ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย มหานิทเทส อัฏฐกวัคคิกะ
๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส

               อรรถกถาจูฬวิยูหสุตตนิเทสที่ ๑๒               
               พึงทราบวินิจฉัยในจูฬวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๒ ดังต่อไปนี้.
               บทว่า สกํ สกํ ทิฏฺฐิปรินิพฺพาสนา สมณพราหมณ์บางพวกมีความอยู่รอบในทิฏฐิของตนๆ.
               ในมหาสมัยนั้นเอง พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสพระสูตรแม้นี้ เพื่อจะทรงประกาศความนั้นแก่เทวดาทั้งหลายบางพวกผู้มีจิตเกิดขึ้นว่า สมณพราหมณ์ผู้ถือทิฏฐิเหล่านี้ทั้งหมดถือว่า เราเป็นผู้ดี สมณพราหมณ์เหล่านี้ตั้งอยู่ในทิฏฐิของตนเท่านั้น จึงเป็นผู้ดีหรือ หรือว่าถือเอาทิฏฐิอย่างอื่นด้วย จึงทรงให้พระพุทธนิมิตตรัสถามพระองค์.
               ในพระสูตรนั้น สองคาถาข้างต้นเป็นคาถาถาม.
               ในคาถาเหล่านั้น บทว่า สกํ สกํ ทิฏฺฐิปริพฺพาสนา คือ สมณพราหมณ์ทั้งหลายอยู่ด้วยทิฏฐิของตนๆ.
               บทว่า วิคฺคยฺห นานา กุสลา วทนฺติ อ้างตนเป็นผู้ฉลาด พูดต่างๆ คือถือทิฏฐิอย่างแรง ปฏิญานว่าเราเป็นผู้ฉลาดในทิฏฐินั้น พูดมาก ไม่พูดครั้งเดียว.
               บทว่า โย เอวํ ชานาติ ส เวทิ ธมฺมํ อิทํ ปฏิกฺโกสมเกวลี โส บุคคลใดรู้อย่างนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ารู้ธรรมแล้ว บุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่ใช่บริบูรณ์.
               ความว่า สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวว่า บุคคลใดรู้อย่างนี้หมายถึงทิฏฐินั้น ผู้นั้นชื่อว่ารู้ธรรม แต่ถ้าบุคคลใดคัดค้านธรรมนี้ บุคคลนั้นชื่อว่าเป็นคนเลว ดังนี้.
               บทว่า นานา วทนฺติ คือ พูดเหตุต่างๆ กัน.
               บทว่า วิวิธํ วทนฺติ คือ พูดหลายๆ อย่าง.
               บทว่า อญฺโญญฺญํ วทนฺติ พูดอย่างอื่นๆ คือไม่พูดอย่างเดียวพูดจับโน่นจับนี่.
               บทว่า อเกวลี โส บุคคลนั้นชื่อว่ายังเป็นผู้ไม่บริบูรณ์ คือไม่ฉลาด.
               บทว่า อสมตฺโต คือ ไม่บริบูรณ์.
               บทว่า อปริปุณฺโณ คือ ไม่ครบถ้วน.
               บทว่า พาโล คือ คนเลว.
               บทว่า อกุสโล คือ ไม่ฉลาด.
               ต่อไปนี้เป็นคาถาแก้สามคาถา.
               คาถาเหล่านั้นรวบรวมความที่กล่าวไว้โดยคาถาก่อน ด้วยคาถาหลังตั้งไว้ พระสูตรนี้จึงได้ชื่อว่า จูฬวิยูหสูตร เพราะมีความน้อยกว่าสูตรก่อนด้วยการรวบรวมนั้น.
               ในคาถาเหล่านั้นพึงทราบวินิจฉัยในคาถาที่หนึ่งก่อน.
               บทว่า ปรสฺส เจ ธมฺมํ ธรรมของคนอื่น คือทิฏฐิของคนอื่น.
               บทว่า สพฺเพปิเม พาลา สมณพราหมณ์ทั้งหมดเหล่านี้เป็นคนพาล.
               อธิบายว่า เมื่อเป็นอย่างนี้ สมณพราหมณ์ทั้งหมดเหล่านี้จึงเป็นพาล. เพราะอะไร เพราะสมณพราหมณ์ทั้งหมดเหล่านี้มีความอยู่รอบในทิฏฐิ.
               บทว่า สนฺทิฏฺฐิยา เจ ปน เววทาตา สํสุทฺธปญฺญา กุสลา มตีมา ความว่า ก็ถ้าพวกสมณพราหมณ์เป็นผู้ผ่องแผ้ว หมดจด ไม่เศร้าหมอง เพราะทิฏฐิของตน เป็นผู้มีปัญญาหมดจด เป็นผู้ฉลาด มีความรู้.
               บทว่า น เตสํ โกจิ ความว่า เมื่อเป็นอย่างนั้น บรรดาสมณพราหมณ์พวกนั้นจะไม่เป็นผู้มีปัญญาเสื่อมแม้แต่คนเดียว. เพราะอะไร เพราะทิฏฐิเป็นธรรมชาติอันสมณพราหมณ์แม้เหล่านั้น ถือเอาบริบูรณ์เหมือนอย่างสมณพราหมณ์พวกอื่น.
               พึงทราบเนื้อความสังเขปแห่งคาถาว่า น วาหเมตํ ดังนี้
               คนคู่คือชนสองคนเหล่านั้น กล่าวปรารภทิฏฐิใดกะกันและกันว่าเป็นพาล ข้าพระองค์ไม่กล่าวทิฏฐินั้นว่าเป็นจริง เป็นของแท้.
               เพราะอะไร เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้นทั้งหมดได้ทำทิฏฐิของตนๆ ว่า สิ่งนี้เท่านั้นจริง สิ่งอื่นเป็นโมฆะ. เพราะเหตุนั้นแหละ พวกสมณพราหมณ์จึงเห็นคนอื่นว่าเป็นพาล.
               ก็ในบทนี้มีปาฐะสองอย่าง คือ ตจฺฉํ ตถวํ.
               บทว่า ตจฺฉํ คือ ไม่เปล่า.
               บทว่า ตถวํ จริง คือไม่วิปริต.
               บทว่า ภูตํ เป็นจริง คือมีอยู่.
               บทว่า ยถาวํ เป็นตามจริง คือมีอยู่พร้อม.
               บทว่า อวิปรีตํ ไม่วิตก คือไม่ผิดสังเกต.
               ในคาถาที่เป็นคำถามว่า ยมาหุ คือ สมณพราหมณ์บางคนกล่าวทิฏฐิสัจจะใดว่าจริงแท้ พึงทราบความในคาถาที่เป็นคำตอบว่า เอกํ หิ สจฺจํ สัจจะมีอย่างเดียวเท่านั้น คือนิโรธหรือมรรค.
               บทว่า ยสฺมึ ปชา โน วิวเท ปชานํ คือ หมู่สัตว์รู้ชัดสัจจะใดไม่พึงวิวาทกัน.
               บทว่า สยํ กุนนฺติ อวดไปเอง คือ กล่าวด้วยตนเอง.
               พึงทราบความในคาถาที่เป็นคำถามว่า กสฺมานุ เพราะเหตุไรหนอ.
               บทว่า ปวาทิยาเส คือ พูดอวดอ้าง.
               บทว่า เต ตกฺกมนุสฺสรนฺติ สมณพราหมณ์เหล่านั้นระลึกตรึกเอาเอง คือสมณพราหมณ์เหล่านั้นพูดเอาเอง หรือไปตามเพียงความตรึกของตนเอง.
               บทว่า ตกฺกปริยาหฏํ รวบรวมไว้ด้วยความตรึก คือตรึกเอาเอง.
               บทว่า วิมํสานุจริตํ ที่ตนคิดกันด้วยความพิจารณา คือคิดด้วยปัญญาอันเข้าไปปรากฏแก่ตน.
               บทว่า สยํ ปฏิภาณํ คือ รู้ด้วยตนเอง.
               พึงทราบความในคาถาที่เป็นคำตอบว่า น เหว มิได้มีเลย ดังนี้.
               บทว่า อญฺญตฺร สญฺญาย นิจฺจานิ เว้นสัจจะที่แน่นอนด้วยสัญญา คือเว้นจากการยึดถือว่าเที่ยงเพียงสัญญา.
               บทว่า ตกฺกญฺจ ทิฏฺฐีสุ ปกปฺปยิตฺวา ดำริตรึกเอาในทิฏฐิทั้งหลาย คือเพียงความดำริเป็นนิจของตนให้เกิดในทิฏฐิทั้งหลาย.
               ก็เพราะสมณพราหมณ์ทั้งหลายยังความตรึกในทิฏฐิทั้งหลายให้เกิด แม้ยังทิฏฐิให้เกิดอีก ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสคำมีอาทิว่า สมณพราหมณ์ทั้งหลายยังทิฏฐิทั้งหลายให้เกิด ให้เกิดพร้อม.
               บทว่า ชเนนฺติ ให้เกิด คือยังทิฏฐิให้เกิดสูงขึ้นๆ ชื่อว่าให้เกิด.
               บทมีอาทิว่า สญฺชเนนฺติ ให้เกิดพร้อม ท่านเพิ่มบทอุปสัคขึ้นกล่าว.
               บทว่า มยฺหํ สจฺจํ คือ คำพูดของเราจริง.
               บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อสัจจะต่างไม่มีอยู่ เพื่อจะทรงแสดงถึงการปฏิบัติผิดของพวกสมณพราหมณ์ผู้มีทิฏฐิ ระลึกถึงเพียงความตรึก จึงได้ตรัสคาถามีอาทิว่า ทิฏฺเฐ สุเต รูปที่ได้เห็น เสียงที่ได้ยิน ดังนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ทิฏฺเฐ อธิบายว่า รูปที่ได้เห็นเป็นความเห็นอันบริสุทธิ์. ในเสียงที่ได้ฟังเป็นต้นก็มีดังนี้.
               บทว่า เอเต จ นิสฺสาย วิมานทสฺสี เป็นผู้แสดงอารมณ์ดูหมิ่นผู้อื่นเพราะอาศัยธรรมเหล่านี้ คือแสดงความดูหมิ่นเหยียดหยามอันได้แก่ไม่มีความบริสุทธิ์ใจ เพราะอาศัยธรรมคือทิฏฐิเหล่านี้.
               บทว่า วินิจฺฉเย ฐตฺวา ปหสฺสมาโน พาโล ปโร อกุสโลติ จาห ตั้งอยู่ในทิฏฐิที่วินิจฉัยแล้ว ร่าเริงอยู่ กล่าวว่าคนอื่นว่าเป็นคนพาลไม่ฉลาด. ความว่า แม้แสดงความดูหมิ่นอย่างนี้ ก็ยังตั้งอยู่ในทิฏฐิที่วินิจฉัยนั้น (คือวินิจฉัยด้วยทิฏฐิ) เป็นผู้ยินดี ร่าเริง กล่าวอย่างนี้ว่าคนอื่นเลวและโง่ ดังนี้.
               บทว่า นสมฺมาเนตีติปิ วิมานทสฺสี เจ้าทิฏฐินั้นไม่นับถือแม้เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้แสดงความดูหมิ่น คือไม่ทำการนับถือมาก เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่าเป็นผู้แสดงความดูหมิ่น คือไม่แสดงความนับถืออย่างมาก.
               บทว่า โทมนสฺสํ ชเนตีติปิ ยังความโทมนัสให้เกิด ความว่า ยังความโทมนัสให้เกิดในเวลาที่ติดแน่นซึ่งทิฏฐิวินิจฉัยก่อน แล้วได้ความโสมนัสภายหลังจึงตั้งอยู่ในทิฏฐิวินิจฉัย.
               บทว่า วินิจฺฉิตทิฏฺฐิยา ฐตฺวา ตั้งอยู่ในทิฏฐิที่วินิจฉัยแล้ว คือตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ลงความเห็นถือเอาแล้ว.
               พึงทราบคาถาว่า เยเนว เป็นต้นดังนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า สยมตฺตนา คือ ด้วยตนเอง.
               บทว่า วิมาเนติ ดูหมิ่น คือติเตียน.
               บทว่า ตเทว ปาวา คือ พูดคำนั้น ทิฏฐินั้นหรือบุคคลนั้น.
               พึงทราบความแห่งคาถาว่า อติสารทิฏฺฐิยา ทิฏฐิล่วงแก่นสารเป็นต้นดังนี้. เจ้าทิฏฐินั้นมีความถือตัวเต็มที่อย่างนี้ว่า เราสมบูรณ์ บริบูรณ์ พองด้วยความพองอันเป็นทิฏฐิล่วงสาระ ล่วงสาระอันเป็นลักษณะอย่างนี้ และสมบูรณ์บริบูรณ์ด้วยทิฏฐิมานะนั้นสิ้นเชิง. อภิเษกตนเองด้วยใจว่าเราเป็นบัณฑิต. เพราะอะไร. เพราะทิฏฐิของเจ้าทิฏฐินั้นบริบูรณ์อย่างนั้นด้วยประการฉะนี้.
               บทว่า สพฺพา ทิฏฺฐิโย ลกฺขณาติกฺกนฺตา ทิฏฐิทั้งปวงล่วงลักษณะคือทิฏฐิ ๖๒ ทั้งหมดเหล่านั้นล่วงลักษณะ.
               บทว่า อติยนฺติ ก้าวล่วงแล้ว.
               บทว่า อโนโม คือ ไม่บกพร่อง.
               พึงเชื่อมความคาถาว่า ปรสฺส เจ แห่งบุคคลอื่นดังนี้.
               อนึ่ง มีความอะไรที่ยิ่งไปอีก มีดังนี้ เจ้าทิฏฐินั้นตั้งอยู่ในวินิจฉัยแล้ว ร่าเริงอยู่ กล่าวว่าคนอื่นเป็นพาลไม่ฉลาด.
               ก็หากว่า บุคคลนั้นกล่าวว่าเลวเพราะคำของคนอื่นนั้น.
               บทว่า ตุโม สหา โหติ นิหีนปญฺโญ บุคคลนั้นย่อมเป็นคนมีปัญญาทราม พร้อมด้วยบุคคลอื่นนั้น คือบุคคลแม้นั้นย่อมเป็นผู้มีปัญญาทรามพร้อมด้วยบุคคลนั้น แม้เขาจะพูดว่าบุคคลนั้นเป็นพาล. เมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้อยคำของเขาเอาประมาณไม่ได้. แต่บุคคลนั้นเป็นผู้ถึงเวท เป็นธีรชนด้วยตนเอง. เมื่อเป็นอย่างนั้น ใครๆ ในบรรดาสมณพราหมณ์ย่อมไม่เป็นคนพาล เพราะทั้งหมดเหล่านั้นเป็นบัณฑิตตามความปรารถนาของตน.
               บทว่า วาจาย คือ เพราะคำ.
               บทว่า วจเนน คือ เพราะถ้อยคำ.
               บทว่า นินฺทิตการณา คือ เพราะเหตุนินทา.
               บทว่า ครหิตการณา คือ เพราะเหตุติเตียน.
               บทว่า อุปวทิตการณา คือ เพราะเหตุค่อนว่า.
               พึงทราบการเชื่อมและความของคาถาว่า อญฺญํ อิโต ธรรมอื่นจากธรรมนี้ต่อไป เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสอย่างนี้ว่า บุคคลผู้ถึงเวทเป็นธีรชนเอง ใครๆ ในบรรดาสมณพราหมณ์ย่อมไม่มีคนพาลดังนี้ พึงมีคำถามว่า เพราะเหตุ เพื่อใครๆ.
               ในข้อนั้นขอตอบว่า เพราะชนเหล่าใดย่อมสรรเสริญธรรมอื่นจากธรรมนี้ ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้พลาดทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์ พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวแม้อย่างนั้นโดยทิฏฐิมาก คือชนเหล่าใดย่อมสรรเสริญทิฏฐิอื่นจากทิฏฐินี้ ชนเหล่านั้นย่อมเป็นผู้ฉลาด คือล้มเหลวทางแห่งความหมดจด เป็นผู้ไม่บริบูรณ์ฉะนั้น.
               ท่านอธิบายว่า เดียรถีย์ทั้งหลายย่อมกล่าวอย่างนี้.
               หากถามว่า เพราะเหตุไร จึงกล่าวอย่างนี้.
               ตอบว่า เพราะพวกเดียรถีย์เหล่านั้นเป็นผู้ยินดียิ่ง ด้วยความกำหนัดเพราะทิฏฐิของตน.
               บทว่า เต สุทฺธิมคฺคํ ทางแห่งความหมดจด คืออัญญเดียรถีย์เหล่านั้น ย่อมพลั้งพลาด คลาด ทางอันไม่เศร้าหมอง.
               บทว่า วิสุทฺธิมคฺคํ ทางแห่งความหมดจดวิเศษ คือทางที่ไม่มีโทษ.
               บทว่า ปริสุทฺธิมคฺคํ ทางแห่งความหมดจดรอบ คือทางแห่งธรรมขาว.
               บทว่า โอทาตมคฺคํ ทางแห่งความผ่องแผ้ว คือทางผ่องใส.
               บทว่า ปริโยทาตมคฺคํ ทางผ่องแผ้วรอบ คือทางมีแสงสว่าง.
               บทว่า วิรทฺธา พลั้ง คือพลั้งจากทางที่กล่าวแล้วดำรงอยู่.
               บทว่า อปรทฺธา พลาด คือพลาดไปแล้วดำรงอยู่.
               บทว่า ขลิตา คลาด คือเสื่อม.
               บทว่า คลิตา เคลื่อน คือตกจากที่นั้น.
               บทว่า อญฺญาย คือ ด้วยไม่รู้.
               บทว่า อปรทฺธา พลาด คือถึงความปราชัย.
               อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะว่า ญายาปรทฺธา บ้าง ความว่า พลาดจากทางที่ควรรู้ พวกเดียรถีย์ยินดียิ่งอย่างนี้.
               พึงทราบคาถาว่า อิเธว สุทฺธึ พวกเดียรถีย์ย่อมกล่าวความหมดจดว่ามีในธรรมนี้เท่านั้น ดังต่อไปนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า สกายเน คือ ในทางของตน.
               บทว่า ทฬฺหํ วทานา กล่าวยืนยัน คือกล่าวหนักแน่น.
               บทว่า ถิรวาทา กล่าวมั่นคง คือกล่าวลงความเห็น.
               บทว่า พลิกวาทา คือ กล่าวแข็งแรง.
               บทว่า อวฏฺฐิตวาทา กล่าวเที่ยงแท้ คือกล่าวด้วยความมั่นใจ.
               บรรดาเดียรถีย์ผู้มีวาทะมั่นคงอย่างนี้ เดียรถีย์คนใดคนหนึ่ง เป็นผู้พูดยืนยันในธรรมอันเป็นทางดำเนินของตน พึงเห็นใครอื่นว่าเป็นพาล ในเพราะทิฏฐินั้น เพราะเหตุนั้น เดียรถีย์ผู้พูดยืนยันว่านี้เท่านั้นจริง ในทางดำเนินของตน อันมีอาทิว่าโดยสังเขป ได้แก่ สัสสตทิฏฐิและอุจเฉททิฏฐิ โดยพิสดาร ได้แก่ นัตถิกทิฏฐิ (ความเห็นว่าไม่มี) อเหตุกทิฏฐิ (ความเห็นว่าหาเหตุมิได้) อกิริยทิฏฐิ (ความเห็นว่าไม่เป็นอันทำ) พึง เห็นใครอื่นโดยธรรมร่วมกัน ว่าเป็นคนพาลในทิฏฐินี้ แม้เดียรถีย์ทั้งหมดก็เป็นบัณฑิต เป็นผู้ปฏิบัติชอบตามความเห็นของเขามิใช่หรือ เมื่อเป็นอย่างนี้ เจ้าทิฏฐินั้นกล่าวบุคคลอื่นว่าเป็นพาล มีความไม่หมดจดเป็นธรรมดา พึงนำมาซึ่งความบาดหมางกันเอง เพราะเจ้าทิฏฐินั้นกล่าวคนอื่นว่าผู้นี้เป็นพาล และมีธรรมไม่บริสุทธิ์ พึงนำความทะเลาะมาด้วยตนเอง.
               เพราะเหตุไร. เพราะเจ้าทิฏฐิทั้งหมดก็เป็นบัณฑิตเหมือนกัน และเป็นผู้ปฏิบัติชอบเหมือนกันตามความเห็นของเขา.
               แม้ในบททั้งหมดพึงทราบอย่างนี้ว่า
               เจ้าทิฏฐินั้นตั้งอยู่ในทิฏฐิที่ตกลงใจ นับถือเองแล้ว ย่อมถึงความวิวาทในโลกยิ่งๆ ขึ้นไป. ก็สัตว์ครั้นรู้โทษในทิฏฐิที่ตกลงใจอย่างนี้แล้ว ละทิฏฐิที่ตกลงใจทั้งปวงด้วยอริยมรรค ไม่ทำความบาดหมางกันในโลก.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมอันเป็นยอด คือพระอรหัต.
               บทว่า สยํ ปมาย คือ นับถือตนเอง.
               บทว่า ปมินิตฺวา คือ ทำการคาดคะเน. ปาฐะว่า ปจินิตฺวา บ้าง บทนั้นไม่ดี.
               บทว่า อุทฺธํ วาเทน สทฺธึ คือ ทำความทุ่มเถียงกับบุคคลอื่นผู้กล่าวในข้างหน้าของตน.
               เมื่อจบเทศนาได้มีผู้ตรัสรู้ธรรมเช่นกับที่กล่าวแล้วในปุราเภทสูตรนั่นแล.

               จบอรรถกถาจูฬวิยูหสุตตนิเทสที่ ๑๒               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย มหานิทเทส อัฏฐกวัคคิกะ ๑๒. จูฬวิยูหสุตตนิทเทส จบ.
อ่านอรรถกถา 29 / 1อ่านอรรถกถา 29 / 442อรรถกถา เล่มที่ 29 ข้อ 519อ่านอรรถกถา 29 / 600อ่านอรรถกถา 29 / 881
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=29&A=6385&Z=6832
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๔  เมษายน  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :