ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา
นิโรธสัจนิทเทส

               อรรถกถานิโรธสัจนิทเทส               
               [๘๔] พึงทราบวินิจฉัยในนิโรธสัจนิทเทส ดังต่อไปนี้
               ในบทนี้ว่า โย ตสฺสาเยว ตณฺหาย - การดับตัณหานั้นด้วยความคลายกำหนัดโดยไม่เหลือ ควรกล่าวว่า โย ตสฺเสว ทุกฺขสฺส - การดับทุกข์นั้นด้วยความคลายกำหนัดโดยไม่เหลือ เพราะทุกข์ดับด้วยความดับสมุทัย, มิใช่ดับด้วยประการอื่น.
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๑-
                                   ยถาปิ มูเล อนุปทฺทเว ทฬฺเห
                                   ฉินฺโนปิ รุกฺโข ปุนเรว รูหติ,
                                   เอวมฺปิ ตณฺหานุสเย อนูหเต
                                   นิพฺพตฺตี ทุกฺขมิทํ ปุนปฺปุนํ

                                   เมื่อยังถอนตัณหานุสัยไม่ได้ ทุกข์นี้ย่อม
                         เกิดบ่อยๆ เหมือนเมื่อรากไม้ยังแข็งแรง ไม่มี
                         อันตราย ต้นไม้แม้ตัดแล้ว ก็ยังงอกอีกได้.

               เพราะฉะนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเมื่อจะทรงแสดงทุกขนิโรธนั้น จึงตรัสอย่างนี้เพื่อแสดงสมุทยนิโรธ.
____________________________
๑- ขุ. ธ. เล่ม ๒๕/ข้อ ๓๔

               จริงอยู่ พระตถาคตทั้งหลายผู้มีความประพฤติเสมอด้วยสีหะ,
               พระตถาคตเหล่านั้น เมื่อจะทรงดับทุกข์และเมื่อจะทรงแสดงการดับทุกข์ จึงทรงดำเนินไปในเหตุ, ไม่ทรงดำเนินไปในผล. ส่วนพวกอัญญเดียรถีย์มีความประพฤติเยี่ยงสุนัข, พวกนั้นเมื่อจะดับทุกข์และเมื่อจะแสดงถึงการดับทุกข์ จึงดำเนินไปในผลแห่งเทศนาของทุกขนิโรธ นั้นด้วยอัตกิลมถานุโยค - การประกอบความเพียรโดยทำตนให้ลำบาก ไม่ดำเนินไปในเหตุ เพราะฉะนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงดำเนินไปในเหตุ จึงตรัสพระพุทธวจนะมีอาทิว่า โย ตสฺสาเยว ตณฺหาย ดังนี้.
               แม้พระธรรมเสนาบดีก็กล่าวตามลำดับที่พระศาสดาตรัสนั่นแล.
               ในบทเหล่านั้น บทว่า ตสฺสาเยว ตณฺหาย ความว่า แห่งตัณหาที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสว่า โปโนพฺภวิกา - ตัณหาทำให้เกิดภพใหม่ แล้วทรงจำแนกเป็นกามตัณหาเป็นต้น และทรงประกาศในภายหลังด้วยการเกิดและการตั้งอยู่.
               บทว่า อเสสวิราคนิโรโธ - การดับตัณหาด้วยความสำรอกโดยไม่เหลือ.
               ความว่า มรรค ท่านกล่าวว่า วิราคะ - ความคลายกำหนัด
               ดังที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสไว้ว่า๒- วิราคา วิมุจฺจติ - เพราะความคลายกำหนัด จึงหลุดพ้น.
               การดับด้วยความคลายกำหนัด ชื่อว่าวิราคนิโรธ. การดับด้วยคลายกำหนัดโดยไม่เหลือ โดยถอนอนุสัย ชื่อว่าอเสสวิราคนิโรธ.
____________________________
๒- วิ. มหา. เล่ม ๔/ข้อ ๒๓

               อีกอย่างหนึ่ง เพราะท่านกล่าวการละว่าวิราคะ ฉะนั้น พึงเห็นการประกอบในบทนี้อย่างนี้ว่า วิราโค อเสโส นิโรโธ การดับไม่มีเหลือ ชื่อว่าวิราคะ. แต่โดยอรรถ บททั้งหมดมีอาทิว่า อเสสวิราคนิโรโธ นี้เป็นไวพจน์ของนิพพานนั่นแล. เพราะว่า โดยปรมัตถ์ ท่านกล่าวนิพพานว่า ทุกฺขนิโรธํ อริยสจฺจํ - ทุกขนิโรธเป็นอริยสัจ.
               เพราะตัณหาอาศัยนิพพานนั้น ย่อมคลายกำหนัดคือย่อมดับโดยไม่มีเหลือ ฉะนั้น นิพพานนั้นท่านจึงกล่าว ตสฺสาเยว ตณฺหาย อเสสวิราคนิโรโธ - การดับตัณหานั้น ด้วยความคลายกำหนัดโดยไม่เหลือ.
               อนึ่ง ตัณหาอาศัยนิพพานย่อมสละ ย่อมสละคืน ย่อมพ้น ย่อมไม่ติด,
               ในนิพพานนี้ไม่มีความอาลัยแม้สักอย่างเดียวในความอาลัยในกามคุณทั้งหลาย เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวนิพพานว่า จาโค ปฏินิสฺสคฺโค มุตฺติ อนาลโย - ความสละ ความสละคืน ความหลุดพ้น ความไม่อาลัย.
               เพราะนิพพานเป็นอย่างเดียวเท่านั้น, แต่ชื่อของนิพพานนั้นมีอยู่ไม่น้อย ด้วยสามารถเป็นปฏิปักษ์ต่อชื่อของสังขตธรรมทั้งปวง. คือมีอาทิว่า
               อเสสวิราโค - คลายกำหนัดโดยไม่มีเหลือ.
               อเสสนิโรโธ - ดับโดยไม่มีเหลือ.
               จาโค - ความสละ.
               ปฏินิสฺสคฺโค - ความสละคืน.
               มุตฺติ - ความหลุดพ้น.
               อนาลโย - ความไม่อาลัย.
               ราคกฺขโย - ความสิ้นราคะ.
               โทสกฺขโย - ความสิ้นโทสะ.
               โมหกฺขโย - ความสิ้นโมหะ.
               ตณฺหกฺขโย - ความสิ้นตัณหา.
               อนุปฺปาโท - ความไม่เกิด.
               อปฺปวตฺตํ - ความไม่เป็นไป.
               อนิมิตฺตํ - ความไม่มีเครื่องหมาย.
               อปฺปณิหิตํ - ความไม่มีที่ตั้ง.
               อนายูหนํ - ความไม่มีกรรมเป็นเหตุปฏิสนธิ.
               อปฺปฏิสนฺธิ - ความไม่สืบต่อ.
               อนุปปตฺติ - ความไม่อุบัติ.
               อคติ - ความไม่มีคติ.
               อชาตํ - ความไม่เกิด.
               อชรํ - ความไม่แก่.
               อพฺยาธิ - ความไม่เจ็บ.
               อมตํ - ความไม่ตาย.
               อโสกํ - ความไม่โศก.
               อปริเทวํ - ความไม่ร้องไห้คร่ำครวญ.
               อนุปายาสํ - ความไม่เหือดแห้งใจ.
               อสงฺกิลิฏฺฐํ - ความไม่เศร้าหมอง.
               บัดนี้ ท่านแสดงถึงความเกิดแห่งตัณหาแม้ที่ถึงความเป็นไปไม่ได้ ถูกตัดด้วยมรรคเพราะอาศัยนิพพานในวัตถุใด เพื่อแสดงความไม่มีในวัตถุนั้น พระสารีบุตรจึงกล่าวว่า สา ปเนสา เป็นอาทิ.
               ในบทนั้นมีความว่า
               เหมือนบุรุษเห็นเถากระดอมและน้ำเต้าเกิดในพื้นที่ จึงค้นหารากตั้งแต่ยอดแล้วตัดทิ้ง, เถากระดอมและเถาน้ำเต้านั้น เหี่ยวแห้งไปโดยลำดับแล้วก็หมดไป, แต่นั้นควรพูดว่ากระดอมและน้ำเต้าในพื้นที่นั้นก็หมดหายไปฉันใด
               ตัณหาในจักษุเป็นต้นก็ดุจกระดอมและน้ำเต้าในพื้นที่นั้นฉันนั้น.
               ตัณหานั้นถูกตัดด้วยอริยมรรคเสียแล้วก็ถึงความหมดสิ้นไป เพราะอาศัยนิพพาน. ครั้นตัณหาถึงความหมดไปอย่างนี้แล้วก็ไม่ปรากฏในวัตถุเหล่านั้น ดุจกระดอมและน้ำเต้าในพื้นที่ฉะนั้น.
               อนึ่ง เหมือนอย่างว่า ราชบุรุษนำโจรมาจากดงแล้วฆ่าที่ประตูทักษิณของนคร, แต่นั้นควรกล่าวได้ว่า โจรตายเสียแล้วหรือถูกฆ่าตายเสียแล้วในดงฉันใด
               ตัณหาในจักษุเป็นต้นดุจโจรในดงฉันนั้น,
               ตัณหานั้นดับไปแล้วในนิพพาน เพราะอาศัยนิพพานจึงได้ดับไปดุจโจรที่ประตูทักษิณ. ตัณหาดับไปอย่างนี้ ไม่ปรากฏในวัตถุเหล่านั้นดุจโจรในดง,
               ด้วยเหตุนั้น พระสารีบุตร เมื่อจะแสดงถึงความดับตัณหานั้นในจักษุเป็นต้นนั้น จึงกล่าวคำมีอาทิว่า จกฺขํ โลเก ปิยรูปํ สาตรูปํ เอตฺเถสา ตณฺหา ปหียมานา ปหียติ - จักษุเป็นที่รักเป็นที่ยินดีในโลก ตัณหานี้ เมื่อละย่อมละได้ในจักษุนี้.
               อีกอย่างหนึ่ง ท่านกล่าวว่า เพราะกำหนดรู้วัตถุที่ตัณหาเกิด ตัณหาจึงดับไปในวัตถุที่ตัณหาเกิดด้วยดับไปโดยไม่ให้เกิด เพราะไม่เกิดอีกต่อไปในวัตถุที่กำหนดรู้.
               อนึ่ง ในบทนี้ ท่านกล่าวว่า ตัณหาย่อมละได้ด้วยเป็นปฏิปักษ์ต่อความเกิด ย่อมดับไปด้วยเป็นปฏิปักษ์ต่อความตั้งอยู่ ดังนั้น.

               จบอรรถกถานิโรธสัจนิทเทส               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค มหาวรรค ๑. ญาณกถา นิโรธสัจนิทเทส จบ.
อ่านอรรถกถา 31 / 0อ่านอรรถกถา 31 / 83อรรถกถา เล่มที่ 31 ข้อ 84อ่านอรรถกถา 31 / 85อ่านอรรถกถา 31 / 737
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=31&A=898&Z=905
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๓  สิงหาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :