ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย มหานิทเทส อัฏฐกวัคคิกะ
๑๕. อัตตทัณฑสุตตนิทเทส

               อรรถกถาอัตตทัณฑสุตตนิทเทสที่ ๑๕               
               พึงทราบวินิจฉัยในอัตตทัณฑสุตตนิทเทสที่ ๑๕ ดังต่อไปนี้.
               พึงทราบความในคาถาที่หนึ่ง มีคำเริ่มต้นว่า อตฺตทณฺฑา ภยํ ชาตํ ภัยเกิดแต่อาชญาของตน ดังนี้.
               ภัยใดเป็นไปในโลกปัจจุบัน หรือเป็นไปในสัมปรายภพเกิดแล้ว ภัยนั้นทั้งหมดเกิดแต่อาชญาของตน คือเกิดแต่เหตุประพฤติชั่วของตน เมื่อเป็นอย่างนี้ พวกท่านจงดูชนที่ทุ่มเถียงกัน คือจงดูชนมีเจ้าศากยะเป็นต้นนี้ ทุ่มเถียงกันและกัน.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงอบรมชนผู้ทำร้ายกัน ผู้ปฏิบัติผิดต่อกันนั้นอย่างนี้แล้ว เพื่อให้ชนนั้นเกิดความสังเวชด้วยการแสดงถึงการปฏิบัติชอบของพระองค์ จึงตรัสว่า เราจักแสดงความสังเวชตามที่เราได้สังเวชมาแล้ว.
               อธิบายว่า เมื่อก่อน เราเป็นพระโพธิสัตว์ระลึกได้แล้ว.
               บทว่า ตโย คือ กำหนดจำนวน.
               บทว่า ทณฺฑา อาชญา คือ ทุจริต.
               บทว่า กายทณฺโฑ อาชญาทางกาย คือ กายทุจริต.
               แม้ในอาชญาทางวาจาเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
               บทว่า ติวิธํ กายทุจฺจริตํ กายทุจริตมี ๓ อย่าง อันได้แก่ความประพฤติชั่วเป็นไปทางกายมีปาณาติบาตเป็นต้น หรือประพฤติชั่ว เพราะเน่าด้วยกิเลส เพราะเหตุนั้นจึงได้ชื่อว่าทุจริต ๓ อย่าง.
               บทว่า จตุพฺพิธํ คือ วจีทุจริต ๔ อย่างมีมุสาวาทเป็นต้น.
               บทว่า ติวิธํ คือ มโนทุจริต ๓ อย่างมีอภิชฌา (โลภอยากได้ของเขา) เป็นต้น.
               บทว่า ทิฏฺฐธมฺมิกํ ภัยในชาตินี้ คือภัยที่ได้รับในชาตินี้ คือในอัตภาพนี้.
               บทว่า สมฺปรายิกํ คือ ภัยที่ได้รับในอัตภาพยังมาไม่ถึง.
               บทว่า อาคุจารี คือ เป็นผู้ประพฤติชั่วประพฤติผิด.
               บทว่า ตเมนํ ราชา ปริภาสติ พระราชาทรงบริภาษคนผู้นั้น คือพระราชาทรงบริภาษคนทำชั่ว ให้เกิดความกลัว.
               บทว่า ทุกฺขํ โทมนสฺสํ ปฏิสํเวเทติ ให้เสวยทุกข์โทมนัส คือเสวยทุกข์ทางกาย โทมนัสทางใจ.
               บทว่า เอตํ ภยํ ทุกฺขํ โทมนสฺสํ คือ ภัยทุกข์และโทมนัสนั้น.
               บทว่า กุโต ตสฺส คือ เกิดแต่อะไร.
               บทว่า อตฺตทณฺฑโต ชาตํ เกิดแต่อาชญา คือเกิดแต่ทุจริตที่ตนกระทำ.
               บทว่า อนฺตมโส คือ โดยอย่างต่ำ.
               บทว่า สวจนียมฺปิ กโรติ น เต ลพฺภา อิโต ปกฺกมิตุ ํ พระราชามีพระกระแสรับสั่งว่า มันจะหนีจากสถานเป็นที่จองจำนี้ไปไม่ได้ คือทรงบังคับว่า โจรพวกนั้นมันจะไปจากบ้านเป็นต้นนี้ ออกไปภายนอกไม่ได้.
               บทว่า ธนชานิปจฺจยาปิ คือ แม้เพราะเหตุแห่งความสูญเสียทรัพย์. พระราชารับสั่งให้ลงโทษโจรนั้นหลายอย่าง.
               บทว่า กสาหิปิ ตาเฬนฺติ คือ ให้เฆี่ยนด้วยแส้บ้าง. เวตฺเตหิปิ ตาเฬนฺติ คือ ให้เฆี่ยนด้วยหวายมีหนามบ้าง.
               บทมีอาทิว่า อฑฺฒทณฺฑเกหิ ด้วยไม้พลองมีนัยดังกล่าวแล้วในหนหลังนั่นแล.
               บทว่า สุนเขหิปิ ขาทาเปนฺติ ให้สุนัขกัดกินบ้าง คือให้สุนัขที่หิวเพราะไม่ได้อาหารมา ๒-๓ วัน กัดกิน. สุนัขเหล่านั้น เพียงครู่เดียวก็กัดกินเหลือแต่ร่างกระดูกเท่านั้น.
               บทว่า สูเล อุตฺตาเสนฺติ คือ ให้นอนบนหลาวบ้าง.
               บทว่า ราชา อิเมสํ จตุนฺนํ ทณฺฑานํ อิสฺสโร พระราชาเป็นใหญ่ในอาชญา ๔ อย่างเหล่านี้ คือพระราชาสามารถจะลงอาชญา ๔ อย่างเหล่านี้.
               บทว่า สเกน กมฺเมน คือ ด้วยกรรมที่ตนทำ.
               ในบทว่า ตเมนํ นิรยปาลา นี้ พระเถระบางพวกกล่าวว่า พวกนายนิรยบาลไม่มีให้ทำกรรมกรณ์ ดุจรูปยนต์เท่านั้น. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พวกนายนิรยบาลมีในนรก. ในอภิธรรมรับรองไว้โดยนัยมีอาทิว่า เออ ผู้ลงกรรมกรณ์มีอยู่. พวกนิรยบาลในนรกมีเหมือนในมนุษยโลก ที่มีพวกลงโทษ.
               บทว่า ตตฺตํ อโยขิลํ หลาวเหล็กร้อนคือให้สัตว์นรกมีร่างกาย ๓ คาวุต นอนหงายบนแผ่นดินโลหะ ไฟลุกโพลงแล้วเอาหลาวเหล็กประมาณเท่าลำตาลสอดเข้าไปที่มือขวา ในมือซ้ายเป็นต้นก็เหมือนกัน. ให้สัตว์นรกนอนคว่ำบ้าง ตะแคงซ้ายบ้าง ตะแคงขวาบ้าง เหมือนให้นอนหงายลงกรรมกรณ์นั้น.
               บทว่า สํเวเสตฺวา ให้นอนลง คือให้ร่างประมาณ ๓ คาวุต นอนลงบนแผ่นดินเหล็กอันลุกโพลง.
               บทว่า กุธารีหิ ด้วยผึ่ง คือเอาผึ่งใหญ่ประมาณปีกข้างหนึ่งของหลังคาเรือนถาก. เลือดไหลเหมือนน้ำไหล. เปลวไฟลุกขึ้นจากแผ่นดิน โลหะจดถึงที่ถาก. เกิดมหาทุกข์.
               อนึ่ง เมื่อถาก ถากไปตามเส้นบรรทัดเป็น ๘ เหลี่ยมบ้าง ๖ เหลี่ยมบ้าง เหมือนถากไม้.
               บทว่า วาสีหิ คือ ด้วยมีด ประมาณเท่ากระด้งใหญ่.
               บทว่า รเถ โยเชตฺวา เทียมเข้าที่รถ คือเทียมที่รถมีไฟลุกโพลงไปทั่วกับแอก เชือก กระพอง ล้อ ทูบ ปฏัก.
               บทว่า มหนฺตํ คือ ภูเขาถ่านเพลิงใหญ่ประมาณเท่าเรือนยอด.
               บทว่า อาโรเปนฺติ ให้ขึ้น คือเอาค้อนเหล็กมีไฟลุกโพลงโบยให้ขึ้นภูเขาถ่านเพลิง.
               บทว่า สกิมฺปิ อุทฺธํ บางครั้งก็เดือดพล่านไปข้างบน คือไปข้างบนข้างล่างและทางขวาง เหมือนข้าวสารที่ใส่ไว้ในหม้ออันเดือดพล่าน.
               บทว่า มหานิรเย คือ ในอเวจีมหานรก.
               บทว่า จตุกฺกณฺโณ มหานรกมี ๔ มุม คือเช่นกับหีบสี่เหลี่ยมจตุรัส.
               บทว่า วิภตฺโต คือ จำแนกออกโดยประตู ๔ ช่อง.
               บทว่า ภาคโส มิโต จำแนกออกโดยส่วน คือสร้างจำแนกออกโดยส่วนแห่งประตูและถนน.
               บทว่า ปริยตฺโต คือ ล้อมรอบ.
               บทว่า อยสา คือ มีแผ่นเหล็กประมาณ ๙ โยชน์ครอบไว้ข้างบน.
               บทว่า สมนฺตา โยชนสตํ ผริตฺวา ติฏฺฐติ แผ่ไปร้อยโยชน์ตั้งอยู่โดยรอบ คือแผ่ไปตั้งอยู่ โดยที่เมื่อบุคคลยืนแลดูอยู่ในที่ร้อยโยชน์โดยรอบ ตาทั้งสองข้างจะถลนออกเหมือนลูกกลมคู่.
               บทว่า กทริยา ตปนา มหานรกอันเป็นที่น่าสยดสยองเผาผลาญ คือมหานรก ๘ ขุมกับอุสสทนรก แม้ทั้งหมดเหล่านั้นเป็นที่น่าสยดสยอง เผาผลาญสัตว์อยู่เป็นนิจ เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า กทริยา ตปนา.
               มหานรก ชื่อว่าร้ายแรง เพราะให้เกิดทุกข์ร้ายแรง ชื่อว่ามีเปลวไฟ เพราะมีเปลวไฟตั้งอยู่ตลอดกัป ชื่อว่า แสนยากที่จะเข้าใกล้ เพราะทำได้ยากเพื่อจะให้ขัดเคือง เพื่อกระทบกระทั่ง ชื่อว่าน่าขนลุกขนพอง เพราะเพียงเห็น หรือเพียงได้ยินขนก็ลุกชันเสียแล้ว ชื่อว่าน่ากลัว เพราะน่าครั่นคร้าม ชื่อว่าให้เกิดภัย เพราะให้เกิดความกลัว ชื่อว่าให้เกิดทุกข์ เพราะไม่มีความสุข.
               พึงทราบความสังเขปแห่งคาถามีอาทิว่า ปุรตฺถิมาย จ ภิตฺติยา เปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้านทิศตะวันออกอย่างนี้ถึงอเวจีมหานรกเป็นที่สุด,
               มหานรกชื่ออเวจี เพราะไม่มีคลื่น๑- ในระหว่างของเปลวไฟ หรือของสัตว์ทั้งหลาย หรือของทุกข์ของสัตว์เหล่านั้น.
____________________________
๑- คือไม่มีความขาดตอน.

               เพราะว่าในอเวจีนั้น กลุ่มเปลวไฟตั้งขึ้นแต่ฝาด้านทิศตะวันออกเป็นต้นแล้วเผาบุคคลผู้มีกรรมชั่วพังฝาด้านทิศตะวันตกออกไป. กลุ่มเปลวไฟทะลุฝาเหล่านั้นพุ่งไปข้างหน้า ๑๐๐ โยชน์. กลุ่มเปลวไฟตั้งอยู่ข้างล่างไปกระทบข้างบน ตั้งอยู่ข้างบนลงกระทบข้างล่าง. ในอเวจีนี้ชื่อว่าไม่มีคลื่นของเปลวไฟเลยอย่างนี้. ที่ ๑๐๐ โยชน์ในภายในอเวจีนั้นเต็มไปด้วยสัตว์นรกไม่มีช่องว่าง เหมือนทะนาน เต็มไปด้วยแป้ง ทำด้วยเถาน้ำนม. สัตว์นรกสุดแดนนรก ไม่มีกำหนดด้วยอิริยาบถ ๔. สัตว์นรกไม่เบียดเบียนกัน หมกไหม้อยู่ในที่เดียวกัน. ในนรกอเวจีนี้ชื่อว่าไม่มีคลื่นของสัตว์นรกอย่างนี้.
               อนึ่ง หยาดน้ำผึ้ง ๖ หยาดบนปลายลิ้น ย่อมเป็นอัพโพหาริก เพราะหยาดน้ำทองแดงหยาดที่ ๗ มีกำลังเผาไหม้หมดฉันใด อุเบกขาอกุศลวิบาก ๖ ที่เหลือ ย่อมเป็นอัพโพหาริก เพราะมีกำลังในการเผาผลาญในนรกนั้น. ทุกข์เท่านั้นปรากฏไม่มีระหว่าง. ในนรกอเวจีนี้ชื่อว่าไม่มีคลื่นของทุกข์เลยอย่างนี้. ชื่อว่านรกเพราะปราศจากความยินดี.
               บทว่า ตตฺถ สตฺตา มหาลุทฺทา คือ สัตว์ที่เกิดในนรกอเวจีนั้นมีกรรมหยาบมาก.
               บทว่า มหากิพฺพิสการิโน คือ ทำกรรมร้ายแรงมาก.
               บทว่า อจฺจนฺตปาปกมฺมนฺตา คือ มีบาปกรรมโดยส่วนเดียว.
               บทว่า ปจฺจนฺติ น จ มิยฺยเร คือ หมกไหม้อยู่ในระหว่างเปลวไฟ แต่ไม่ตาย.
               บทว่า ชาตเวทสโม กาโย คือ ร่างกายของสัตว์นรกเหล่านั้น เช่นกับไฟ.
               บทว่า เตสํ นิรยวาสีนํ คือ สัตว์ผู้อยู่ในนรกเหล่านั้นเป็นผู้มีบาปกรรม.
               บทว่า ปสฺส กมฺมานํ ทฬฺหตฺตํ คือ จงดูความมั่นคงของบาปกรรม.
               บทว่า น ภสฺมา โหนฺติ นปิ มสิ คือ เถ้าและเขม่ามิได้มีเลย.
               บทว่า ปุรตฺถิเมน ข้างทิศตะวันออก คือตราบใดประตูยังไม่ปิด สัตว์นรกก็วิ่งมุ่งหน้าไปทางประตูนั้น. ผิวหนังเป็นต้นของสัตว์นรกเหล่านั้นย่อมไหม้ที่ประตูนั้น. เมื่อสัตว์นรกเหล่านั้นไปถึงใกล้ประตู ประตูนั้นก็ปิด ประตูหลังปรากฏดุจไม่ได้ปิดไว้.
               ในบททั้งหมดก็มีนัยนี้.
               บทว่า นิกฺขมิตาสา เต คือ สัตว์นรกเหล่านั้นมีความหวังเพื่อจะออก จึงชื่อว่า นิกฺขมิตาสา.
               บทว่า โมกฺขํ คเวสิโน คือ แสวงหาอุบายที่จะออก.
               บทว่า น เต ตโต นิกฺขมิตุ ํ ลภนฺติ กมฺมปจฺจยา คือ สัตว์เหล่านั้นออกจากนรกนั้นไม่ได้ เพราะบาปกรรมเป็นปัจจัย.
               บทว่า เตสญฺจ ปาปกมฺมนฺตํ อวิปกฺกํ กตํ พหุ ํ เพราะบาปกรรมที่สัตว์เหล่านั้นทำไว้มากยังมิได้ให้ผลหมดสิ้น คือกรรมลามกหยาบช้าที่สัตว์เหล่านั้นทำสะสมไว้มีอยู่มากมายนานัปการ ยังไม่ให้ผล.
               บทว่า สํเวคํ ความสังเวช คือความระอา.
               บทว่า อุพฺเพคํ ความสะดุ้ง คือไปจากที่ยืนอยู่.
               บทว่า อุตฺราสํ ความหวาดเสียว คือความยุ่งยากใจ ไม่ตกลงใจ.
               บทว่า ภยํ ความกลัว คือจิตสะดุ้ง.
               บทว่า ปีฬนํ ความบีบคั้น คือความเสียดสี.
               บทว่า ฆฏฺฏนํ ความกระทบ คือทำการบีบคั้น.
               บทว่า อุปทฺทวํ ความเบียดเบียน คือจัญไร.
               บทว่า อุปสคฺคํ ความขัดข้อง คือการปิดกั้น.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงประการที่พระองค์ทรงสังเวชมาแล้ว จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า ผนฺทมานํ หมู่สัตว์ดิ้นรนอยู่ดังนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ผนฺทมานํ คือ ดิ้นรนด้วยตัณหาเป็นต้น.
               บทว่า อปฺโปทเก คือ ในน้ำน้อย.
               บทว่า อญฺญมญฺเญหิ พฺยารุทฺเธ ทิสฺวา เห็นสัตว์ทั้งหลายทำร้ายกันและกัน คือเห็นสัตว์ต่างๆ ทำร้ายกับสัตว์อื่นๆ.
               บทว่า มํ ภยมามิสิ คือ ภัยเข้ามาถึงเราแล้ว.
               บทว่า กิเลสผนฺทนาย ผนฺทมานํ ดิ้นรนเพราะกิเลส คือหวั่นไหวด้วยกิเลสมีราคะเป็นต้น.
               บทว่า ปโยโค ได้แก่ กายประโยค วจีประโยคและมโนประโยค.
               บทว่า วิรุทฺธา ทำร้ายกัน คือถึงความพิโรธกัน.
               บทว่า ปฏิวิรุทฺธา ทำร้ายตอบกัน คือหันหน้าทะเลาะกัน หรือตรงเข้าทำร้ายกัน.
               บทว่า อาหตา เคืองกัน คือประหัตประหารกันด้วยความโกรธ.
               บทว่า ปจฺจาหตา เคืองตอบกัน คือเป็นมวยปล้ำต่อสู้กัน.
               บทว่า อาฆาติตา ปองร้ายกัน คือกระทบกระทั่งกัน.
               บทว่า ปจฺจาฆฏฺฏิตา ปองร้ายตอบกัน คือกระทบกระทั่งกันอย่างแรง.
               บทว่า ปาณีหิปิ อุปกฺกมนฺติ คือ ตบตีกันด้วยมือบ้าง.
               บทว่า สมนฺตมสาโร โลโก โลกทั้งหมดไม่เป็นแก่นสาร คือโลกทั้งหมดตั้งแต่นรกเป็นต้น. ไม่เป็นแก่นสาร คือเว้นจากแก่นสารที่เป็นของเที่ยงเป็นต้น.
               บทว่า ทิสา สพฺพา สเมริตา คือ สังขารทั้งหลายหวั่นไหวแล้วตลอดทิศทั้งปวง เพราะความไม่เที่ยง.
               บทว่า อิจฺฉํ ภวนมตฺตโน เมื่อปรารถนาความเจริญเพื่อตน คือเมื่อปรารถนาความต้านทานเพื่อตน.
               บทว่า นาทฺทสาสึ อโนสิตํ คือ ไม่ได้เห็นฐานะอะไรๆ อันไม่ถูกครอบงำด้วยชราเป็นต้น.
               บทว่า อสฺสาโร คือ ไม่เป็นแก่นสารหรือเว้นจากแก่นสาร.
               บทว่า นิสฺสาโร คือ เว้นจากแก่นสารด้วยประการทั้งปวง.
               บทว่า สาราปคโต คือ ปราศจากแก่นสาร.
               บทว่า นิจฺจสารสาเรน วา โดยแก่นสารที่เป็นของเที่ยง คือแก่นสารที่นับว่าเป็นแก่นสารตลอดไป.
               แม้สองบทต่อไปก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
               บทว่า เย ปุรตฺถิมาย ทิสาย สงฺขารา สังขารทั้งหลายในทิศตะวันออก คือสังขารทั้งหลายที่ร่วมกันทำขึ้นด้วยปัจจัยในทิศตะวันออก.
               บทว่า เตปิ เอริตา คือ แม้สังขารเหล่านั้นก็หวั่นไหว.
               บทว่า สเมริตา สะเทือน คือหวั่นไหวยิ่ง.
               บทว่า จลิตา สะท้าน คือ ไปสู่ความหวั่นไหว.
               บทว่า ฆฏฺฏิตา เอนเอียง คือถูกความเกิดความดับบีบคั้น.
               บทว่า อนิจฺจตาย คือ เพราะเป็นแล้วไม่เป็น.
               บทว่า ชาติยา อนุคตา อันชาติติดตาม คืออันความเกิดเข้าไปติดตาม.
               บทว่า ชราย อนุสฏา อันชราห้อมล้อม คือถูกเบียดเบียนเพราะความแก่หง่อม.
               บทว่า พฺยาธินา อภิภูตา อันพยาธิครอบงำ คือถูกพยาธิอันเกิดขึ้นเพราะความเปลี่ยนแปลงของธาตุครอบงำ.
               บทว่า มรเณน อพฺภาหตา คือ ถูกมรณะกำจัด.
               บทว่า อตาณา ไม่มีที่ต้านทาน คือเว้นจากการรักษา.
               บทว่า อเลณา ไม่มีที่หลีกเร้น คือเว้นจากที่หลีกเร้น.
               บทว่า อสรณา คือ ไม่มีที่พึ่ง.
               บทว่า อสรณีภูตา เป็นสภาพไม่มีที่พึ่ง คือไม่ทำกิจของที่พึ่งเอง.
               บทว่า อตฺตโน ภวนํ ความเจริญเพื่อตน เป็นบทยกขึ้นเพื่อขยายความ.
               บทว่า ตาณํ ที่ป้องกัน คือที่รักษา. บทว่า เลณํ คือ ที่หลีกเร้น.
               บทว่า สรณํ ที่พึ่ง คือที่ยังทุกข์ให้พินาศไป. บทว่า คตึ ที่ดำเนิน คือที่อาศัย.
               บทว่า ปรายนํ ที่ก้าวหน้า คือที่ไปในเบื้องหน้า ชื่อว่า ปรายนํ.
               บทว่า อชฺโฌสิตํ เยว อทฺทสํ ได้เห็นฐานะทั้งปวงถูกครอบงำ คือได้เห็นฐานะทั้งปวงถูกชราเป็นต้นย่ำยี.
               บทว่า สพฺพํ โยพฺพญฺญํ คือ ความเป็นหนุ่มสาวทั้งปวง ชื่อว่า โยพฺพญฺญํ. ความเป็นหนุ่มสาวทั้งปวงของสัตว์ผู้ยังมีจิตใจ.
               บทว่า ชราย โอสิตํ ถูกชราครอบงำ คือถูกชรา คือความแก่หง่อมครอบงำย่ำยี.
               ในบททั้งปวงก็เป็นอย่างนี้.
               บทว่า โอสาเน เตฺวว พฺยารุทฺเธ ทิสฺวา เม อรติ อหุ เพราะได้เห็นสัตว์ทั้งหลายมีที่สิ้นสุดมีที่สกัดกั้น เราจึงได้มีความไม่ยินดี คือได้เห็นสัตว์ทั้งหลายมีที่สิ้นสุด มีที่ตั้งอยู่ไม่ได้ มีที่พินาศทั้งนั้น มีที่สกัดกั้น มีจิตถูกกำจัดด้วยความชราเป็นต้นของความเป็นหนุ่มสาว เราจึงได้มีความไม่ยินดี.
               บทว่า อเถตฺถ สลฺลํ อนึ่ง เราได้เห็นลูกศรอันเห็นได้ยากในสัตว์เหล่านี้ คือลูกศรมีราคะเป็นต้น ในสัตว์ทั้งหลายเหล่านี้.
               บทว่า หทยนิสฺสิตํ คือ อาศัยจิต.
               บทว่า โยพฺพญฺญํ ชรา โวสาเปติ ชรายังความหนุ่มสาวให้สิ้นสุด คือให้สัตว์อยู่ไม่ได้ ให้พินาศไป.
               ในบททั้งปวงก็มีนัยอย่างนี้.
               ลูกศรมีอานุภาพอย่างไร. พึงทราบคาถาว่า เยน สลฺเลน โอติณฺโณ สัตว์อันลูกศรใดปักติดแล้ว ดังนี้เป็นต้น.
               บทว่า ทิสา สพฺพา วิธาวติ สัตว์ย่อมแล่นไปสู่ทิศทั้งปวง คือสัตว์ย่อมแล่นไปสู่ทิศที่เป็นทุจริตบ้าง ทิศมีทิศตะวันออกเป็นต้นบ้าง ทิศที่เป็นคติบ้าง.
               บทว่า ตเมว สลฺลํ อพฺพุยฺห น ธาวติ น สีทติ เพราะถอนลูกศรนั้นเสียแล้ว ย่อมไม่แล่นไป ย่อมไม่จมลง. คือ เพราะถอนลูกศรนั้นเสียแล้ว ย่อมไม่แล่นไปสู่ทิศเหล่านั้น และไม่จมลงในโอฆะ ๔.
               พึงทราบความในบทมีอาทิว่า อญาณํ ความไม่รู้ต่อไป.
               ความไม่รู้ ความไม่เห็น เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อความรู้ความเห็น.
               ชื่อว่าไม่ตรัสรู้ เพราะเป็นผู้มุ่งหน้าแล้วต่อญาณไม่รวมลงในธรรม คือไม่ประชุมกัน. ชื่อว่าตามตรัสรู้ เพราะรู้ธรรมตามสมควร. ชื่อว่าไม่ตามตรัสรู้ เพราะเป็นปฏิปักษ์ต่อการตามตรัสรู้นั้น. ชื่อว่าไม่ตรัสรู้ชอบ เพราะไม่ตรัสรู้ประกอบด้วยพระไตรลักษณ์มีอนิจจลักษณะเป็นต้น. ชื่อว่าไม่ตรัสรู้ชอบ เพราะรู้ความไม่สงบ และความไม่เหมาะสมบ้าง. ชื่อว่าไม่แทงตลอด เพราะไม่แทงตลอดอริยสัจ ๔. ชื่อว่าไม่ถือเหตุด้วยดี เพราะไม่ถือธรรมอย่างหนึ่งในรูปเป็นต้นโดยความเป็นสามัญญลักษณะมีความไม่เที่ยงเป็นต้น. ชื่อว่าไม่หยั่งรู้เหตุ เพราะไม่หยั่งลงสู่ธรรมนั้นนั่นเอง. ชื่อว่าความไม่เพ่งพินิจ เพราะไม่เพ่งโดยสม่ำเสมอ. ชื่อว่าความไม่พิจารณา เพราะไม่พิจารณาเฉพาะสภาวะของธรรมทั้งหลาย.
               ชื่อว่ากรรมที่ไม่ทำให้ประจักษ์ เพราะไม่มีกรรมแม้อย่างเดียวให้ประจักษ์แก่โมหะนั้น เพราะประพฤติวิปริตในกุศลกรรมและอกุศลกรรม หรือเพราะไม่มีการถือความเป็นจริงหรือไม่มีการกระทำกรรมไรๆ ให้ประจักษ์เอง.
               ชื่อว่าความไม่ผ่องแผ้ว เพราะเมื่อโมหะยังไม่เกิด จิตสันดานใดพึงเป็นความผ่องแผ้วสะอาดบริสุทธิ์ จิตสันดานอันเป็นความผ่องแผ้วนั้นถูกโมหะนี้ประทุษร้าย.
               ชื่อว่าความเป็นคนโง่ เพราะความเป็นพาล. ชื่อว่าความหลง เพราะลุ่มหลง. ความหลงมีกำลัง ชื่อว่าความหลงทั่ว. ชื่อว่าความหลงพร้อม เพราะหลงรอบด้าน. ชื่อว่าอวิชชา เพราะไม่รู้ โดยเป็นปฏิปักษ์ต่อความรู้ อวิชชาโอฆะ (ห้วงอวิชชา) อวิชชาโยคะ (ประกอบสัตว์ไว้ในภพคืออวิชชา) ทั้งสองนี้มีความได้กล่าวไว้แล้ว. ชื่อว่าอนุสัย เพราะนอนเนื่องด้วยความมีกำลัง. ชื่อว่าปริยุฏฐานะ เพราะท่วมทับครอบงำจิต. ชื่อว่าลังคิ (ลิ่มคืออวิชชา) เพราะไม่สามารถจะมุ่งหน้าไปสู่ประโยชน์เกื้อกูลได้ เพราะไม่มีการถือประโยชน์ ย่อมติดแน่นอยู่โดยแท้. อธิบายว่า กะโผลกกะเผลก. อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าลังคิ เพราะกำจัดได้ยาก. แม้โมหะนี้ ก็ชื่อว่าลังคิ เพราะเป็นดุจลิ่ม.
               บทที่เหลือมีความง่ายทั้งนั้น.
               พึงทราบความในบทว่า ยา เอวรูปา กงฺขา ดังนี้เป็นต้นต่อไป
               ชื่อว่าความสงสัย ด้วยอำนาจแห่งความเคลือบแคลง. ชื่อว่ากิริยาที่สงสัย เพราะเดินไปสู่ความสงสัย. ความสงสัยยิ่งกว่าความสงสัยในก่อน ชื่อว่ากิริยาที่สงสัย.
               อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวบทนี้ด้วยอำนาจแห่งอาการ.
               จิตที่เปี่ยมไปด้วยความสงสัย ชื่อว่าความเป็นไปกับด้วยความสงสัย เพราะเนื่องด้วยความสงสัย. ความเป็นแห่งความเป็นไปกับด้วยความสงสัย ชื่อว่าความเป็นผู้สงสัย. ไม่มีความเห็น ชื่อว่าความเคลือบแคลง. ชื่อว่าความลังเล เพราะเป็นเหตุค้นหาสภาวธรรมอยู่ยากลำบาก.
               วิจิกิจฉานั้นมีความสงสัยเป็นรส มีความหวั่นไหวเป็นลักษณะ มีความไม่ตัดสินใจเป็นเครื่องปรากฏ หรือมีความยึดถือหลายๆ ส่วนเป็นเครื่องปรากฏ มีการทำไว้ในใจโดยไม่แยบคายเป็นปทัฏฐาน.
               พึงเห็นว่า ความสงสัยทำอันตรายแก่การปฏิบัติ.
               ชื่อว่าความเป็นสองทาง เพราะเอนเอียงไปสองส่วนด้วยความหวั่นไหว. ชื่อว่าเป็นทางสองแพร่ง เพราะเป็นดุจทางสองแยก ด้วยห้ามการปฏิบัติ. ชื่อว่าไม่แน่ใจ เพราะอยู่โดยรอบ เพราะไม่สามารถจะดำรงอยู่ได้ในอาการอย่างเดียว ด้วยความเป็นไปมีอาทิว่านี้เที่ยงหรือไม่เที่ยงดังนี้. ชื่อว่าความไม่แน่นอน เพราะไม่ตกลงใจ เพราะไม่สามารถจะถือเอาส่วนเดียวได้. ชื่อว่าความไม่ตกลงใจ เพราะไม่สามารถจะตัดสินใจถอยจากอารมณ์ได้. ชื่อว่าไม่อาจตัดสินใจ เพราะไม่สามารถจะหยั่งลงไปโดยรอบได้. ชื่อว่าไม่กำหนดถือเอาได้ เพราะไม่สามารถจะกำหนดเอาได้. ชื่อว่าความที่จิตหวั่นไหว เพราะไม่สามารถเพื่อเป็นไปในอารมณ์ ด้วยความแน่ใจได้. อธิบายว่า ความที่จิตผูกพัน.
               จริงอยู่ ความสงสัยเกิดขึ้นแล้วย่อมทำให้จิตผูกพัน.
               อนึ่ง เพราะความสงสัยนั้น เมื่อเกิดยึดอารมณ์ไว้ดุจขีดเขียนใจ ฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า มโนวิเลโข ความติดขัดในใจ.
               บทว่า วิทฺโธ แทงเข้าไป คือได้ประหารด้วยลูกศร.
               บทว่า ผุฏฺโฐ ถูกต้องแล้ว คือเสียบเข้าไป.
               บทว่า ปเรโต เสียบติดแน่น คือกดลงไป.
               บทว่า ธาวติ ย่อมแล่น คือวิ่งไปข้างหน้า.
               บทว่า วิธาวติ แล่นพล่าน คือไปโดยวิธีต่างๆ.
               บทว่า สนฺธาวติ วนเวียน คือแล่นไปโดยเร็ว.
               บทว่า สํสรติ ท่องเที่ยวไป คือเที่ยวไปข้างโน้นข้างนี้.
               บทว่า อเจลโก คนเปลือย คือเปลือยไม่มีผ้านุ่ง.
               บทว่า มุตฺตาจาโร คือ ไร้มารยาท. ไม่ประพฤติเยี่ยงกุลบุตรชาวโลก ในการถ่ายอุจจาระเป็นต้น ยืนถ่ายอุจจาระปัสสาวะ ยืนเคี้ยวกินอาหาร.
               บทว่า หตฺถาวเลขโณ เลียมือ คือเมื่อก้อนข้าวในมือหมดก็เลียมือ. ถ่ายอุจจาระแล้วสำคัญว่าไม้ชำระอยู่ในมือเอามือเช็ด.
               ได้ยินว่า พวกอเจลกเหล่านั้นบัญญัติไม้ชำระว่าเป็นสัตว์.
               ชื่อว่า นเอหิภทนฺติโก เพราะเมื่อเขากล่าวว่า เชิญมารับอาหารซิท่าน ก็ไม่มา.
               ชื่อว่า นติฏฺฐภทนฺติโก เพราะแม้เมื่อเขากล่าวว่า ถ้ากระนั้นเชิญหยุดก่อนซิท่าน ก็ไม่หยุด.
               นัยว่า ผู้ถูกศรทิฏฐิปักติดนั้นไม่ทำแม้ทั้งสองอย่างด้วยคิดว่า จักเป็นอันกระทำตามถ้อยคำของเขาแล้ว.
               บทว่า นาภิหฏํ คือ ไม่รับภิกษาที่เขาแบ่งไว้ก่อน.
               บทว่า น อุทฺทิสฺส กตํ คือ ไม่รับภิกษาที่เขาบอกอย่างนี้ว่า นี้ทำเฉพาะท่าน.
               บทว่า น นิมนฺตนํ คือ ไม่ยินดี ไม่รับแม้ภิกษาที่เขานิมนต์อย่างนี้ว่า นิมนต์เข้าไปยังตระกูล ถนน หรือบ้านโน้นเถิด.
               บทว่า น กุมฺภิมุขา คือ ไม่รับภิกษาที่เขาคดจากหม้อถวาย.
               บทว่า น กโฬปิมุขา หม้อข้าวหรือกระจาด ชื่อว่า กโฬปิ ไม่รับภิกษาจากหม้อข้าวนั้น. เพราะเหตุไร. เพราะหม้อข้าวทั้งหลายย่อมได้การกระทบด้วยทัพพี เพราะอาศัยเรา.
               บทว่า น เอฬกมนฺตรํ คือ ไม่รับภิกษาที่บุคคลยืนคร่อมธรณีประตูถวาย เพราะเหตุไร. เพราะผู้นี้อาศัยเราจึงยืนคร่อมประตู. แม้ในการยืนคร่อมท่อนไม้และสากก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
               บทว่า ทฺวินฺนํ คือ ไม่รับภิกษาเมื่อคนสองคนกำลังบริโภคอาหารอยู่. คนหนึ่งลุกขึ้นมาถวาย. เพราะเหตุไร. เพราะมีอันตรายจากคำข้าว.
               อนึ่ง พึงทราบความในบทมีอาทิว่า น คพฺภินิยา ไม่รับภิกษาของหญิงมีครรภ์ ดังนี้ต่อไป
               ทารกในท้องของหญิงมีครรภ์ย่อมลำบาก. เมื่อทารกกำลังดื่มจะเป็นอันตรายเพราะน้ำนมได้. ไม่รับภิกษาของหญิงที่คลอเคลียกับบุรุษ เพราะจะเป็นอันตรายแก่ความอภิรมย์ของหญิงที่อยู่กับชาย.
               บทว่า น สงฺกิตฺตีสุ คือ ไม่รับภิกษาที่นัดแนะกันทำไว้.
               ได้ยินว่า ในสมัยข้าวยาก พวกสาวกของอเจลกชวนกันให้นำข้าวสารเป็นต้นมาหุงข้าว เพื่อประโยชน์แก่พวกอเจลก. อเจลกที่เคร่งครัดไม่ยอมรับจากอาหารนั้น.
               บทว่า น ยตฺถ สา คือ ไม่รับภิกษาที่เขาไม่ให้แก่สุนัข ในที่ที่สุนัขคิดว่า เราจักได้ก้อนข้าวซึ่งเขาเลี้ยงดูนำมาถวาย. เพราะเหตุไร. เพราะจะเป็นอันตรายแก่ก้อนข้าวของสุนัขนั้น.
               บทว่า สณฺฑสณฺฑจารินี คือ ไม่รับอาหารที่มีแมลงวันไต่ตอม. เพราะหากว่ามนุษย์ทั้งหลายเห็นอเจลกแล้ว คิดว่าเราจักถวายภิกษาแก่อเจลกนี้ จึงเข้าครัว เมื่อมนุษย์เข้าไป แมลงวันที่เกาะอยู่บนปากหม้อข้าวเป็นต้นจะกระโดดบินเป็นกลุ่มๆ หนีไป. จึงไม่รับภิกษาที่นำมาจากหม้อนั้น. เพราะเหตุไร. เพราะอาศัยเราจะเกิดอันตรายแก่อาหารของแมลงวันทั้งหลาย.
               บทว่า ถุโสทกํ คือ ยาดองทำด้วยเครื่องปรุงคือข้าวทุกชนิด.
               ในบรรดาสิ่งเหล่านี้สุราบานเท่านั้นมีโทษ. แต่อเจลกนี้มีความสำคัญในวัตถุทุกชนิดว่ามีโทษ.
               บทว่า เอกาคาริโก รับภิกษาที่เรือนหลังเดียว คือได้ภิกษาในเรือนหลังเดียวเท่านั้นก็กลับ.
               บทว่า เอกาโลปิโก คือ ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยข้าวคำเดียวเท่านั้น.
               แม้ในบทว่า ทฺวาคาริโก ยังอัตภาพให้เป็นไปด้วยข้าวสองคำเป็นต้น ก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
               บทว่า เอกิสฺสาปิ ทตฺติยา คือ ในถาดน้อยใบเดียว.
               ถาดเล็กๆ ใบหนึ่งชื่อว่า ทตฺติ. ใส่ภิกษาเลิศลงในถาดเล็กใบนั้น.
               บทว่า เอกาหิกํ คือ บริโภคอาหารที่เก็บค้างไว้วันหนึ่ง.
               บทว่า อฑฺฒมาสิกํ คือ บริโภคอาหารที่เก็บไว้กึ่งเดือนบ้าง.
               บทว่า ปริยายภตฺตโภชนํ คือ บริโภคอาหารที่เวียนมาถึงตามวาระ. บริโภคอาหารที่มาถึงตามวาระอย่างนี้ วันหนึ่ง สองวัน เจ็ดวัน กึ่งเดือน.
               บทว่า สากภกฺโข มีผักดองเป็นภิกษาเป็นต้นมีความดังได้กล่าวแล้วนั่นแล.
               บทว่า อุพฺภฏฺฐโก เป็นผู้ยืนตรง คือยืนตรง.
               บทว่า อุกฺกุฏิกปฺปธานมนุยุตฺโต เป็นผู้ประกอบความเพียรในการกระหย่ง คือเดินกระหย่งกระโดดไป.
               บทว่า กณฺฏกาปสฺสยิโก นอนบนหนาม คือปักหนามเหล็กหรือหนามธรรมดาลงบนแผ่นดิน แล้วปูหนังลงบนนั้น ยืนและจงกรมเป็นต้น.
               บทว่า เสยฺยํ คือแม้นอนก็สำเร็จการนอนบนหนามนั้นนั่นเอง.
               บทว่า ผลกเสยฺยํ คือ นอนบนแผ่นไม้กระดาน.
               บทว่า ถณฺฑิลเสยฺยํ คือ นอนบนเนินดินมีพื้นดินสูง.
               บทว่า เอกปสฺสสยิโก คือ นอนตะแคงข้างเดียวเท่านั้น.
               บทว่า รโชชลฺลธโร หมักหมมด้วยธุลี คือเอาน้ำมันทาร่างกายแล้วยืนในที่ที่หมักหมมด้วยธุลี. แต่นั้นธุลีย่อมติดในร่างกายของเขาหมักหมมธุลีนั้นไว้.
               บทว่า ยถาสนฺถติโก นั่งบนอาสนะตามที่ลาดไว้ คือพอใจอาสนะที่ได้ แล้วนั่งบนอาสนะที่ได้นั้นเป็นปกติ.
               ในบทว่า เวกฏิโก คูถเรียกว่า วิกฏํ คือ บริโภคคูถ.
               บทว่า อปานโก คือ ห้ามดื่มน้ำเย็น. ชื่อว่า สายตติยกํ คือ อาบน้ำวันละ ๓ ครั้ง, ประกอบความขวนขวายในการลงอาบน้ำด้วยตั้งใจว่า เราจักลอยบาปวันละ ๓ ครั้งคือเช้า กลางวัน เย็น.
               บทว่า เต สลฺเล อภิสงฺขโรติ สัตว์นั้นย่อมปรุงแต่งลูกศรเหล่านั้น คือยังลูกศร ๗ ลูกมีราคะเป็นต้นให้เกิด.
               บทว่า อภิสงฺขโรนฺโต เมื่อปรุงแต่ง คือเมื่อให้เกิด.
               บทว่า สลฺลาภิสงฺขารวเสน ด้วยสามารถแห่งการปรุงแต่งลูกศร คือเพราะเหตุให้ลูกศรเกิด.
               บทว่า ปุรตฺถิมํ ทิสํ ธาวติ คือ แล่นไปสู่ทิศตะวันออก.
               บทว่า สลฺลาภิสงฺขารานํ อปฺปหีนตฺตา เพราะเป็นผู้ละอภิสังขารคือลูกศรไม่ได้ คือเพราะละการประกอบลูกศรไม่ได้.
               บทว่า คติยา ธาวติ คือ แล่นไปในคติ.
               บทว่า คติยา คตึ คือ จากคตินี้สู่คติโน้น.
               บทว่า น สีทติ คือ ไม่จม.
               บทว่า น สํสีทติ คือ ไม่จมโดยรอบ.
               บทว่า น โอสีทติ คือ ไม่ล่มลง.
               บทว่า น อวสีทติ คือ ไม่จมลง. บทว่า น อวคจฺฉติ คือ ไม่ตกลงไปเบื้องต่ำ.
               เมื่อสัตว์ทั้งหลายตกลงไปด้วยลูกศรมีอานุภาพใหญ่อย่างนี้ พึงทราบคาถามีอาทิว่า ตตฺถ สิกฺขานคียนฺติ ยานิ โลเก คธิตานิ สัตว์ทั้งหลายย่อมกล่าวถึงการศึกษาในเพราะกามคุณเป็นที่พัวพันในโลก ดังนี้.
               บทนั้นมีอธิบายดังนี้
               สัตว์ทั้งหลายย่อมกล่าวถึง หรือย่อมเรียนการศึกษาไม่น้อย มีการศึกษาเรื่องช้างเป็นต้น อันเป็นนิมิตในเพราะกามคุณที่ท่านกล่าวว่าเป็นที่พัวพัน เพราะพัวพันด้วยกามคุณ ๕ ในโลกหรือเพราะพัวพันในกาลนาน ท่านทั้งหลายจงดูกุลบุตรผู้เป็นบัณฑิต ตลอดเวลาที่ขวนขวายต่อสู้อยู่กับโลก ไม่พึงน้อมไปในความกำหนัดเหล่านั้น หรือในการศึกษาเหล่านั้น พึงรู้ชัดกามทั้งหลายโดยประการทั้งปวง ด้วยการเห็นความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นโดยแท้ พึงศึกษาความดับของตนเท่านั้น.
               บทว่า ปฏิวิชฺฌิตฺวา คือ แทงตลอดด้วยญาณ.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงถึงสิ่งที่ควรศึกษาเพื่อการดับ จึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า สจฺโจ สิยา บุคคลพึงเป็นผู้มีสัจจะดังนี้.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า สจฺโจ คือ ประกอบด้วยวาจาสัจ ญาณสัจ มรรคสัจ.
               บทว่า ริตฺตเปสุโณ ปราศจากคำส่อเสียด คือละคำส่อเสียด.
               บทว่า เวววิจฺฉํ คือ ความตระหนี่.
               บทว่า นิทฺทํ ตนฺทึ สเห ถีนํ บุคคลพึงปราบความหลับ ความเกียจคร้าน ความท้อแท้ คือพึงครอบงำธรรม ๓ อย่างเหล่านี้ คือความง่วงเหงาหาวนอน ๑ ความเกียจคร้านทางกาย ๑ ความเกียจคร้านทางใจ ๑.
               บทว่า นิพฺพานมนโส คือ เป็นผู้มีใจน้อมไปในนิพพาน.
               บทว่า กายสฺส อกลฺยตา ความที่กายเป็นไข้ คือความที่นามกายอันได้แก่ขันธ์ ๓ เป็นไข้. ก็เพราะความไข้ท่านเรียกว่า อกลฺลโก เป็นโรค.
               แม้ในวินัยท่านก็กล่าวไว้ว่า นาหํ ภนฺเต อกลฺลโก ท่านขอรับ ผมไม่เป็นไข้.
               บทว่า อกมฺมญฺญตา ความที่กายไม่ควรแก่การงาน คืออาการไม่ควรแก่การงาน กล่าวคือความที่กายเจ็บป่วยลง.
               ชื่อว่า โอนาโห อาการที่หยุด เพราะยังกายให้หยุด ดุจเมฆยังอากาศให้หยุดฉะนั้น. อาการที่หยุดโดยทุกๆ ส่วนชื่อว่า ปริโยนาหะ คือ อาการที่พัก.
               ชื่อว่า อนฺโต สโมโรโธ เพราะพักผ่อนในภายใน.
               ชื่อว่า มิทฺธํ เพราะง่วง. อธิบายว่า ลำบากเพราะความไม่ควรแก่การงาน.
               ชื่อว่า สุปฺปํ เพราะเป็นเหตุหลับ.
               ชื่อว่า ปจลายิกา เพราะทำให้หนังตาหลุบลง.
               บทว่า สุปนา สุปิตตฺตํ กิริยาที่หลับ คือความเป็นผู้หลับ แสดงถึงอาการ.
               บทว่า โอลิยนา ความหดหู่ คืออาการที่หดหู่ บทที่สองเพิ่มอุปสัค.
               บทว่า ลีนํ ความท้อแท้ คืองอไม่ผึ่งผาย. อีกสองบทนอกนี้ แสดงถึงความเป็นอาการ.
               บทว่า ถีนํ ความหงอยเหงา คือตั้งอยู่เป็นก้อน เพราะไม่กระจายเหมือนก้อนเนยใส.
               บทว่า ถียนา แสดงถึงอาการหงอยเหงา คือความเป็นผู้หงอยเหงา.
               ชื่อว่า ถียิตตฺตํ อธิบายว่า ถูกผูกมัดไว้ไม่ผึ่งผาย.
               บทว่า สพฺพสงฺขารธาตุยา คือ สังขารธาตุอันเป็นไปในไตรภูมิทั้งปวง.
               บทว่า จิตฺตํ ปฏิวาเปตฺวา คือ ยังจิตให้กลับ.
               บทว่า เอตํ สนฺตํ ธรรมชาตินี้สงบ คือนิพพานนี้ชื่อว่าสงบ เพราะสงบจากกิเลส ชื่อว่าประณีต เพราะไม่เดือดร้อน.
               บทว่า อุปธิสุขสฺส เหตุ เพราะเหตุแห่งสุขอันก่อให้เกิดอุปธิ คือบัณฑิตทั้งหลายย่อมไม่ให้ทาน เพราะเหตุแห่งกามสุขอันเป็นความเกิดที่ชั่ว.
               บทว่า กามญฺจ เต อุปธิ ปริกฺขยาย แต่บัณฑิตเหล่านั้นให้ทานเพื่อความหมดสิ้นแห่งอุปธิโดยแท้ คือบัณฑิตเหล่านั้นให้ทานเพื่อความสิ้นกามโดยแท้.
               บทว่า อปุนพฺภวาย เพื่อไม่เกิดอีก คือเพื่อนิพพาน.
               บทว่า ฌานานิ ภาเวนฺติ เจริญฌาน คือยังปฐมฌานเป็นต้นให้เจริญ.
               บทว่า ปุนพฺภวาย คือ เพื่อเกิดใหม่. บัณฑิตเหล่านั้นเป็นผู้ให้เพราะมุ่งต่อนิพพาน.
               บทว่า สาหสา ความผลุนผลัน คือเพราะเหตุความผลุนผลันมีราคจริตเป็นต้นของผู้กำหนัด.
               บทว่า ปุราณํ นาภินนฺเทยฺย คือ ไม่พึงพอใจรูปเป็นต้นในอดีต.
               บทว่า นเว คือ ในปัจจุบัน.
               บทว่า หียมาเน คือ พินาศ.
               บทว่า อากสฺสํ น สิโต สิยา ไม่พึงเป็นผู้อาศัยกิเลสที่เกี่ยวข้อง คือไม่พึงเป็นผู้อาศัยตัณหา.
               จริงอยู่ ตัณหาท่านเรียกว่า อากสฺส เพราะเกี่ยวข้องกับรูปเป็นต้น.
               บทว่า เวมาเน แปรไป คือไม่เป็นอยู่.
               บทว่า วิคจฺฉมาเน หายไป คือปราศจากไป.
               ปาฐะสองอย่าง คือ อากาสติ อากสฺสติ แปลว่า เกี่ยวข้อง.
               หากถามว่า เพราะเหตุไร จึงไม่เป็นผู้อาศัยกิเลสที่เกี่ยวข้อง พึงทราบพระคาถาว่า เพราะเรากล่าวความกำหนัดนี้ว่า เป็นห้วงน้ำใหญ่ดังนี้.
               บทนั้นมีความดังนี้
               เพราะเรากล่าวตัณหาคือความเกี่ยวข้องนี้ว่าเป็นความกำหนัด เพราะกำหนัดในรูปเป็นต้น และกล่าวว่าเคธะ ความอยาก.
               มีอะไรยิ่งไปกว่านั้นอีก. มีดังต่อไปนี้:-
               เรากล่าวความกำหนัดว่าเป็นห้วงน้ำใหญ่ เพราะอรรถว่าท่วมทับ กล่าวว่าเป็นความว่องไว อรรถว่าไปไว กล่าวว่าเป็นความปรารถนา เพราะคอยกระซิบว่านี้ของเรา กล่าวว่าเป็นอารมณ์ เพราะอรรถว่าปล่อยได้ยาก และกล่าวว่าเป็นความหวั่นไหว เพราะอรรถว่าทำความหวั่นไหว และกล่าวความกำหนัดนั้นว่าเป็นเปือกตมคือกาม เป็นสภาพล่วงได้โดยยาก เพราะอรรถว่าเป็นความห่วงใยของโลก และเพราะอรรถว่าก้าวไปได้ยาก.
               บทว่า อาจมํ ชื่อว่าอาจมะ เพราะมาว่องไวตั้งแต่ปฏิสนธิ.
               บทนี้เป็นชื่อของตัณหาให้ปฏิสนธิในภพใหม่อันมีวัฏฏะเป็นมูล.
               บทว่า ชปฺปนํ นี้เป็นชื่อของตัณหาอันเป็นความปรารถนา.
               บทว่า อารมฺมณมฺปิ วุจฺจติ ตณฺหา แม้อารมณ์ก็เรียกว่าตัณหา คือท่านกล่าวว่า ตัณหาเกิดขึ้นในอารมณ์มีรูปเป็นต้น ชื่อว่าเป็นอารมณ์ เพราะไม่สามารถปล่อยไปได้.
               บทว่า กามปงฺโก เปือกตมคือกาม. ชื่อว่าเปือกตม เพราะอรรถว่าจมลง.
               บทว่า กทฺทโม ความว่า หล่มคือกาม. ชื่อว่าหล่ม เพราะอรรถว่าติดอยู่.
               ชื่อว่ากิเลส เพราะอรรถว่าเผาผลาญ. ชื่อว่า ปลิโป โคลนคือกาม เพราะอรรถว่าให้ติดแน่นดุจยาง. ชื่อว่า ปลิเคโธ ความกังวลคือกาม เพราะอรรถว่าปิดทรงไว้.
               ความกังวลคือกามมิได้อาศัยช่องอันเป็นปริยายมีความกำหนัดเป็นต้นนี้ ด้วยประการฉะนี้.
               พึงทราบคาถามีอาทิว่า สจฺจา อโวกฺกมํ เป็นมุนีไม่ก้าวล่วงสัจจะดังนี้ต่อไป.
               บทนั้นมีความดังนี้
               ชื่อว่ามุนี เพราะปฏิบัติเพื่อความเป็นมุนี ไม่ก้าวล่วงสัจจะแม้ ๓ อย่างดังที่กล่าวไว้แล้วในคราวก่อน เป็นพราหมณ์ตั้งอยู่บนบกคือนิพพาน ผู้นั้นแล เรากล่าวว่าเป็นผู้สงบ เพราะสละเสียได้ซึ่งอายตนะทั้งปวง.
               ในนิเทศไม่มีข้อควรกล่าว. มีอะไรยิ่งไปกว่านั้นอีก.
               พึงทราบคาถามีอาทิว่า สเว วิทฺธา ผู้นั้นแลมีความรู้ ดังนี้ต่อไป.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ญตฺวา ธมฺมํ คือ รู้สังขตธรรมโดยนัยมีอาทิว่า ความไม่เที่ยงเป็นต้น.
               บทว่า สมฺมา โส โลเก อิริยาโน ผู้นั้นอยู่ในโลกโดยชอบ คือผู้นั้นอยู่ในโลกโดยชอบ เพราะละกิเลสอันทำให้อยู่โดยมิชอบ.
               ก็เมื่อเป็นอยู่อย่างนี้ พึงทราบความว่า โย จ กาเม ผู้ใดข้ามพ้นกามทั้งหลายดังนี้เป็นต้นต่อไป.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า สงฺคํ เครื่องข้องคือผู้ใดข้ามพ้นเครื่องข้อง ๗ อย่างได้.
               บทว่า นาชฺเฌติ คือ ย่อมไม่เพ่งเล็ง เพราะฉะนั้น บรรดาเธอทั้งหลาย เรากล่าวถึงผู้ปรารถนาเพื่อจะเป็นอย่างนั้น.
               พึงทราบคาถามีอาทิว่า ยํ ปุพฺเพ ดังนี้ต่อไป.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ปุพฺเพ คือ กิเลสชาตและกรรมในอดีตที่พึงเกิดขึ้นเพราะปรารภถึงสังขารในอดีต.
               บทว่า ปจฺฉา เต มาหุ กิญฺจนํ กิเลสชาตเครื่องกังวลมีราคะเป็นต้นอันจะพึงเกิดขึ้นเพราะปรารภสังขารแม้ในอดีต อย่าได้มีแก่ท่าน.
               บทว่า มชฺเฌ เจโน คเหสฺสติ หากท่านไม่ถือเอาสังขารในท่ามกลาง คือหากท่านจักไม่ถือธรรมมีรูปเป็นต้นในปัจจุบันไซร้ ท่านจักเป็นผู้เข้าไปสงบประพฤติอย่างนี้.
               บทว่า อพีชํ กโรหิ จงทำให้สิ้นพืช. ความว่า จงทำให้สิ้นพืชด้วยมรรคญาณ.
               บทว่า ราคกิญฺจนํ กิเลสชาตเครื่องกังวลคือราคะ. ความว่า บรรเทากิเลสคือราคะ.
               แม้ในบทว่า โทสกิญฺจนํ เป็นต้นก็นัยนี้เหมือนกัน.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงการบรรลุพระอรหัตอย่างนี้แล้ว บัดนี้ได้ตรัสคาถาทั้งหลายต่อจากนี้ ด้วยทรงสรรเสริญพระอรหัตต่อไป.
               ในบทเหล่านั้น พึงทราบความแห่งคาถามีอาทิว่า สพฺพโส โดยประการทั้งปวงดังนี้ต่อไป.
               บทว่า มมายิตํ การถือว่าของเรา คือทำความถือว่าเป็นตนของเรา หรือถือวัตถุว่านี้เป็นของเรา.
               บทว่า อสตา จ น โสจติ และผู้ใดย่อมไม่เศร้าโศก เพราะสิ่งที่ถือว่าของเราไม่มีอยู่ คือไม่เศร้าโศก เพราะเหตุไม่มีความยินดี เพราะความไม่มีอยู่เป็นเหตุ.
               บทว่า น ชียติ คือ ไม่ถึงความเสื่อม.
               บทว่า อหุ วต เม คือ นามรูปของเราได้มีแล้วหนอ.
               บทว่า ตํ วต เม นตฺถิ นามรูปย่อมไม่มีแก่เราหนอ คือนามรูปที่ได้มีแล้วในอดีต บัดนี้ไม่มีแก่เรา.
               บทว่า สิยา วต เม นามรูปของเราพึงมีหนอ คือเราไม่ได้นามรูปที่จักมีแก่เราหนอ บัดนี้เราจะไม่บรรลุโดยส่วนเดียว.
               มีอะไรยิ่งไปกว่านั้นอีก.
               พึงทราบคาถามีอาทิว่า ยสฺส นตฺถิ ย่อมไม่มีแก่ผู้ใด ดังนี้ต่อไป.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า กิญฺจนํ ความกังวล คือธรรมชาตมีรูปเป็นต้นอะไรๆ.
               บทว่า อภิสงฺขตํ คือ อันกรรมควบคุมแล้ว.
               บทว่า อภิสญฺเจตยิกํ คือ อันจิตประมวลเข้าแล้ว.
               บทว่า อวิชฺชาย เตฺวว ตัดบทเป็น อวิชฺชาย ตุ เอว.
               บทว่า อเสสวิราคนิโรธา เพราะดับด้วยความสำรอกโดยไม่เหลือ คือเพราะดับโดยไม่เหลือด้วยมรรค อันได้แก่ความสำรอก.
               บทว่า สุญฺญโต โลกํ อเวกฺขสฺสุ จงพิจารณาเห็นโลกโดยความเป็นของสูญ คือจงดูโลกโดยความเป็นของสูญด้วยอาการสองอย่าง คือด้วยการกำหนดความไม่เป็นไปในอำนาจ ๑ ด้วยเข้าไปพิจารณาสังขารโดยความเป็นของเปล่า ๑.
               บทว่า อตฺตานุทิฏฺฐึ โอหจฺจ ถอนอัตตานุทิฏฐิ (ความเห็นเป็นตัวตน) เสียแล้ว คือถอนสักกายทิฏฐิ (ความเห็นเป็นเหตุถือตัวถือตน).
               บทว่า เอวํ มจฺจุตโร สิยา พึงเป็นผู้ข้ามมัจจุราชได้ด้วยอาการอย่างนี้ คือพึงเป็นผู้ข้ามมรณะได้ด้วยอาการอย่างนี้.
               บทว่า เอวํ โลกํ อเวกฺขนฺตํ มัจจุราชย่อมไม่เห็นผู้พิจารณาเห็นโลกอย่างนี้.
               บทว่า มจฺจุราชา น ปสฺสติ คือ มัจจุราชไม่เหลียวแลดู.
               บทว่า นาญฺญํ ปฏฺฐยเต กิญฺจิ บุคคลไม่ปรารถนาอะไรๆ อื่น คือไม่ปรารถนาไม่ต้องการอย่างอื่นแม้มีประมาณน้อย.
               บทว่า อญฺญตฺร อปฺปฏิสนฺธิยา คือ นอกจากนิพพานอันไม่มีปฏิสนธิ อาจารย์ทั้งหลายกล่าวทำเป็นบทเดียวด้วยประการฉะนี้.
               มีอะไรยิ่งไปกว่านั้นอีก.
               พึงทราบคาถามีอาทิว่า อนิฏฺฐุรี ไม่มีริษยาดังนี้เป็นต้นต่อไป.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า อนิฏฺฐุรี คือ ไม่มีริษยา.
               อาจารย์บางพวกกล่าวว่า อนิฏฺฐรี บ้าง.
               บทว่า สพฺพธิ สโม คือ เป็นผู้เสมอในอายตนะทั้งปวง. อธิบายว่า เป็นผู้วางเฉย.
               ท่านอธิบายไว้อย่างไร.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า ผู้ใดไม่เศร้าโศกว่านั้นไม่มีแก่เรา เราถูกถามถึงบุคคลผู้ไม่หวั่นไหว ก็บอกอานิสงส์ ๔ อย่างในบุคคลนั้นนี้ว่า บุคคลเป็นผู้ไม่มีริษยา ไม่ตามติดใจ ไม่หวั่นไหว เป็นผู้เสมอในอายตนะทั้งปวง.
               บทว่า นิฏฺฐุริโย คือ เป็นผู้ริษยา. ความเป็นผู้ริษยา ชื่อว่า นิฏฺฐุริยํ คือเป็นผู้ริษยา. ความเป็นผู้ริษยา ชื่อว่า นิฏฺฐุริยํ. อธิบายว่า คุณแม้มีประมาณน้อยก็ย่อมไม่มี เพราะอาศัยความเป็นผู้ริษยานั้น เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า เขฬปาตนํ ถ่มน้ำลาย.
               บทว่า นิฏฺฐุริยกมฺมํ คือ การทำความเป็นผู้ริษยา.
               จริงอยู่ คฤหัสถ์อาศัยคฤหัสถ์อยู่ หรือภิกษุอาศัยภิกษุอยู่ ครั้นโกรธด้วยเหตุเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ก็พูดว่าอาศัยผู้นั้นแล้ว ไม่มีคุณแม้สักน้อย จึงทำเสมือนชื่อว่าความเป็นผู้ริษยา เสมือนถ่มน้ำลายแล้วเอาเท้าขยี้ฉะนั้น การกระทำของผู้นั้นเรียกว่านิฏฐุริยกรรม คือการทำความเป็นผู้ริษยา.
               บทว่า อิสฺสา แสดงความเป็นสภาวะ คือความริษยาสองอย่าง ต่อจากนั้นเป็นการแสดงความเป็นอาการ. สามอย่างนอกนั้นเป็นคำกล่าวโดยปริยาย.
               อนึ่ง ความริษยานั้นโดยลักษณะเป็นต้นมีความหวงสมบัติของผู้อื่นเป็นลักษณะ มีความไม่ยินดีในสมบัตินั้นเป็นรส มีความเพิกเฉยต่อสมบัติของผู้อื่นนั้นเป็นเครื่องปรากฏ มีสมบัติของผู้อื่นเป็นปทัฏฐาน.
               บทว่า ลาเภปิ น อิญฺชติ ไม่หวั่นไหวแม้ในลาภ คือไม่หวั่นไหวในเพราะการได้ปัจจัย.
               บทว่า อลาเภปิ คือ แม้ในการไม่ได้ปัจจัยทั้งหลาย.
               มีอะไรยิ่งไปกว่านั้นอีก.
               พึงทราบคาถามีอาทิว่า อเนชสฺส ผู้ไม่หวั่นไหว ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
               ในบทเหล่านั้นบทว่า นิสงฺขิติ ได้แก่ สังขารอย่างใดอย่างหนึ่งในบรรดาอภิสังขารมีปุญญาภิสังขารเป็นต้น. เพราะอภิสังขารนั้นอันบุญกรรมตกแต่ง หรือย่อมตกแต่ง ฉะนั้น จึงเรียกว่า นิสงฺขิติ คือ อภิสังขาร.
               บทว่า วิยารมฺภา ได้แก่ อภิสังขารมีปุญญาภิสังขารเป็นต้นหลายอย่าง.
               บทว่า เขมํ ปสฺสติ สพฺพธิ ย่อมเห็นความปลอดโปร่ง คือความไม่มีภัยในที่ทั้งปวง.
               บทว่า อารมฺภา คือ การพยายามทำกรรมครั้งแรก.
               บทว่า วิยารมฺภา คือ พยายามหลายอย่างสูงขึ้นไป.
               บทนี้เป็นชื่อของกรรมอันยังปฏิสนธิให้เกิดใน ๓ ภพ. เพราะฉะนั้น เว้นจากวิยารัมภะ (ความพยายามยิ่งขึ้นไป) จึงเห็นอย่างนี้.
               พึงทราบคาถามีอาทิว่า น สเมสุ ดังนี้เป็นต้นต่อไป.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า น สเมสุ คือ มุนี ไม่พูดถึงตนแม้ในบุคคลผู้เสมอตนด้วยมานะมีอาทิว่า เราเป็นผู้เสมอกับเขา. แม้ในคนที่ต่ำกว่า ในคนที่สูงกว่าก็ไม่พูด.
               บทว่า นาเทติ น นิรสฺสติ ย่อมไม่ยึดถือ ย่อมไม่สลัด คือไม่ยึดถือ ไม่สละธรรมอะไรๆ ในรูปเป็นต้น.
               บทที่เหลือในที่ทั้งปวงชัดดีแล้ว เพราะมีนัยดังได้กล่าวไว้แล้วในที่นั้นๆ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงจบเทศนาด้วยธรรมเป็นยอด คือพระอรหัต.

               จบอรรถกถาอัตตทัณฑสุตตนิทเทสที่ ๑๕               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย มหานิทเทส อัฏฐกวัคคิกะ ๑๕. อัตตทัณฑสุตตนิทเทส จบ.
อ่านอรรถกถา 29 / 1อ่านอรรถกถา 29 / 699อรรถกถา เล่มที่ 29 ข้อ 788อ่านอรรถกถา 29 / 881อ่านอรรถกถา 29 / 881
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=29&A=9094&Z=10136
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๒๔  เมษายน  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :