ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา
สัจญาณจตุกทวยนิทเทส

               ๕๖-๖๓. อรรถกถาสัจญาณจตุกทวยนิทเทส               
               [๒๖๔-๒๖๗] พึงทราบวินิจฉัยในสัจญาณจตุกทวยนิทเทสดังต่อไปนี้.
               บทมีอาทิว่า ทุกฺขสฺส ปีฬนฏฺโฐ - สภาพบีบคั้นแห่งทุกข์ มีอรรถดังได้กล่าวไว้แล้ว.
               บทมีอาทิว่า มคฺคสมงฺคิสฺส ญาณํ ทุกฺเขเปตํ ญาณํ - ญาณของท่านผู้มีความพร้อมเพรียงด้วยมรรคนี้ เป็นทุกขญาณ ท่านกล่าวด้วยสามารถการตรัสรู้อย่างเดียว ดุจในหมวด ๔ ตามลำดับ.
               จริงอยู่ สัจญาณมี ๒ อย่าง คือ โลกิยะ ๑ โลกุตระ ๑.
               โลกิยะมี ๒ คือ อนุโพธญาณ ๑ ปัจจเวกขณญาณ ๑.
               อนุโพธญาณย่อมเป็นไปในนิโรธและมรรค ด้วยสามารถการได้ฟังมาเป็นต้นของอาทิกรรมิกภิกษุ. ย่อมเป็นไปในทุกข์และสมุทัย ด้วยสามารถทำให้เป็นอารมณ์.
               ปัจจเวกขณญาณย่อมเป็นไปในสัจจะแม้ ๔ ของภิกษุผู้แทงตลอดสัจจะแล้ว ด้วยสามารถทำให้เป็นอารมณ์. ปฏิเวธญาณอันเป็น โลกุตระทำนิโรธให้เป็นอารมณ์ ย่อมแทงตลอดสัจจะ ๔ โดยกิจ.
               เหมือนอย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๑-
                                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ผู้ใดเห็นทุกข์. ผู้นั้น
                         ย่อมเห็นแม้ทุกขสมุทัย. ย่อมเห็นแม้ทุกขนิโรธ.
                         ย่อมเห็นแม้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา ดังนี้.

