ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา
อุทยัพพยญาณนิทเทส

               อรรถกถาอุทยัพพยญาณนิทเทส               
               [๑๐๓-๑๑๑] บัดนี้ เพื่อกำหนดสังขารทั้งหลายอันผู้ไปถึงฝั่งตั้งอยู่แล้วด้วยทำภาวนาให้มั่นคงโดยนัยต่างๆ แห่งสัมมสนญาณดังกล่าวแล้วในลำดับ เห็นแล้วโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้นด้วยอุทยัพพยญาณ แล้วพิจารณาโดยความเป็นของไม่เที่ยงเป็นต้น พระสารีบุตรจึงแสดงรูปอันเกิดด้วยปัจจัยทั้งหลายตามที่เป็นของตน ด้วยสันตติในบทมีอาทิว่า ชาตํ รูปํ - รูปที่เกิดแล้ว ในนิทเทสแห่งอุทยัพพยานุปัสนาญาณดังกล่าวแล้ว.
               บทว่า อุทโย ได้แก่ ชาติ คือ ความเกิดเป็นอาการใหม่แห่งรูปที่เกิดแล้วนั้น มีความเกิดเป็นลักษณะ.
               บทว่า วโย ได้แก่ ความสิ้นไป ความดับไป มีความแปรปรวนเป็นลักษณะ,
               การพิจารณาถึงบ่อยๆ ชื่อว่าอนุปัสสนา. อธิบายว่า ได้แก่ อุทยัพพยานุปัสนาญาณ.
               แม้ในเวทนาเป็นต้นก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
               ไม่แตะต้องชาติชราและมรณะ เพราะความเกิดความเสื่อมอันผู้มีชาติชราและมรณะควรกำหนดถือเอา ไม่แตะต้องชาติชราและมรณะ เพราะไม่มีความเกิดและความเสื่อม แล้วท่านทำไปยาลว่า ชาตํ จกฺขํ ฯเปฯ ชาโต ภโว - จักษุเกิดแล้ว ... ภพเกิดแล้ว ดังนี้.
               พระโยคาวจรนั้น เมื่อเห็นความเกิดและความเสื่อมของขันธ์ ๕ อย่างนี้ ย่อมรู้อย่างนี้ว่า การรวมเป็นกองก็ดี การสะสมก็ดี ย่อมไม่มีแก่ขันธ์ที่ยังไม่เกิดก่อนแต่ขันธ์เหล่านี้เกิด.
               ชื่อว่าการมาโดยรวมเป็นกอง โดยความสะสม ย่อมไม่มีแม้แก่ขันธ์ที่เกิดขึ้น,
               ชื่อว่าการไปสู่ทิศน้อยใหญ่ ย่อมไม่มีแม้แก่ขันธ์ที่ดับ,
               ชื่อว่าการตั้งลงโดยรวมเป็นกอง โดยสะสม โดยเก็บไว้ในที่แห่งหนึ่ง ย่อมไม่มีแม้แก่ขันธ์ที่ดับแล้ว.
               เหมือนนักดีดพิณ เมื่อเขาดีดพิณอยู่ เสียงพิณก็เกิด, มิใช่มีการสะสมไว้ก่อนเกิด, เมื่อเกิดก็ไม่มีการสะสม, การไปสู่ทิศน้อยใหญ่ของเสียงพิณที่ดับไปก็ไม่มี, ดับแล้วไม่ว่าที่ไหนก็ไม่สะสมคงไว้, ที่แท้แล้วพิณก็ดี นักดีดพิณก็ดี อาศัยความพยายามอันเกิดแต่ความพยายามของลูกผู้ชาย ไม่มีแล้วยังมีได้, ครั้นมีแล้วยังเสื่อมได้ฉันใด, ธรรมมีรูปและไม่มีรูปแม้ทั้งหมดก็ฉันนั้น ไม่มีแล้วยังมีได้ ครั้นมีแล้วยังเสื่อมได้ พระโยคาวจรย่อมเห็นด้วยประการฉะนี้แล.
               พระสารีบุตรครั้นแสดงการเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยสังเขปอย่างนี้แล้ว บัดนี้เพื่อจะแสดงโดยพิสดาร จึงถามถึงจำนวนโดยรวมเป็นกองด้วยบทมีอาทิว่า ปญฺจนฺนํ ขนฺธานํ อุทยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ - พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดแห่งขันธ์ ๕ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะเท่าไร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดแห่งขันธ์ ๕ จึงแก้ถึงจำนวนโดยรวมเป็นกองด้วยบทมีอาทิว่า ปญฺจวีสติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ - ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๒๕ แล้วถามถึงจำนวนโดยการจำแนกอีกด้วยบทมีอาทิว่า รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต กติ ลกฺขณานิ ปสฺสติ - พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดแห่งรูปขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะเท่าไร แล้วแก้จำนวนโดยการจำแนกด้วยบทมีอาทิว่า รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ - พระโยคาวจร เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดของรูปขันธ์ ย่อมพิจารณาเห็นลักษณะ ๕ แล้วถามถึงการจำแนกลักษณะอีกด้วยบทมีอาทิว่า รูปกฺขนฺธสฺส อุทยํ ปสฺสนฺโต กตมานิ ปญฺจ ลกฺขณานิ ปสฺสติ - เมื่อพิจารณาเห็นความเกิดแห่งรูปขันธ์ ย่อมเห็นลักษณะ ๕ เป็นไฉน แล้วจึงได้แก้ต่อไป.
               ในบทเหล่านั้นบทว่า อวิชฺชาสมุทยา รูปสมุทฺทโย - เพราะอวิชชาเกิดรูปจึงเกิด ความว่า เมื่อมีอวิชชาดังกล่าวแล้วว่า โมหะในกรรมภพก่อนเป็นอวิชชา ย่อมเกิดรูปในภพนี้.
               บทว่า ปจฺจยสมุทยฏฺเฐน ความว่า โดยความเกิดขึ้นแห่งปัจจัย.
               อนึ่ง อวิชชา ตัณหา กรรมเป็นปัจจัยในอดีตเป็นเหตุแห่งปฏิสนธิในภพนี้. และเมื่อยึดถืออวิชชา ตัณหา กรรม ๓ อย่างเหล่านี้ เป็นอันยึดถือสังขารุปาทาน - ความยึดมั่นในสังขารนั่นเอง.
               บทว่า อาหารสมุทยา - เพราะอาหารเกิด ได้แก่ เพราะกวฬิงการาหารมีกำลังในปัจจัยอันเป็นไป จึงถือเอาอาหารนั่นแล. ก็เมื่อถือเอาอาหารนั้นก็เป็นอันถือเอาแม้อุตุและจิตอันเป็นเหตุแห่งความเป็นไปด้วยเหมือนกัน.
               บทว่า นิพฺพตฺติลกฺขณํ - มีการเกิดเป็นลักษณะ.
               ความว่า ท่านกล่าวถึงความเกิดแห่งรูปด้วยสามารถแห่งอัทธา - กาล สันตติและขณะ.
               อนึ่ง การเกิดนั่นแล ชื่อว่าลักษณะ เพราะเป็นลักษณะแห่งสังขตะ.
               บทว่า ปญฺจ ลกฺขณานิ - ลักษณะ ๕ ได้แก่ ลักษณะ ๕ เหล่านี้ คือ อวิชชา ตัณหา กรรม อาหารและการเกิด.
               จริงอยู่ แม้ธรรม ๔ มีอวิชชาเป็นต้น ก็ชื่อว่าลักขณะ เพราะเป็นเครื่องกำหนดความเกิดแห่งรูป. ส่วน นิพฺพตฺติ - การเกิดเป็นลักษณะแห่งสังขตะ ชื่อว่าลักขณะ เพราะเป็นเครื่องกำหนดว่า แม้ความเกิดนั้นก็เป็นสังขตะ.
               บทว่า อวิชฺชานิโรธา รูปนิโรโธ - เพราะอวิชชาดับ รูปจึงดับ.
               ความว่า เมื่อดับอวิชชาในภพนี้ เพราะเป็นปัจจัยแห่งภพอนาคตด้วยอรหัตมรรคญาณ รูปอนาคตย่อมไม่เกิด คือดับเพราะไม่มีปัจจัย.
               บทว่า ปจฺจยนิโรธฏฺเฐน - ด้วยความดับแห่งปัจจัย คือด้วยความที่ปัจจัยดับ.
               อนึ่ง ในความดับในบทนี้เป็นความดับ อวิชชา ตัณหาและกรรมอันเป็นปัจจัยแห่งปฏิสนธิในอนาคต.
               บทว่า อาหารนิโรธา รูปนิโรโธ - เพราะอาหารดับรูปจึงดับ ได้แก่ ความไม่มีรูปอันมีอาหารนั้นเป็นสมุฏฐานย่อมมีได้ ในเพราะความไม่มีกวฬิงการาหาร อันเป็นปัจจัยแห่งความเป็นไป.
               บทว่า วิปริณามลกฺขณํ - มีความแปรปรวนเป็นลักษณะได้แก่ ความดับแห่งรูปด้วยสามารถอัทธา - กาล สันตติและขณะ, ความดับนั่นแล ท่านกล่าวว่าเป็นลักษณะ เพราะเป็นลักษณะแห่งสังขตะ.
               บทว่า ปญฺจ ลกฺขณานิ - ลักษณะ ๕ ในบทนี้ได้แก่ ดับความไม่มี อวิชชา ตัณหา กรรมและอาหาร ๔ , ความแปรปรวน ๑ รวมเป็น ๕.
               ในเวทนาขันธ์เป็นต้นก็มีนัยนี้. แต่ต่างกันคือ การเห็นความเกิดและความเสื่อมแห่งอรูปขันธ์ด้วยสามารถแห่งอัทธา - กาล และสันตติ มิใช่ด้วยขณะ. ผัสสะเป็นปัจจัยแห่งความเป็นไปของเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์และสังขารขันธ์, นิโรธเป็นปัจจัยแห่งความเป็นไปของเวทนาขันธ์ สัญญาขันธ์และสังขารขันธ์ เพราะดับผัสสะนั้น. นามรูปเป็นปัจจัยแห่งความเป็นไปของวิญญาณขันธ์. นิโรธเป็นปัจจัยแห่งวิญญาณขันธ์ เพราะดับนามรูปนั้น.
               แต่อาจารย์พวกหนึ่งกล่าวว่า นามรูปไม่แตะต้องการจำแนกอดีตเป็นต้น ในเพราะเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยปัจจัย ๔ แล้วเกิดขึ้นด้วยอวิชชาเป็นต้น ด้วยสามารถความเสมอกันทั้งหมด เพราะเหตุนั้นจึงถือเอาเหตุสักว่าความเกิดขึ้น มิใช่ความเกิด. เพราะอวิชชาเป็นต้นดับ นามรูปจึงดับ เพราะเหตุนั้น จึงถือเอาเหตุสักว่าความไม่เกิด, มิใช่ถือเอาความดับ. นามรูป ได้แก่ พระโยคาวจรย่อมถือเอาความเกิดความดับแห่งขันธ์ทั้งหลายที่เป็นปัจจุบัน ในเพราะการเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยขณะดังนี้.
               ผู้เจริญวิปัสสนา เมื่อเจริญวิปัสสนาใส่ใจถึงความเกิดและความเสื่อมโดยความเป็นปัจจัยก่อนแล้วสละธรรม ๔ มีอวิชชาเป็นต้น ใน ขณะเจริญวิปัสสนาถือเอาขันธ์ทั้งหลายที่มีความเกิดและความเสื่อมนั่นแล แล้วจึงเห็นความเกิดและความเสื่อมของขันธ์เหล่านั้น. เมื่อผู้เจริญวิปัสสนาอย่างนี้เห็นความเกิดและความเสื่อมโดยพิสดาร โดยปัจจัยและโดยลักษณะว่า ความเกิดแห่งรูปเป็นต้นอย่างนี้, ความเสื่อมอย่างนี้, รูปเป็นต้นเกิดขึ้นอย่างนี้, เสื่อมไปอย่างนี้ ญาณว่า นัยว่าธรรมเหล่านี้ไม่มี แล้วมี มีแล้วเสื่อมดังนี้ เป็นญาณบริสุทธิ์กว่า. ประเภทของสัจจะปฏิจจสมุปปาทนัย และลักษณะย่อมปรากฏ.
               พระโยคาวจรนั้นย่อมเห็นความเกิดแห่งขันธ์ทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นต้นเกิด และความดับแห่งขันธ์ทั้งหลาย เพราะอวิชชาเป็นต้นดับ, นี้เป็นการเห็นความเกิดและความดับโดยปัจจัยของพระโยคาวจรนั้น.
               อนึ่ง พระโยคาวจร เมื่อเห็นความเกิดเป็นลักษณะ ความแปรปรวนเป็นลักษณะ ชื่อว่าย่อมเห็นความเกิดและความเสื่อมของขันธ์ทั้งหลาย นี้เป็นการเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยขณะของพระโยคาวจรนั้น.
               จริงอยู่ ความเกิดเป็นลักษณะในขณะเกิดนั่นเอง และความแปรปรวนก็เป็นลักษณะในขณะดับ.
               สมุทยสัจย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรด้วยการเห็นความเกิดโดยปัจจัยซึ่งเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยส่วนทั้งสอง คือโดยปัจจัยและโดยขณะของพระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงตัณหาให้เกิด. ทุกขสัจย่อมปรากฏด้วยการเห็นความเกิดโดยขณะแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงทุกข์ที่เกิด. นิโรธสัจย่อมปรากฏด้วยการเห็นความเสื่อมโดยปัจจัยแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจความไม่เกิดแห่งความมีปัจจัย โดยที่ปัจจัยไม่เกิด. ทุกขสัจนั่นแลย่อมปรากฏด้วยการเห็นความเสื่อมโดยขณะแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจมรณทุกข์.
               อนึ่ง การเห็นความเกิดและความเสื่อมของพระโยคาวจรนั้น มรรคสัจย่อมปรากฏว่า มรรคนี้ยังเป็นโลกิยะ เพราะกำจัดความหลงในการเห็นความเกิดและความเสื่อมนั้น.
               อนึ่ง ปฏิจจสมุปบาทเป็นอนุโลม ด้วยการเห็นความเกิดโดยปัจจัยย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรนั้นผู้เข้าใจว่า อิมสฺมึ สติ, อิทํ โหติ๑- - เมื่อสิ่งนี้มีอยู่, สิ่งนี้ย่อมมี.
               ปฏิจจสมุปบาทเป็นปฏิโลม ด้วยการเห็นความเสื่อมโดยปัจจัยย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจว่า อิมสฺส นิโรธา อิทํ นิรุชฺฌติ๒- - เพราะสิ่งนี้ดับ, สิ่งนี้จึงดับดังนี้.
____________________________
๑- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๔๘  ๒- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๔๕๐

               อนึ่ง ธรรมทั้งหลายที่อาศัยกันเกิดขึ้นด้วยการเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยขณะย่อมปรากฏ ด้วยการเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยขณะแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจลักษณะแห่งสังขตะ. เพราะสังขตธรรมทั้งหลายมีเกิดและเสื่อม, สังขตธรรมเหล่านั้นอาศัยกันเกิดขึ้น.
               อนึ่ง นัย ๔ คือ เอกัตตนัย - นัยแห่งความเป็นอันเดียวกัน ด้วยการเห็นความเกิดโดยปัจจัย ย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรนั้นผู้เข้าใจความขาดไปแห่งสันดานด้วยการสัมพันธ์กันด้วยเหตุผล. ทีนั้น พระโยคาวจรย่อมละอุจเฉททิฏฐิได้เป็นอย่างดี.
               นานัตตนัย - นัยแห่งความต่างๆ กัน ด้วยการเห็นความเกิดโดยขณะย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงความเกิดแห่งธรรมใหม่ๆ. ทีนั้น พระโยคาวจรย่อมละสัสสตทิฏฐิได้เป็นอย่างดี.
               อนึ่ง อัพยาปารนัย - นัยแห่งความไม่ขวนขวาย ด้วยการเห็นความเกิดโดยปัจจัย ย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงความที่ธรรมทั้งหลายไม่เป็นไปในอำนาจ. ทีนั้น พระโยคาวจรย่อมละอัตตทิฏฐิได้เป็นอย่างดี.
               อนึ่ง เอวังธรรมตานัย - นัยอันเป็นธรรมดาอย่างนี้ ด้วยการเห็นความเกิดโดยปัจจัย ย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจความเกิดแห่งผลโดยความสมควรแก่ปัจจัย. ทีนั้น พระโยคาวจรย่อมละอกิริยทิฏฐิได้เป็นอย่างดี.
               อนึ่ง อนัตตลักษณะ ด้วยการเห็นความเกิดโดยปัจจัย ย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรนั้นผู้เข้าใจถึงความประพฤติอันเนื่องด้วยปัจจัย คือไม่มีความเพียรในธรรมทั้งหลาย.
               อนิจจลักษณะ ด้วยการเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยปัจจัย ย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงความมีแล้วไม่มีและผู้เข้าใจถึงความสงัดจากที่สุดเบื้องต้นและเบื้องปลาย.
               แม้ทุกขลักษณะก็ปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงความบีบคั้นด้วยความเกิดและความเสื่อม.
               แม้สภาวลักษณะก็ย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงการกำหนดความเกิดและความเสื่อม แม้ความเป็นไปชั่วคราวของสังขตลักษณะในสภาวลักษณะก็ย่อมปรากฏแก่พระโยคาวจรผู้เข้าใจถึงความไม่มีความเสื่อม ในลักษณะแห่งการเกิดและการเกิดในขณะแห่งความเสื่อม.
               สังขารทั้งหลายใหม่เป็นนิจ ย่อมปรากฏแก่ประเภทของสัจจะ ปฏิจจสมุปปาทนัยและลักษณะที่มีความปรากฏแล้วนั้นว่า ธรรมเหล่านี้ที่ยังไม่เคยเกิดก็เกิด ที่เกิดแล้วก็ดับไปดังนี้.
               สังขารทั้งหลายมิใช่ใหม่เป็นนิจอย่างเดียว, สังขารทั้งหลายย่อมปรากฏดุจหยาดน้ำค้างในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ดุจฟองน้ำ ดุจรอยไม้ขีดในน้ำ ดุจเมล็ดผักกาดบนปลายเข็ม ดุจฟ้าแลบ ดุจมายา พยับแดด, ความฝัน ลูกไฟ, ล้อรถ, คนธรรพ์, นคร, ต่อมน้ำและต้นกล้วยเป็นต้น หาแก่นสารมิได้ ไม่มีสาระ.
               ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ วิปัสสนาอย่างอ่อนอันชื่อว่าอุทยัพพยานุปัสนาอันพระโยคาวจรนั้นแทงตลอดลักษณะ ๕๐ ถ้วน โดยอาการนี้ว่า ความเสื่อมเป็นธรรมดาย่อมเกิดขึ้น, และพระโยคาวจรย่อมเข้าถึงความเสื่อมที่เกิดขึ้นแล้วดังนี้ ตั้งอยู่เป็นอันบรรลุก่อน, เพราะบรรลุญาณใด พระโยคาวจรย่อมชื่อว่า อารทฺธวิปสฺสโก - ผู้ปรารภวิปัสสนา,
               วิปัสสนูปกิเลส ๑๐ มีโอภาสเป็นต้น ย่อมเกิดแก่พระโยคาวจรผู้ตั้งอยู่ในญาณนี้, พระโยคาวจรผู้ไม่ฉลาดเป็นผู้มีความสำคัญในอุปกิเลสที่เกิดขึ้นว่าเป็นมรรคญาณ ย่อมถือเอาสิ่งที่ไม่เป็นมรรคว่าเป็นมรรค, และเป็นผู้ถูกอุปกิเลสพัวพันให้ยุ่งเหยิง.
               ส่วนพระโยคาวจรผู้ฉลาด ยกวิปัสสนาขึ้นในอุปกิเลสเหล่านั้น สะสางความยุ่งเหยิงคืออุปกิเลสเสีย แล้วกำหนดมรรคคือทางและมิใช่มรรคว่า ธรรมเหล่านี้มิใช่มรรค. ส่วนวิปัสสนาญาณที่ปฏิบัติไปตามวิถี พ้นจากอุปกิเลสเป็นมรรค. ญาณที่รู้ว่าเป็นมรรคและมิใช่มรรคของพระโยคาวจรนั้นตั้งอยู่อย่างนี้ ชื่อว่ามัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธิ - ความหมดจดแห่งญาณเป็นเครื่องเห็นว่าทางหรือมิใช่ทาง.
               ก็และด้วยเหตุเพียงเท่านี้ เป็นอันทำความกำหนดสัจจะ ๔ ด้วยญาณนั้น.
               อย่างไร?
               เมื่อมีความเข้าใจนามรูปก็เป็นอันทำความกำหนดทุกขสัจด้วยให้กำหนดนามรูป กล่าวคือทิฏฐิวิสุทธิดังกล่าวแล้ว ด้วยคำว่า ธัมมฐิติญาณ เพราะมีความเข้าใจปัจจัย.
               การกำหนดสมุทยสัจด้วยความเข้าใจปัจจัยอันได้แก่กังขาวิตรณวิสุทธิ, เป็นอันทำความกำหนดทุกขสัจด้วยการเห็นความเกิดและความเสื่อมโดยขณะด้วยอุทยัพพยานุปัสนาญาณ,
               การกำหนดสมุทยสัจด้วยการเห็นความเกิดโดยปัจจัย,
               การกำหนดนิโรธสัจด้วยการเห็นความเสื่อมโดยปัจจัย,
               การเห็นความเกิดและความเสื่อมของพระโยคาวจรผู้เห็นแจ้งในมัคคามัคคญาณทัสสนวิสุทธินี้ โดยกำจัดความหลงในมรรคนั้นว่า นี้คือมรรคเป็นโลกิยะเป็นอันนำความกำหนดมรรคสัจ ด้วยการรับรองมรรคโดยชอบ.
               ด้วยประการฉะนี้ จึงเป็นอันท่านทำความกำหนดสัจจะ ๔ ด้วยญาณเป็นโลกิยะ.

               จบอรรถกถาอุทยัพพยญาณนิทเทส               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา อุทยัพพยญาณนิทเทส จบ.
อ่านอรรถกถา 31 / 0อ่านอรรถกถา 31 / 99อรรถกถา เล่มที่ 31 ข้อ 103อ่านอรรถกถา 31 / 112อ่านอรรถกถา 31 / 737
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=31&A=1267&Z=1359
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๓  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com