ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย มหานิทเทส อัฏฐกวัคคิกะ
๑๓. มหาวิยูหสุตตนิเทส

               อรรถกถามหาวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๓               
               พึงทราบวินิจฉัยในมหาวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๓ ดังต่อไปนี้.
               แม้บทนี้ว่า เยเกจิเม ทิฏฺฐิปริพฺพสานา สมณพราหมณ์เหล่าใดเหล่าหนึ่งมีความอยู่รอบในทิฏฐิ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า เพื่อจะทรงทำความนั้นให้แจ้งแก่เทวดาทั้งหลาย บางพวกผู้มีจิตเกิดขึ้นว่า สมณพราหมณ์เหล่านี้มีความอยู่รอบในทิฏฐิย่อมได้รับนินทาอย่างเดียวหรือ หรือว่าได้รับความสรรเสริญด้วย จากสำนักของท่านผู้รู้ทั้งหลาย จึงทรงให้พระพุทธนิมิตตรัสถามพระองค์ แล้วจึงตรัสโดยนัยก่อนนั่นแล.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า อนฺวานยนฺติ ความว่า ย่อมติดตามเนืองๆ ย่อมนำมาบ่อยๆ.
               บทว่า นินฺทเมว อนฺเวนฺติ ย่อมถูกนินทาอย่างเดียว คือย่อมเข้าถึงการติเตียน.
               บัดนี้ เพราะพวกเจ้าทิฏฐิทั้งหลาย แม้กล่าวอยู่ว่านี้เท่านั้นจริง ย่อมได้รับแม้ความสรรเสริญในบางครั้งบางคราว ผลแห่งวาทะคือความสรรเสริญนั้นน้อย ไม่สามารถเพื่อสงบกิเลสมีราคะเป็นต้นได้ จะกล่าวอะไรถึงผลแห่งการนินทาครั้งที่สอง ฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรง แสดงความนั้นจึงตรัสคาถาแก้นี้ก่อน มีอาทิว่า ก็ความสรรเสริญนั้นเป็นของน้อย ไม่พอเพื่อสงบกิเลส ข้าพระองค์กล่าวผลแห่งความวิวาทเป็น ๒ อย่าง.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ทุเว วิวาทสฺส ผลานิ ผลแห่งวิวาท ๒ อย่าง ได้แก่ นินทาและสรรเสริญ หรือความชนะและความแพ้เป็นต้น อันมีส่วนเสมอกันกับนินทาและสรรเสริญนั้น.
               บทว่า เอตมฺปิทิสฺวา คือ เห็นโทษในผลแห่งวิวาทแม้นั้นว่า นินทาเป็นสิ่งไม่น่าปรารถนาเลย ความสรรเสริญน้อยไม่พอเพื่อสงบกิเลสได้เลย.
               บทว่า เขมาภิปสฺสํ อวิวาทภูมึ๑- คือ เห็นอยู่ซึ่งภูมิแห่งความไม่วิวาท คือนิพพานว่าเป็นธรรมชาติเกษม.
____________________________
๑- บาลีว่า อวิวาทภุมฺมํ.

               บทว่า อปฺปกํ คือ น้อย. บทว่า ปริตฺตกํ คือ นิดหน่อย.
               บทว่า โอมกํ คือ ต่ำช้า. บทว่า ลามกํ คือ ลามก.
               บทว่า สมาย คือ เพื่อความสงบกิเลสมีราคะเป็นต้น.
               บทว่า อุปสมาย เพื่อเข้าไปสงบ คือเพื่อความสงบสูงขึ้นไป.
               บทว่า วูปสมาย เพื่อสงบวิเศษ คือเพื่อให้จมหายไป.
               บทว่า นิพฺพาปนาย เพื่อดับ คือเพื่อประโยชน์แก่อมตมหานิพพาน.
               บทว่า ปฏินิสฺสคฺคาย เพื่อสละคืน คือเพื่อสละกิเลสทั้งหลายด้วยมรรค.
               บทว่า ปฏิปสฺสทฺธิยา เพื่อระงับ คือไม่พอเพื่อไม่ให้เกิดความระงับด้วยผล. เพราะอย่างนี้จึงไม่วิวาทกัน.
               พึงทราบคาถาว่า ยากาจิมา ทิฏฐิเหล่าใดเหล่าหนึ่งเป็นต้นดังนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า สมฺมติโย คือ ทิฏฐิทั้งหลาย.
               บทว่า ปุถุชฺชา คือ ที่เกิดแต่ปุถุชน.
               บทว่า โส อุปยํ กิเมยฺย บุคคลนั้นพึงถึงสังขารธรรมอันควรเข้าถึงอย่างไรเล่า. ความว่า บุคคลนั้นพึงเข้าถึงธรรมแม้อย่างหนึ่งในบรรดารูปเป็นต้น อันควรเข้าถึงอย่างไรเล่า หรือพึงเข้าถึงด้วยเหตุไรเล่า.
               บทว่า ทิฏฺเฐ สุเต ขนฺติมกุพฺพมาโน คือ ไม่ทำความชอบใจในรูปที่เห็นและในเสียงที่ฟังอันหมดจดทั้งหลาย.
               บทว่า ปุถุชฺชเนหิ ชนิตา วา คือ สมมติเหล่านั้นอันปุถุชนให้เกิด.
               บทว่า ตา สมฺมติโย ได้แก่ ทิฏฐิเหล่านั้น.
               บทว่า ปุถุนานาชเนหิ ชนิตา วา คือ หรือว่าอันเป็นเจ้าทิฏฐิต่างๆ มากให้เกิด.
               บทว่า เนติ ตัดบทเป็น น เอติ คือ ไม่ถึง.
               บทว่า น อุเปติ ไม่เข้าถึง คือไม่เข้าไปใกล้.
               บทว่า น อุปคจฺฉติ ไม่เข้าไปถึง คือกลับ.
               บทว่า นาภินิวิสติ ไม่ยึดมั่น คือไม่เข้าไปตั้งมั่น.
               นอกเหนือไปจากนี้ พึงทราบคาถาว่า สีลุตฺตมา สมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้สำคัญว่า ศีลอุดม ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
               บทนั้นมีความดังนี้
               สมณพราหมณ์ผู้เจริญบางพวกสำคัญว่า ศีลอุดม สมาทานวัตรมีวัตรของช้างเป็นต้น แล้วเข้าไปตั้งอยู่ ได้กล่าวความหมดจดด้วยความสำรวมว่า ความหมดจดของศาสดานั้นในทิฏฐินี่แหละ สมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นผู้เข้าถึงภพ สยบอยู่ในภพ ย่อมกล่าวว่าเป็นผู้ฉลาด.
               อนึ่ง สมณพราหมณ์เหล่านั้นกล่าวว่าเป็นผู้ฉลาด คือมีวาทะอย่างนี้ว่าเราเป็นผู้ฉลาด. บรรดาสมณพราหมณ์ผู้มีศีลอุดมอย่างนี้หล่านั้น สมณพราหมณ์คนใดคนหนึ่งปฏิบัติอย่างนั้น.
               พึงทราบคาถาว่า สเจ จุโต ถ้าบุคคลเป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรตนี้ ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
               บทนั้นมีความดังนี้ ถ้าบุคคลเป็นผู้เคลื่อนจากศีลและพรตคือเป็นผู้เคลื่อน ด้วยการตัดขาดจากบุคคลอื่น หรือไม่บรรลุ บุคคลนั้นพลาดมรรคคือศีลและพรตนั้น หรือกรรมมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น แล้วย่อมหวั่นไหวถึงภพ.
               อนึ่ง ย่อมอยาก เพ้อเจ้อและปรารถนาถึงความหมดจดของศีลและพรตนั้น. เหมือนอะไร. เหมือนบุรุษออกจากเรือนตามไปไม่ทันพวกฉะนั้น เขาปรารถนาเรือนนั้นหรือพวก ด้วยการชี้ขาดของคนอื่น ถูกคนอื่นห้ามหรือไม่บรรลุ เพราะเหตุนั้นจึงไม่ยังการปฏิบัตินั้นให้สมบูรณ์ได้.
               บทว่า ญายาปรทฺโธ พลาดจากอรหัตผล คือเสื่อมจากนิพพานหรือจากมรรค.
               บทว่า ตํ วา สตฺถํ อนุพนฺธติ คือ ติดตามพวกนั้นไปข้างหลังในทุกแห่งหน.
               พึงทราบคาถาว่า อริยสาวกละศีลและพรตทั้งปวงอันเป็นเหตุให้ศีลอุดมหวั่นไหวได้ ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า สาวชฺชานวชฺชํ ละกรรมอันมีโทษและไม่มีโทษ คืออกุศลทั้งหมดและกุศลที่เป็นโลกิยะ.
               บทว่า เอตํ สุทฺธึ อสุทฺธินฺติ อปฏฺฐยาโน ไม่ปรารถนาความหมดจดและความไม่หมดจดนี้ คือไม่ปรารถนาความหมดจดอันได้แก่กามคุณ ๕ เป็นต้น และความไม่หมดจดอันได้แก่อกุศลเป็นต้น.
               บทว่า วิรโต จเร เป็นผู้เว้นแล้วจึงประพฤติ คือเป็นผู้เว้นแล้วจากความหมดจดและความไม่หมดจด พึงปฏิบัติ.
               บทว่า สนฺติมนุคฺคหาย คือ ไม่ยึดถือทิฏฐิ.
               บทว่า กณฺหํ กณฺหวิปากํ กรรมดำมีผลดำ คืออกุศลกรรมให้ผลเป็นอกุศลวิบาก.
               บทว่า สุกฺกํ สุกฺกวิปากํ กรรมขาวมีผลขาว คือกุศลเป็นโลกิยะให้ผลขาว เช่นเดียวกับด้วยตน.
               บทว่า นิยามาวกฺกนฺตึ คือ ปรารถนาเข้าสู่อริยมรรค.
               บทว่า เสกฺขา คือ พระเสขะ ๗ จำพวก.
               บทว่า อคฺคธมฺมํ คือ ธรรมสูงสุด ได้แก่อรหัตผล.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงถึงการกำจัดวาทะอันหมดจดด้วยการสำรวมในศีลอุดม ภายนอกจากนี้อย่างนี้ของสมณพราหมณ์เหล่านั้น และการปฏิบัติของพระอรหันต์ผู้ละศีลและพรตแล้ว บัดนี้เพื่อทรงแสดงวาทะอันบริสุทธิ์ภายนอกโดยประการอื่น จึงตรัสคาถานี้ว่า ตมูปนิสฺสา พวกสมณพราหมณ์อาศัยตบะนั้น ดังนี้เป็นต้น.
               บทนั้นมีความดังนี้
               มีสมณพราหมณ์แม้พวกอื่นอาศัยตบะที่เกลียดชังนั้น หรืออาศัยอย่างใดอย่างหนึ่งบรรดารูปที่เห็นอันหมดจดเป็นต้น เป็นผู้กล่าวความหมดจดในสงสารข้างหน้าด้วยอกิริยทิฏฐิ ยังไม่ปราศจากตัณหาในภพน้อยภพใหญ่ ย่อมพร่ำพูดถึงความหมดจด.
               บทว่า ตโปชิคุจฺฉวาทา มีวาทะเกลียดชังตบะ คือ สมณพราหมณ์ทั้งหลายมีวาทะละอายต่อบาปด้วยทำความเพียรมีทรมานร่างกายเป็นต้น.
               บทว่า ตโปชิคุจฺฉสารา มีความเกลียดชังตบะเป็นสาระ คือมีความละอายด้วยตบะนั้นเป็นสาระ.
               บทว่า อุทฺธํสราวาทา คือ กล่าวความหมดจดด้วยสงสาร.
               อธิบายว่า เมื่อสมณพราหมณ์เหล่านั้นผู้ยังไม่ปราศจากตัณหาอย่างนี้ ยังกล่าวถึงความหมดจด แม้ผู้ใดสำคัญตนว่าถึงความหมดจดแล้ว เมื่อผู้นั้นยังปรารถนาวัตถุนั้นๆ ในภพน้อยภพใหญ่ เพราะยังไม่ปราศจากตัณหา ย่อมมีความอยากได้อยู่บ่อยๆ นั่นเอง.
               จริงอยู่ ตัณหาที่บุคคลเสพเป็นอาจิณ ย่อมเพิ่มความทะเยอทะยานหนักขึ้น ไม่เพียงความอยากอย่างเดียว แม้ความหวั่นไหวก็ย่อมมีในเพราะวัตถุทั้งหลายที่กำหนดไว้แล้ว.
               ท่านอธิบายว่า แม้ความหวั่นไหวก็ย่อมมี ในเพราะวัตถุที่กำหนดไว้ด้วยตัณหาและทิฏฐิ.
               พึงเชื่อมความแห่งคาถานี้ว่า การจุติและอุปบัติต่อไปไม่มีแก่ภิกษุใดในศาสนานี้ เพราะปราศจากตัณหาแล้วในภพน้อยและภพใหญ่ ภิกษุนั้นพึงหวั่นไหวด้วยเหตุอะไร พึงชอบใจในที่ไหนดังนี้.
               บทว่า อาคมนํ คือ มาบ่อยๆ.
               บทว่า คมนํ คือ ไปในภพอื่นจากภพนี้.
               บทว่า คมนาคมนํ ไปและมา คือไปจากนี้แล้วกลับมาอีก.
               บทว่า กาลํ คือ ความตาย.
               บทว่า คติ คือ ควรไปตามคติด้วยอำนาจแห่งการไป.
               บทว่า ยมาหุ ธมฺมํ สมณพราหมณ์บางพวกกล่าวธรรมใดว่าเป็นเยี่ยมดังนี้ เป็นคาถาถาม. เพราะในวาทะเหล่านี้วาทะจริงไม่มีแม้แต่อย่างเดียว เพราะสมณพราหมณ์เหล่านั้นพูดเพียงแต่เห็นอย่างเดียว ฉะนั้น บัดนี้พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงความนั้น จึงตรัสคาถาแก้นี้ก่อนว่า สกํ หิ ธรรมของตนบริบูรณ์ ดังนี้เป็นต้น.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า สมฺมตึ คือ ทิฏฐิ.
               บทว่า อโนมํ คือ ไม่พร่อง.
               เมื่อสมณพราหมณ์เหล่านี้กล่าวธรรมของตนว่าเป็นธรรมบริบูรณ์ กล่าวธรรมของคนอื่นว่าเลว.
               พึงทราบความว่า หากว่าบุคคลเป็นคนเลว เพราะคำที่ผู้อื่นตำหนิ ดังนี้เป็นต้น.
               บทนั้นมีความดังนี้
               ผิว่า บุคคลพึงเป็นคนเลว เพราะเหตุที่ผู้อื่นตำหนิไซร้ ใครๆ ก็ไม่พึงเป็นผู้วิเศษ คือเลิศในธรรมทั้งหลาย เพราะอะไร เพราะปุถุชนย่อมกล่าวธรรมของผู้อื่นโดยความเป็นธรรมเลว ชนทั้งหลายเป็นผู้กล่าวยืนยันในธรรมเป็นทางดำเนินของตนเท่านั้น.
               บทว่า วมฺภยิตการณา เพราะเหตุที่ผู้อื่นตำหนิ คือเพราะถูกกำจัด.
               บทว่า ครหิตการณา เพราะเหตุที่ผู้อื่นติเตียน คือเพราะเหตุที่ตนทำความลามกไว้.
               บทว่า อุปวทิตการณา เพราะเหตุที่ผู้อื่นค่อนคือด่า.
               บทว่า สกายนํ คือ ทางดำเนินของตน. มีอะไรที่จะกล่าวอีกมีดังต่อไปนี้.
               พึงทราบคาถาว่า สธมฺมบูชา การบูชาธรรมเป็นทางดำเนินของตนต่อไป.
               บทนั้นมีความดังนี้
               ก็แม้การบูชาธรรมของสมณพราหมณ์เหล่านั้นย่อมเป็นของจริง เหมือนดังพวกเดียรถีย์เหล่านั้นสรรเสริญธรรมเป็นทางดำเนินของตน เพราะพวกเขานับถือบูชาศาสดาเป็นต้นอย่างยิ่ง ผิว่า พวกเขาพึงถือเป็นประมาณในข้อนั้นได้ เมื่อเป็นอย่างนั้น วาทะทั้งหมดก็พึงเป็นของจริง. เพราะอะไร. เพราะความหมดจดของสมณพราหมณ์เหล่านั้นเป็นของเฉพาะตัวเท่านั้น. ความสำเร็จนั้นย่อมไม่สำเร็จในบุคคลอื่น แม้โดยปรมัตถ์ก็ไม่มี. เพราะความหมดจดนั้นเป็นเพียงยึดถือด้วยความเห็นเท่านั้นของสมณพราหมณ์เหล่านั้นผู้มีปัญญาอันบุคคลอื่นพึงแนะนำ.
               บทว่า ปจฺจตฺตเมว คือ เฉพาะตัวเท่านั้น.
               อนึ่ง โดยตรงกันข้าม ผู้ใดชื่อว่าเป็นสมณพราหมณ์ เพราะลอยบาปได้แล้ว.
               พึงทราบคาถาว่า ญาณอันบุคคลอื่นแนะนำย่อมไม่มีแก่พราหมณ์นั้น.
               บทนั้นมีความดังนี้
               ญาณอันบุคคลอื่นพึงแนะนำ ย่อมไม่มีแก่พราหมณ์ เพราะเป็นผู้เห็นชอบแล้วโดยนัยมีอาทิว่า สังขารทั้งหลายทั้งปวงไม่เที่ยงดังนี้ แม้ความตัดสินใจแล้วยึดมั่นในธรรม คือทิฏฐิทั้งหลายว่านี้เท่านั้นจริงดังนี้ก็ไม่มีแก่พราหมณ์ เพราะเหตุนั้น พราหมณ์จึงก้าวล่วงเสียแล้วซึ่งความทะเลาะกันด้วยทิฏฐิ เพราะพราหมณ์นั้นย่อมไม่เห็นธรรมอื่นโดยความเป็นธรรมประเสริฐ นอกจากสติปัฏฐานเป็นต้น.
               บทว่า น ปรเนยฺโย คือ พราหมณ์ไม่ต้องอาศัยผู้อื่นแนะนำ คือให้รู้.
               บทว่า ปรปตฺติโย น ปรปจฺจโย คือ ไม่เชื่อผู้อื่น.
               บทว่า น ปรปฏิพทฺธคู คือ ไม่ดำเนินเนื่องด้วยผู้อื่น.
               พึงทราบการเชื่อมและความแห่งคาถาว่า ชานามิ เราย่อมรู้ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
               เพราะพราหมณ์ชั้นเยี่ยม (ปรมัตถพราหมณ์) ย่อมไม่เห็นธรรมอื่น โดยความเป็นธรรมประเสริฐอย่างนี้ก่อน. ส่วนเดียรถีย์พวกอื่นรู้อยู่ด้วยปรจิตตญาณ (ญาณรู้ใจผู้อื่น) เป็นต้น แม้เห็นอยู่ แม้กล่าวอยู่อย่างนี้ว่า เรารู้เราเห็น ความหมดจดนี้เป็นของจริง ชื่อว่าย่อมเห็นความหมดจดด้วยทิฏฐิ. เพราะเหตุไร. เพราะบรรดาสมณพราหมณ์เหล่านั้นหากว่าแม้สมณพราหมณ์ผู้หนึ่งได้เห็นแล้ว สมณพราหมณ์ผู้ได้เห็นเนื้อความตามเป็นจริงด้วยปรจิตตญาณเป็นต้นนั้น จะมีประโยชน์อะไรด้วยการเห็นนั้นของสมณพราหมณ์นั้นเล่า จะทำอะไรได้เล่า จะกำหนดรู้ทุกข์ให้สำเร็จได้อย่างไรเล่า หรือว่าพวกเดียรถีย์เหล่านั้นล่วงอริยมรรคแม้โดยประการทั้งปวงอย่างใดอย่างหนึ่งบรรดาการละเหตุแห่งทุกข์เป็นต้น ย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยทัศนะอื่น. พระพุทธเจ้าเป็นต้นทรงก้าวล่วงเดียรถีย์เหล่านั้น ย่อมกล่าวความบริสุทธิ์ด้วยทัศนะอื่นนั่นแล.
               พึงทราบการเชื่อมและความแห่งคาถาว่า ปสฺสํ นโร นรชนเมื่อเห็นดังนี้เป็นต้น. มีอะไรที่จะกล่าวยิ่งกว่านี้อีก มีดังต่อไปนี้.
               นรชนใดได้เห็นด้วยปรจิตตญาณเป็นต้น นรชนนั้นเมื่อเห็นก็ย่อมเห็นนามรูปไม่อื่นไปจากนั้น หรือเห็นแล้วก็รู้จักนามรูปเหล่านั้นเท่านั้น โดยความเป็นของเที่ยงหรือโดยความเป็นสุข ไม่เห็นเป็นอย่างอื่น นรชนเมื่อเห็นอย่างนี้ เห็นนามรูปมากบ้างน้อยบ้างโดยความเป็นของเที่ยงและโดยเป็นสุขโดยแท้ ถึงอย่างนั้นผู้ฉลาดทั้งหลาย ย่อมไม่กล่าวความหมดจดด้วยความเห็นนามรูปนั้นเลย.
               พึงทราบการเชื่อมและความแห่งคาถาว่า นิวิสฺสวาที นรชนผู้กล่าวด้วยความถือมั่นดังนี้เป็นต้นต่อไป.
               แม้เมื่อความบริสุทธิ์ไม่มีด้วยความเห็นนั้น นรชนใดกล่าวด้วยความถือมั่นอย่างนี้ว่าเรารู้เราเห็น ความบริสุทธิ์นั้นเป็นจริง หรืออาศัยความเห็นนั้น ถือความบริสุทธิ์ด้วยทิฏฐิ กล่าวด้วยความถือมั่นอย่างนี้ว่านี้เท่านั้นจริง.
               นรชนนั้นเป็นผู้อันใครๆ ไม่พึงแนะนำให้ดีได้ เป็นผู้เชิดทิฏฐิที่กำหนดปรุงแต่งแล้วไว้ในเบื้องหน้า. นรชนนั้นอาศัยวัตถุใดมีศาสดาเป็นต้นก็กล่าววัตถุนั้นว่างามในเพราะทิฏฐินั้น สำคัญตนว่าเราเป็นผู้มีวาทะหมดจด มีวาทะบริสุทธิ์ดังนี้ ได้เห็นว่าแท้ในทิฏฐินั้น คือได้เห็นความไม่วิปริตในทิฏฐิของตนนั้น.
               อธิบายว่า ทิฏฐินั้นเป็นไปอย่างใด ได้เห็นทิฏฐินั้นเป็นไปอย่างนั้น ไม่ปรารถนาจะเห็นโดยประการอื่น.
               บทว่า นิวสฺสวาที คือ กล่าวเพราะความมั่นใจ.
               บทว่า ทุพฺพินโย คือ ยากที่จะแนะนำได้.
               บทว่า ทุปฺปญฺญาปโย คือ ยากที่จะให้รู้ คือให้ได้อย่างใจได้.
               บทว่า ทุนฺนิชฺฌาปโย ยากที่จะให้เข้าใจได้ คือยากที่จะให้เข้าใจบ่อยๆ เพื่อทดสอบใจแล้วถือเอาได้.
               บทว่า ทุปฺเปกฺขาปโย คือ ยากที่จะให้เห็นได้.
               บทว่า ทุปฺปสาทโย คือ ยากที่ให้จิตเกิดความเลื่อมใสได้.
               บทว่า อปสฺสิ ได้เห็นแล้ว คือได้บรรลุปฏิเวธด้วยญาณ.
               บทว่า ปฏิวชฺฌิ ได้แทงตลอด คือได้บรรลุความตรัสรู้ด้วยจิต.
               พึงทราบความในเดียรถีย์ทั้งหลาย ผู้เชิดทิฏฐิที่กำหนดไว้ในเบื้องหน้าดังต่อไปนี้.
               พึงทราบคาถาว่า น พฺราหฺมโณ กปฺปมุเปติ สงฺขํ๒- พราหมณ์ทราบด้วยญาณแล้วย่อมไม่เข้าถึงซึ่งความกำหนด ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺขํ๒- ความว่า ทราบแล้ว คือรู้แล้ว.
____________________________
๒- ม. สงฺขา แก้เป็น สงฺขาย.

               บทว่า นปิ ญาณพนฺธุ ไม่มีตัณหาหรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูกพันเพราะญาณ คือไม่ทำตัณหาหรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูกพัน ด้วยสมาปัตติญาณเป็นต้น.
               ในบทนั้นมีวิเคราะห์ว่า ชื่อว่าไม่มีตัณหาหรือทิฏฐิเป็นเครื่องผูกพันเพราะญาณ เพราะมีวิเคราะห์ว่า ไม่มีตัณหาและทิฏฐิเป็นเครื่องผูกพันอันทำแล้วด้วยญาณ.
               บทว่า สมฺมติโย ได้แก่ สมมติคือทิฏฐิ.
               บทว่า ปุถุชฺชา คือ เป็นแดนเกิดของปุถุชน.
               บทว่า อุคฺคหณนฺติ มญฺเญ คือ สมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่น. อธิบายว่า สมณพราหมณ์เหล่าอื่นย่อมถือมั่นทิฏฐิเหล่านั้น.
               บทว่า อุเปกฺขติ ย่อมวางเฉย คือไม่เพ่งดูตั้งแต่เกิด.
               มีอะไรที่กล่าวให้ยิ่งไปอีก มีดังต่อไปนี้.
               พึงทราบคาถาว่า วิสชฺช คนฺถานิ มุนีสละแล้วซึ่งกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายในโลกนี้ ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า อนุคฺคโห คือ เว้นจากความถือมั่น. ชื่อ อนุคฺคโห เพราะไม่มีการถือมั่น หรือเพราะไม่ถือมั่น.
               บทว่า คนฺเถ โวสฺสชฺชิตฺวา วา วางกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย คือสละกิเลสเครื่องร้อยรัดทั้งหลายมีอภิชฌาเป็นต้น.
               บทว่า วิสชฺช สละแล้ว คือละโดยไม่ยึดมั่นอีก.
               บทว่า คถิเต รัด คือผูกแน่น.
               บทว่า คนฺถิเต พัน คือพันไว้เหมือนจับด้าย.
               บทว่า พนฺเธ เหนี่ยวรั้งคือรั้งไว้อย่างดี.
               บทว่า วิพนฺเธ เกาะเกี่ยว คือเกาะเกี่ยวหลายอย่าง.
               บทว่า ปลิพุทฺเธ พัวพัน คือผูกติดกันโดยรอบ.
               บทว่า พนฺธเน ผูกไว้ คือผูกไว้ด้วยกิเลส.
               บทว่า โผฏยิตฺวา คือ คลายแล้ว.
               บทว่า สชฺชํ๓- วิสชฺชํ กโรนฺติ ทำการปลดปล่อย คือทำให้เป็นของใช้ไม่ได้.
____________________________
๓- ม. สจฺจํ.

               บทว่า วิโกปนฺติ คือ ทำให้แหลกไปเป็นชิ้นๆ.
               มีอะไรที่จะกล่าวยิ่งกว่านั้นอีกมีดังต่อไปนี้.
               นรชนเห็นปานนั้นพึงทราบคาถาว่า ปุพฺพาสเว มุนีละอาสวะอันมีก่อน ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺพาสเว ได้แก่ กิเลสอันเกิดขึ้นปรารภรูปในอดีตเป็นต้น.
               บทว่า นเว ไม่ทำอาสวะใหม่ ได้แก่ กิเลสอันเกิดขึ้นปรารภรูปในปัจจุบันเป็นต้น.
               บทว่า น ฉนฺทคู ไม่เป็นผู้ดำเนินไปด้วยความพอใจ คือไม่ไปด้วยอำนาจฉันทาคติเป็นต้น.
               บทว่า อนตฺตครหี ไม่เป็นผู้ติเตียนตน คือไม่ติเตียนตนด้วยการกระทำและไม่กระทำ อย่างนี้แล ชื่อว่าไม่ติเตียนตน.
               พึงทราบคาถาต่อไปว่า ส สพฺพธมฺเมสุ มุนีนั้นกำจัดเสนาในธรรมทั้งปวง.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า สพฺพธมฺเมสุ คือ ในธรรมอันได้แก่ทิฏฐิ ๖๒ อันมีประเภทอย่างนี้ว่า รูปที่เห็นแล้วอย่างใดอย่างหนึ่ง.
               บทว่า ปนฺนภาโร คือ เป็นผู้ปลงภาระแล้ว.
               บทว่า น กปฺปิโย คือ ไม่มีกำหนด. อธิบายว่า ไม่ทำความกำหนดแม้ ๒ อย่าง.
               บทว่า นูปรโต ไม่เข้าไปยินดี คือไม่มีความพร้อมที่จะเข้าไปยินดีดุจพระเสกขะผู้เป็นกัลยาณปุถุชน.
               บทว่า น ปตฺถิโย ไม่มีความปรารถนา คือไม่มีความทะเยอทะยาน.
               จริงอยู่ ตัณหา ชื่อว่า ปตฺถิยา เพราะมีความปรารถนา.
               ชื่อว่า น ปตฺถิโย เพราะไม่มีความปรารถนา. ก่อนและหลังจากนี้มีความง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยดังได้กล่าวไว้แล้วในที่นั้นๆ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอดคือพระอรหัต. เมื่อจบเทศนาได้มีผู้บรรลุเช่นกับที่กล่าวแล้วในปุราเภทสูตรนั่นแล.

               จบอรรถกถามหาวิยูหสุตตนิทเทสที่ ๑๓               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย มหานิทเทส อัฏฐกวัคคิกะ ๑๓. มหาวิยูหสุตตนิเทส จบ.
อ่านอรรถกถา 29 / 1อ่านอรรถกถา 29 / 519อรรถกถา เล่มที่ 29 ข้อ 600อ่านอรรถกถา 29 / 699อ่านอรรถกถา 29 / 881
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=29&A=6833&Z=7638
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๔  เมษายน  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com