____________________________
๑- สํ. มหา. เล่ม ๑๙/ข้อ ๑๗๑๑

               พึงกล่าวถึงทุกข์ทั้งหมด.
               แม้ในนิทเทสนี้ ท่านก็กล่าวถึงทุกข์นี้แหละโดยวาระนี้.
               อนึ่ง แม้โลกุตระนั้น ท่านกล่าวเพื่อแสดงว่า โลกุตระย่อมได้ซึ่งชื่อทั้งหลาย มีอาทิว่า ทุกฺเข ญาณํ - การรู้ทุกข์. แต่ในที่นี้ ท่านประสงค์เอาโลกิยญาณเท่านั้น. เพราะฉะนั้น พระสารีบุตรเถระจึงกล่าวว่า ตตฺถ กตมํ ทุกฺเข ญาณํ - ในญาณเหล่านั้น ทุกขญาณเป็นไฉน?
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ทุกฺขํ อารพฺภ - ปรารภทุกข์ คือหน่วงเหนี่ยวทุกขสัจ. คือทำให้เป็นอารมณ์.
               ในบทมีอาทิว่า ปญฺญา พึงทราบอธิบายดังต่อไปนี้.
               ชื่อว่าปัญญา เพราะอรรถว่าให้รู้ กล่าวคือทำอรรถนั้นๆ ให้ปรากฏ.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่าปัญญา เพราะรู้ธรรมทั้งหลายโดยประการนั้นๆ มีความไม่เที่ยงเป็นต้น.
               บทนี้เป็นสภาวบทของปัญญานั้น.
               อาการรู้ชัด ชื่อปชานนา. ชื่อว่าวิจยะ เพราะเลือกเฟ้นถึงความไม่เที่ยงเป็นต้น.
               บทว่า ปวิจยะ - ความค้นคว้า เพิ่มบทอุปสรรคลงไป ได้แก่ความเลือกเฟ้นโดยทั่วไป.
               ชื่อว่าธรรมวิจยะ เพราะความสอดส่องจตุสัจธรรม.
               ชื่อว่าสัลลักขณา - ความกำหนดดี ด้วยสามารถการกำหนดความไม่เที่ยงเป็นต้นโดยชอบ. ท่านกล่าวว่าสัลลักขณานั่นแหละ คืออุปลักขณา - ความเข้าไปกำหนด ปัจจุปลักขณา - ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ โดยต่างกันที่อุปสรรค.
               อธิบายว่า การกำหนดอย่างสูง ชื่อว่าความเข้าไปกำหนดอาศัยธรรมมีความไม่เที่ยงเป็นต้นเหล่านั้นๆ.
               ความเป็นบัณฑิต ชื่อว่า ปณฺฑิจฺจํ. ความเป็นผู้ฉลาด ชื่อว่า โกสลฺลํ. ความเป็นผู้ละเอียด ชื่อว่า เนปุญฺญํ.
               ชื่อว่า เวภพฺยา คือความแจ่มแจ้ง ด้วยสามารถยังความไม่เที่ยงเป็นต้นให้แจ่มแจ้ง.
               ชื่อว่า จินฺตา - ความคิด ด้วยสามารถคิดถึงความไม่เที่ยงเป็นต้น.
               อนึ่ง ชื่อว่า จินฺตา เพราะยังบุคคลที่เกิดความคิดให้คิดถึงความไม่เที่ยงเป็นต้น.
               ชื่อว่า อุปปริกฺขา เพราะพิจารณาถึงความไม่เที่ยงเป็นต้น.
               บทว่า ภูริ คือ แผ่นดิน. ชื่อว่าภูริ เพราะมีปัญญาดุจแผ่นดิน ด้วยอรรถว่าละเอียด และด้วยอรรถว่ากว้างขวาง.
               อีกอย่างหนึ่ง ปัญญานั้นแหละ ท่านกล่าวว่าภูริ เพราะอรรถว่ายินดีในอรรถที่เป็นจริง.
               ชื่อว่า เมธา เพราะอรรถว่าฆ่า คือทำลายกิเลสดุจสายฟ้าทำลายสิ่งที่ก่อด้วยหินฉะนั้น.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า เมธา เพราะอรรถว่าถือเอาและทรงไว้ได้เร็ว.
               ชื่อว่า ปริณายิกา เพราะอรรถว่าย่อมนำผู้ที่ญาณเกิดไปในสัมปยุตธรรมและปฏิเวธธรรม อันกำหนดตามความเป็นจริงในการปฏิบัติเพื่อประโยชน์แก่ตน.
               ชื่อว่าวิปัสสนา เพราะอรรถว่าเห็นธรรมหลายอย่าง ด้วยสามารถความไม่เที่ยงเป็นต้น.
               ชื่อว่าสัมปชานะ เพราะรู้ความไม่เที่ยงเป็นต้นโดยชอบ. ความเป็นแห่งความรู้พร้อมนั้น ชื่อว่าสัมปชัญญะ.
               ชื่อว่า ปโตโท - ปัญญาดังปฏัก เพราะทิ่มแทงจิตโกงอันแล่นไปนอกทางเพื่อให้เข้าทาง ดุจปฏักทิ่มแทงม้าที่วิ่งไปนอกทางเพื่อให้ขึ้นถนน ฉะนั้น.
               ชื่อว่า อินทรีย์ คือความเป็นใหญ่ เพราะอรรถว่าทำความเป็นใหญ่ในลักษณะเห็น.
               ความเป็นใหญ่คือปัญญา ชื่อว่าปัญญินทรีย์.
               ท่านอธิบายไว้อย่างไร.
               ท่านไม่กล่าวบทนี้ว่า อินทรีย์แห่งปัญญา ชื่อว่าปัญญินทรีย์ ดุจบทมีอาทิว่า ปุริสสฺส อินฺทฺริยํ ปุริสินฺทฺริยํ - อินทรีย์ของบุรุษ ชื่อว่าปุริสินทรีย์. เมื่อเป็นเช่นนั้น ท่านจึงกล่าวว่า อินทรีย์คือปัญญานั่นแหละ ชื่อว่าปัญญินทรีย์ คือปัญญาเป็นใหญ่.
               ชื่อว่าปัญญาพละ คือปัญญาเป็นกำลัง เพราะไม่หวั่นไหวไปด้วยอวิชชา.
               ปัญญาเป็นดังศัสตรา เพราะอรรถว่าตัดกิเลส จึงชื่อว่าปัญญาดังศาสตรา.
               ปัญญาเป็นดังปราสาท เพราะอรรถว่าขึ้นไปสูง จึงชื่อว่าปัญญาดังปราสาท.
               ปัญญาเป็นดังแสงสว่าง เพราะอรรถว่าทำให้สว่าง จึงชื่อว่าปัญญาเป็นแสงสว่าง.
               ปัญญาเป็นรัศมี เพราะอรรถว่าทำให้สว่าง จึงชื่อว่าปัญญาเป็นรัศมี.
               ปัญญารุ่งเรือง เพราะอรรถว่าทำให้สว่างไสว จึงชื่อว่าปัญญารุ่งเรือง.
               จริงอยู่ โลกธาตุหนึ่งหมื่นมีแสงเป็นอันเดียว มีความสว่างเป็นอันเดียว มีความรุ่งเรืองเป็นอันเดียว ย่อมปรากฏแก่ผู้มีปัญญา ผู้นั่งโดยบัลลังก์เดียว. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงกล่าวบท ปญฺญา ปชฺโชโต นั้น.
               อนึ่ง ใน ๓ บทนี้ แม้ด้วยบทหนึ่งก็สำเร็จความอย่างเดียวกัน.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงพระสูตรด้วยอัธยาศัยของสัตว์ทั้งหลายว่า๒-
                                   ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย แสงสว่างมี ๔ อย่าง คือ
                         แสงสว่างของดวงจันทร์ ๑ แสงสว่างของดวงอาทิตย์ ๑
                         แสงสว่างของไฟ ๑ แสงสว่างของปัญญา ๑. ดูก่อนภิกษุ
                         ทั้งหลาย แสงสว่าง ๔ อย่างเหล่านี้แล. ดูก่อนภิกษุทั้ง
                         หลาย แสงสว่าง ๔ เหล่านี้ แสงสว่างแห่งปัญญาเป็นเลิศ
                         กว่าแสงสว่างเหล่าอื่น.

____________________________
๒- องฺ. จตุกฺก. เล่ม ๒๑/ข้อ ๑๔๔-๑๔๕

               แม้ในนิทเทสนี้ พระเถระก็แสดงโดยอนุรูปแก่พระสูตรนั้น. เพราะท่านจำแนกความอันมีอยู่โดยอาการไม่น้อย. ทั้งผู้อื่นย่อมรู้โดยประการอื่น.
               ปัญญาดังรัตนะ เพราะอรรถว่าทำความยินดี ให้ความยินดี ยังความยินดีให้เกิด ทำให้วิจิตรหาได้ยาก ชั่งไม่ได้ เป็นของใช้ของสัตว์อย่างงาม จึงชื่อว่า ปญฺญารตนํ - ปัญญาดังรัตนะ.
               ชื่อว่า อโมโห คือ ความไม่หลง เพราะสัตว์ทั้งหลายไม่ลุ่มหลงไป ด้วยเหตุนั้น. หรือไม่ลุ่มหลงไปในอารมณ์ด้วยตนเอง.
               บทว่า ธรรมวิจยะ มีอรรถดังได้กล่าวแล้ว, ก็เพราะเหตุไรท่านจึงกล่าวไว้อีก เพื่อแสดงความที่อโมหะเป็นปฏิปักษ์ต่อโมหะ. ด้วยเหตุนั้น ท่านจึงแสดงบทนี้ไว้ว่า อโมหะนั้นมิใช่ธรรมนอกจากโมหะอย่างเดียว แต่ยังเป็นปฏิปักษ์ต่อโมหะ.
               ในนิทเทสนี้ ท่านประสงค์เอาอโมหะ กล่าวคือการเลือกเฟ้นธรรม.
               บทว่า สมฺมาทิฏฺฐิ ได้แก่ กุศลทิฏฐิอันนำสัตว์ออกไปได้อย่างแท้จริง.
               ท่านกล่าวคำถามไว้โดยสังเขปว่า ในญาณเหล่านั้น ทุกขสมุทยญาณ ทุกขนิโรธญาณ ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทาญาณเป็นไฉน ด้วยประการฉะนี้.

               จบอรรถกถาสัจญาณจตุกทวยนิทเทส               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา สัจญาณจตุกทวยนิทเทส จบ.
อ่านอรรถกถา 31 / 0อ่านอรรถกถา 31 / 258อรรถกถา เล่มที่ 31 ข้อ 264อ่านอรรถกถา 31 / 268อ่านอรรถกถา 31 / 737
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=31&A=2970&Z=3000
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๓  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com