ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา กุกกุชาดก
ว่าด้วย ปฏิปทาของพระราชาผู้เป็นบัณฑิต

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระวิหารเชตวัน ทรงปรารภพระราโชวาท ตรัสเรื่องนี้มีคำเริ่มต้นว่า ทิยฑฺฒกุกฺกุ ดังนี้.
               เรื่องปัจจุบันจักมีแจ้งใน เตสกุณชาดก.
               ในอดีตกาล เมื่อพระเจ้าพรหมทัตครองราชสมบัติอยู่ในนครพาราณสี พระโพธิสัตว์ได้เป็นอำมาตย์ผู้ถวายอรรถธรรมแด่พระองค์ พระราชาทรงดำรงอยู่ในการลุอำนาจอคติ ทรงครองราชย์โดยไม่เป็นธรรม รีดนาทาเร้นชนบทเก็บทรัพย์อย่างเดียว.
               พระโพธิสัตว์ประสงค์จะถวายพระโอวาทพระราชา เดินพิจารณาหาอุบายข้อหนึ่งไป. อนึ่ง ในพระราชอุทยานมีพระตำหนักประทับผิดปกติ มุงหลังคายังไม่เสร็จ เพียงแต่ยกยอดโดมไม้ขึ้น แล้วเอาจันทันสอดพาดไว้. พระราชาเสด็จไปพระราชอุทยานเพื่อต้องการทรงกรีฑา เสด็จดำเนินไปทั่วทุกแห่งในพระราชอุทยานนั้น แล้วเสด็จเข้าพระตำหนักนั้น เมื่อทอดพระเนตรเห็นยอดโดม จึงเสด็จออกมาประทับยืนข้างนอก เพราะทรงกลัวจะตกลงเบื้องบนพระองค์ ทรงตรวจดูอีก ทรงดำริว่า ยอดโดมวางอยู่ได้เพราะอาศัยอะไรหนอ จันทันวางอยู่ได้เพราะอาศัยอะไร
               เมื่อจะตรัสถามพระโพธิสัตว์ จึงได้กล่าวคาถาที่ ๑ ว่า :-
               ยอดโดมสูงศอกครึ่ง จันทันประมาณ ๘ คืบยันยอดโดมนั้นไว้ ยอดโดมนั้นทำด้วยไม้แก่นไม่มีกระพี้ ทรงตัวอยู่ได้อย่างไร จึงไม่ตกลงจากข้างบน.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ทิยฑฺฒกุกฺกุ ความว่า ศอกครึ่ง.
               บทว่า อุทเยน ความว่า โดยส่วนสูงกว่า.
               บทว่า ปริกฺขิปนฺติ ความว่า จันทัน คือ ๘ คืบ ยันยอดโดมนี้นั้นไว้. อธิบายว่า ประมาณ ๘ คืบโดยใช้ยันไว้.
               บทว่า กุหึ ฐิตา ความว่า เป็นสิ่งที่ถูกวางไว้ที่ไหน.
               บทว่า น ธํสติ ความว่า ไม่ตกไป.

               พระโพธิสัตว์ได้ฟังพระราชดำรัสนั้นแล้ว คิดว่า บัดนี้ เราได้อุบายเพื่อจะถวายพระโอวาทพระราชาแล้ว จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ถวายว่า :-
               จันทัน ๓๐ ตัวทำด้วยไม้แก่น ไม่มีกระพี้เหล่าใดวางเรียงยันกันไว้ ยอดโดมที่จันทันเหล่านั้นยึดไว้ดีแล้ว และถูกกำลังบีบบังคับวางขนาบไว้ จึงไม่ตกไปจากข้างบนฉันใด.
               แม้พระราชาผู้ทรงเป็นบัณฑิต ก็ฉันนั้น ที่เหล่าองคมนตรีผู้เป็นมิตรมั่นคง มีรูปแบบไม่แตกกัน มีความสะอาด ยึดเหนี่ยวกันไว้ดีแล้ว ก็ไม่ทรงพลาดไปจากสิริ เหมือนกับยอดโดมที่แบกภาระของจันทันไว้ฉะนั้น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยา ตึสติ สารมยา ความว่า จันทัน ๓๐ ตัวเหล่าใดทำด้วยไม้แก่น. บทว่า ปฏิกิริย ความว่า พยุงไว้. บทว่า สมฏฺฐิตา ความว่า วางเรียงไว้เสมอกัน. บทว่า พลสา จ ปีฬิตา ความว่า ที่จันทันเหล่านั้นๆ และกำลังของมันบีบบังคับยึดกันไว้อย่างดี คือติดเนื่องเป็นอันเดียวกัน.
               บทว่า ปณฺฑิโต ได้แก่พระราชาผู้ทรงปรีชา.
               บทว่า สุจีหิ ความว่า อันกัลยาณมิตรทั้งหลายผู้มีความประพฤติสะอาดเสมอ.
               บทว่า มนฺติภิ ความว่า ผู้ฉลาดเพราะความรู้.
               บทว่า โคปาณสีภารวหาว กณฺณิกา ความว่า ยอดโดมแบกภาระจันทันทั้งหลายไว้ไม่ตกฉันใด แม้พระราชาก็ฉันนั้น เป็นผู้ที่องคมนตรีทั้งหลายมีประการดังที่กล่าวแล้ว มีจิตใจไม่แตกแยกกัน จะไม่ทรงพลาด คือไม่ตกไปได้แก่ไม่ขาดหายไปจากสิริ.

               พระราชา เมื่อพระโพธิสัตว์กล่าวอยู่นั่นแหละ ทรงกำหนดดูพระราชกิริยาของพระองค์แล้ว จึงทรงทราบว่า เมื่อยอดโดมไม่มี จันทันทั้งหลายก็วางอยู่ไม่ได้. ยอดโดมที่จันทันไม่ยึดรั้งไว้ก็ตั้งอยู่ไม่ได้. เมื่อจันทันแยกกันยอดโดมก็หล่นฉันใด พระราชาผู้ไม่ทรงธรรมก็ฉันนั้นเหมือนกัน เมื่อไม่ทรงยึดเหนี่ยวใจมิตรอำมาตย์ กำลังพลของตนและพราหมณ์คหบดีทั้งหลายไว้ เมื่อคนเหล่านั้นแตกแยกกัน ไม่พากันยึดเหนี่ยวพระทัยพระองค์ไว้ก็จะเสื่อมจากอิสริยยศ ธรรมดาพระราชาควรจะเป็นผู้ทรงธรรม ดังนี้.
               จึงในขณะนั้น คนทั้งหลายได้นำผลมะงั่วมาเพื่อต้องการเป็นบรรณาการ ทูลเกล้าถวายพระองค์. พระราชาจึงตรัสกะพระโพธิสัตว์ว่า สหายเอ๋ย เชิญรับประทานผลมะงั่วนี้เถิด. พระโพธิสัตว์รับเอาผลมะงั่วนั้นแล้ว เมื่อทูลแสดงอุบายรวบรวมทรัพย์ คือการเก็บภาษีถวายพระราชาด้วยอุปมานี้ว่า ข้าแต่มหาราช คนทั้งหลายไม่รู้การกินผลมะงั่วนี้จะทำให้มีแต่รสขม ส่วนผู้ฉลาดรู้รสเปรี้ยวนำแต่รสขมออกไป ไม่นำรสเปรี้ยวออก ไม่ให้รสมะงั่วเสีย ภายหลังจึงรับประทานดังนี้แล้ว
               จึงกล่าวคาถา ๒ คาถาความว่า :-
               ผู้มีมีด แม้เมื่อไม่ปอกเปลือกผลมะงั่วที่มีเปลือกแข็งออกจะทำให้มีรสขม ข้าแต่พระราชา บุคคลเมื่อปอกเปลือกเป็น จะทำให้มีรสอร่อย เมื่อปอกแต่เปลือกบางๆ ออกก็คงทำให้รสไม่อร่อยฉันใด.
               ฝ่ายพระราชาผู้ทรงพระปรีชา ก็ฉันนั้น ไม่ทรงเร่งรัดเก็บทรัพย์ที่ควรตำหนิ คือขูดรีดภาษี ควรทรงปฏิบัติคล้อยตามธรรมะ ทำความสุขสำราญแก่ราษฎร ไม่ทรงเบียดเบียนผู้อื่น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ขรตฺตจํ ได้แก่มีเปลือกแข็ง. บทว่า เพลฺลํ ได้แก่ผลมะงั่ว. ปาฐะว่า พาลํ ก็มี. ความหมายก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน. บทว่า สตฺถวา ความว่า ผู้มีศัสตราเล็ก คือมีดในมือ.
               บทว่า อโนมสนฺโต ความว่า เมื่อปอกเปลือกเป็น คือเมื่อเฉือนเปลือกนอกออกและไม่นำรสเปรี้ยวออกไปทำให้รสอร่อย.
               พระโพธิสัตว์เรียกพระราชาว่า ปตฺถวา
               บทว่า ตนุพนฺธมุทฺธรํ ความว่า แต่ว่าปอกแต่เปลือกบางๆ ออกไป คงทำให้ผลมะงั่วนั้นอร่อยไม่ได้เลย เพราะไม่ได้นำรสขมออกไปให้หมดสิ้น.
               บทว่า เอวํ ความว่า ฝ่ายพระราชาผู้ทรงพระปรีชาพระองค์นั้นก็ฉันนั้น ไม่ทรงเร่งรัด คือไม่ลุอำนาจตัณหาที่ผลุนผลัน ทรงละการลุอำนาจอคติ ไม่ทรงเบียดเบียนราษฎร ทรงเก็บเงินภาษีโดยทำนองปลวกทั้งหลายพัฒนา คือก่อจอมปลวก และโดยทำนองผึ้งทั้งหลายที่เคล้าเอาเกษรมาทำน้ำผึ้ง เป็นผู้ทรงคล้อยตามธรรมะปฏิบัติอยู่โดยการคล้อยตามราชธรรม ๑๐ ประการเหล่านี้ คือ :-
               ทาน ๑ ศีล ๑ การบริจาค ๑ ความซื่อตรง ๑
               ความอ่อนโยน ๑ ความเคร่งครัด ๑ ความไม่โกรธ ๑
               ความไม่เบียดเบียน ๑ ความอดทน ๑ ความไม่ผิด ๑.
               ควรทรงทำความสำราญ คือความเจริญให้ตนเองและผู้อื่นไม่เบียดเบียนผู้อื่นเลย.

               พระราชาทรงปรึกษากับพระโพธิสัตว์ไปพลาง เสด็จดำเนินไปพลางถึงฝั่งสระโบกขรณี ทอดพระเนตรเห็นดอกบัวที่บานงามอยู่ในสระนั้น แต่ไม่เปียกน้ำมีสีเหมือนแสงพระอาทิตย์อ่อนๆ จึงตรัสว่า สหาย ดอกบัวนี้เกิดในน้ำนั่นแหละ แต่อยู่ได้ไม่เปียกน้ำ.
               ลำดับนั้น พระโพธิสัตว์ เมื่อทูลโอวาทพระราชานั้นว่า ถึงพระราชาก็ควรเป็นแบบนี้เหมือนกัน จึงได้ทูลคาถาว่า :-
               ดอกบัวหลวงมีเง่าขาว ผุดขึ้นจากน้ำที่สะอาด เกิดในสระโบกขรณี บานเพราะพระอาทิตย์ มีแสงเหมือนแสงไฟ โคลนตมก็ไม่เปื้อน ผงธุลีก็ไม่เลอะ น้ำก็ไม่เปียกมันฉันใด.
               พระราชาผู้เช่นนั้นก็ฉันนั้น กรรมกิเลสจะไม่เปรอะเปื้อนพระองค์ ผู้มีพระราชวินิจฉัยสะอาด ไม่ทรงผลุนผลัน มีพระราชกิจบริสุทธิ์ ทรงปราศจากกรรมที่เป็นบาป เหมือนดอกบัวที่เกิดในสระโบกขรณีทั้งหลายฉะนั้น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โอทาตมูลํ ได้แก่มีเง่าขาว.
               คำว่า อัมพุช เป็นไวพจน์ของดอกบัวนั่นเอง.
               บทว่า อคฺคินิภาสิผาลิมํ ความว่า บานแล้ว. อธิบายว่า แย้มบานแล้ว เพราะพระอาทิตย์มีแสง เหมือนแสงไฟ.
               บทว่า น กทโม น รโช น วาริ ลิปฺปติ ความว่า โคลนตม ก็ไม่เปื้อน ผงธุลีก็ไม่เลอะ น้ำก็ไม่เปียก. อธิบายว่า ไม่เปรอะเปื้อน. ปาฐะ บาลีว่า ลิมปติ ก็มี.
               อีกอย่างหนึ่ง บทเหล่านั้นเป็นปฐมาวิภัติใช้ในความหมายสัตมีวิภัติ. ความหมายก็ว่า ไม่แปดเปื้อน คือไม่ติดอยู่ในโคลนตมเป็นต้นเหล่านั้น.
               บทว่า โวหารสุจึ ความว่า ทรงเป็นผู้สะอาดในเพราะการทรงตัดสินคดีตามกฎหมาย ที่พระราชาทั้งหลายผู้ทรงธรรมเก่าก่อนทรงตราไว้. อธิบายว่า ผู้ทรงละการลุอำนาจอคติทำการวินิจฉัยโดยธรรม.
               บทว่า อสาหสํ ความว่า ชื่อว่าทรงเว้นจากพระราชกิริยาที่หุนหันพลันแล่น เพราะเหตุที่ทรงดำรงอยู่ในพระราชวินิจฉัยที่ชอบธรรมนั่นเอง.
               บทว่า วิสุทฺธกมฺมํ ความว่า ชื่อว่า ทรงมีพระราชกิจบริสุทธิ์ คือมีปกติตรัสคำจริง ได้แก่ไม่ทรงพิโรธ หมายความว่า ทรงเป็นกลาง เท่ากับว่าทรงเป็นเหมือนตราชู เพราะเหตุที่พระองค์ไม่ทรงผลุนผลันนั้นนั่นเอง.
               บทว่า อเปตปาปกํ ได้แก่ทรงปราศจากบาปกรรม.
               บทว่า น ลิมฺปติ กมฺมกิเลส ความว่า กรรมกิเลสนี้ คือ ปาณาติบาต ๑ อทินนาทาน ๑ กาเมสุมิจฉาจาร ๑ มุสาวาท ๑ ไม่ติดเปื้อนพระราชานั้น.
               เพราะเหตุไร? เพราะพระราชาผู้เช่นนั้นก็เหมือนดอกบัวที่เกิดแล้วในสระโบกขรณี. อธิบายว่า ข้าแต่มหาราช พระราชาผู้เช่นนั้นทรงเป็นผู้ชื่อว่าอันอะไร ไม่เปื้อนเปรอะแล้ว เหมือนดอกปทุมที่เกิดแล้วในสระโบกขรณี อันอะไรไม่เปื้อนเปรอะแล้ว.
               พระราชาทรงดำรงอยู่ในโอวาทของพระโพธิสัตว์แล้ว จำเดิมแต่นั้นมา ก็ทรงครองราชย์โดยธรรม ทรงบำเพ็ญบุญทั้งหลายมีทานเป็นต้น แล้วได้ทรงเป็นผู้มีสวรรค์เป็นที่ไปในเบื้องหน้า.
               พระศาสดาครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว ได้ทรงประชุมชาดกไว้ว่า
               พระราชาในครั้งนั้น ได้แก่ พระอานนท์ ในบัดนี้
               ส่วนอำมาตย์ผู้เป็นบัณฑิต คือเราตถาคต ฉะนี้แล.


               จบ อรรถกถากุกกุชาดกที่ ๑               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา กุกกุชาดก ว่าด้วย ปฏิปทาของพระราชาผู้เป็นบัณฑิต จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 0อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 963อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 969อรรถาธิบายเล่มที่ 27 เริ่มข้อที่ 976อรรถาธิบายเล่มที่  27 เริ่มข้อที่ 2519
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=27&A=4277&Z=4302
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๔  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :