ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา
ปเทสวิหารญาณนิทเทส

               ๔๓. อรรถกถาปเทสวิหารญาณนิทเทส               
               [๒๔๕] พึงทราบวินิจฉัยในปเทสวิหารญาณนิทเทสดังต่อไปนี้.
               พระสารีบุตรเถระ เมื่อจะแสดงถึงอาการที่ควรพิจารณาญาณบางส่วนที่ยกขึ้นไว้ในมาติกา จึงกล่าวบทมีอาทิว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิปจฺจยาปิ เวทยิตํ - เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย จึงมีอกุศลเวทนา.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิปจฺจยา - เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย.
               ความว่า เวทนาสัมปยุตด้วยทิฏฐิบ้าง เวทนาเป็นกุศล อกุศลบ้าง เวทนาเป็นวิบากบ้าง เกิดขึ้นทำทิฏฐิให้เป็นอุปนิสัย ย่อมควร.
               ในเวทนาเหล่านั้น เวทนาที่สัมปยุตด้วยมิจฉาทิฏฐิ เป็นอกุศลเท่านั้น. แต่เวทนาเป็นกุศลบ้าง อกุศลบ้าง ย่อมเกิดขึ้นเพราะอาศัยทิฏฐิ.
               จริงอยู่ พวกมิจฉาทิฏฐิให้ข้าวยาคูและภัตเป็นต้นในวันปักษ์ เพราะอาศัยทิฏฐิ ย่อมปฏิบัติคนบอดและคนโรคเรื้อนเป็นต้น ย่อมสร้างศาลา ขุดสระโบกขรณีในทาง ๔ แพร่ง ปลูกสวนดอกไม้ สวนผลไม้ พาดสะพานในที่ลำบากเพราะน้ำ ปรับที่ไม่เสมอให้เสมอ เวทนาที่เป็นกุศล ย่อมเกิดแก่พวกมิจฉาทิฏฐิเหล่านั้นด้วยประการฉะนี้.
               แต่เพราะอาศัยมิจฉาทิฏฐิ ย่อมด่า บริภาษ ฆ่าและจองจำพวกสัมมาทิฏฐิ ฆ่าสัตว์บวงสรวงเทวดา. เวทนาเป็นอกุศล ย่อมเกิดแก่พวกมิจฉาทิฏฐิเหล่านั้นด้วยประการฉะนี้.
               ส่วนเวทนาเป็นวิบาก ย่อมมีแก่ผู้ไปในภพอื่น.
               อนึ่ง มิจฉาทิฏฐินั้นย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาอันเกิดร่วมกันด้วยอำนาจสหชาตปัจจัย อัญญมัญญปัจจัย นิสสยปัจจัย สัมปยุตปัจจัย อัตถิปัจจัยและอวิคตปัจจัย.
               มิจฉาทิฏฐิดับไปทันทีนั้น ย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาอันสัมปยุตด้วยมิจฉาทิฏฐิในปัจจุบัน ด้วยอำนาจอนันตรปัจจัย สมนันตรปัจจัย อุปนิสสยปัจจัย อาเสวนปัจจัย นัตถิปัจจัยและวิคตปัจจัย.
               มิจฉาทิฏฐิย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาสหรคตด้วยโลภะของผู้ยินดีทำมิจฉาทิฏฐิให้หนัก ด้วยอำนาจอารัมมณาธิปติปัจจัยและอารัมมณูปนิสสยปัจจัย.
               มิจฉาทิฏฐิย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาเป็นกุศลและอัพยากฤตของผู้ทำมิจฉาทิฏฐิให้เป็นเพียงอารมณ์ ด้วยอกุศลทั้งปวงผู้พิจารณาเห็นแจ้งมิจฉาทิฏฐิ ด้วยเวทนาเป็นอกุศลทั้งปวง ด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัยเท่านั้น.
               มิจฉาทิฏฐิย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาเป็นกุศลและอกุศล อันเกิดขึ้นด้วยมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย และแก่เวทนาเป็นวิบากในภพอื่น ด้วยอำนาจอุปนิสสยปัจจัย.
               บทว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิวูปสมปจฺจยา - เพราะความสงบแห่งมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย.
               ความว่า สัมมาทิฏฐิ ชื่อว่าเป็นความสงบแห่งมิจฉาทิฏฐิ เพราะฉะนั้น พึงทราบบทที่ท่านกล่าวว่า เพราะสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ย่อมมีกุศลเวทนาว่า มิจฺฉาทิฏฺฐิวูปสมปจฺจยา.
               ส่วนอาจารย์บางพวกกล่าวว่า ชื่อว่าความสงบแห่งมิจฉาทิฏฐิ ย่อมมีในขณะแห่งวิปัสสนา และในขณะแห่งโสดาปัตติมรรค.
               แม้ในบทนี้ว่า สมฺมาทิฏฺฐิปจฺจยาปิ เวทยิตํ - เพราะมีสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีกุศลเวทนา มีอธิบายดังต่อไปนี้
               เวทนาสัมปยุตด้วยสัมมาทิฏฐิบ้าง เวทนาเป็นกุศล อกุศลบ้าง เวทนาเป็นวิบากบ้าง เกิดขึ้นทำสัมมาทิฏฐิให้เป็นอุปนิสัย ย่อมควร.
               ในเวทนาเหล่านั้น เวทนาสัมปยุตด้วยสัมมาทิฏฐิเป็นกุศลเท่านั้น.
               อนึ่ง พวกสัมมาทิฏฐิอาศัยสัมมาทิฏฐิทำบุญมีอาทิอย่างนี้ คือพุทธบูชาจัดประทีปและดอกไม้ ฟังมหาธรรม ก่อพระเจดีย์ในทิศที่ยังไม่ได้ก่อ ด้วยประการฉะนี้ กุศลเวทนาย่อมเกิดแก่สัมมาทิฏฐิชนเหล่านั้น.
               สัมมาทิฏฐิชนเหล่านั้นอาศัยสัมมาทิฏฐิด่าบริภาษพวกมิจฉาทิฏฐิ, ยกตนข่มผู้อื่น ด้วยประการฉะนี้ อกุศลเวทนาย่อมเกิดแก่สัมมาทิฏฐิชนเหล่านั้น.
               ส่วนวิบากเวทนาย่อมมีแก่ผู้ไปในภพอื่น.
               อนึ่ง สัมมาทิฏฐินั้นย่อมเป็นปัจจัยแก่มิจฉาทิฏฐิ อันเป็นปัจจุบันเวทนาที่ดับไปใกล้ที่สุด ซึ่งเกิดร่วมกันด้วยอำนาจแห่งปัจจัยดังกล่าวแล้วนั่นแหละ.
               โลกิยสัมมาทิฏฐิย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาอันสัมปยุตด้วยการพิจารณา อันสัมยุตด้วยวิปัสสนา และอันสัมปยุตด้วยความใคร่ด้วยอำนาจอารัมมณปัจจัย. โลกิยสัมมาทิฏฐิย่อมเป็นปัจจัยแก่มิจฉาทิฏฐิด้วยอุปนิสสยปัจจัย โดยนัยที่กล่าวแล้วนั่นแหละ.
               สัมมาทิฏฐิอันเป็นมรรคผล ย่อมเป็นปัจจัยแก่เวทนาอันสัมปยุตด้วยการพิจารณา ด้วยสามารถแห่งอารัมณาธิปติปัจจัยและอารัมมณูปนิสสยปัจจัย.
               บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิวูปสมปจฺจยาปิ เวทยิตํ - เพราะความสงบแห่งสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนา.
               ความว่า มิจฉาทิฏฐิ ชื่อว่าความสงบแห่งสัมมาทิฏฐิ. เพราะฉะนั้น พึงทราบบทที่ท่านกล่าวว่า เพราะมิจฉาทิฏฐิเป็นปัจจัย ก็ย่อมมีอกุศลเวทนานั่นแหละว่า สมฺมาทิฏฺฐิวูปสมปจฺจยา - เพราะความสงบแห่งสัมมาทิฏฐิเป็นปัจจัย.
               แม้ในบทมีอาทิว่า มิจฺฉาสงฺกปฺปปจฺจยา มิจฺฉาสงฺกปฺปวูปสมปจฺจยา - เพราะมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัย เพราะความสงบแห่งมิจฉาสังกัปปะเป็นปัจจัยก็มีนัยนี้เหมือนกัน.
               จริงอยู่ ท่านกล่าวว่า วูปสมปจฺจยา - เพราะความสงบเป็นปัจจัยแห่งธรรมใดๆ ท่านประสงค์เอาเวทนานั้นๆ เพราะมีธรรมเป็นปฏิปักษ์แห่งธรรมนั้นๆ เป็นปัจจัย.
               อนึ่ง พึงทราบความในมิจฉาญาณเป็นต้นดังต่อไปนี้
               ความคิดเพื่อหาอุบายในการทำบาป ชื่อว่ามิจฉาญาณ.
               อีกอย่างหนึ่ง มิจฉาญาณคือญาณในการพิจารณาผิด.
               ญาณอันเป็นกุศลและอัพยากฤตที่เหลือเว้นวิปัสสนาสัมมาทิฏฐิ และโลกุตรสัมมาทิฏฐิ ชื่อว่าสัมมาญาณ.
               มิจฺฉาวิมุตฺติ นาม ปาปาวิมุตฺติตา ฯ
               อถ วา อยาถาว วิมุตฺติ อนิยฺยานิกวิมุตฺติ อวิมุตฺตสฺเสว สโต วิมุตฺติสฺีติ ฯ

               ความพ้นจากบาป ชื่อว่ามิจฉาวิมุตติ.
               อีกอย่างหนึ่ง ความพ้นที่ไม่เป็นจริง ความพ้นที่ไม่นำออกไป ผู้ไม่พ้นสำคัญว่าพ้น.
               ความน้อมไปในกัลยาณธรรม และผลวิมุตติ ชื่อว่าสัมมาวิมุตติ.
               สัมมาทิฏฐิเป็นต้นมีอรรถดังได้กล่าวแล้วในหนหลัง.
               ส่วนในบทมีอาทิว่า ฉนฺทปจฺจยาปิ - เพราะฉันทะเป็นปัจจัยพึงทราบดังต่อไปนี้
               ความโลภ ชื่อว่าฉันทะ. พึงทราบว่า เวทนาสัมปยุตด้วยจิตที่สหรคตด้วยโลภะ ๘ เพราะมีฉันทะเป็นปัจจัย. เวทนาในปฐมฌาน ชื่อว่ามีความสงบแห่งฉันทะเป็นปัจจัย. เวทนาในปฐมฌาน ชื่อว่ามีวิตกเป็นปัจจัย. เวทนาในทุติยฌาน ชื่อว่ามีความสงบแห่งวิตกเป็นปัจจัย. เวทนาในสัญญาสมาบัติ ๖ ที่เหลือเว้นปฐมฌาน ชื่อว่ามีสัญญาเป็นปัจจัย. เวทนาในเนวสัญญานาสัญญายตนะ ชื่อว่ามีความสงบแห่งสัญญาเป็นปัจจัย.
               ในบทมีอาทิว่า ฉนฺโท จ อวูปสโม โหติ - ฉันทะเป็นธรรมไม่สงบ มีความว่า ถ้าฉันทะ วิตกและสัญญา เป็นธรรมไม่สงบ.
               บทว่า ตปฺปจฺจยา คือ ความไม่สงบแห่งฉันทะ วิตกและสัญญาเป็นปัจจัย ชื่อว่า ตปฺปจฺจยา - มีธรรมนั้นเป็นปัจจัย. เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ตปฺปจฺจยา - เพราะฉันทะ วิตกและสัญญานั้น เป็นธรรมไม่สงบเป็นปัจจัย.
               อธิบายว่า เพราะความไม่สงบฉันทะ วิตกและสัญญาเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา. เวทนานั้นเป็นเวทนาสัมปยุตด้วยจิตสหรคตด้วยโลภะ ๘. หากว่า ฉันทะสงบ วิตกและสัญญาไม่สงบ.
               บทว่า ตปฺปจฺจยา คือ ความสงบแห่งฉันทะนั้นมีวิตกสัญญาไม่สงบเป็นปัจจัย ชื่อว่า ตปฺปจฺจโย. เพราะฉะนั้น ชื่อว่า ตปฺปจฺจยา เพราะวิตกและสัญญานั้น เป็นธรรมไม่สงบเป็นปัจจัย. เวทนานั้นเป็นเวทนาในปฐมฌาน. หากว่า ฉันทะและวิตกเป็นธรรมสงบ สัญญาเป็นธรรมไม่สงบ.
               บทว่า ตปฺปจฺจยา คือ ความสงบแห่งฉันทะและวิตกนั้นมีสัญญาไม่สงบเป็นปัจจัย ชื่อว่า ตปฺปจฺโย. เพราะฉะนั้น ชื่อว่า ตปฺปจฺยา เพราะสัญญาเป็นธรรมไม่สงบเป็นปัจจัย. เวทนานั้นเป็นเวทนาในทุติยฌาน. หากว่า ฉันทะ วิตกและสัญญาเป็นธรรมสงบ.
               บทว่า ตปฺปจฺจยา คือ ฉันทะ วิตก สัญญา เป็นธรรมสงบ เป็นปัจจัย ชื่อว่า ตปฺปจฺโย. เพราะฉะนั้น ชื่อว่า ตปฺปจฺจยา เพราะฉันทะ วิตกและสัญญานั้นเป็นธรรมสงบเป็นปัจจัย เวทนานั้นเป็นเวทนาในเนวสัญญานาสัญญายตนะแท้.
               แต่อาจารย์บางพวกพรรณนาไว้อย่างนี้ว่า "ความพอใจธรรมในส่วนเบื้องต้นด้วยคิดว่า เราจักบรรลุถึงอัปปนา ดังนี้ ชื่อว่าฉันทะ ความพอใจของผู้บรรลุอัปปนาเป็นความสงบ. วิตกย่อมมีในปฐมฌาน วิตกของผู้บรรลุทุติยฌานเป็นอันสงบ. สัญญาย่อมมีในสมาบัติ ๗. สัญญาของผู้เข้าถึงเนวสัญญานาสัญญายตนะ และเข้าถึงนิโรธเป็นอันสงบไป” ดังนี้ แต่ในที่นี้ นิโรธสมาบัติย่อมไม่ประกอบ.
               บทว่า อปฺปตฺตสฺส ปตฺติยา - เพื่อบรรลุอรหัตผลที่ยังไม่บรรลุ คือเพื่อต้องการบรรลุอรหัตผล.
               บทว่า อตฺถิ อายวํ ได้แก่ ความเพียรมีอยู่. ปาฐะว่า อายาวํ บ้าง.
               บทว่า ตสฺมิมฺปิ ฐาเน อนุปฺปตฺเต - เมื่อยังไม่บรรลุฐานะนั้น คือเมื่อยังไม่บรรลุอริยมรรคอันเป็นเหตุแห่งอรหัตผลนั้นด้วยสามารถแห่งการปรารภความเพียรนั้น.
               บทว่า ตปฺปจฺจยาปิ เวทยิตํ คือ เพราะฐานะแห่งพระอรหัตเป็นปัจจัย ย่อมมีกุศลเวทนา.
               ด้วยบทนี้ ท่านถือเอาโลกุตรเวทนาที่เกิดแล้ว เกิดพร้อมกับมรรค ๔.
               แต่อาจารย์บางพวกพรรณนาไว้ว่า บทว่า อายวํ คือ การปฏิบัติ.
               บทว่า ตสฺมิมฺปิ ฐาเน อนุปฺปตฺเต - เมื่อยังไม่บรรลุฐานะแม้นั้น คือบรรลุภูมินั้น ดังนี้.

               จบอรรถกถาปเทสวิหารญาณนิทเทส               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา ปเทสวิหารญาณนิทเทส จบ.
อ่านอรรถกถา 31 / 0อ่านอรรถกถา 31 / 243อรรถกถา เล่มที่ 31 ข้อ 245อ่านอรรถกถา 31 / 246อ่านอรรถกถา 31 / 737
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=31&A=2677&Z=2699
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๓  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com