนางแล้ว ทรงติดพระทัยในรูป ทรงข้องพระทัยอยู่ในถ้อยคำของนาง ไม่อาจจะเสด็จไปได้ ทรงประชุมอำมาตย์ทั้งหลาย ตั้งชื่อ ๑๐๐ ชื่อ. เมื่อพระองค์ทรงแสวงหาชื่อ ๑๐๐ ชื่ออยู่ ก็ล่วงไปอีกปีหนึ่ง.
               ท้าวเธอเข้าไปหาพระโพธิสัตว์ โดยเวลาล่วงเลยไป ๓ ปี ตรัสถามว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ นางจักมีชื่อโน้น จักมีชื่อนี้ ตามอำนาจของชื่อ ๑๐๐ ชื่อ.
               พระโพธิสัตว์ทูลว่าขอถวายพระพรมหาบพิตร พระองค์ไม่ทรงรู้จักชื่อของนาง.
               ท้าวเธอตรัสว่า บัดนี้พวกกระผมจักลาไปละ ทรงไหว้พระโพธิสัตว์แล้วเสด็จออกไป.
               อาสังกากุมาริกาก็ได้ยืนพิงประตูหน้าต่างแก้วผลึก อีกนั่นแหละ.
               พระราชาทอดพระเนตรเห็นนางแล้ว ตรัสว่า เธอจงอยู่ไปเถิด พวกเราจักไปละ.
               นางทูลว่า ข้าแต่พระมหาราช เหตุไร? พระองค์จึงจักเสด็จไปเสียล่ะ.
               พระราชาตรัสว่า เธอให้เราอิ่มเอิบด้วยคำพูดอย่างเดียว แต่ไม่ให้อิ่มเอิบด้วยความยินดีในกาม สามปีได้ผ่านไปแล้ว สำหรับเราผู้ติดใจถ้อยคำที่อ่อนหวานของเจ้า บัดนี้ฉันจักไปละ แล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ว่า :-
               เธอให้ฉันเอิบอิ่มด้วยวาจา แต่หาให้เอิบอิ่มด้วยสิ่งที่ควรทำไม่ เหมือนดอกหงอนไก่มีสีสวย แต่ไม่มีกลิ่น
               ผู้ใดไม่ให้ปันไม่เสียสละโภคะ พูดแต่คำอ่อนหวานที่ไร้ผลในมิตรทั้งหลาย ความสัมพันธ์กับมิตรนั้น ของผู้นั้นจะจืดจางไป.
               เพราะว่าคนควรพูดแต่สิ่งที่จะต้องทำ ไม่ควรพูดถึงสิ่งที่ไม่ต้องทำ บัณฑิตทั้งหลายรู้จักคนไม่ทำ ดีแต่พูด.
               ก็แหละกำลังพลของเราร่อยหรอแล้ว และเสบียงก็ไม่มี เราสงสัยในความสิ้นชีวิตของตน เชิญเถิดเราจะไปเดี๋ยวนี้แหละ.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า สมฺเปสิ ได้แก่ ให้อิ่มเอิบ คือให้เอิบอิ่ม.
               คำว่า มาลา โสเรยฺยกสฺเสว นี้เป็นเพียงหัวข้อเทศนาของหญ้าหางช้างในกระถาง แต่พระราชาตรัสหมายถึงดอกไม้แม้อื่นๆ ทุกอย่างนั่นแหละ ที่มีสีสวย แต่ไม่มีกลิ่นเช่นดอกคำ ดอกว่านหางช้าง และดอกชบาเป็นต้น.
               ด้วยคำว่า วณฺณวนฺตา อคนฺธิกา พระราชาทรงแสดงว่าดอกของต้นโสเรยยกะเป็นต้น ให้คนอิ่มเอิบด้วยการดูเพราะมีสีสวย แต่ไม่ให้อิ่มเอิบด้วยกลิ่น เพราะไม่มีกลิ่นฉันใด เธอก็ฉันนั้น ให้เราอิ่มเอิบด้วยการทัศนา และถ้อยคำที่น่ารัก แต่ไม่ให้อิ่มเอิบด้วยสิ่งที่ควรทำ.
               บทว่า อททํ ความว่า น้องนางเอ๋ย ผู้ใดพูดด้วยคำหวานว่า ผมจักให้โภคทรัพย์ชื่อนี้แก่คุณ แต่ไม่ให้ไม่สละโภคะนั้น ชื่อว่าสร้างคำหวานอย่างเดียวเท่านั้น มิตรสัมพันธ์ของเขากับผู้นั้นจะเสื่อมทรุด คือต่อไม่ติดด้วยมิตรสันถวะ.
               บทว่า ปาเถยฺยญฺจ ความว่า น้องนางเอ๋ย เมื่อฉันติดใจคำหวานของเธออยู่ที่นี่เท่านั้น เป็นเวลา ๓ ปี ทั้งกำลังพล กล่าวคือช้างม้ารถและพลเดินเท้า ทั้งเสบียง กล่าวคืออาหารและเบี้ยเลี้ยงคนเล่าก็ไม่มี.
               บทว่า สงฺเก มานุปโรธาย ความว่า เรานั้นสงสัยถึงความพินาศแห่งชีวิตของตนในที่นี้นั่นเอง เชิญเถิด ฉันจักไปเดี๋ยวนี้ ดังนี้.

               อาสังกากุมาริกาได้ฟังพระราชดำรัสแล้ว เมื่อจะทูลปราศรัยกับพระราชาว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงทราบชื่อของหม่อมฉันเถิด ชื่อของหม่อมฉัน พระองค์ตรัสอยู่แล้วนั่นแหละ ขอพระองค์จงทรงบอกชื่อนี้แก่บิดาของหม่อมฉัน แล้วรับเอาหม่อมฉันไปเถิด ดังนี้แล้ว ได้ทูลว่า:-
               ข้าแต่พระองค์ผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ สิ่งใดมีอยู่ในชื่อ สิ่งนั้นแหละเป็นชื่อของหม่อมฉัน. ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์จงทรงรอก่อน หม่อมฉันจะขอบอกลาบิดา.


               คาถานั้นมีเนื้อความว่า พระราชาตรัสคำใดกะหม่อมฉัน คำว่า อาสงกา นั้นนั่นแหละเป็นชื่อของหม่อมฉัน.

               พระราชา ครั้นทรงสดับคำนั้นแล้ว จึงได้เสด็จไปยังสำนักของท่านดาบสทรงไหว้แล้ว ตรัสว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ ธิดาของพระคุณเจ้าชื่อว่า อาสงกา.
               พระมหาสัตว์ ครั้นได้ฟังคำนั้นแล้วจึงทูลว่า ขอถวายพระพรมหาบพิตร เริ่มแต่เวลาที่มหาบพิตรทรงรู้จักชื่อแล้ว ขอมหาบพิตรจงทรงรับนางไปเถิด. พระองค์ทรงสดับคำนั้นแล้ว ทรงไหว้พระมหาสัตว์เสด็จมายังวิมานแก้วผลึก ตรัสว่า น้องนางเอ๋ย วันนี้บิดาได้ให้น้องแก่พี่แล้ว มาเถิด เราจักไปกันเดี๋ยวนี้.
               นางได้ฟังดังนั้นแล้วจึงทูลว่า ข้าแต่มหาราชจงทรงรอก่อน หม่อมฉันขอบอกบิดาก่อน แล้วลงจากปราสาท ไหว้พระมหาสัตว์ ร่ำไห้ขอขมาโทษ แล้วได้ไปยังราชสำนัก. พระราชาทรงพานางเสด็จไปนครพาราณสี ประทับอยู่ครองกันด้วยความรัก ทรงจำเริญด้วยพระราชโอรสและพระราชธิดา.
               พระโพธิสัตว์ไม่เสื่อมจากฌาน คือมรณภาพแล้วเกิดในพรหมโลก.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประกาศสัจจะ แล้วทรงประชุมชาดกไว้ ในเวลาจบสัจธรรม ภิกษุผู้กระสันจะสึกได้ดำรงอยู่ในโสดาปัตติผล.
               นางอาสังกากุมาริกาในครั้งนั้น ได้แก่ ภรรยาเก่าในปัจจุบันนี้
               พระราชาได้แก่ ภิกษุผู้กระสันจะสึก
               ส่วนดาบสได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล.


               จบ อรรถกถาอาสังกชาดกที่ ๕               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา อาสังกชาดก ว่าด้วย ความหวัง จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 849อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 855อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 863อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=3911&Z=3933
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๙  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com