ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา จุลลหังสชาดก
ว่าด้วย พระยาหงส์ทรงติดบ่วง

               พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ ณ พระเวฬุวันมหาวิหาร ทรงพระปรารภ การเสียสละชีวิตของท่านพระอานนทเถระ จึงตรัสพระธรรมเทศนานี้ มีคำเริ่มต้นว่า สุมุข ดังนี้.
               ความพิสดารว่า บรรดาพวกนายขมังธนู ที่พระเทวทัตเสี้ยมสอนให้ไปปลงพระชนม์พระตถาคตเจ้าเหล่านั้น คนที่ถูกส่งไปก่อนเขาทั้งหมด กลับมารายงานว่า ข้าแต่พระคุณเจ้าผู้เจริญ กระผมไม่อาจที่จะปลงพระชนม์พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นได้เลย เพราะพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ทรงมีฤทธานุภาพใหญ่หลวงยิ่งนัก พระเทวทัตนั้นจึงกล่าวว่า เออช่างเถอะ เจ้าไม่ต้องปลงพระชนม์พระสมณโคดมดอก เราจักปลงพระชนม์พระสมณโคดมเอง เมื่อพระตถาคตเจ้าเสด็จจงกรมอยู่ ณ ร่มเงาเบื้องหลังแห่งภูเขาคิชฌกูฏ ตนจึงขึ้นไปบนภูเขาคิชฌกูฏเอง แล้วกลิ้งศิลาก้อนใหญ่ด้วยกำลังแห่งเครื่องยนตร์ ด้วยคิดว่า เราจักปลงพระชนม์พระสมณโคดมด้วยศิลาก้อนนี้. ในกาลนั้น ยอดเขาสองยอดก็รับเอาศิลาที่กลิ้งตกลงไปนั้นไว้ได้. แต่สะเก็ดศิลาที่กะเทาะจากศิลาก้อนนั้น กระเด็นไปต้องพระบาทพระผู้มีพระภาคเจ้า ทำพระโลหิตให้ห้อขึ้นแล้ว เวทนามีกำลังเป็นไปทั่วแล้ว หมอชีวกกระทำการผ่าพระบาทของพระตถาคตเจ้าด้วยศัสตรา เอาเลือดร้ายออก นำเนื้อร้ายออกจนหมด ชำระล้างแผลสะอาดแล้ว ใส่ยากระทำให้พระองค์หายจากพระโรค พระศาสดาทรงหายเป็นปกติดีแล้ว มีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อมเป็นบริวาร เสด็จเข้าไปยังพระนครด้วยพระพุทธลีลาใหญ่ทีเดียว.
               ลำดับนั้น พระเทวทัตมองเห็นดังนั้น จึงคิดว่า ใครๆ เห็นพระสรีระอันถึงแล้ว ซึ่งส่วนอันเลิศด้วยพระรูปพระโฉมของพระสมณโคดม ถ้าเป็นมนุษย์ ก็ไม่อาจที่จะเข้าไปทำร้ายได้ ก็ช้างของพระราชาชื่อว่า นาลาคิรี มีอยู่ ช้างนั้นเป็นช้างที่ดุร้ายกาจ ฆ่ามนุษย์ได้ เมื่อไม่รู้จักคุณพระพุทธเจ้า พระธรรม และพระสงฆ์ จักยังพระสมณโคดมนั้นให้ถึงความสิ้นชีวิตได้ เธอจึงไปทูลเนื้อความนั้นแด่พระเจ้าอชาตศัตรูราช พระราชาทรงรับรองว่าดีละ ดังนี้ แล้วรับสั่งให้เรียกหานายหัตถาจารย์มาแล้ว ทรงพระบัญชาว่า แน่ะเจ้า พรุ่งนี้เจ้าจงมอมช้างนาลาคิรีให้มึนเมาแล้วจงปล่อยไปบนถนน ที่พระสมณโคดมเสด็จมา แต่เช้าทีเดียว แม้พระเทวทัตก็ถามนายหัตถาจารย์นั้นว่า ในวันอื่นๆ ช้างนาลาคิรีดื่มสุรากี่หม้อ เมื่อเขาบอกให้ทราบว่า ๘ หม้อ พระคุณเจ้าผู้เจริญจึงกำชับว่า พรุ่งนี้ท่านจงให้ช้างนั้นดื่มเพิ่มขึ้นเป็น ๑๖ หม้อแล้ว พึงกระทำให้มีหน้าเฉพาะ ในถนนที่พระสมณโคดมเสด็จผ่านมา. นายหัตถาจารย์นั้น ก็รับรองเป็นอันดี พระราชาให้ราชบุรุษเที่ยวตีกลองประกาศไปทั่วพระนครว่า พรุ่งนี้ นายหัตถาจารย์จักมอมช้างนาลาคิรีให้มึนเมาแล้ว จักปล่อยในนคร ชาวเมืองทั้งหลายพึงรีบกระทำ กิจที่จำต้องกระทำเสียให้เสร็จ แต่เช้าทีเดียว แล้วอย่าเดินระหว่างถนน. แม้พระเทวทัตลงจากพระราชนิเวศน์แล้วก็ไปยังโรงช้าง เรียกคนเลี้ยงช้างมาสั่งว่า ดูก่อนพนายทั้งหลาย เราสามารถจะลดคนมีตำแหน่งสูงให้ต่ำ และเลื่อนคนมีตำแหน่งต่ำให้สูงขึ้น ถ้าพวกเจ้าต้องการยศ พรุ่งนี้เช้า จงช่วยกันเอาเหล้าอย่างแรง กรอกช้างนาลาคิรีให้ได้ ๑๖ หม้อ ถึงเวลาพระสมณโคดมเสด็จมา จงช่วยกันแทงช้างด้วยปลายหอกซัด ยั่วยุให้มันอาละวาดให้ทำลายโรงช้าง ช่วยกันล่อให้หันหน้าตรงไปในถนนที่พระสมณโคดมเสด็จมา แล้วให้พระสมณโคดมถึงความสิ้นชีวิต พวกคนเลี้ยงช้างเหล่านั้น พากันรับรองเป็นอันดี.
               พฤติการณ์อันนั้นได้เซ็งแซ่ไปทั่วพระนคร. เหล่าอุบาสกผู้นับถือพระพุทธเจ้า พระธรรม พระสงฆ์ ได้ทราบข่าวนั้น ก็พากันไปเข้าเฝ้าพระศาสดากราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระเทวทัตสมคบกันกับพระเจ้าอชาตศัตรูราช ให้ปล่อยช้างนาลาคิรีในหนทางที่พระองค์จะเสด็จไปในวันพรุ่งนี้ เพราะฉะนั้น ในวันพรุ่งนี้ ขอพระองค์อย่าได้เสด็จเข้าไปบิณฑบาตเลย จงประทับอยู่ในที่นี้เถิด พวกข้าพระองค์ จักถวายภิกษา แก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธองค์เป็นประมุขในวิหารนี้แล. พระศาสดามิได้ตรัสรับคำว่า พรุ่งนี้ เราจักไม่เข้าไปบิณฑบาต ทรงพระดำริว่า ในวันพรุ่งนี้ เราจักทรมานช้างนาลาคิรี กระทำปาฏิหาริย์ทรมานพวกเดียรถีย์ จักเที่ยวไปบิณฑบาตในกรุงราชคฤห์ มีภิกษุแวดล้อมเป็นบริวาร ออกจากพระนครไปยังพระเวฬุวันมหาวิหารทีเดียว. พวกชนชาวเมืองราชคฤห์ จักถือเอาภาชนภัตเป็นอันมากมายังวิหารเวฬุวันเหมือนกัน พรุ่งนี้ โรงภัตจักมีในวิหารทีเดียว แล้วทรงรับอาราธนาแก่พวกอุบาสกเหล่านั้น ด้วยเหตุนี้ พวกอุบาสกเหล่านั้นทราบความว่า ทรงรับอาราธนาของพระตถาคตเจ้าแล้ว จึงพากันกล่าวว่า พวกเราจักนำภาชนภัตมาถวายทานในวิหารทีเดียว แล้วหลีกไป.
               แม้พระศาสดาทรงแสดงธรรม ในปฐมยาม ทรงแก้ปัญหาของเทวดา ในมัชฌิมยาม ทรงสำเร็จสีหไสยาสน์ ในส่วนแรกแห่งปัจฉิมยาม ทรงเข้าผลสมาบัติ ในส่วนที่ ๒ แห่งปัจฉิมยาม ในส่วนที่ ๓ แห่งปัจฉิมยาม ทรงเข้าพระกรุณาสมาบัติ ทรงตรวจดูเหล่าเวไนยสัตว์ อันมีอุปนิสัยที่จะได้ตรัสรู้ธรรมพิเศษ ทอดพระเนตรเห็น การตรัสรู้ธรรมของสัตว์ ๘๔,๐๐๐ ในเวลาการทรงทรมานช้างนาลาคิรี ครั้นราตรีกาลสว่างไสวแล้ว ก็ทรงกระทำการชำระพระสรีระแล้ว ตรัสเรียกพระอานนท์ผู้มีอายุมาแล้ว ตรัสว่า ดูก่อนอานนท์ เธอจงบอกแก่ภิกษุ แม้ทั้งหมดในมหาวิหาร ๑๘ แห่ง อันตั้งเรียงรายอยู่ในเมืองราชคฤห์ เพื่อให้เข้าไปในเมืองราชคฤห์พร้อมกันกับเรา. พระเถระได้กระทำตามพระพุทธฎีกาแล้ว. พวกภิกษุทั้งหมดมาประชุมกันในพระเวฬุวัน พระศาสดามีภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อมเป็นบริวาร เสด็จเข้าไปบิณฑบาตยังเมืองราชคฤห์
               ลำดับนั้น พวกคนเลี้ยงช้างก็ปฏิบัติตามพระเทวทัตสั่ง. สมาคมใหญ่ได้มีแล้ว พวกมนุษย์ผู้ถึงพร้อมด้วยศรัทธากล่าวกันว่า ได้ยินว่า ในวันนี้ พระพุทธเจ้าผู้มหานาคกับช้างนาลาคิรีซึ่งเป็นสัตว์ดิรัจฉาน จักกระทำสงครามกัน พวกเราจักได้เห็น การทรมานช้างนาลาคิรีด้วยพุทธลีลา อันหาที่เปรียบมิได้ จึงพากันขึ้นสู่ปราสาทห้องแถว และหลังคาเรือน แล้วยืนดู. ฝ่ายพวกมิจฉาทิฏฐิผู้หาศรัทธามิได้ ก็พากันกล่าวว่า ช้างนาลาคิรีเชือกนี้ดุร้ายกาจ ฆ่ามนุษย์ได้ ไม่รู้จักคุณแห่งพระพุทธเจ้าเช่นกัน วันนี้ ช้างเชือกนั้น จักขยี้สรีระอันมีพรรณ ดุจทองคำของพระโคดม จักให้ถึงความสิ้นชีวิต พวกเราจักได้เห็นหลังปัจจามิตรในวันนี้ทีเดียว แล้วได้พากันขึ้นไปยืนดูบนต้นไม้และปราสาทเช่นกัน.
               แม้ช้างนาลาคิรีพอเหลือบเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จมา จึงยังมนุษย์ทั้งหลายให้สะดุ้งกลัว ทำลายบ้านเรือนเป็นอันมาก ขยี้บดเกวียนเสียแหลกละเอียดเป็นหลายเล่ม ยกงวงขึ้นชู มีหูกางหางชี้ วิ่งรี่ไปทางพระผู้มีพระภาคเจ้า ประหนึ่งว่า ภูเขาเอียงเข้าทับพระพุทธองค์ ฉะนั้น ภิกษุทั้งหลายเห็นดังนั้น จึงกราบทูลเนื้อความนี้กะพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช้างนาลาคิรีเชือกนี้ ดุร้ายกาจฆ่ามนุษย์ได้ วิ่งตรงมานี่ ก็ช้างนาลาคิรีนี้ มิได้รู้จักพระพุทธคุณเป็นต้นแล ขอพระผู้มีพระภาคเจ้าจงเสด็จกลับเถิด พระเจ้าข้า ขอพระสุคตเจ้าจงเสด็จกลับเสียเถิด. พระศาสดาตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธออย่าได้กลัวไปเลย เรามีกำลังสามารถพอที่จะทรมานช้างนาลาคิรีเชือกนี้ได้.
               ลำดับนั้น ท่านพระสารีบุตรผู้มีอายุ ทูลขอโอกาสกะพระศาสดาว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ธรรมดาว่า กิจที่บังเกิดขึ้นแก่บิดา ย่อมเป็นภาระของบุตรคนโต ข้าพระองค์ผู้เดียวจะขอทรมานช้างเชือกนี้. ลำดับนั้น พระศาสดาจึงตรัสห้ามพระสารีบุตรนั้นว่า ดูก่อนสารีบุตร ขึ้นชื่อว่า กำลังแห่งพระพุทธเจ้าเป็นอย่างหนึ่ง ส่วนกำลังของพวกสาวกเป็นอีกอย่างหนึ่ง เธอจงยับยั้งอยู่เถิด. พระเถระผู้ใหญ่ ๘๐ โดยมากต่างก็พากันทูลขอโอกาสอย่างนี้เหมือนกัน. พระศาสดาตรัสห้ามพระมหาเถระเหล่านั้นแม้ทั้งหมด.
               ลำดับนั้น ท่านพระอานนท์ไม่สามารถจะทนดูอยู่ได้ ด้วยความรักมีกำลังในพระศาสดา จึงคิดว่า ช้างเชือกนี้ จงฆ่าเราเสียก่อนเถิด ดังนี้แล้ว ยอมสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่พระตถาคตเจ้า ได้ออกไปยืนอยู่เบื้องพระพักตร์แห่งพระศาสดา. ลำดับนั้น พระศาสดาจึงตรัสกะท่านว่า อานนท์ เธอจงหลีกไป อานนท์ เธอจงหลีกไป เธออย่ามายืนขวางหน้าตถาคต. ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ช้างเชือกนี้ดุร้ายกาจ ฆ่ามนุษย์ได้ เป็นเช่นกับไฟบรรลัยกัลป์ จงฆ่าข้าพระองค์เสียก่อนแล้ว จึงมายังสำนักของพระองค์ในภายหลัง. พระอานนทเถระ แม้ถูกพระศาสดาตรัสห้ามอยู่ถึง ๓ ครั้ง ก็ยังคงยืนอยู่อย่างนั้นทีเดียวมิได้ถอยกลับมา. ลำดับนั้น พระศาสดาจึงให้พระอานนท์ถอยกลับมาด้วยกำลังแห่งฤทธิ์ แล้วประทับยืนอยู่ในระหว่างภิกษุทั้งหลาย
               ในขณะนั้น หญิงคนหนึ่งเห็นช้างนาลาคิรี มีความสะดุ้งกลัวต่อมรณภัย จึงวิ่งหนี ทิ้งทารกที่ตนอุ้มเข้าสะเอวไว้ในระหว่างกลางแห่งช้างและพระตถาคตเจ้า แล้ววิ่งหนีไป. ช้างวิ่งไล่ตามหญิงนั้นแล้ว กลับมายังที่ใกล้ทารก ทารกจึงร้องเสียงดัง พระศาสดาทรงแผ่เมตตาไปยังช้างนาลาคิรี ทรงเปล่งพระสุรเสียงอันไพเราะยิ่งนัก ดุจเสียงพรหม รับสั่งร้องเรียกว่า แน่ะเจ้าช้างนาลาคิรีที่เจริญ เขาให้เจ้าดื่มเหล้าถึง ๑๖ หม้อ มอมเมาเสียจนมึนมัว ใช่ว่า เขากระทำเจ้าด้วยประสงค์ว่า จักให้จับคนอื่นก็หาไม่ แต่เขากระทำด้วยประสงค์จะให้จับเรา เจ้าอย่าเที่ยวอาละวาดให้เมื่อยขาโดยใช่เหตุเลย จงมานี่เถิด
               ช้างนาลาคิรีเชือกนั้น พอได้ยินพระดำรัสของพระศาสดา จึงลืมตาขึ้นดูพระรูป อันเป็นสิริของพระผู้มีพระภาคเจ้า กลับได้ความสังเวชใจ หายเมาสุราด้วยเดชแห่งพระพุทธเจ้า จึงห้อยงวงและลดหูทั้งสองข้าง ไปหมอบอยู่แทบพระบาททั้งสองของพระตถาคตเจ้า.
               ลำดับนั้น พระศาสดาจึงตรัสกะช้างนาลาคิรีนั้นว่า ดูก่อนเจ้าช้างนาลาคิรี เจ้าเป็นช้างสัตว์ดิรัจฉาน เราเป็นพุทธะเหล่าช้างตัวประเสริฐ ตั้งแต่นี้ไป เจ้าจงอย่าดุร้าย อย่าหยาบคาย อย่าฆ่ามนุษย์ จงได้เฉพาะจึงเมตตาจิต ทรงเหยียดพระหัตถ์เบื้องขวาออกไปลูบที่กระพองแล้ว ตรัสพระคาถาว่า

               เจ้าช้างมีงวง เจ้าอย่าเบียดเบียนช้างตัวประเสริฐ (หมายถึงพระตถาคตเจ้า) แน่ะเจ้าช้างมีงวง เพราะว่าการเบียดเบียนช้างตัวประเสริฐ เป็นเหตุนำความทุกข์มาให้ แน่ะเจ้าช้างมีงวง ตั้งแต่ไหนแต่ไรมาจนกาลบัดนี้ ผู้ฆ่าช้างตัวประเสริฐ ย่อมไม่ได้พบสุคติเลย เจ้าอย่าเมา เจ้าอย่าประมาท ด้วยว่าผู้ประมาทแล้ว ย่อมไปสู่สุคติไม่ได้ เจ้าจงกระทำหนทางที่จะพาตัวเจ้าไปสู่สุคติเถิด.

               พระศาสดาทรงแสดงธรรมด้วยประการฉะนี้ สรีระทั้งสิ้นของช้างนั้น ได้เป็นร่างกายมีปีติถูกต้องแล้วหาระหว่างคั่นมิได้ ถ้าไม่เป็นสัตว์ดิรัจฉาน ก็จักได้บรรลุโสดาปัตติผล. มนุษย์ทั้งหลายเห็นปาฏิหาริย์นั้น ต่างพากันส่งเสียงปรบมืออยู่อื้ออึง พวกที่เกิดความโสมนัสยินดีก็โยนเครื่องอาภรณ์ต่างๆ ไป เครื่องอาภรณ์เหล่านั้น ก็ไปปกคลุมสรีระของช้าง. ตั้งแต่วันนั้นมา ช้างนาลาคิรีก็ปรากฏนามว่า ธนปาลกะ ก็ในขณะนั้น สัตว์ ๘๔,๐๐๐ ในสมาคมแห่งช้างธนปาลกะก็ได้ดื่มน้ำอมฤต. พระศาสดาทรงให้ช้างธนปาลกะตั้งอยู่ในศีล ๕ ประการ ช้างนั้นก็เอางวงดูดละอองธุลีพระบาทของพระผู้มีพระภาคเจ้า แล้วเอาโปรยลงบนหัวของตน ย่อตัวถอยหลังออกมายืนอยู่ในที่อุปจาร พอแลเห็น ถวายบังคมพระทศพลกลับเข้าไปยังโรงช้าง. ตั้งแต่วันนั้นมา ช้างนาลาคิรีนั้น ก็กลายเป็นช้างที่ได้รับการฝึกแล้วเชือกหนึ่ง ในบรรดาช้างที่ได้รับการฝึกแล้วทั้งหลายอย่างนี้ ไม่เคยเบียดเบียนใครให้เดือดร้อนอีกต่อไปเลย.
               พระศาสดาทรงสำเร็จสมดังมโนรถแล้ว ทรงอธิษฐานว่า ทรัพย์สิ่งของอันใด อันผู้ใดทิ้งไว้แล้ว ทรัพย์สิ่งของอันนั้นจงเป็นของผู้นั้นตามเดิม แล้วทรงพระดำริว่า วันนี้ เราได้กระทำปาฏิหาริย์อย่างใหญ่แล้ว การเที่ยวจาริกไปเพื่อบิณฑบาตในพระนครนี้ ไม่สมควร ทรงทรมานพวกเดียรถีย์แล้ว มีภิกษุสงฆ์แวดล้อมเป็นบริวาร ประดุจกษัตริย์ที่มีชัยชนะแล้วเสด็จออกจากพระนคร ทรงดำเนินไปยังพระวิหารเวฬุวันทีเดียว แม้พวกชนชาวเมือง ก็พากันถือเอาข้าวน้ำและของเคี้ยวเป็นอันมาก ไปยังวิหาร ยังมหาทานให้เป็นไปทั่วแล้ว
               ในเวลาเย็นวันนั้น ภิกษุทั้งหลายประชุมกันเต็มธรรมสภา สนทนากันว่า ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย พระอานนทเถระเจ้าผู้มีอายุ ได้ยอมเสียสละชีวิตของท่านเพื่อประโยชน์แก่พระตถาคตเจ้า ชื่อว่า กระทำกรรมที่กระทำได้ยาก ท่านเห็นช้างนาลาคิรีแล้ว แม้ถูกพระศาสดาตรัสห้ามอยู่ถึง ๓ ครั้ง ก็ยังไม่ถอยไป ดูก่อนอาวุโสทั้งหลาย น่าสรรเสริญพระอานนท์เถรเจ้าผู้มีอายุ กระทำสิ่งซึ่งยากที่จะกระทำได้.
               ลำดับนั้น พระศาสดาทรงสดับ ถ้อยคำสรรเสริญเกียรติคุณ ของพระอานนท์นั้น ด้วยโสตธาตุเพียงดังทิพย์ จึงทรงพระดำริว่า ถ้อยคำสรรเสริญเกียรติคุณของอานนท์กำลังเป็นไปอยู่ เราควรจะไปในที่นั้น จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี เสด็จไปยังโรงธรรมสภาตรัสถามว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย วันนี้ พวกเธอกำลังสนทนากันด้วยเรื่องอะไรเล่าหนอ
               เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลให้ทรงทราบว่า เรื่องชื่อนี้พระพุทธเจ้าข้า
               จึงตรัสว่า ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้นก็หาไม่ ถึงเมื่อกาลก่อน ครั้งอานนท์เกิดในกำเนิดสัตว์ดิรัจฉาน ก็ได้เคยสละชีวิตเพื่อประโยชน์แก่ (เรา)ตถาคตแล้วเหมือนกัน ดังนี้แล้วได้ทรงนิ่งเฉยอยู่
               เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลอาราธนา จึงได้ทรงนำอดีตนิทานมาดังต่อไปนี้
               ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในอดีตกาล พระราชาทรงพระนามว่า สาคละ เสวยราชสมบัติอยู่โดยธรรมในสาคลนคร ในแคว้นมหิสกะ. ในกาลนั้น ในหมู่บ้านนายพรานแห่งหนึ่ง ซึ่งไม่ไกลจากพระนคร มีนายพรานคนหนึ่ง เอาบ่วงดักนกมาเที่ยวขายในพระนคร เลี้ยงชีวิตอยู่ ก็ในที่ไม่ไกลจากพระนคร มีสระบัวหลวงอยู่สระหนึ่งชื่อมานุสิยะ สระกว้างยาวประมาณ ๑๒ โยชน์ สระนั้นดาดาษไปด้วยดอกบัว ๕ ชนิด มีหมู่นกต่างเพศต่างพรรณมาลงที่สระนั้น นายพรานนั้นดักบ่วงไว้ โดยมิได้เลือกว่าเป็นนกชนิดไร. ในกาลนั้น พญาหงส์ ธตรฐ มีหงส์เก้าหมื่นหกพันตัวเป็นบริวาร อาศัยอยู่ในถ้ำทองใกล้ภูเขาจิตตกูฏ. มีหงส์ตัวหนึ่งชื่อ สุมุขะ ได้เป็นเสนาบดีของพญาหงส์นั้น
               กาลครั้งนั้น หงส์ทอง ๒-๓ ตัวจากฝูงหงส์นั้น บินไปยังมานุสิยสระ เที่ยวไปในสระนั้น ซึ่งมีที่หากินอย่างพอเพียงตามความสบาย แล้วกลับมายังภูเขาจิตตกูฏ บอกแก่พญาหงส์ธตรฐว่า ข้าแต่มหาราช มีสระบัวแห่งหนึ่ง ชื่อมานุสิยะ อยู่ในถิ่นของมนุษย์ มีที่เที่ยวแสวงหาอาหารอย่างสมบูรณ์ พวกข้าพเจ้าจะไปหาอาหารในสระนั้น พญาหงส์นั้นจึงห้ามว่า ขึ้นชื่อว่าถิ่นของมนุษย์ ย่อมเป็นที่น่ารังเกียจ มากไปด้วยภัยเฉพาะหน้า อย่าได้ชอบใจแก่พวกเจ้าเลย ถูกหงส์เหล่านั้นรบเร้าอยู่บ่อยๆ จึงกล่าวว่า ถ้าสระนั้น ย่อมเป็นที่ถูกใจของพวกท่าน เราก็จะไปด้วยกัน จึงพร้อมด้วยบริวารได้ไปยังสระนั้น พญาหงส์ธตรฐนั้น พอร่อนลงจากอากาศ ก็เอาเท้าถลำเข้าไปติดบ่วงอยู่ทีเดียว. ลำดับนั้น บ่วงของนายพรานนั้น ก็รัดเท้าเอาไว้แน่น ดุจถูกรัดด้วยซี่เหล็ก ฉะนั้น.
               ลำดับนั้น พญาหงส์จึงฉุดบ่วงมาด้วยคิดว่า เราจักทำบ่วงให้ขาด ครั้งแรกหนังถลอกปอกหมด ครั้งที่สองเนื้อขาด ครั้งที่สามเอ็นขาด ในครั้งที่สี่บ่วงนั้นเข้าไปถึงกระดูก โลหิตไหลนอง เวทนามีกำลังเป็นไปทั่วแล้ว. พญาหงส์นั้นจึงคิดว่า ถ้าเราร้องว่าติดบ่วง พวกญาติของเรา ก็จะพากันสะดุ้งตกใจกลัว ไม่ทันได้กินอาหาร ถูกความหิวแผดเผาแล้ว ก็จะหนีไปตกลงในมหาสมุทร เพราะหมดกำลัง พญาหงส์นั้นพยายามอดใจทนต่อทุกขเวทนา จนถึงเวลา พวกหงส์ที่เป็นญาติทั้งหลายกินอาหารอิ่มแล้ว กำลังเล่นเพลินอยู่ จึงร้องขึ้นด้วยเสียงอันดังว่า ติดบ่วง. หงส์ทั้งหลายได้ยินเสียงดังนั้น มีความกลัวต่อมรณภัยเป็นกำลัง ต่างก็คุมกันเป็นพวกๆ บ่ายหน้าไปยังภูเขาจิตตกูฏบินไปโดยเร็ว เมื่อหงส์เหล่านั้นพากันกลับไปหมดแล้ว สุมุขหงส์ที่เป็นเสนาบดีคิดว่า ภัยนี้บังเกิดขึ้นแก่มหาราชของเราหรือไม่หนอ เราจักทราบถึงเรื่องนั้น จึงบินไปโดยเร็วไว มองไม่เห็นพระมหาสัตว์ ในระหว่างหมู่หงส์ที่ไปอยู่ข้างหน้า จึงมาค้นดูฝูงกลาง ก็มิได้เห็นพระมหาสัตว์แม้ในที่นั้น จึงตรวจค้นฝูงสุดท้าย ก็มิได้เห็นพระมหาสัตว์ แม้ในที่นั้นอีก จึงแน่ใจว่า ภัยนั้นบังเกิดขึ้นแก่พญาหงส์นั้น โดยไม่ต้องสงสัยทีเดียว จึงรีบกลับมายังที่เดิม เห็นพระมหาสัตว์ติดบ่วง ยืนเกาะอยู่บนหลังตม มีโลหิตไหลนองทนทุกขเวทนาอย่างสาหัส จึงบอกว่า ข้าแต่มหาราช ขอพระองค์อย่าได้กลัวไปเลย แล้วกล่าวว่า ข้าพระองค์จักสละชีวิตของข้าพระองค์ จักยังพระองค์ให้หลุดจากบ่วง จึงบินร่อนลงมาปลอบพระมหาสัตว์เกาะอยู่บนหลังตม.
               ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อจะทดลองใจสุมุขหงส์นั้น จึงกล่าวคาถาเป็นปฐมว่า

               ดูก่อนสุมุขะ ฝูงหงส์พากันบินหนีไปไม่เหลียวหลัง แม้ท่านก็จงไปเสียเถิด อย่าหวังอยู่ในที่นี้เลย ความเป็นสหายในเราผู้ติดบ่วง ย่อมไม่มี.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุวิจินนฺตา ได้แก่ ไม่ห่วงใยด้วยความรัก คือด้วยความอาลัย. บทว่า ปกฺกมนฺติ ความว่า พญาหงส์นั้นกล่าวว่า ฝูงหงส์ทั้งหลายซึ่งล้วนเป็นหมู่ญาติของเรา เป็นจำนวนหงส์มีประมาณเก้าหมื่นหกพันตัวเหล่านี้ มิได้มองดูเราด้วยอำนาจความอาลัยรัก ทิ้งเราแล้วบินหนีไปหมด ถึงตัวท่านก็จงรีบหนีไปเสียเถิด อย่าหวังการอยู่ในที่นี้เลย ด้วยว่า ขึ้นชื่อว่า ความเป็นสหายในตัวเรา ย่อมไม่มีผลเพราะการติดบ่วงอย่างนี้ อธิบายว่า บัดนี้ เราไม่อาจที่จะกระทำกิจด้วย ความเป็นสหายสักน้อยหนึ่งแก่ท่านได้เลย เราไม่สามารถจะกระทำอุปการะได้ จะมีประโยชน์อะไรแก่ท่าน ท่านอย่าชักช้าเลย จงรีบบินหนีไปเสียเถิดนะ.

               เบื้องหน้าแต่นั้น สุมุขหงส์กล่าวว่า
               ข้าพระองค์จะพึงไปหรือไม่พึงไป ความไม่ตายก็ไม่พึงมี เพราะการไปหรือการไม่ไปนั้น เมื่อพระองค์มีความสุขจึงอยู่ใกล้ เมื่อพระองค์ได้รับความทุกข์ จะพึงละไปอย่างไรได้ ความตายพร้อมกับพระองค์ หรือว่าความเป็นอยู่เว้นจากพระองค์ ความตายนั้นแลประเสริฐกว่า เว้นจากพระองค์แล้ว จะพึงเป็นอยู่ประเสริฐอะไร ข้าแต่พระมหาราชจอมหงส์ ข้าพระองค์พึงละทิ้งพระองค์ ซึ่งทรงถึงทุกข์อย่างนี้ ข้อนี้ไม่เป็นธรรมเลย คติของพระองค์ ข้าพระองค์ย่อมชอบใจ.


               ในลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงกล่าวว่า
               คติของเราผู้ติดบ่วง จะเป็นอื่นไปอย่างไรเล่า นอกจากเข้าโรงครัวใหญ่ คตินั้นย่อมชอบใจ แก่ท่านผู้มีความคิด ผู้พ้นแล้วอย่างไร
               ดูก่อนสุมุขหงส์ ท่านจะพึงเห็นประโยชน์อะไร ในการสิ้นชีวิตของเรา และของท่านทั้งสอง หรือของพวกญาติที่เหลือ
               ดูก่อนท่านผู้มีปีกทั้งสองดังสีทอง เมื่อท่านยอมสละชีวิต ในเพราะคุณอันไม่ประจักษ์ ดังคนตาบอดกระทำแล้วในที่มืด จะพึงยังประโยชน์อะไรให้รุ่งเรืองได้.


               สุมุขหงส์กล่าวตอบว่า
               ข้าแต่พระองค์ผู้ประเสริฐกว่าฝูงหงส์ทั้งหลาย ทำไมหนอ พระองค์จึงไม่ทรงรู้อรรถในธรรม ธรรมอันบุคคลเคารพแล้ว ย่อมแสดงประโยชน์แก่สัตว์ทั้งหลาย ข้าพระองค์นั้นเพ่งเล็งอยู่ ซึ่งธรรมและประโยชน์อันตั้งจากธรรม ทั้งเห็นพร้อมอยู่ ซึ่งความภักดีในพระองค์ จึงมิได้เสียดายชีวิต ความที่มิตร เมื่อระลึกถึงธรรม ไม่พึงทอดทิ้งมิตรในยามทุกข์ แม้เพราะเหตุแห่งชีวิต นี้เป็นธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายโดยแท้.


               ลำดับนั้น พระมหาสัตว์กล่าวว่า
               ธรรมนี้นั้นท่านประพฤติแล้ว และความภักดีในเรา ก็ปรากฏแล้ว ท่านจงทำตามความปรารถนาของเรานี้เถิด ท่านเป็นอันเราอนุมัติแล้ว จงไปเสียเถิด ดูก่อนท่านผู้ถึงพร้อมด้วยปัญญา ก็แลเมื่อกาลล่วงไปอย่างนี้ คือ เมื่อเราติดบ่วงอยู่ในที่นี้ ท่านพึงกลับไปปกครองหมู่ญาติทั้งหลายของเราให้จงดีเถิด.

               เมื่อสุวรรณหงส์ตัวประเสริฐ ประพฤติธรรมอันประเสริฐ กำลังโต้ตอบกันอยู่ ด้วยประการฉะนี้ นายพรานได้ปรากฏแล้ว เหมือนดังมัจจุราชปรากฏแก่บุคคลผู้ป่วยหนัก ฉะนั้น สุวรรณหงส์ทั้งสองเกื้อกูลกันมาสิ้นกาลนานนั้น เห็นศัตรูเดินมาแล้ว ก็นิ่งเฉยมิได้เคลื่อนจากที่
               ฝ่ายนายพราน ผู้เป็นศัตรูของพวกนก เห็นพญาหงส์ธตรฐจอมหงส์กำลังเดินส่ายไปมาแต่ที่นั้นๆ จึงรีบเดินเข้าไป ก็นายพรานนั้นครั้นรีบเดินเข้าไปแล้ว เกิดความสงสัยขึ้นว่า
               หงส์ทั้งสองนั้นติดบ่วงหรือไม่ จึงค่อยลดความเร็วลง ค่อยๆเดินเข้าไปให้ใกล้สุวรรณหงส์ทั้งสอง ได้เห็นตัวหนึ่งติดบ่วง อีกตัวหนึ่งไม่ติดบ่วง แต่มายืนอยู่ใกล้ตัวที่ติดบ่วง จึงเพ่งดูตัวที่ติดบ่วงที่เป็นโทษ
               ลำดับนั้น นายพรานนั้นเป็นผู้มีความสงสัย จึงได้กล่าวถาม สุมุขหงส์ตัวมีผิวพรรณเหลือง มีร่างกายใหญ่ เป็นใหญ่ในหมู่หงส์ ซึ่งยืนอยู่ว่า เพราะเหตุไรหนอ พญาหงส์ที่ติดบ่วงใหญ่ ย่อมไม่กระทำซึ่งทิศ เมื่อเป็นเช่นนั้น เพราะเหตุไร ท่านผู้ไม่ติดบ่วง เป็นผู้มีกำลัง จึงไม่บินหนีไป พญาหงส์นี้เป็นอะไรกับท่านหรือ ท่านพ้นแล้ว ทำไมจึงยังเฝ้าหงส์ตัวติดบ่วงอยู่ หงส์ทั้งหลายพากันละทิ้งหนีไปหมด เพราะเหตุไร ท่านจึงยังอยู่ตัวเดียว.


               สุมุขหงส์จึงกล่าวตอบว่า
               ดูก่อนนายพรานนก พญาหงส์นั้นเป็นราชาของเรา ทั้งเป็นเพื่อนเสมอ ด้วยชีวิตของเราด้วย เราจึงไม่ละท่านไป จนกว่าจะถึงที่สุดแห่งกาละ.


               นายพราน จึงกล่าวว่า
               ก็ไฉน พญาหงส์นี้ จึงไม่เห็นบ่วงที่ดักไว้ ความจริง การรู้อันตรายของตน เป็นเหตุของบุคคลผู้ใหญ่ทั้งหลาย เพราะเหตุนั้น บุคคลผู้ใหญ่เหล่านั้น ควรรู้อันตราย.


               สุมุขหงส์ จึงกล่าวตอบว่า
               เมื่อใดมีความเสื่อม เมื่อนั้น สัตว์แม้เข้าไปในข่ายหรือบ่วง ก็ไม่รู้สึก ในเมื่อถึงคราวจะสิ้นชีวิต.


               นายพราน จึงกล่าวว่า
               ดูก่อนท่านผู้มีปัญญามาก ก็แลบ่วงทั้งหลายที่เขาดักไว้มีมากอย่าง สัตว์ทั้งหลายย่อมเข้ามาติดบ่วงที่เขาดักอำพรางไว้ ในเมื่อถึงคราวจะสิ้นชีวิตอย่างนี้.


               เนื้อความแห่งคาถาเหล่านี้ บัณฑิตพึงทราบโดยนัยอันมาแล้วในบทบาลีทีเดียว.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คจฺเฉ วา ความว่า สุมุขหงส์นั้นกล่าวว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์พึงไปจากที่นี้ หรือไม่ไป ก็ตามเถิด แต่ที่ข้าพระองค์จะพึงไม่ตาย เพราะการไปหรือการไม่ไปนั้นไม่มีเลย เพราะว่าข้าพระองค์ ถึงจะไปจากที่นี้ หรือไม่ไปคงไม่พ้นจากความตายไปได้เป็นแน่แท้ ก็ในกาลก่อนแต่นี้ พระองค์มีความสุข ข้าพระองค์ก็ได้อยู่ใกล้ชิด บัดนี้พระองค์กำลังได้รับทุกข์ ข้าพระองค์จะทอดทิ้งไปเสียอย่างไรได้.
               บทว่า มรณํ วา ความว่า เมื่อข้าพระองค์ไม่ไป พึงตายเสียพร้อมกับพระองค์อย่างหนึ่ง หรือเมื่อข้าพระองค์ไป แต่มีชีวิตอยู่เว้นจากพระองค์อย่างหนึ่ง ในสองอย่างนี้ การตายเสียพร้อมกันกับพระองค์นั้นแล เป็นของประเสริฐของข้าพระองค์ยิ่งนัก ส่วนการที่ข้าพระองค์จะพึงมีชีวิตอยู่ เว้นเสียจากพระองค์นั้น ไม่เป็นของประเสริฐแก่ข้าพระองค์เลย.
               บทว่า รุจฺจเต ความว่า ความสำเร็จนั้นแล ย่อมเป็นที่ชอบใจของข้าพระองค์. บทว่า สา กถํ ความว่า ดูก่อนสุมุขหงส์ผู้เป็นสหาย เมื่อเราติดบ่วงที่ทำด้วย หนังสัตว์ร้ายอย่างมั่นคง ไปแล้วในมือของบุคคลอื่น คตินั้นจึงเป็นที่ชอบใจก่อน แต่เมื่อท่านมีความคิดมีปัญญาพ้นจากบ่วงแล้ว ยังเป็นที่ชอบใจอยู่อย่างไร. บทว่า ปกฺขิมา ได้แก่ สมบูรณ์ด้วยขนปีก. บทว่า อภินฺนํ ความว่า เมื่อเราแม้ทั้งสองสิ้นชีวิตไปแล้ว ท่านยังจะเห็นประโยชน์อะไรของเรา ของท่าน หรือของพวกญาติที่เหลือ. น อักษร ในคำว่า ยนฺน นี้ใช้ในความอุปมา บทว่า กญจนเทปิจฉ ได้แก่ มีขนปีกทั้งสองประดุจสีทอง อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน ความว่า มีปีกทั้งสองข้างเช่นกับทอง. บทว่า ตมสา ได้แก่ ในความมืด อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็อย่างนี้เหมือนกัน น อักษร ข้างต้นเชื่อมความกับบทนี้. บทว่า กตํ ความว่า ประหนึ่งว่ากระทำแล้ว มีคำกล่าวอธิบายว่า เมื่อท่านจะยอมสละชีวิตก็ตาม ชีวิตของเราก็ไม่รอดแน่ การสละชีวิตของท่านนั้น จึงชื่อว่าไม่ประจักษ์คุณ เพราะไม่ได้รับประโยชน์แม้สักน้อยหนึ่งเลย เปรียบเหมือนคนตาบอดกระทำในที่มืด ท่านมายอมเสียสละชีวิตในการเสียสละ อันไม่ประจักษ์คุณของท่านเช่นนี้ จะพึงยังประโยชน์อะไรให้รุ่งเรืองได้.
               บทว่า ธมฺโม อปจิโต สนฺโต ความว่า ธรรมที่บุคคลบูชาแล้ว นับถือแล้ว เคารพแล้ว. บทว่า อตฺถํ ทสฺเสติ ได้แก่ แสดงถึงความเจริญ. บทว่า อเปกขาโน คือพิจารณาอยู่. บทว่า ธมมา จตถํ ความว่า อนึ่ง ข้าพระองค์เห็นอยู่ ซึ่งประโยชน์อันตั้งขึ้นแล้วจากธรรม. บทว่า ภตตึ คือความรักเยื่อใย. บทว่า สตํ ธมโม คือเป็นสภาวะของบัณฑิตทั้งหลาย. บทว่า โย มิตโต ความว่า มิตรใดไม่พึงทอดทิ้งมิตรในเวลาได้รับอันตราย ธรรมนี้แลชื่อว่าเป็นสภาพของมิตรผู้ไม่ทอดทิ้งอยู่นั้น ธรรมของสัตบุรุษทั้งหลายแจ่มแจ้งแล้ว คือปรากฏแล้วโดยแท้. บทว่า กามํ กรสสุ ความว่า ท่านจงกระทำตามความปรารถนาของเรา คือตามถ้อยคำของเราที่เราปรารถนาไว้นี้. บทว่า อปิเตววํ คเต กาเล ความว่า ก็แล เมื่อกาลเวลาผ่านไปแล้วอย่างนี้ คือเมื่อเราติดบ่วงอยู่ในที่นี้. บทว่า ปรมสํวุตํ คือพึงระแวดระวังอย่างแข็งแรง.
               บทว่า อิจเจวํ มนตยนตานํ ได้แก่ กำลังกล่าวขอร้องกันอยู่อย่างนี้ ว่า ท่านจงไป เราไม่ไป ดังนี้. บทว่า อริยานํ คือเป็นผู้ประเสริฐด้วยความประพฤติ. บทว่า ปจจนิสสถ ความว่า นายพรานนุ่งผ้าย้อมฝาด ประดับพวงมาลาสีแดง ถือค้อนกำลังเดินมาอยู่ทีเดียว ปรากฏขึ้นแก่หงส์ทั้ง ๒. บทว่า อาตุรานํ คือ ประดุจดังพระยามัจจุราชปรากฏแก่คนไข้ทั้งหลาย ฉะนั้น. บทว่า อภิสิญจิกข ความว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย สุวรรณหงส์แม้ทั้งสองเหล่านั้นเห็นศัตรูเดินมาอยู่. บทว่า หิตา ได้แก่ เป็นผู้อุดหนุนกัน มีจิตรักใคร่สนิทสนม ซึ่งกันและกันมาเป็นเวลาช้านาน. บทว่า น จลญเจสํ ได้แก่ มิได้เคลื่อนจากที่ คงเกาะอยู่ตามเดิมทีเดียว. ด้วยว่า สุมุขหงส์คิดว่า นายพรานนี้มาแล้ว ถ้าต้องการประหารก็จงประหารเราก่อน จึงนั่งเกาะบังพระมหาสัตว์ไว้เบื้องหลัง. บทว่า ธตรฏเฐ หมายเอาหมู่หงส์ธตรฐทั้งหลาย. บทว่า สมุฑเฑนเต ความว่า นายพรานเห็นหงส์นั้น กำลังเดินกลับไปกลับมาข้างโน้นข้างนี้ เพราะกลัวตาย. บทว่า อาสชช ได้แก่ เข้าไปจนใกล้หงส์ทั้งสองนอกนี้.
               บทว่า ปจจกมปิตถ ได้แก่ นายพรานคิดใคร่ครวญอยู่ว่า หงส์นั้นติดบ่วงหรือยังไม่ติด จึงค่อยๆ ย่อง คือลดความเร็วเสียแล้วได้ค่อยๆ เดินไป. บทว่า อาสชช พนธํ ความว่า นายพรานเห็นสุมุขหงส์เกาะอยู่ใกล้ พระมหาสัตว์ซึ่งติดบ่วงอยู่. บทว่า อาทีนวํ ได้แก่ นายพรานเห็นพระมหาสัตว์ซึ่งเป็นโทษทีเดียวมองดูอยู่. บทว่า วิมโต ความว่า นายพรานนั้นเกิดความสงสัยขึ้นว่า เหตุไรหนอ หงส์ตัวที่ไม่ติดบ่วง จึงได้เกาะอยู่ใกล้ชิดกับตัวที่ติดบ่วง เราจักถามดูให้รู้เหตุ. บทว่า ปณฑเร หมายเอาสุมุขหงส์นั้น อีกอย่างหนึ่ง อธิบายว่า เป็นสัตว์บริสุทธิ์ปราศจากเครื่องเศร้าหมอง คือ มีสีเหมือนทองที่เขาหลอมไว้ดีแล้ว. บทว่า ปวฑฒกาเย ได้แก่ มีร่างกายอันเติบโตแล้ว มีร่างกายใหญ่โต คำว่า ยนนู หมายเอาหงส์ตัวที่ติดบ่วงใหญ่นี้. บทว่า ทิสํ น กุรุเต อธิบายว่า ไม่ยอมคบแม้สักทิศหนึ่ง การกระทำดังนั้นเป็นการสมควรแล้ว. บทว่า พลี คือเป็นสัตว์สมบูรณ์ด้วยกำลัง. นายพรานย่อมเรียกหงส์นั้นว่า สัตว์มีปีก. บทว่า โอหาย คือทิ้งไปแล้ว. บทว่า ยนติ ความว่า ฝูงหงส์ที่เหลือพากันบินไปหมด. บทว่า อวหียสิ แปลว่า เหลืออยู่. บทว่า ทิชามิตต คือ ไม่เป็นมิตรแก่พวกนกทั้งหลาย. บทว่า ยาว กาลสส ปริยายํ ได้แก่ จนกว่าวาระสุดท้ายแห่งความตายจะมาถึง.
               บทว่า กถํ ปนายํ ความว่า ท่านกล่าวว่า พญาหงส์นั้น เป็นพระราชาของท่าน ธรรมดาว่า พระราชาทั้งหลายย่อมเป็นบัณฑิต ก็พระราชาของท่านเป็นบัณฑิต แม้ด้วยประการฉะนี้ เพราะเหตุไร จึงมิได้เห็นบ่วงที่ดักไว้ เพราะว่า ธรรมดาอันนี้ ย่อมเป็นบท อธิบายว่า ขึ้นชื่อว่า ความรู้สึกในอันตรายของตน ย่อมเป็นบท คือเป็นเหตุของบุคคลทั้งหลาย ผู้ถึงแล้วซึ่งความเป็นผู้ใหญ่ด้วยยศ หรือความเป็นผู้ใหญ่ด้วยความรู้ เพราะฉะนั้น บัณฑิตเหล่านั้น จึงควรรู้ถึงอันตราย. บทว่า ปราภโว คือ ความไม่เจริญ. บทว่า อาสชชาปิ คือ ถึงหากจะเข้าไปจนใกล้ชิด ก็ไม่รู้สึกตัว. บทว่า ตตา คือ ล่อไว้ ซุ่มไว้. บทว่า คุยหมาสชช ความว่า บรรดาบ่วงเหล่านั้น บ่วงใดที่อำพรางไว้คือลวงไว้ สัตว์ทั้งหลายเข้าใกล้บ่วงนั้น ย่อมถูกรัดรึง. บทว่า อเถวํ ความว่า เมื่อถึงคราวสิ้นชีวิตอย่างนี้ สัตว์ทั้งหลายย่อมถูกรึงรัดติดอยู่ เป็นแน่แท้ทีเดียว.

               สุมุขหงส์นั้น กระทำนายพรานให้เป็นผู้มีน้ำใจอ่อน ด้วยการเจรจาปราศรัย ด้วยประการฉะนี้แล้ว เพื่อจะขอชีวิตของพระมหาสัตว์ จึงกล่าวคาถาว่า

               เออก็การอยู่ร่วมกันกับท่านนี้ พึงมีสุขเป็นกำไรหนอ และขอท่านอนุญาตแก่ข้าพเจ้าทั้งสองเถิด และขอท่านพึงให้ชีวิตแก่ข้าพเจ้าทั้งสองด้วยเถิด.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปิ นายํ ตัดบทเป็น อปิ นุ อยํ บทว่า สุขุทรโย คือมีผลเป็นสุข. บทว่า อปิ โน อนุมญญาสิ ความว่า ขอท่านพึงอนุญาตให้ข้าพเจ้าทั้งสองกลับไปยังภูเขาจิตตกูฏ เพื่อเยี่ยมญาติทั้งหลายเถิด. บทว่า อปิ ชีวิตํ ทเท ความว่า อนึ่ง ท่านมีความคุ้นเคยบังเกิดแล้วด้วยถ้อยคำนี้ จึงอย่าพึงฆ่าข้าพเจ้าทั้งสองเสียเลย.

               นายพรานถูกตรึงด้วยถ้อยคำอันอ่อนหวานของสุมุขหงส์นั้น จึงกล่าวคาถาว่า
               เรามิได้ผูกท่านไว้ และไม่ปรารถนาจะฆ่าท่าน เชิญท่านรีบไปจากที่นี้ ตามความปรารถนา แล้วจงอยู่เป็นสุขตลอดกาลนานเถิด.


               ลำดับนั้น สุมุขหงส์จึงกล่าวคาถา ๔ คาถาว่า
               ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาจะมีชีวิตอยู่ โดยเว้นจากชีวิตของพญาหงส์นี้ ถ้าท่านยินดีเพียงตัวเดียว ขอให้ท่านปล่อยพญาหงส์นี้ และจงกินข้าพเจ้า
               ข้าพเจ้าทั้งสองเป็นผู้เสมอกัน ด้วยรูปทรงสัณฐานและวัย ท่านไม่เสื่อมแล้วจากลาภ ขอท่านจงเปลี่ยนข้าพเจ้ากับพญาหงส์นี้เถิด
               เชิญท่านพิจารณาดูในข้าพเจ้าทั้งสอง เมื่อท่านมีความปรารถนาเฉพาะตัวเดียว จงเอาบ่วงผูกข้าพเจ้าไว้ก่อน จงปล่อยพญาหงส์ในภายหลัง
               ถ้าท่านทำตามที่ข้าพเจ้าขอร้อง ลาภของท่านก็คงมีประมาณเท่านั้นเหมือนกัน ทั้งท่านจะได้เป็นมิตรกับฝูงหงส์ธตรฐ จนตลอดชีวิตด้วย.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า เอตํ ความว่า ข้าพเจ้าไม่ปรารถนาความเป็นอยู่ของข้าพเจ้าโดยปราศจากชีวิตของพญาหงส์นี้เลย. บทว่า ตุลยสมา ได้แก่ ข้าพเจ้าทั้งสองย่อมเป็นผู้สม่ำเสมอกัน. บทว่า นิมิมา ตุวํ คือท่านจงแลกเปลี่ยนตัวกันเสียเถิด. บทว่า ตวสมสุ ความว่า สุมุขหงส์นั้นกล่าวว่า ท่านมีความปรารถนาในข้าพเจ้าทั้งสอง ท่านจะมีประโยชน์อะไรด้วยพญาหงส์นี้ จงยังความโลภให้เกิดในข้าพเจ้า. บทว่า ตาวเทว คือเพียงเท่านั้นแล. บทว่า ยาจนาย จ ได้แก่ คำขอร้องของข้าพเจ้าอันใด ขอท่านพึงกระทำตามคำขอร้องนั้นเถิด.

               นายพรานก็มีใจอ่อนลงอีก เพราะการแสดงธรรมนั้น ประดุจปุยนุ่นที่เขาใส่ลงในน้ำมัน ฉะนั้น
               เมื่อจะยกพระมหาสัตว์ให้เป็นรางวัลแก่สุมุขหงส์นั้น จึงกล่าวเป็นคาถาว่า

               มิตร อำมาตย์ ทาส ทาสี บุตร ภรรยา และพวกพ้องหมู่ใหญ่ทั้งหลาย จงดูพญาหงส์ธตรฐพ้นจากที่นี้ไปได้เพราะท่าน บรรดามิตรทั้งหลายเป็นอันมาก มิตรเช่นท่านนั้นหามีในโลกนี้ เหมือนท่านผู้เป็นเพื่อนร่วมชีวิต ของพญาหงส์ธตรฐไม่ เรายอมปล่อยสหายของท่าน พญาหงส์จงบินตามท่านไปเถิด ท่านทั้งสองจงรีบไปจากที่นี้ตามความปรารถนา จงรุ่งเรืองอยู่ในท่ามกลางหมู่ญาติเถิด.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า โน เป็นเพียงนิบาต. บทว่า ตยา มุตตํ ความว่า จริงอยู่ ท่านตัวเดียวชื่อว่า ย่อมปล่อยพญาหงส์นี้ เพราะฉะนั้น หมู่ญาติอันใหญ่ทั้งหลาย และเป็นมิตรกันเหล่านี้ จงดูพญาหงส์นี้ที่ท่านปล่อยแล้ว จึงไปสู่ภูเขาจิตตกูฏจากที่นี้. คำว่า พวกพ้อง ในคาถานี้ หมายเอาบุคคลที่เกี่ยวข้องกันทางสายโลหิตอันเดียวกัน. บทว่า วิชชเร คือ ไม่เคยมี. บทว่า ปาณสาธารโณ คือ มีชีวิตร่วมกัน มีชีวิตที่แยกออกจากกันไม่ได้. อธิบายว่า ท่านเป็นสหายของพญาหงส์นี้ด้วยประการใด แม้ชนทั้งหลายมากด้วยกันเหล่าอื่น ชนที่ชื่อว่าเป็นมิตรเช่นท่านนี้ ย่อมไม่มีด้วยประการนั้น. บทว่า ตวานุโค ความว่า ท่านจงพาพญาหงส์ ซึ่งกำลังได้รับความลำบากนี้ บินไปข้างหน้า พญาหงส์นี้จงบินติดตามท่านไปข้างหลังเถิด.
               บุตรของนายพราน ครั้นกล่าวอย่างนี้แล้ว จึงเดินเข้าไปใกล้พระมหาสัตว์ ด้วยจิตอันประกอบด้วยเมตตา ตัดบ่วงออกแล้วสวมกอดอุ้มออกจากสระ ให้จับอยู่ที่พื้นหญ้าแพรกอ่อนใกล้ขอบสระ ค่อยๆ แก้บ่วงที่รัดเท้าออก ด้วยจิตอันอ่อนโยน ขว้างทิ้งเสียในที่ไกล เกิดมีความรักใคร่ในพระมหาสัตว์อย่างเหลือกำลัง จึงไปตักน้ำมาล้างเลือดให้แล้ว ลูบคลำอยู่บ่อยๆ ด้วยเมตตาจิต. ด้วยอานุภาพแห่งเมตตาจิตของบุตรนายพรานนั้น เอ็นกับเอ็น เนื้อกับเนื้อ หนังกับหนังที่เท้าของพระโพธิสัตว์ ก็ติดสนิทหายเป็นปกติดีอย่างเดิม ในขณะนั้นทีเดียว ข้อเท้าของพระมหาสัตว์ก็งอกขึ้นเต็ม มีผิวงดงามผ่องใส มีขนงอกงาม เกิดขึ้นเหมือนอย่างเดิม เหมือนกับเท้าไม่เคยถูกบ่วงรัดมาแต่ก่อนเลย. พระโพธิสัตว์ได้รับความสุขอยู่โดยความเป็นปกติทีเดียว
               ลำดับนั้น สุมุขหงส์ได้ทราบว่า พระมหาสัตว์มีความสุขสบาย เพราะอาศัยตน ก็เกิดความโสมนัสยินดี ได้กระทำการชมเชยนายพรานแล้ว.

               พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
               สุมุขหงส์มีความเคารพนาย มีความปลื้มใจ เพราะพญาหงส์เป็นนายหลุดพ้นจากบ่วง เมื่อจะกล่าววาจาอันรื่นหูได้กล่าวว่า ดูก่อนนายพราน ขอให้ท่านพร้อมด้วยหมู่ญาติทั้งปวงจงเบิกบานใจ เหมือนข้าพเจ้าเบิกบานใจในวันนี้ เพราะได้เห็นพญาหงส์พ้นจากบ่วง ฉะนั้น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วงกงโค ได้แก่ น้อมคอลงเคารพ. บทว่า เอวํ ลุทฺทก ความว่า สุมุขหงส์กระทำความชมเชยนายพรานอย่างนี้แล้ว ได้ทูลพระโพธิสัตว์ว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า นายพรานนี้กระทำอุปการะอย่างใหญ่แก่เราทั้งสอง ด้วยว่า นายพรานนี้ไม่กระทำตามคำของข้าพระองค์แล้ว กระทำเราทั้งสองไว้ในหงส์กีฬาแล้ว ให้แก่อิสรชนทั้งหลาย จึงจะพึงได้รับทรัพย์เป็นอันมาก หรือว่าฆ่าเราทั้งสองเสียแล้วเอาเนื้อขาย ก็ย่อมได้รับทรัพย์เป็นอันมากเหมือนกัน แต่เขามิได้เห็นแก่ชีวิตของตัว จึงได้กระทำตามคำของข้าพระองค์ เราทั้งสองควรนำนายพรานไปยังสำนักของพระราชา แล้วกระทำชีวิตของเขาให้เป็นสุข. พระมหาสัตว์ก็เห็นด้วย สุมุขหงส์กล่าวกับพระมหาสัตว์ด้วยภาษาของตนแล้ว จึงเรียกบุตรนายพรานมาถามด้วยภาษาของมนุษย์อีก ว่า แน่ะสหาย ท่านดักบ่วงเพื่ออะไร เมื่อได้รับคำตอบว่า เพื่อต้องการทรัพย์ จึงกล่าวว่า เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจงพาเราทั้งสองเข้าไปยังพระนคร แล้วแสดงแก่พระราชา ข้าพเจ้าทั้งสองจักยังพระราชาให้พระราชทานทรัพย์เป็นจำนวนมากแก่ท่าน แล้วกล่าวเป็นคาถาว่า

               เชิญท่านมานี่เถิด เราจักบอกท่านถึง วิธีที่ท่านจักได้ทรัพย์ เป็นลาภของท่าน พญาหงส์ธตรฐนี้ย่อมไม่มุ่งร้ายอะไรๆ ท่านจงรีบไปภายในบุรี จงแสดงข้าพเจ้าทั้งสองซึ่งไม่ติดบ่วง เป็นอยู่ตามปกติ จับอยู่ที่กระเช้าทั้งสองข้าง แก่พระราชาว่า
               ข้าแต่พระมหาราชเจ้า หงส์ธตรฐทั้งสองนี้เป็นอธิบดีแห่งหงส์ทั้งหลาย เพราะว่า หงส์ตัวนี้เป็นราชาของหงส์ทั้งหลาย ส่วนหงส์ตัวนี้เป็นอัครมหาเสนาบดี
               พระราชาจอมประชาชน ทอดพระเนตรเห็นพญาหงส์นี้แล้ว ก็จะทรงปลาบปลื้มพระหฤทัย จักพระราชทานทรัพย์เป็นอันมาก แก่ท่านโดยไม่ต้องสงสัย.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อนุสิกขามิ แปลว่า แนะนำ. บทว่า ปาปํ คือ ลามก.
               บทว่า รญฺโญ ทสเสหิ โน อุโภ ความว่า ท่านจงแสดงข้าพเจ้าแม้ทั้งสองนี้แด่พระราชา สุมุขหงส์กล่าวอย่างนี้ด้วยเหตุ ๔ ประการ คือ
                         แสดงอานุภาพแห่งปัญญาพระโพธิสัตว์ ๑
                         เพื่อยังมิตรธรรมของตนให้ปรากฏแจ่มแจ้ง ๑
                         เพื่อให้นายพรานได้ทรัพย์ ๑
                         เพื่อยังพระราชาให้ตั้งอยู่ในศีล ๑.
               บทว่า ธตรฏฐา ความว่า ก็แลครั้นท่านนำข้าพเจ้าทั้งสองไปแล้ว จงกราบทูลแด่พระราชาอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระมหาราชเจ้า หงส์ตัวนี้เป็นอธิบดีของหงส์ทั้งหลาย ทั้งสองนี้เกิดในตระกูลธตรฐ บรรดาหงส์ทั้งสองตัวเหล่านี้ ตัวนี้เป็นพระราชา ตัวนอกนี้เป็นเสนาบดี ท่านจงยังพระราชานั้นให้สำเหนียกรู้ด้วยประการฉะนั้น. คำแม้ทั้ง ๓ มีคำว่า ปติโต ดังนี้เป็นต้น เป็นคำที่แสดงอาการดีพระทัยทีเดียว.
               เมื่อสุมุขหงส์กล่าวอย่างนี้แล้ว นายพรานจึงกล่าวว่า ข้าแต่นาย ท่านทั้งสองอย่าได้ชอบใจการเข้าไปเฝ้าพระราชาเลย ธรรมดาว่า พระราชาทั้งหลายมีพระทัยกลับกลอก พึงกระทำท่านไว้ในหังสกีฬา หรือมิฉะนั้นก็จะฆ่าท่านทั้งสองเสีย. เมื่อสุมุขหงส์กล่าวว่า ดูก่อนสหาย ท่านอย่ากลัวเลย แม้บุคคลที่มีน้ำใจเหี้ยมโหด เป็นนายพราน มีฝ่ามือเปื้อนเลือดเช่นอย่างท่าน ข้าพเจ้ายังทำให้ใจอ่อนลง แล้วหมอบอยู่แทบเท้าทั้ง ๒ ของข้าพเจ้าได้ด้วยธรรมกถา ธรรมดาว่า พระราชาทั้งหลาย เป็นผู้มีพระปัญญาและมีบุญ ย่อมทรงรู้จักด้วยถ้อยคำอันเป็นพุทธภาษิต ขอท่านจงรีบนำข้าพเจ้าทั้งสองไปแสดงแก่พระราชาเถิด. จึงกล่าวว่า ถ้าอย่างนั้น ท่านทั้งสองอย่าโกรธเรานะ เราจะนำไปตามความประสงค์ของท่านทั้งสองเท่านั้น แล้วจึงอุ้มสุวรรณหงส์ทั้งสอง ใส่ลงในกระเช้า นำไปยังราชตระกูลแสดงแก่พระราชา เมื่อพระราชาตรัสถาม ก็กราบทูลเรื่องราวตามความเป็นจริง ให้ทรงทราบทุกประการ.

               พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
               นายพรานได้สดับคำของสุมุขหงส์ ดังนั้นแล้ว จัดแจงการงานเสร็จแล้ว รีบเข้าไปภายในบุรี แสดงหงส์ทั้งสองที่มิได้ติดบ่วง เป็นอยู่ตามปกติ จับอยู่ที่กระเช้าทั้งสองข้างแก่พระราชาว่า ข้าแต่มหาราช หงส์ธตรฐทั้งสองนี้ เป็นอธิบดีแห่งหงส์ทั้งหลาย เพราะว่าหงส์ตัวนี้เป็นราชาของหงส์ทั้งหลาย ส่วนหงส์ตัวนี้เป็นอัครมหาเสนาบดี.


               พระราชาทรงสดับคำนั้น จึงตรัสถามว่า
               ก็หงส์ทั้งสองนี้มาอยู่ในเงื้อมมือของท่านได้อย่างไร ท่านเป็นพรานนำหงส์ซึ่งเป็นใหญ่ แก่หงส์ใหญ่ทั้งหลายมาในที่นั้นได้อย่างไร.


               นายพราน จึงกราบทูลว่า
               ข้าแต่พระจอมประชากร ข้าพระองค์ดักบ่วงเหล่านี้ไว้ที่เปือกตม ซึ่งเป็นที่ๆ ข้าพระองค์เข้าใจว่า จะกระทำความสิ้นชีวิตแก่นกทั้งหลายได้ พญาหงส์ได้มาติดบ่วงเช่นนั้น ส่วนหงส์ตัวนี้มิได้ติดบ่วงของข้าพระองค์ แต่เข้ามาจับอยู่ใกล้ๆ พญาหงส์นั้น ได้กล่าวกะข้าพระองค์ หงส์นี้ประกอบแล้วด้วยธรรม ได้กระทำกรรมอันแสนยากที่บุคคล ผู้มิใช่พระอริยจะพึงทำได้ ประกาศภาวะอันสูงสุดของตนพยายามในประโยชน์ของนาย
               หงส์นี้ควรจะมีชีวิตอยู่ ยอมสละชีวิตของตนมายืนสรรเสริญคุณของนาย ร้องขอชีวิตของนาย ข้าพระองค์ได้สดับคำของหงส์นี้แล้ว เกิดความเลื่อมใส จึงปล่อยพญาหงส์นั้นจากบ่วง และอนุญาตให้กลับได้ตามสบาย
               สุมุขหงส์มีความเคารพนาย มีความปลื้มใจ เพราะพญาหงส์ตัวเป็นนายหลุดพ้นจากบ่วง เมื่อจะกล่าววาจาอันรื่นหู ได้กล่าวว่า
               ดูก่อนนายพราน ขอให้ท่านพร้อมด้วยหมู่ญาติทั้งปวง จงเบิกบานใจ เหมือนข้าพเจ้าเบิกบานใจในวันนี้ เพราะได้เห็นพญาหงส์พ้นจากบ่วง ฉะนั้น
               เชิญท่านมานี่ เราจักบอกท่าน ถึงวิธีที่ท่านจักได้ทรัพย์อันเป็นลาภของท่าน พญาหงส์ธตรฐนี้ ย่อมไม่มุ่งร้ายอะไรๆ ท่านจงรีบเข้าไปภายในบุรี จงแสดงข้าพเจ้าทั้งสองซึ่งไม่ติดบ่วง เป็นอยู่ตามปกติ จับอยู่ที่กระเช้าทั้งสองข้าง แก่พระราชาว่า ข้าแต่พระมหาราช หงส์ธตรฐทั้งสองนี้ เป็นอธิบดีแห่งหงส์ทั้งหลาย เพราะว่าหงส์ตัวนี้เป็นราชาของหงส์ทั้งหลาย ส่วนหงส์ตัวนี้เป็นอัครมหาเสนาบดี พระราชาผู้เป็นจอมประชาชน ทอดพระเนตรเห็นพญาหงส์นี้แล้ว จะทรงปราโมทย์ปลาบปลื้มพระหฤทัย จักพระราชทานทรัพย์เป็นอันมากแก่ท่าน โดยไม่ต้องสงสัย
               ข้าพระองค์จึงนำหงส์ทั้งสองนี้มา ตามคำของหงส์ตัวนี้อย่างนี้ และหงส์ทั้งสองนี้ ข้าพระองค์อนุญาตให้ไปยังเขาจิตตกูฏนั้นแล้ว หงส์ตัวนี้ เป็นสัตว์ประกอบด้วยธรรมอย่างยิ่งตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูอย่างนี้ ได้ทำให้นายพราน เช่นกับข้าพระองค์เกิดความเป็นผู้มีใจอ่อนโยน
               ข้าแต่พระองค์ผู้สมมติเทพ ข้าพระองค์ไม่เคยเห็น เครื่องบรรณาการอย่างอื่นนอกจากนี้ ที่จะนำมาถวายแด่พระองค์ ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมมนุษย์ ขอพระองค์ทรงทอดพระเนตร ดูเครื่องบรรณาการการนั้น ณ บ้านพรานนกทั้งปวง.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กมมุนา อุปทายิ ความว่า สุมุขหงส์นั้นได้กล่าวคำใด นายพรานก็ได้กระทำตามคำนั้นให้สำเร็จด้วยกายกรรม. บทว่า คนตวา อธิบายว่า นายพรานจัดแจงกระทำกระเช้าทางด้านที่พญาหงส์จับให้สูง กระทำกระเช้าทางด้านที่หงส์ที่เป็นเสนาบดี จับให้ต่ำลงเล็กน้อยแล้ว อุ้มเอาหงส์ทั้งสองนั้นใส่ลงในกระเช้า ยังมหาชนให้แตกตื่นกันมาดูด้วยคำว่า พญาหงส์และหงส์ที่เป็นเสนาบดีจะไปเฝ้าพระราชา ท่านทั้งหลายจงคอยดูเถิด เมื่อมนุษย์ทั้งหลายพากันร่าเริงอยู่ว่า พญาหงส์ตัวมีสีเหมือนทอง ถึงความเป็นเลิศด้วยความงามเห็นปานนี้ พวกเรายังไม่เคยเห็นเลย ดังนี้ ก็รีบเข้าไปภายในเมือง. บทว่า อทสสยิ ความว่า นายพรานให้ราชบุรุษเข้าไป กราบทูลแด่พระราชาว่า พญาหงส์มาเฝ้าพระองค์ เมื่อพระราชามีพระทัยยินดีตรัสสั่ง ให้เรียกมาว่า จงเข้ามาเถิด จึงรีบนำเข้าไปแสดง.
               บทว่า หตถตถํ ท่านกล่าวอธิบายไว้ว่า มาแล้ว คือถึงแล้วในมือ. บทว่า มหานตา ความว่า พระราชาตรัสถามว่า ตัวท่านเป็นนายพราน ได้บรรลุถึงความเป็นนายผู้ใหญ่ของเหล่าหงส์ธตรฐ ซึ่งมีผิวพรรณดังทอง ถึงแล้วซึ่งความเป็นใหญ่ด้วยยศได้อย่างไร. พระบาลีว่า ท่านถึงความเป็นใหญ่ในที่นี้ ดังนี้ก็มี อธิบายว่า ท่านได้ถึงความเป็นผู้ยิ่งใหญ่แก่หงส์ทั้งสองนี้ได้อย่างไร. บทว่า วิหิตา คือ ประกอบแล้ว. บทว่า ยํ ยทายตนํ มญฺเญ ความว่า ข้าแต่มหาราช ข้าพระองค์ย่อมสำคัญสถานที่อันเป็นที่ประชุมใดๆ ซึ่งเป็นที่รัดรึงชีวิตแห่งนกทั้งหลาย คือเป็นที่กระทำความสิ้นไปแห่งชีวิตไว้ ข้าพระองค์ก็ดักบ่วงทั้งหลาย ในเปือกตมทั้งหลายในที่นั้นๆ. บทว่า ตาทิสํ ได้แก่ พญาหงส์มาติดเครื่องรัดรึงชีวิตอย่างนั้น ซึ่งข้าพระองค์ดักไว้ในสระชื่อมานุสิยะ. บทว่า ปาสํ คือ บ่วงที่ผูกไว้ในสระนั้น. บทว่า อุปาสีโน คือมิได้คิดถึงชีวิตของตัวเข้าไปจับอยู่ใกล้ๆ.
               บทว่า มมายํ ความว่า หงส์ที่เป็นเสนาบดีนี้ได้ปราศรัยกับข้าพระองค์ คือได้กล่าวกับข้าพระองค์. บทว่า สุทุกกรํ ความว่า หงส์นี้ได้กระทำกรรมที่บุคคลผู้มิใช่อริยะ เช่นพวกเรากระทำได้โดยแสนยาก. บทว่า ทหเต ภาวมุตตมํ ความว่า หงส์นั้นย่อมประกาศ คือเปิดเผยอัธยาศัยอันสูงสุดของตน. บทว่า อตตโนยํ ตัดบทเป็น อตตโน อยํ บทว่า อนุตถุนนโต ความว่า พรรณนาคุณของนายแล้ว กล่าวอ้อนวอนข้าพระองค์ว่า ขอท่านจงให้ชีวิตแก่พญาหงส์นี้เสียเถิด. บทว่า ตสฺส ความว่า เมื่อหงส์นั้นพูดอ้อนวอนอยู่อย่างนี้ ข้าพระองค์ก็ได้อนุญาตว่า ท่านจงกลับไปยังภูเขาจิตตกูฏตามสบาย จงเห็นหมู่ญาติเถิด. บทว่า เอตเถว หิ ความว่า ก็หงส์ทั้งสองนี้ ข้าพระองค์ได้อนุญาตให้กลับไปยังภูเขาจิตตกูฏ ใกล้มานุสิยสระนี้ทีเดียว. บทว่า เอวํ คโต คือตกอยู่ในเงื้อมมือของศัตรูอย่างนี้. ชนเยยาถ มททวํ ความว่า กระทำให้เกิดเมตตาจิตในตน. บทว่า อุปยานํ ได้แก่ เครื่องบรรณาการ. บทว่า สพพสากุณิกคาเม ความว่า ข้าพระองค์ไม่เห็นเครื่องบรรณาการ อย่างอื่นในบ้านพรานนก แม้ทั้งหมด คือไม่เห็นเครื่องบรรณาการเห็นปานนี้ สำหรับพระองค์ คือยังไม่เห็นเครื่องบรรณาการที่นายพรานนกนั้น เคยนำมาถวายพระองค์. บทว่า ตํ ปสฺส ความว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมแห่งมนุษย์ เชิญพระองค์ทอดพระเนตรเครื่องบรรณาการ ที่ข้าพระองค์นำมาถวายนั้นเถิด.

               นายพรานยืนกราบทูลสรรเสริญคุณของสุมุขหงส์อยู่ ด้วยประการฉะนี้. ลำดับนั้น พระราชาจึงตรัสสั่งให้จัดอาสนะ มีราคาเป็นอันมาก ประทานแก่พญาหงส์ และให้จัดตั่งอันเจริญ กระทำด้วยทองคำ ประทานแก่สุมุขหงส์ เมื่อหงส์ทั้งสองเกาะอยู่ในที่นั้นแล้ว จึงรับสั่งให้นำเอาภาชนะทองมาใส่ข้าวตอก น้ำผึ้งและน้ำอ้อยปนกันประทาน เมื่อเสร็จกิจแห่งการบริโภคแล้ว ทรงประคองอัญชลี อาราธนาให้พระมหาสัตว์แสดงธรรมกถาแล้ว ประทับนั่ง ณ ตั่งทองคำ.
               พระมหาสัตว์นั้น เมื่อพระราชาตรัสอาราธนา จึงได้กระทำการปฏิสันถารแล้ว.

               พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
               พญาหงส์เห็นพระราชาประทับนั่ง บนตั่งทองอันงดงาม เมื่อจะกล่าววาจาอันรื่นหู จึงได้ทูลว่า พระองค์ไม่มีโรคาพาธหรือ ทรงสุขสำราญดีอยู่หรือ พระองค์ทรงปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรมหรือ.


               พระราชาตรัสตอบว่า
               ดูก่อนพญาหงส์ เราไม่มีโรคาพาธ เราสุขสำราญดี อนึ่ง เราปกครองรัฐมณฑลอันสมบูรณ์นี้โดยธรรม.


               พระมหาสัตว์ทูลถามว่า
               โทษอะไรๆ ย่อมไม่มีในหมู่อำมาตย์ของพระองค์แลหรือ อำมาตย์เหล่านั้นย่อมไม่ห่วงใยชีวิต เพราะประโยชน์ของพระองค์แลหรือ.


               พระราชาตรัสตอบว่า
               โทษอะไรๆ ย่อมไม่มีในหมู่อำมาตย์ของเรา และอำมาตย์เหล่านั้น ย่อมไม่ห่วงใยชีวิต เพราะประโยชน์ของเรา.


               พระมหาสัตว์ทูลถามว่า
               พระอัครมเหสีของพระองค์ เป็นผู้มีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มีปกติตรัสวาจาอันน่ารัก ทรงประกอบด้วยพระโอรส พระรูปโฉม และอิสริยยศ ทรงคล้อยตามพระราชอัธยาศัย ของพระองค์แลหรือ.


               พระราชาตรัสตอบว่า
               พระอัครมเหสีของเรา เป็นผู้มีพระชาติเสมอกัน ทรงเชื่อฟัง มีปกติตรัสวาจาอันน่ารัก ทรงประกอบด้วยพระโอรส พระรูปโฉม และอิสริยยศ ทรงคล้อยตามอัธยาศัยของเรา.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ราชานํ ได้แก่ พระเจ้าสาคลราช. บทว่า วงกงโค ได้แก่ พญาหงส์ธตรฐ. บทว่า ธมเมน มนุสาสิ ความว่า สั่งสอนโดยธรรม. บทว่า โทโส ได้แก่ ความผิด. บทว่า ตวตเถสุ ได้แก่ ในประโยชน์ทั้งหลายมีการรบเป็นต้น ของพระองค์ซึ่งบังเกิดขึ้นแล้ว. บทว่า นาวกงขนติ ความว่า อำมาตย์เหล่านั้นให้ชีวิตเสียสละอยู่ ย่อมไม่ปรารถนาชีวิตของตนแม้น้อยหนึ่ง คือ สละชีวิตกระทำประโยชน์เพื่อพระองค์ผู้เดียว. บทว่า สาทิสี ได้แก่ เป็นผู้มีชาติเสมอกัน. บทว่า อสฺสวา ได้แก่ เป็นผู้รับเอาซึ่งถ้อยคำ. บทว่า ปุตตรูปยสูเปตา ได้แก่ เป็นผู้เข้าถึงแล้วด้วยพระโอรสทั้งหลาย ด้วยพระรูปโฉมทั้งหลายและด้วยยศทั้งหลาย. บทว่า ตว ฉนทวสานุคา ความว่า พญาหงส์ทูลถามว่า พระเทวียังเป็นไปตาม พระราชอัธยาศัยของพระองค์ คืออยู่ในอำนาจของพระองค์หรือ อธิบายว่า ย่อมไม่เป็นไปด้วยอำนาจแห่งจิตของตนหรือ.

               เมื่อพระโพธิสัตว์กระทำปฏิสันถารด้วยประการฉะนี้แล้ว

               พระราชา เมื่อจะตรัสถ้อยคำกับพญาหงส์นั้นอีก จึงตรัสว่า
               ท่านตกอยู่ในเงื้อมมือของมหาศัตรู ได้รับทุกข์ใหญ่หลวงในเบื้องต้น พึงได้รับทุกข์นั้นบ้างแลหรือ นายพรานวิ่งเข้าไปโบยตีท่าน ด้วยท่อนไม้แลหรือ เพราะว่า ปกติของคนหยาบช้าเหล่านี้ ย่อมมีเป็นประจำอย่างนั้น.


               พญาหงส์ทูลตอบว่า
               ข้าแต่พระมหาราช ในยามมีทุกข์อย่างนี้ ต้องมีความปลอดโปร่งใจ จริงอยู่ นายพรานนี้มิได้ทำอะไรๆ ในข้าพระองค์ทั้งสองเหมือนศัตรู นายพรานค่อยๆ เดินเข้าไป และได้ปราศรัยขึ้นก่อน ในกาลนั้น สุมุขหงส์บัณฑิตนี้ได้กล่าวตอบ นายพรานได้ฟังคำของสุมุขหงส์นั้นแล้ว ก็เกิดความเลื่อมใส ปล่อยข้าพระองค์จากบ่วงนั้น และอนุญาตให้ข้าพระองค์กลับได้ตามสบาย สุมุขหงส์ปรารถนาทรัพย์เพื่อนายพรานนี้ จึงคิดชวนกันมาในสำนักของพระองค์ เพื่อประโยชน์แก่นายพรานนี้.


               พระราชาจึงตรัสว่า
               ก็การที่ท่านทั้งสองมาในที่นี้ เป็นการมาดีแล้ว และเราก็มีความปราโมทย์ เพราะได้เห็นท่านทั้งสอง แม้นายพรานนี้ ก็จะได้ทรัพย์อันมากมาย ตามที่เขาปรารถนา.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มหาสตตุหตถตถตํ คโต ได้แก่ ไปแล้วในเงื้อมมือของศัตรูผู้ใหญ่. บทว่า อาปติตฺวาน ได้แก่ รีบวิ่งตรงเข้าไป. บทว่า ปาติกํ ได้แก่ ตามธรรมดา. อีกอย่างหนึ่ง บาลีก็เป็นอย่างนี้เหมือนกัน มีคำกล่าวอธิบายว่า บุคคลผู้หยาบช้าเหล่านี้ ย่อมมีปกติเป็นอย่างนี้เหมือนกันหมด เขาทุบตีนกทั้งหลายด้วยท่อนไม้ เขาทำให้ตายแล้ว ก็ได้ค่าจ้าง. บทว่า กิญฺจิรสมาสุ ได้แก่ มิได้ล่วงเกินอะไรๆ ในข้าพระองค์ทั้งสอง. บทว่า สตตูว ได้แก่ ประหนึ่งว่าศัตรู. บทว่า ปจจกมปิตถ ความว่า ข้าแต่มหาราชเจ้า นายพรานนี้เห็นข้าพระองค์แล้ว ย่องเข้าไปหน่อยหนึ่ง ด้วยสำคัญว่าติดบ่วง. บทว่า ปุพเพว ได้แก่ นายพรานนี้แลได้ปราศรัยกะข้าพระองค์ก่อน. บทว่า ตทา ได้แก่ ในกาลนั้น. บทว่า เอตทตถาย ได้แก่ คิดกันแล้วเพื่อประโยชน์แก่บุตรนายพรานนี้. บทว่า ธนมิจฉตา ความว่า สุมุขหงส์นั้นปรารถนาอยู่ซึ่งทรัพย์เพื่อนายพรานนี้ จึงคิดชักชวนกันมายังสำนักของพระองค์. บทว่า สวาคตญเจวิทํ ความว่า ท่านผู้เจริญทั้งสองอย่าคิดไปเลย การมาในที่นี้ของท่านผู้เจริญทั้งสองนี้ เป็น การมาดีแล้ว. บทว่า ลภตํ แปลว่า จงได้.
               ก็พระราชา ครั้นตรัสอย่างนี้แล้ว ก็ทรงมองดูอำมาตย์คนใดคนหนึ่ง เมื่ออำมาตย์นั้นทูลว่า พระองค์จะต้องพระประสงค์อะไร พระเจ้าข้า. จึงตรัสว่า เจ้าจงพานายพรานนี้ไปให้ช่างกัลบกตัดผม โกนหนวด ให้อาบน้ำลูบไล้ด้วยของหอมแล้ว ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง เมื่ออำมาตย์นำนายพรานมา จัดทำตามรับสั่งแล้ว พากลับมาเฝ้าแล้ว จึงทรงยกบ้านส่วย ซึ่งเก็บส่วยได้แสนกหาปณะในปีหนึ่ง ประทานแก่เขาแล้ว ได้ประทานหญิง ๒ คน เรือนหลังใหญ่ รถอันประเสริฐและเงินทองอย่างอื่นอีกเป็นอันมาก.

               พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
               พระราชาผู้เป็นจอมมนุษย์ ทรงยังนายพรานให้เอิบอิ่ม ด้วยโภคสมบัติทั้งหลาย พญาหงส์ได้กล่าววาจาอันรื่นหูอนุโมทนา.


               ลำดับนั้น พระมหาสัตว์จึงแสดงธรรมแก่พระราชา ท้าวเธอทรงสดับธรรมกถาของพระมหาสัตว์นั้นแล้ว ก็ทรงดีพระทัย ทรงพระดำริว่า เราจักกระทำสักการะแก่พญาหงส์ผู้แสดงธรรม จึงทรงประทานเศวตฉัตรแก่พญาหงส์นั้น

               เมื่อจะให้พญาหงส์รับราชสมบัติ จึงตรัสว่า
               ได้ยินว่า อำนาจของเราผู้ทรงธรรม ย่อมเป็นไปในที่เท่าใด ที่เท่านั้นมีประมาณน้อย ความเป็นใหญ่ในที่ทั้งปวงจงมีแก่ท่าน ขอท่านจงปกครองตามปรารถนาเถิด ทานวัตถุก็ดี เครื่องอุปโภคก็ดี และสิ่งอื่นใดที่เข้าไปสำเร็จประโยชน์ เราขอยกสิ่งนั้นๆ ซึ่งล้วนเป็นของปลื้มใจให้แก่ท่าน และขอสละความเป็นใหญ่ให้แก่ท่าน.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วโส วตตติ ความว่า อำนาจของเราเป็นไปในสถานที่เท่าใด. บทว่า กิญฺจิ นํ คือ สถานที่นั้นมีประมาณเล็กน้อยยิ่งนัก. บทว่า สพพตถิสสริยํ ความว่า สมบัติทั้งหมดและความเป็นใหญ่นั้นแล จงมีแก่ท่านเถิด. บทว่า ยญฺจญฺญมุปกปปติ ความว่า สิ่งของ เครื่องบำเพ็ญทาน เพราะความเป็นผู้ใคร่ในบุญก็ดี การยกเศวตฉัตรขึ้นเสวยราชสมบัติก็ดี หรือของสิ่งอื่นใด ย่อมเป็นที่ชอบใจแก่ท่าน ขอเชิญท่านจงกระทำสิ่งนั้นเถิด. บทว่า เอตํ ททามิ โว วิตฺตํ ความว่า เราสละความเป็นใหญ่ อันเป็นของของเรา พร้อมด้วยเศวตฉัตรให้แก่ท่าน.

               ลำดับนั้น พระมหาสัตว์ได้มอบเศวตฉัตรที่พระราชาประทานให้แก่ตน ถวายกลับคืนพระองค์อีกทีเดียว พระราชาทรงพระดำริว่า เราได้ฟังธรรมกถาของพญาหงส์ก่อนแล้ว ก็แต่ว่า บุตรของนายพรานสรรเสริญยกย่องสุมุขหงส์นี้ เป็นนักหนาว่า มีถ้อยคำไพเราะยิ่งนัก เราจักฟังธรรมกถาของสุมุขหงส์นี้บ้าง

               ท้าวเธอเมื่อจะทรงสนทนากับสุมุขหงส์นั้น จึงตรัสคาถาอันเป็นลำดับ ต่อไปว่า
               ก็ถ้าว่า สุมุขหงส์บัณฑิตนี้สมบูรณ์ด้วยปัญญา พึงเจรจาแก่เราตามปรารถนา ข้อนั้นพึงเป็นที่รักอย่างยิ่งของเรา.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ยถา แปลว่า ถ้าว่า. มีคำที่ท่านกล่าว อธิบายไว้ว่า ถ้าว่าสุมุขหงส์นั้นเป็นบัณฑิต ถึงพร้อมแล้วด้วยความรอบรู้ ก็พึงเจรจาแก่เราตามความปรารถนา คือตามความพอใจของตน ข้อนั้นจะพึงเป็นที่รักอย่างยิ่งของเรา.

               ลำดับนั้น สุมุขหงส์จึงทูลว่า
               ข้าแต่มหาราช ได้ยินว่า ข้าพระองค์หาอาจจะพูดสอดขึ้นในระหว่าง เหมือนพญานาคเลื้อยเข้าไปภายในศิลา ฉะนั้นไม่ ข้อนั้นไม่เป็นวินัยของข้าพระองค์
               พญาหงส์ประเสริฐกว่าข้าพระองค์ และพระองค์ก็สูงสุดกว่าสัตว์ทั้งหลาย เป็นพระเจ้าแผ่นดินจอมมนุษย์ ทั้งสองพระองค์ควรแก่การบูชา ด้วยเหตุมากมาย
               ข้าแต่พระองค์ผู้เป็นจอมมนุษย์ เมื่อพระองค์ทั้งสองกำลังตรัสกันอยู่ เมื่อการวินิจฉัยกำลังเป็นไปอยู่ ข้าพระองค์ผู้เป็นสาวก ไม่พึงพูดสอดขึ้นในระหว่าง.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า นาคราชาริวนตรํ ได้แก่ ประหนึ่ง พญานาคที่จะเลื้อยเข้าไปในระหว่างแห่งศิลา ฉะนั้น. บทว่า ปฏิวตถุ ความว่า ข้าพระองค์ไม่อาจที่จะพูดสอดขึ้นในระหว่างพระองค์ทั้งสองได้. บทว่า น เม โส ความว่า ถ้าข้าพระองค์พึงกล่าวสอดขึ้นไซร้ การกระทำเช่นนั้น มิใช่วินัยของข้าพระองค์เลย. บทว่า อมหากญฺเจว ได้แก่ พญาหงส์ประเสริฐกว่าข้าพระองค์ และหงส์อีกเก้าหมื่นหกพัน. บทว่า อุตตมสตตโว คือเป็นสัตว์ที่สูงสุด. บทว่า ปูชา ความว่า พระองค์ทั้งสองเป็นผู้ควรแก่การบูชา และควรแก่การสรรเสริญของข้าพระองค์ ด้วยเหตุมากมาย. บทว่า เปสเสน คือเป็นเสวกผู้กระทำการขวยขวาย.

               พระราชาทรงสดับคำของสุมุขหงส์นั้น ก็ทรงเบิกบานพระทัยแล้ว ตรัสว่า บุตรนายพรานกล่าวสรรเสริญท่านว่า บุคคลอื่นที่จะแสดงธรรมไพเราะ เช่นกับท่านไม่พึงมี และได้ตรัสต่อไปว่า

               ได้ยินว่า นายพรานกล่าวโดยความจริงว่า สุมุขหงส์เป็นบัณฑิต เพราะว่านัยเช่นนี้ ไม่พึงมีแก่ บุคคลผู้ไม่ได้รับการอบรมเลย ความมีปกติอันเลิศ และสัตว์อันอุดมอย่างนี้ มีเพียงเท่าที่เราเห็นแล้ว เราไม่ได้เห็นผู้อื่นเป็นเช่นนี้ เราจึงยินดีด้วยปกติ และวาจาอันไพเราะของท่านทั้งสอง ก็การที่เราพึงเห็นท่านทั้งสองได้นานๆ เช่นนี้ เป็นความพอใจของเราโดยแท้.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมเมน คือ โดยสภาพ โดยเหตุการณ์. บทว่า อกตตตสส คือ บุคคลที่มีอัตภาพยังมิได้ปรับปรุง คือ ยังประทุษร้ายมิตร. บทว่า นโย หมายเอาปัญญา. บทว่า อคคปกติมา คือ มีสภาพอันเลิศ. บทว่า อุตตมสตตโว คือเป็นสัตว์ที่สูงสุด. บทว่า ยาวตตถิ มยา ได้แก่ ชื่อว่าที่เราเห็นแล้วมีอยู่ประมาณเท่าใด. บทว่า นาญญํ ความว่า เราย่อมไม่เห็นคนอื่น แม้เห็นปานนี้ในสถานที่ที่เราเห็นแล้วนั้น. บทว่า ตุฏโฐสมิ โว ปกติยา ความว่า ดูก่อนพญาหงส์ผู้เป็นสหาย เราดีใจ เพราะได้เห็นท่านทั้งสองตามปกติก่อนทีเดียว. บทว่า วากเยน ความว่า แต่บัดนี้เราได้ดีใจเพราะถ้อยคำอันไพเราะของเธอทั้งสอง. บทว่า จิรํ ปสเสยย โว ความว่า พระราชาตรัสว่า เราให้ท่านอยู่ในที่นี้แล ไม่อยากให้ท่านจากไป แม้ชั่วครู่หนึ่ง จะได้เห็นท่านเป็นเวลานานๆ การเห็นนี้เป็นความพอใจของเรา ด้วยประการฉะนี้.

               ลำดับนั้น พระมหาสัตว์เมื่อจะสรรเสริญพระราชา จึงทูลว่า
               กิจใดที่บุคคลพึงกระทำในมิตร กิจนั้นพระองค์ทรงกระทำแล้วในข้าพระองค์ทั้งสอง ข้าพระองค์ทั้งสอง ย่อมเป็นอันพระองค์ปล่อยด้วยความภักดีในข้าพระองค์ทั้งสอง โดยไม่ต้องสงสัย
               ก็ความทุกข์ คงเกิดขึ้นในหมู่หงส์เป็นอันมากโน้น เพราะมิได้เห็นข้าพระองค์ทั้งสอง ในระหว่างญาติหมู่ใหญ่เป็นแน่
               ข้าแต่พระองค์ผู้ปราบปรามศัตรู ข้าพระองค์ทั้งสอง อันพระองค์ทรงอนุญาต กระทำประทักษิณพระองค์แล้ว พึงไปพบญาติทั้งหลาย เพื่อกำจัดความเศร้าโศกของหงส์เหล่านั้น ข้าพระองค์ย่อมจะได้ปีติอันไพบูลย์ เพราะได้มาเฝ้าพระองค์ ผู้ทรงพระเจริญโดยแท้
               การสงเคราะห์ญาตินี้เป็นประโยชน์อันใหญ่หลวงแท้.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กตรสมาสุ ได้แก่ พระองค์ได้กระทำกิจทุกอย่างในข้าพระองค์. บทว่า จตตา นิสสํสยํ ตยมหา ได้แก่ ข้าพระองค์ทั้งสอง ย่อมเป็นอันพระองค์ทรงปล่อยแล้วทีเดียว โดยมิต้องสงสัยเลย. บทว่า ภตติรสมาสุ ยา ตว ความว่า พระมหาสัตว์แสดงว่า ความภักดีในข้าพระองค์ทั้งสองของพระองค์อันใด ข้าพระองค์ย่อมเป็นอันพระองค์ทรงปล่อยแล้ว โดยไม่ต้องสงสัย เพราะความภักดีนั้น อนึ่ง ข้าพระองค์ทั้งสองพลัดพรากแล้ว แม้อยู่ปราศแล้ว ชื่อว่าอยู่ร่วมกันก็หาไม่. บทว่า อสมากํ ความว่า ความทุกข์บังเกิดขึ้นแล้วในหงส์ทั้งหลายเป็นอันมาก เพราะไม่ได้เห็นข้าพระองค์ทั้งสอง. บทว่า ปสเสมุรินทม แปลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้ปราบข้าศึกให้ราบคาบ ข้าพระองค์ทั้งสองพึงได้เห็น. บทว่า ภวตํ คือ ข้าพระองค์ได้มาเฝ้าพระองค์ผู้ทรงพระเจริญ. บทว่า เอโส วาปิ มหาอตฺโถ ความว่า ความคุ้นเคยกับหมู่ญาติ กล่าวคือการสงเคราะห์ญาตินี้ เป็นความประสงค์อย่างใหญ่หลวงของข้าพระองค์อย่างแท้จริง.

               เมื่อพระมหาสัตว์ทูลอย่างนี้แล้ว พระราชาก็ได้ทรงอนุญาตให้หงส์ทั้งสองนั้นกลับไป แม้พระมหาสัตว์ก็ทูลแสดงโทษในการประพฤติชั่ว ๕ อย่าง และแสดงอานิสงส์ในศีลแด่พระราชาแล้ว ถวายโอวาทว่า ขอพระองค์จงรักษาศีลนี้ จงเสวยราชสมบัติโดยธรรม จงสงเคราะห์มหาชนด้วยสังคหวัตถุ ๔ ประการ แล้วได้ทูลลาบินกลับไปยังภูเขาจิตตกูฏ.

               พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
               พญาหงส์ธตรฐ ครั้นกราบทูลพระเจ้าสาคลราช ผู้เป็นจอมประชาชนเช่นนี้แล้ว ได้เข้าไปหาหมู่ญาติ เพราะอาศัยเชาวน์อันสูงสุด หงส์เหล่านั้นเห็นหงส์ทั้งสอง ซึ่งยิ่งใหญ่มิได้ป่วยเจ็บกลับมา ต่างก็พากันส่งเสียงว่า เกเก เกิดเสียงอื้ออึงทั่วไป หงส์เคารพนายได้ที่พึ่งเหล่านั้น ต่างก็โสมนัสยินดี เพราะนายรอดพ้นภัย พากันห้อมล้อมนายโดยรอบๆ.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุปาคมุํ ความว่า พญาหงส์ธตรฐและสุมุขหงส์ที่เป็นเสนาบดีทั้งสองนั้น ครั้นได้เวลาอรุณขึ้นแล้ว ก็บริโภคน้ำผึ้งข้าวตอกและน้ำอ้อยเป็นต้น อันพระราชาและพระเทวีทรงยกขึ้น ด้วยใบตาลทองสองใบแล้ว กระทำสักการะด้วยของหอม และระเบียบดอกไม้ เป็นต้นแล้ว ลงจากใบตาลทองนั้น กระทำประทักษิณพระราชาบินขึ้นไปสู่เวหาส เมื่อพระราชาทรงประคองอัญชลีตรัสว่า ดูก่อนนายเอ๋ย ท่านทั้งสองจงพากันไปดีเถิด จึงออกโดยสีหบัญชรบินไปหาหมู่ญาติของตน ด้วยความเร็วอันสูงสุด. บทว่า ปรเม แปลว่า สูงสุด. บทว่า เกเก ความว่า ได้ส่งเสียงร้องว่า เกเก ด้วยเสียงร้องตามสภาพของตน. บทว่า ภตตุนา ภตตุคารวา ได้แก่ มีความเคารพนายเหล่านั้น. บทว่า ปริกรึสุ ความว่า หงส์ทั้งหลายต่างก็พากันดีใจเพราะนายพ้นภัยกลับมา จึงพากันแวดล้อมอยู่รอบข้าง. บทว่า ลทธปจจยา คือ เป็นผู้ได้ที่พึ่งพำนักแล้ว.

               ครั้นหงส์เหล่านั้นเข้าล้อมหงส์ทั้งสองอย่างนี้แล้ว จึงทูลถามพญาหงส์ว่า ข้าแต่มหาราช พระองค์รอดพ้นมาได้อย่างไร พระมหาสัตว์จึงเล่าเรื่องที่ตนรอดพ้นมาได้ เพราะอาศัยสุมุขหงส์ และกิจการที่พระเจ้าสาคลราชและบุตรนายพรานกระทำ หมู่หงส์ทั้งหลายได้ยินดังนั้น ก็พากันดีใจกล่าวชมเชยให้พรว่า ขอให้สุมุขหงส์ที่เป็นเสนาบดี และบุตรนายพราน พร้อมทั้งพระราชา จงมีความสุข ปราศจากทุกข์ จงมีชีวิตอยู่ตลอดกาลนาน.

               พระศาสดา เมื่อจะทรงประกาศเนื้อความนั้น จึงตรัสว่า
               ประโยชน์ทั้งปวงของชนทั้งหลาย ผู้ถึงพร้อมด้วยกัลยาณมิตร ย่อมสำเร็จผลเป็นสุข เปรียบเหมือนหงส์ธตรฐทั้งสอง ได้กลับมาอยู่ใกล้หมู่ญาติ ฉะนั้น.


               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า มิตตวตํ ได้แก่ ถึงพร้อมแล้วด้วยกัลยาณมิตร. บทว่า ปทกขิณา ได้แก่ สำเร็จเป็นความสุข ประกอบด้วยความเจริญ. บทว่า ธตรฏฐา ความว่า เหล่าหงส์ธตรฐ คือพญาหงส์และสุมุขหงส์ แม้ทั้งสองเหล่านั้น ถึงพร้อมด้วยกัลยาณมิตรทั้งสอง คือพระราชาและบุตรนายพราน จึงเจริญด้วยความสุขอย่างนี้ ฉันใด. บทว่า ญาติสงฺฆมุปาคมุ ความว่า ประโยชน์ กล่าวคือ การเข้าถึงหมู่แห่งญาติของเหล่าหงส์ธตรฐนั้น สำเร็จความสุขเกิดแล้ว ฉันใด ประโยชน์ทั้งหมดแม้ของชนเหล่าอื่น ผู้ถึงพร้อมด้วยกัลยาณมิตร ย่อมสำเร็จผลเป็นสุข ฉันนั้นเหมือนกันแล.

               พระศาสดา ครั้นทรงนำพระธรรมเทศนานี้มาแล้ว จึงตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ใช่แต่ในบัดนี้เท่านั้น ก็หาไม่ ถึงเมื่อกาลก่อน อานนท์นี้ก็ได้สละชีวิต เพื่อประโยชน์แก่ตถาคตแล้ว เหมือนกัน
               แล้วทรงประมวลชาดก ว่า
                         นายพรานในครั้งนั้น ได้เป็น ฉันนภิกษุ ในบัดนี้
                         พระราชานามว่า สาคละ ในครั้งนั้น ได้เป็น สารีบุตร
                         สุมุขหงส์ที่เป็นเสนาบดี เป็น อานนท์
                         หมู่หงส์เก้าหมื่นหกพันเป็นพุทธบริษัท
                         พญาหงส์ธตรฐ เป็น เราตถาคต ผู้โลกนาถ
               เธอทั้งหลายจงทรงจำชาดกไว้ ด้วยประการฉะนี้แล.

.. อรรถกถา จุลลหังสชาดก ว่าด้วย พระยาหงส์ทรงติดบ่วง จบ.
อรรถาธิบายเล่มที่ 28 เริ่มข้อที่ 1อรรถาธิบายเล่มที่ 28 เริ่มข้อที่ 134อรรถกถาอรรถาธิบาย
เล่มที่ 28 เริ่มข้อที่ 163อรรถาธิบายเล่มที่ 28 เริ่มข้อที่ 199อรรถาธิบายเล่มที่  28 เริ่มข้อที่ 1045
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=28&A=1158&Z=1348
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๘  เมษายน  พ.ศ.  ๒๕๔๘
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com