ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค
มฆเทวชาดก ว่าด้วยเทวทูต

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวันวิหาร ทรงปรารภการเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า อุตฺตมงฺครุหา มยฺหํ ดังนี้.
               การเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์นั้นได้กล่าวไว้แล้วใน นิทานกถา ในหนหลังนั้นแล.
               ก็ในกาลนั้น ภิกษุทั้งหลายนั่งพรรณนาการเสด็จออกบรรพชาของพระทศพล.
               ลำดับนั้น พระศาสดาเสด็จมายังโรงธรรมสภา ประทับนั่งบนพุทธอาสน์ ตรัสเรียกภิกษุทั้งหลายมาถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งสนทนากันด้วยเรื่องอะไรหนอ? ภิกษุทั้งหลายกราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์ทั้งหลายมิได้นั่งสนทนากันด้วยเรื่องอย่างอื่น แต่นั่งพรรณนา การเสด็จออกบรรพชาของพระองค์เท่านั้น.
               พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตออกเนกขัมมะ ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน ก็ได้ออกเนกขัมมะแล้ว เหมือนกัน.
               ภิกษุทั้งหลายจึงอาราธนาพระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อตรัสเรื่องนั้นให้แจ่มแจ้ง.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ทรงกระทำเหตุ อันระหว่างภพปกปิด ให้ปรากฏ ดังต่อไปนี้
               ในอดีตกาล ในกรุงมิถิลา วิเทหรัฐ ได้มีพระราชาพระนามว่ามฆเทวะ เป็นพระมหาธรรมราชาผู้ดำรงอยู่ในธรรม. พระเจ้ามฆเทวะนั้นทรงให้กาลเวลาอันยาวนานหมดสิ้นไป. วันหนึ่ง ตรัสเรียกช่างกัลบกมาว่า ดูก่อนช่างกัลบกผู้สหาย ท่านเห็นผมหงอกบนศีรษะของเราในกาลใด ท่านจงบอกแก่เราในกาลนั้น.
               ฝ่ายช่างกัลบกก็ได้ทำให้เวลาอันยาวนาน หมดสิ้นไป. วันหนึ่ง  เห็นพระเกศาหงอกเส้นหนึ่ง ในระหว่างพระเกศาทั้งหลาย อันมีสีดังดอกอัญชันของพระราชา จึงกราบทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ พระเกศาหงอกเส้นหนึ่งปรากฏแก่พระองค์. พระราชาตรัสว่า สหาย ถ้าอย่างนั้น ท่านจงถอนผมหงอกนั้นของเรา เอามาวางในฝ่ามือ. เมื่อพระราชาตรัสอย่างนั้น ช่างกัลบกจึงเอาแหนบทองถอน แล้วให้พระเกศาหงอกประดิษฐาน อยู่ในฝ่าพระหัตถ์ของพระราชา. ในกาลนั้น พระราชายังมีพระชนมายุเหลืออยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี.
               แม้เมื่อเป็นอย่างนั้น พระราชาได้ทรงเห็นผมหงอกแล้ว ก็ทรงสำคัญประหนึ่งว่า พระยามัจจุราชมายืนอยู่ใกล้ๆ และประหนึ่งว่า ตนเองเข้ามาอยู่ในบรรณศาลาอันไฟติดโพลงอยู่ ฉะนั้น ได้ทรงถึงความสังเวช จึงทรงพระดำริว่า ดูก่อนมฆเทวะผู้เขลา เจ้าไม่อาจละกิเลสเหล่านี้ จนตราบเท่าผมหงอกเกิดขึ้น. เมื่อพระเจ้ามฆเทวะนั้นทรงรำพึงถึง ผมหงอกที่ปรากฏแล้ว ความเร่าร้อนภายในก็เกิดขึ้น พระเสโทในพระสรีระไหลออก ผ้าสาฎกได้ถึงอาการที่จะต้องบิด (เอาพระเสโท) ออก.
               พระเจ้ามฆเทวะนั้นทรงพระดำริว่า เราควรออกบวชในวันนี้แหละ จึงทรงประทานบ้านชั้นดี อันเป็นที่ตั้งขึ้นแห่งทรัพย์เจ็ดพัน แก่ช่างกัลบก แล้วรับสั่งให้เรียกพระโอรสพระองค์ใหญ่ มาตรัสว่า ดูก่อนพ่อ ผมหงอกปรากฏบนศีรษะของพ่อแล้ว พ่อเป็นคนแก่แล้ว ก็กามของมนุษย์พ่อได้บริโภคแล้ว บัดนี้ พ่อจักแสวงหากามอันเป็นทิพย์ นี้เป็นกาลออกบวชของพ่อ เจ้าจงครอบครองราชสมบัตินี้. ส่วนพ่อบวชแล้ว จักอยู่กระทำสมณธรรม ในอัมพวันอุทยาน ชื่อมฆเทวะ. อำมาตย์ทั้งหลายเข้าไปเฝ้าพระราชานั้น ผู้มีพระประสงค์จะบวช อย่างนั้น แล้วทูลถามว่า ข้าแต่สมมติเทพ อะไรเป็นเหตุแห่งการทรงผนวชของพระองค์?
               พระราชาทรงถือผมหงอก ตรัสพระคาถานี้แก่อำมาตย์ทั้งหลายว่า
               ผมที่หงอกบนศีรษะของเรานี้เกิดแล้ว เป็นเหตุนำวัยไป เทวทูตปรากฏแล้ว นี้เป็นสมัยแห่งการบรรพชาของเรา.

               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุตฺตมงฺครุหา ได้แก่ ผม. จริงอยู่ ผมทั้งหลายเรียกว่า อุตฺตมงฺครุหา เพราะงอกขึ้นบนเบื้องสูงแห่งอวัยวะ มีมือและเท้าเป็นต้น คือว่า บนศีรษะ. บทว่า อิเม ชาตา วโยหรา ความว่า พ่อทั้งหลาย จงดูผมหงอกเหล่านี้เกิดแล้ว ชื่อว่าเป็นเหตุนำเอาวัยไป เพราะนำเอาวัยทั้ง ๓ ไป โดยภาวะปรากฏผมหงอก. บทว่า ปาตุภูตา ได้แก่ บังเกิดแล้ว.
               มัจจุ ชื่อว่า เทวะ ที่ชื่อว่า เทวทูต เพราะเป็นทูตแห่งเทวะนั้น. จริงอยู่ เมื่อผมหงอกทั้งหลายปรากฏบนศีรษะ บุคคลย่อมเป็นเหมือนยืนอยู่ในสำนักของพญามัจจุราช เพราะฉะนั้น ผมหงอกทั้งหลายท่านจึงเรียกว่า ทูตของเทวะ คือมัจจุ ที่ชื่อว่า เทวทูต เพราะเป็นทูตเหมือนเทวะ ดังนี้ก็มี เหมือนอย่างว่า บุคคลย่อมเป็นเหมือน ผู้อันเทวดาผู้มีทั้งประดับและตกแต่ง แล้วยืนในอากาศกล่าวว่า ท่านจักตายในวันชื่อโน้น ฉันใด เมื่อผมหงอกทั้งหลายปรากฏแล้วบนศีรษะ ย่อมเป็นเช่นกับเทวดาพยากรณ์ ฉันนั้นเหมือนกัน เพราะฉะนั้น ผมหงอกทั้งหลาย ท่านจึงกล่าวว่า เป็นทูตเหมือนเทพ ที่ชื่อว่าเทวทูต เพราะเป็นทูตของวิสุทธิเทพทั้งหลาย ดังนี้ก็มี.
               จริงอยู่ พระโพธิสัตว์ทุกพระองค์ ทอดพระเนตรเห็นคนแก่ คนเจ็บ คนตาย และบรรพชิต เท่านั้น ก็ถึงความสังเวช เสด็จออกบวช. สมดังที่ตรัสไว้ว่า
               ดูก่อนมหาบพิตร เพราะอาตมภาพเห็นคนแก่ คนป่วยไข้ได้ความทุกข์ คนตายอันถึงความสิ้นอายุ และบรรพชิตผู้ครองผ้ากาสาวะ จึงได้บวช
ดังนี้.
               โดยปริยายนี้ ผมหงอกทั้งหลาย ท่านจึงเรียกว่าเทวทูต เพราะเป็นทูตแห่งวิสุทธิเทพทั้งหลาย. ด้วยบทว่า ปพฺพชฺชาสมโย มมํ นี้ ท่านแสดงว่า นี้เป็นกาลแห่งการถือสมณเพศ อันได้ชื่อว่าบรรพชา เพราะอรรถว่า ออกจากความเป็นคฤหัสถ์ของเรา.
               พระเจ้ามฆเทวะนั้น ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว จึงสละราชสมบัติ บวชเป็นฤาษี ในวันนั้นเอง ประทับอยู่ในมฆอัมพวันนั้น นั่นแหละ. เจริญพรหมวิหาร ๔ อยู่ ๘๔,๐๐๐ ปี ดำรงอยู่ในฌานอันไม่เสื่อม สวรรคตแล้วบังเกิดในพรหมโลก. จุติจากพรหมโลกนั้น ได้เป็นพระราชาพระนามว่า เนมิ ในกรุงมิถิลา นั่นแหละอีก สืบต่อวงศ์ของพระองค์ที่เสื่อมลง จึงทรงผนวชในอัมพวันนั้น นั่นแหละ เจริญพรหมวิหาร กลับไปเกิดในพรหมโลกตามเดิมอีก.

               แม้พระศาสดาก็ได้ตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ตถาคตออกมหาภิเนษกรมณ์ ในบัดนี้เท่านั้น ก็หามิได้ แม้ในกาลก่อน ก็ได้ออกแล้ว เหมือนกัน.
               ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแสดงแล้ว จึงทรงประกาศอริยสัจจะ ๔ ในเวลาจบอริยสัจ ภิกษุบางพวกได้เป็นพระโสดาบัน บางพวกได้เป็นพระสกทาคามี บางพวกได้เป็นพระอนาคามี.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัส ๒ เรื่องนี้ สืบต่ออนุสนธิกัน ด้วยประการดังนี้แล้ว
               ทรงประชุมชาดก ว่า
                         ช่างกัลบกในครั้งนั้น ได้เป็น พระอานนท์ ในบัดนี้
                         บุตรในครั้งนั้น ได้เป็น พระราหุล ในบัดนี้
                         ส่วนพระเจ้ามฆเทวะได้เป็น เราตถาคต แล.

               จบอรรถกถามฆเทวชาดกที่ ๙

.. อรรถกถา เอกกนิบาตชาดก อปัณณกวรรค มฆเทวชาดก ว่าด้วยเทวทูต จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 8อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 9อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 10อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=51&Z=55
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๓  พฤศจิกายน  พ.ศ.  ๒๕๔๖
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com