ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค
๑๐. มัณฑเปยยกถา

               อรรถกถามัณฑเปยยกถา               
               บัดนี้จะพรรณนาตามลำดับความที่ยังไม่เคยพิจารณาแห่งมัณฑเปยยกถา (ของใสที่ควรดื่มเทียบด้วยคุณธรรม) อันเป็นเบื้องต้นส่วนหนึ่งของพระดำรัสของพระผู้มีพระภาคเจ้า อันพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงความที่มรรคนั้นเป็นธรรม ผ่องใสควรดื่ม ตรัสไว้แล้ว.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า มณฺฑเปยฺยํ เป็นพรหมจรรย์ผ่องใสควรดื่ม.
               ชื่อว่า มณฺโฑ ด้วยอรรถว่าผ่องใสเหมือนอย่างเนยใสที่สมบูรณ์ สะอาด ใส ท่านเรียกว่า สัปปิมัณฑะ ความผ่องใสของเนยใส ฉะนั้น.
               ชื่อว่า เปยฺยํ ด้วยอรรถว่า ควรดื่ม.
               ชนทั้งหลายดื่มของควรดื่มใดแล้วลงไปในระหว่างถนน หมดความรู้ แม้ผ้านุ่งเป็นต้นของตนก็ไม่อยู่กับตัว ของควรดื่มนั้นแม้ใสก็ไม่ควรดื่ม. ส่วนศาสนพรหมจรรย์ คือไตรสิกขานี้ของเรา ชื่อว่าใส เพราะสมบูรณ์ เพราะไม่มีมลทิน เพราะผ่องใส และชื่อว่าควรดื่ม เพราะนำ ประโยชน์สุขมาให้ เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงแสดงว่าเป็นพรหมจรรย์ผ่องใส ควรดื่ม.
               ชื่อว่า มณฺฑเปยฺยํ เพราะมีความผ่องใสควรดื่ม. นั้นคืออะไร.
               คือศาสนพรหมจรรย์.
               เพราะเหตุไร ไตรสิกขาจึงชื่อว่าพรหมจรรย์.
               นิพพานชื่อว่าพรหม เพราะอรรถว่าสูงสุด ไตรสิกขาเป็นความประพฤติเพื่อประโยชน์แก่ความสูงสุด เพราะเป็นไปเพื่อประโยชน์แก่นิพพาน เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงตรัสว่าเป็นพรหมจรรย์ ศาสนพรหมจรรย์ก็คือไตรสิกขานั้นนั่นเอง
               บทว่า สตฺถา สมฺมุขีภูโต พระศาสดามีอยู่เฉพาะหน้านี้ เป็นคำแสดงถึงเหตุในบทนี้.
               ก็เพราะพระศาสดามีอยู่เฉพาะหน้า ฉะนั้นท่านทั้งหลายจงประกอบความเพียร ดื่มพรหมจรรย์อันผ่องใสนี้เถิด เพราะเมื่อดื่มยาใสข้างนอกไม่ได้อยู่ต่อหน้าหมอ ย่อมมีความสงสัยว่า เราไม่รู้ขนาดหรือการเอาขึ้นเอาลง แต่อยู่ต่อหน้าหมดก็หมดสงสัยด้วยคิดว่า หมอจักรู้จักดื่ม. พระศาสดาผู้เป็นพระธรรมสามีของพวกเรามีอยู่เฉพาะหน้าอย่างนั้นเหมือนกัน เพราะเหตุนั้นจึงชักชวนในการดื่มพรหมจรรย์อันผ่องใสว่า พวกท่านจงทำความเพียรแล้วดื่มเถิด.
               ชื่อว่า สตฺถา เพราะตามสั่งสอนตามสมควร ซึ่งทิฏฐธรรมิกประโยชน์ สัมปรายิกประโยชน์และปรมัตถประโยชน์.
               อีกอย่างหนึ่ง พึงทราบอรรถในบทนี้ แม้โดยนัยแห่งนิเทศมีอาทิว่า สตฺถา ภควา สตฺถวาโห๑- พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ทรงนำหมู่ ชื่อว่าสัตถวาหะ ชื่อว่า สมฺมุขีภูโต เพราะมีหน้าปรากฏอยู่.
____________________________
๑- ขุ. มหา. เล่ม ๒๙/ข้อ ๘๘๕

               พึงทราบวินิจฉัยในมัณฑเปยยนิเทศดังต่อไปนี้.
               บทว่า ติธตฺตมณฺโฑ ความผ่องใสมีอยู่ ๓ ประการ ชื่อว่า ติธตฺตํ ความผ่องใสในพระศาสดาซึ่งมีอยู่เฉพาะหน้ามี ๓ ประการ ชื่อว่า ติธตฺตมณฺโฑ ความว่า ความผ่องใสมี ๓ อย่าง.
               บทว่า สตฺถริ สมฺมุขีภูเต ในพระศาสดาซึ่งมีอยู่เฉพาะหน้านี้ ท่านกล่าวเพื่อแสดงความผ่องใส ๓ ประการอันบริบูรณ์ด้วยอาการทั้งปวง แม้เมื่อพระศาสดาเสด็จปรินิพพาน ความผ่องใส ๓ ประการยังเป็นไปอยู่โดยเอกเทศ.
               อนึ่ง ในนิเทศแห่งบทนั้น พึงทราบว่าท่านมิได้กล่าวว่า สตฺถริ สมฺมุขีภูเต แล้วกล่าวว่า กตโม เทสนามณฺโฑ ความผ่องใสแห่งเทศนาเป็นไฉน.
               บทว่า เทสนามณฺโฑ ความผ่องใสแห่งเทศนา คือธรรมเทศนานั่นแหละเป็นความผ่องใส.
               บทว่า ปฏิคฺคหมณฺโฑ ความผ่องใสแห่งการรับ คือผู้รับเทศนานั่นแหละเป็นผู้ผ่องใส.
               บทว่า พฺรหฺมจริยมณฺโฑ ความผ่องใสแห่งพรหมจรรย์ คือมรรคพรหมจรรย์นั่นแหละเป็นความผ่องใส.
               บทว่า อาจิกฺขนา การบอก คือการกล่าวโดยชื่อว่า ชื่อทั้งหลายเหล่านี้แห่งสัจจะเป็นต้นควรแสดง.
               บทว่า เทสนา การแสดง คือการชี้แจง.
               บทว่า ปญฺญปนา การบัญญัติ คือการให้รู้ หรือการตั้งไว้ในมุขคือญาณ.
               จริงอยู่ เมื่อตั้งอาสนะไว้ ท่านกล่าวว่าปูอาสนะ.
               บทว่า ปฏฺฐปนา การแต่งตั้ง คือการบัญญัติ. ความว่า ความเป็นไป หรือการตั้งไว้ในมุขคือญาณ.
               บทว่า วิวรณา การเปิดเผย คือทำการเปิดเผย. ความว่า ชี้แจงเปิดเผย.
               บทว่า วิภชนา การจำแนก คือทำการจำแนก. ความว่า ชี้แจงโดยการจำแนก.
               บทว่า อุตฺตานีกมฺมํ การทำให้ง่าย คือการทำความปรากฎ.
               อีกอย่างหนึ่ง บทว่า อาจิกฺขนา เป็นบทแสดงเหตุของบท ๖ บทมีเทศนาเป็นต้น.
               ท่านกล่าว ๖ บทมีเทศนาเป็นต้น เพื่อขยายความแห่งบทว่า อาจิกฺขนา.
               ใน ๖ บทนั้น บทว่า เทสนา คือการแสดงโดยยกหัวข้อขึ้นก่อนโดยสังเขป ด้วยสามารถแห่งอุคฆปฏิตัญญูบุคคล เพราะอุคฆปฏิตัญญูบุคคลย่อมรู้แจ้งแทงตลอดบทที่ท่านกล่าวโดยสังเขป และกล่าวขึ้นก่อน.
               บทว่า ปญฺญปนา คือ การบัญญัติด้วยการชี้แจงบทที่ท่านย่อไว้ก่อนโดยพิสดาร ด้วยความพอใจของความคิดและด้วยความเฉียบแหลมของปัญญาแห่งธรรมเหล่านั้น ด้วยอำนาจแห่งวิปัญจิตัญญูบุคคล.
               บทว่า ปฏฺฐปนา คือ การบัญญัติด้วยการทำให้พิสดารยิ่งขึ้น ด้วยการชี้แจงเฉพาะนิเทศที่ท่านชี้แจงธรรมเหล่านั้นไว้แล้ว.
               บทว่า วิวรณา คือ การเปิดเผยบทแม้ที่ท่านชี้แจงไว้แล้วด้วยการพูดบ่อยๆ.
               บทว่า วิภชนา คือ การจำแนกด้วยการทำการจำแนกแม้บทที่ท่านกล่าวไว้แล้วบ่อยๆ.
               บทว่า อุตฺตานีกมฺมํ คือ ทำให้ง่ายด้วยกล่าวทำบทที่ท่านเปิดเผยแล้วโดยพิสดาร และด้วยกล่าวชี้แจงบทที่ท่านจำแนกไว้แล้ว. เทศนานี้ย่อมมีเพื่อการแทงตลอดแม้ของไนยบุคคลทั้งหลาย.
               บทว่า เย วา ปนญฺเญปิ เกจิ หรือท่านผู้รู้แจ้งพวกใดพวกหนึ่ง ท่านหมายถึงวินิปาติกะ (พวกตกอยู่ในอบาย) มีมารดาของท่านปิยังกระเป็นต้น
               บทว่า วิญฺญาตาโร ผู้รู้แจ้ง คือผู้รู้แจ้งโลกุตรธรรมด้วยการแทงตลอด.
               จริงอยู่ ท่านผู้รู้แจ้งเหล่านี้มีภิกษุเป็นต้น ชื่อว่า ปฏิคฺคหา ผู้รับเพราะรับพระธรรมเทศนาด้วยสามารถการแทงตลอด.
               บทว่า อยเมว เป็นอาทิมีความดังที่ท่านกล่าวไว้แล้ว นิเทศแห่งปฐมฌาน.
               อริยมรรค ท่านกล่าวว่าเป็นพรหมจรรย์ เพราะประพฤติเพื่อประโยชน์แก่ธรรมอันประเสริฐ เพราะไหลไปโดยนิพพาน.
               บัดนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงประกอบอินทรีย์ พละ โพชฌงค์และองค์แห่งมรรค อันมีอยู่ในขณะแห่งมรรค แห่งความผ่องใสในการน้อมใจเชื่อนั้นด้วยบทมีอาทิว่า อธิโมกฺมณฺโฑ ความผ่องใสแห่งการน้อมใจเชื่อในวิธีแห่งพรหมจรรย์มีความผ่องใส ควรดื่ม.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า อธิโมกฺขมณฺโฑ คือความผ่องใสอันได้แก่การน้อมใจเชื่อ.
               บทว่า กสโฏ เป็นกาก คือขุ่นปราศจากความเลื่อมใส.
               บทว่า ฉฑฺเฑตฺวา ทิ้งแล้ว คือละด้วยตัดขาด.
               บทว่า สทฺธินฺทฺริยสฺส อธิโมกฺขมณฺฑํ ปิวตีติ มณฺฑเปยฺยํ ดื่มความผ่องใสแห่งความน้อมใจเชื่อของสัทธินทรีย์ เพราะเหตุนั้น สัทธินทรีย์จึงเป็นพรหมจรรย์มีความผ่องใส ควรดื่ม.
               อธิบายว่า แม้เมื่อความที่ความผ่องใสแห่งความน้อมใจเชื่อ ไม่เป็นอื่นจากสัทธินทรีย์ ท่านก็กล่าวทำเป็นอย่างอื่นด้วยสามารถแห่งโวหาร. ลูกหินบด แม้เมื่อลูกหินบดไม่เป็นเป็นอย่างอื่นมีอยู่ท่านก็เรียกว่า สรีระแห่งลูกหินบดฉันใด.
               อนึ่ง ในบาลี ท่านกล่าวภาวะแม้ไม่เป็นอย่างอื่นจากธรรมดา ในบทมีอาทิว่า ผุสิตตฺตํ๒- ความเป็นสิ่งสัมผัสได้ ดุจเป็นอย่างอื่นฉันใด.
               อนึ่ง ในอรรถกถา ท่านกล่าวถึงลักษณะแม้ไม่เป็นอย่างอื่นจากธรรมดาในบทมีอาทิว่า ผุสนลกฺขโณ ผสฺโส ผัสสะมีลักษณะถูกต้อง ดุจเป็นอย่างอื่นฉันใด
               พึงทราบข้ออุปมานี้ฉันนั้น.
____________________________
๒- อภิ. สงฺ. เล่ม ๓๔/ข้อ ๑๗

               อนึ่ง พึงทราบวินิจฉัยในบทที่ยังไม่เคยกล่าวดังต่อไปนี้.
               บทว่า ปริฬาโห ความเร่าร้อน คือความเดือดร้อนเพราะกิเลสอันเป็นปฏิปักษ์ต่อปีติซึ่งมีลักษณะอิ่มเอิบ.
               บทว่า ทุฏฺฐุลฺลํ ความชั่วหยาบ คือความหยาบ ความไม่สงบด้วยอำนาจกิเลสอันเป็นปฏิปักษ์ต่อความสงบ.
               บทว่า อปฺปฏิสงฺขา ความไม่พิจารณา คือการนำความไม่สงบมาด้วยอำนาจกิเลสอันเป็นปฏิปักษ์ต่อการพิจารณา.
               พระผู้มีพระภาคเจ้ามีพระประสงค์จะทรงชี้แจงถึงวิธีแห่งพรหมจรรย์ มีความผ่องใส ควรดื่ม โดยปริยายอื่นจึงตรัสพระดำรัสมีอาทิว่า อตฺถิ มณฺโฑ ความผ่องใสมีอยู่.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺถ คือ ในสัทธินทรีย์นั้น.
               พึงทราบวินิจฉัยในบทมีอาทิว่า อตฺถรโส อรรถรส คือความน้อมไปแห่งสัทธินทรีย์เป็นอรรถ สัทธินทรีย์เป็นธรรม สัทธินทรีย์นั่นแหละชื่อว่าวิมุตติ เพราะพ้นจากกิเลสต่างๆ ความถึงพร้อมแห่งอรรถนั้น ชื่อว่า อตฺถรโส อรรถรส. ความถึงพร้อมแห่งธรรมนั้น ชื่อว่า ธมฺมรโส ธรรมรส. ความถึงพร้อมแห่งวิมุตตินั้นชื่อว่าวิมุตติรส.
               อีกอย่างหนึ่ง ความยินดีในการได้อรรถ ชื่อว่าอรรถรส. ความยินดีในการได้ธรรม ชื่อว่าธรรมรส. ความยินดีในการได้วิมุตติ ชื่อว่าวิมุตติรส.
               บทว่า รติ ความยินดี คือสัมปยุตด้วยรสนั้น หรือปีติมีรสนั้นเป็นอารมณ์.
               พึงทราบอรรถแม้ในบทที่เหลือโดยนัยนี้.
               ในปริยายนี้ ท่านกล่าวอรรถว่าพรหมจรรย์ผ่องใสควรดื่ม ชื่อว่า มณฺฑเปยฺยํ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้า ครั้นทรงแสดงพรหมจรรย์ผ่องใสควรดื่มด้วยอำนาจแห่งอินทรีย์ พละ โพชฌงค์และองค์แห่งมรรคตามลำดับแห่งโพธิปักขิธรรมมีอินทรีย์เป็นต้นอย่างนี้แล้ว เมื่อจะทรงแสดงความผ่องใสแห่งพรหมจรรย์อันตั้งอยู่ในที่สุดอีก จึงทรงกระทำมรรคให้เป็นธรรมถึงก่อน เพราะมรรคเป็นประธาน แล้วจึงทรงแสดงองค์แห่งมรรค โพชฌงค์ พละและอินทรีย์.
               บทมีอาทิว่า อาธิปเตยฺยฏฺเฐน อินฺทฺริยา มณฺโฑ อินทรีย์เป็นความผ่องใส เพราะอรรถว่าเป็นใหญ่ คืออินทรีย์เป็นโลกิยะและโลกุตระ เป็นความผ่องใส ตามที่ประกอบไว้.
               พึงทราบบทนั้นโดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง.
               อนึ่ง ในบทนี้ว่า ตถฏฺเฐน สจฺจา มณฺโฑ สัจจะเป็นความผ่องใส เพราะอรรถว่าเป็นสัจจะแท้ พึงทราบว่าท่านกล่าวว่า สัจจญาณเป็นสัจจะ เพราะไม่มีทุกขสมุทัย เป็นความผ่องใส ดุจในมหาหัตถิปทสูตร.๓-
____________________________
๓- ม. มู. เล่ม ๑๒/ข้อ ๓๔๐

               จบอรรถกถามัณฑเปยยกถา               
               และ               
               จบอรรถกถามหาวรรค               
               -----------------------------------------------------               

               รวมกถาที่มีในวรรคนี้ คือ
                         ๑. ญาณกถา
                         ๒. ทิฐิกถา
                         ๓. อานาปานกถา
                         ๔. อินทริยกถา
                         ๕. วิโมกขกถา
                         ๖. คติกถา
                         ๗. กรรมกถา
                         ๘. วิปัลลาสกถา
                         ๙. มรรคกถา
                         ๑๐. มัณฑเปยยกถา
               นิกายอันประเสริฐนี้ เป็นวรมรรคอันประเสริฐที่ ๑ ไม่มีวรรคอื่นเสมอ ท่านตั้งไว้แล้ว ฉะนี้แล ฯ
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑๐. มัณฑเปยยกถา จบ.
อ่านอรรถกถา 31 / 0อ่านอรรถกถา 31 / 527อรรถกถา เล่มที่ 31 ข้อ 530อ่านอรรถกถา 31 / 534อ่านอรรถกถา 31 / 737
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=31&A=7373&Z=7563
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๓  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com