ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ธัมมัทธชชาดก
ว่าด้วย พูดอย่างหนึ่งทำอย่างหนึ่ง

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภภิกษุผู้โกหกรูปหนึ่งแล้ว จึงได้ตรัสเรื่องนี้ มีคำเริ่มต้นว่า ธมฺมํ จรถ ญาตโย ดังนี้.
               ความย่อว่า ในครั้งนั้นพระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนี้ไม่ใช่โกหกเฉพาะในบัดนี้เท่านั้น แม้ในกาลก่อนก็โกหกเหมือนกัน แล้วได้ทรงนำเอาเรื่องในอดีตมาสาธก ดังต่อไปนี้:-
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์เกิดในกำเนิดนก เติบโตแล้วมีฝูงนกห้อมล้อม อาศัยอยู่ที่เกาะกลางมหาสมุทร.
               ครั้งนั้น พ่อค้าชาวกาสิกรัฐกลุ่มหนึ่งพากันแล่นเรือไปยังมหาสมุทร โดยเอากาบอกทิศไปด้วย. เรือแตกท่ามกลางมหาสมุทร. กาบอกทิศนั้นไปถึงเกาะนั้นแล้ว คิดว่า นกฝูงนี้เป็นฝูงใหญ่ เราควรทำการโกหกแล้วกินไข่และลูกอ่อนของนกฝูงนี้อร่อยๆ. มันบินร่อนลงแล้ว ยืนขาเดียวอ้าปากอยู่ที่พื้นดินท่ามกลางฝูงนก. มันถูกนกทั้งหลายถามว่า ท่านเป็นใครครับ นาย? ก็บอกว่า ฉันเป็นผู้ประพฤติธรรม.
               นก. เหตุไฉน ท่านจึงยืนขาเดียว?
               กา. เมื่อฉันเหยียบ ๒ ขา แผ่นดินก็ไม่สามารถจะทนทานได้.
               นก. เมื่อเป็นเช่นนั้น เหตุไฉน ท่านจึงยืนอ้าปาก?
               กา. ฉันไม่กินอาหารอื่น กินแต่ลมเท่านั้น.
               ก็แล ครั้นมันตอบอย่างนั้นแล้ว จึงเรียกนกเหล่านั้นมาเตือนว่า ฉันจักให้โอวาทเธอทั้งหลาย ขอจงพากันมาฟังโอวาทนั้น แล้วได้กล่าวคาถาที่ ๑ เป็นการให้โอวาทนกเหล่านั้นว่า :-

               ดูก่อนญาติทั้งหลาย เธอทั้งหลายจงพากันประพฤติธรรม เธอทั้งหลายจงพากันประพฤติธรรม ความเจริญจักมีแก่พวกเธอ เพราะว่าผู้ประพฤติธรรมย่อมอยู่เป็นสุขทั้งในโลกนี้และโลกหน้า.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมํ จรถ ความว่า เธอทั้งหลายจงพากันประพฤติธรรม แยกประเภทเป็นกายทุจริตเป็นต้น. กาบอกทิศเรียกนกเหล่านั้นว่าญาติทั้งหลาย. บทว่า ธมฺมํ จรถ ภทฺทํ โว ความว่า เธอทั้งหลายอย่าพากันย่อท้อ จงประพฤติธรรมบ่อยๆ เถิด ความเจริญจักมีแก่เธอทั้งหลาย. คำว่า สุขํ เสติ นี้ เป็นเพียงหัวข้อเทศนา.

               กานั้นแสดงว่าผู้ประพฤติธรรม ยืน นั่ง เดิน นอน ก็เป็นสุขอย่างยิ่ง เป็นสุขทุกอิริยาบถ.
               นกทั้งหลายไม่รู้ว่า กาตัวนี้พูดอย่างนี้ เพื่อจะโกหกกินไข่นก.
               เมื่อจะพรรณนาความทุศีลนั้น จึงได้กล่าวคาถาที่ ๒ ว่า :-

               จำเริญหนอ นกตัวนี้ นกผู้ประพฤติธรรมยืนขาเดียว พร่ำสอนธรรมอย่างเดียว.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมเมว ได้แก่สภาวธรรมนั่นเอง. บทว่า อนุสาสติ ได้แก่บอกสอน.

               นกทั้งหลายเชื่อฟังกาทุศีลนั้นแล้วบอกว่า นายครับ ได้ทราบว่า ท่านไม่หาเหยื่ออย่างอื่นกินลมเท่านั้น ถ้ากระนั้นขอให้ท่านคอยดูไข่และลูกอ่อนของพวกฉันด้วย แล้วไปหาเหยื่อกัน.
               กาลามกตัวนั้น เวลานกเหล่านั้นไปแล้ว ก็จิกกินไข่และลูกอ่อนของนกเหล่านั้น เต็มท้องแต่เวลานกเหล่านั้นกลับมา ก็สงบเสงี่ยมยืนขาเดียวอ้าปากอยู่
               นกทั้งหลายมาแล้วไม่เห็นลูกน้อยของตน ร้องดังลั่นว่า ใครหนอกินลูกเรา ไม่ทำแม้ความสงสัยในกาตัวนั้น เพราะคิดว่ากาตัวนี้ประพฤติธรรม.
               อยู่มาวันหนึ่ง พระมหาสัตว์คิดว่า เมื่อก่อนที่นี่ไม่มีอันตรายอะไร จำเดิมแต่กาตัวนี้มาแล้วอันตรายจึงเกิด เราควรซุ่มจับกาตัวนี้. พระมหาสัตว์นั้นทำเหมือนไปหาเหยื่อกับนกทั้งหลาย แต่ก็กลับมาเกาะอยู่ในที่กำบัง. ฝ่ายกาเข้าใจว่า นกทั้งหลายไปแล้ว ไม่มีความสงสัยลุกไปหากินไข่นกและลูกอ่อน แล้วกลับมายืนขาเดียวอ้าปากอยู่.
               พระยานก เมื่อนกทั้งหลายมาแล้ว จึงเรียกให้ฝูงนกทั้งหมดมาประชุมกันเตือนฝูงนกว่า วันนี้ฉันซุ่มจับอันตรายของลูกสูเจ้าทั้งหลาย ได้เห็นกาลามกตัวนี้กินลูกสูเจ้าอยู่ มาเถิดสูเจ้าทั้งหลายพวกเราจงจับมันไว้ แล้วให้ล้อมกานั้นไว้สั่งว่า ถ้าหากมันจะหนีไปไซร้ สูเจ้าทั้งหลายจงพากันจับมันไว้.
               แล้วได้กล่าวคาถาที่เหลือว่า :-

               กาตัวนั้นไม่มีศีล สูเจ้าทั้งหลายจงรู้ไว้เถิด เพราะไม่รู้จึงพากันสรรเสริญมัน มันกินทั้งไข่ทั้งลูกอ่อน แล้วพูดว่า ธรรมๆ.

               มันพูดอย่างหนึ่งด้วยวาจา แต่ทำอย่างหนึ่งด้วยกาย พูดแต่ปาก แต่ไม่ทำด้วยกาย ไม่ตั้งอยู่ในธรรมนั้น.

               มันเป็นผู้อ่อนหวานทางวาจา แต่เป็นผู้มีใจร้ายกาจ คือปากปราศรัยหัวใจเชือดคอ มันเป็นผู้ยกธรรมขึ้นเป็นธงชัย ซ่อนตัวไว้ เหมือนงูเห่าหม้อ ซ่อนตัวอาศัยอยู่ในรูฉะนั้น กาตัวนี้ถูกสมมติว่าเป็นสัตว์ดี ในบ้านและนิคมทั้งหลาย คนโง่รู้ได้ยาก

               สูเจ้าทั้งหลายจงใช้จะงอยปาก ปีกและเท้า จิกตีกาตัวนี้ สูเจ้าทั้งหลายจงให้กาชั่วช้าตัวนี้พินาศ กาตัวนี้ไม่ควรอยู่ร่วม.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาสฺส สีลํ ความว่า มันไม่มีศีล. บทว่า อนญฺญาาย ความว่า ไม่รู้. บทว่า ภุตฺวา จิกกิน. บทว่า วาจาย โน จ กาเยน ความว่า เพราะว่ากาตัวนี้ประพฤติธรรมด้วยคำพูดเท่านั้น แต่ไม่ทำด้วยกายเลย. บทว่า น ตํ ธมฺมํ อธิฏฺฐิโต ความว่า เพราะฉะนั้น ควรทราบมันไว้ว่า กาตัวนี้พูดธรรมอย่างใด ไม่อธิษฐานธรรม คือไม่ตั้งอยู่ในธรรมนั้น. บทว่า วาจาย สขิโล ความว่า เป็นผู้อ่อนโยนด้วยวาจา. บทว่า มโนปวิทุคฺโค ความว่า ถึงการรู้ทั่ว คือประกาศให้รู้ว่าชั่วด้วยใจ. บทว่า ปฏิจฺฉนฺโน ความว่า มันนอนอยู่ในรูใด ถูกรูนั้นปิดบังไว้. บทว่า กูปสฺสโย ความว่า มีรูเป็นที่อยู่อาศัย.
               บทว่า ธมฺมทฺธโช ความว่า ชื่อว่ามีธรรมเป็นธง เพราะทำสุจริตธรรมให้เป็นธงเที่ยวไป. บทว่า คามนิคมาสุ สาธุ ความว่า เป็นผู้ดีทั้งในบ้านทั้งในนิคมทั้งหลาย. บทว่า สมฺมโต ความว่า ถูกยกย่องว่าเป็นผู้เจริญ. บทว่า ทุชฺชาโน ความว่า คนแบบนี้เป็นคนทุศีล มีการงานปกปิด คนโง่คือผู้ไม่รู้ไม่อาจรู้ได้. บทว่า ปาทาหิมํ ความว่า และจิกตีกาตัวนี้ด้วยเท้าของตนๆ. บทว่า วิเห€ถ ความว่า จงตี. บทว่า ฉวํ ได้แก่ลามก. บทว่า นายํ เป็นต้น ความว่า กาตัวนี้ไม่ควรอยู่ร่วมในที่เดียวกันกับพวกเรา ดังนี้.

               ก็แล หัวหน้านกครั้นพูดอย่างนี้แล้ว ตนเองก็โดดขึ้นใช้จะงอยปากจิกหัวของกานั้น. นกที่เหลือก็พากันใช้จะงอยปากบ้าง เล็บบ้าง แข้งบ้าง ปีกบ้างจิกตี มันก็ถึงความสิ้นชีวิต ณ ที่นั้นนั่นเอง.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ทรงประมวลชาดกไว้ว่า
               กาโกหกในครั้งนั้น คือ ภิกษุผู้โกหกในบัดนี้
               ส่วนพระยานก ได้แก่ เราตถาคต ฉะนี้แล.

               จบ อรรถกถาธัมมัทธชชาดกที่ ๙

.. อรรถกถา ธัมมัทธชชาดก ว่าด้วย พูดอย่างหนึ่งทำอย่างหนึ่ง จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 886อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 893อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 899อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=4025&Z=4042
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๙  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :