ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค
๑๑. ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน (๙)

               ๙. พรรณนาขทิรวนิยเรวตเถราปทาน               
               คำมีอาทิว่า คงฺคา ภาคีรถี นาม ดังนี้ เป็นอปทานของท่านพระขทิรวนิยเถระ.
               แม้พระเถระนี้ ก็ได้กระทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ก่อสร้างบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะไว้ในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ได้บังเกิดในตระกูลของนายท่าเรือในนครหังสวดี กระทำการงานอยู่ที่ท่าเรือชื่อว่าปยาคติตถะ ใกล้แม่น้ำใหญ่.
               วันหนึ่ง ได้เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพร้อมด้วยหมู่สาวก เสด็จเข้าไปยังฝั่งแม่น้ำ มีใจเลื่อมใส จึงประกอบเรือขนาน ส่งให้ถึงฝั่งอื่นด้วยบูชาสักการะอันยิ่งใหญ่ ได้เห็นภิกษุรูปหนึ่งที่พระศาสดาทรงตั้งไว้ในตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ป่า จึงปรารถนาฐานันดรนั้น ได้ยังมหาทานให้เป็นไปแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์ แล้วกระทำความปรารถนาไว้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพยากรณ์ว่า ความปรารถนาของเขาไม่เป็นหมัน.
               จำเดิมแต่นั้น เขาสั่งสมบุญทั้งหลาย ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย เสวยสมบัติทั้งสองอยู่ ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในครรภ์ของพราหมณีชื่อว่ารูปสารี ในบ้านนาลกะแคว้นมคธ.
               เขาเจริญวัยแล้ว มารดาบิดาประสงค์จะตกแต่งให้มีเหย้าเรือน จึงบอกเขา. เขาได้ฟังว่าพระสารีบุตรเถระบวชแล้ว จึงคิดว่า อุปติสสะผู้เป็นพี่ชายใหญ่ของเรา ละทิ้งทรัพย์สมบัตินี้บวชแล้ว เราจักเสวยก้อนเขฬะที่พี่ชายใหญ่นั้นบ้วนแล้วได้อย่างไร เกิดความสลดใจ ลวงญาติทั้งหลายประดุจเนื้อไม่เข้าไปสู่บ่วง ผู้อันเหตุสมบัติตักเตือนอยู่ จึงไปยังสำนักของภิกษุทั้งหลาย แล้วแจ้งให้ทราบว่าตนเป็นน้องชายของพระธรรมเสนาบดี แล้วบอกถึงความพอใจในการบรรพชาของตน.
               ภิกษุทั้งหลายจึงให้เขาบรรพชาพอมีอายุ ๒๐ ปีบริบูรณ์ก็ให้อุปสมบท แล้วชักชวนให้ขวนขวายในกรรมฐาน. ท่านเรียนกรรมฐานแล้ว เข้าไปยังป่าไม้ตะเคียนพักผ่อนอยู่ เพียรพยายามอยู่ เพราะเป็นผู้ถึงความแก่กล้าแห่งญาณ ไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์มีอภิญญา ๖.
               ครั้นท่านได้เป็นพระอรหันต์แล้ว เพื่อจะถวายบังคมพระศาสดาและไหว้พระธรรมเสนาบดี จึงเก็บงำเสนาสนะแล้วถือบาตรจีวรออกไป ถึงเมืองสาวัตถีโดยลำดับ จึงเข้าไปยังพระเชตวัน ถวายบังคมพระศาสดาและไหว้พระธรรมเสนาบดีแล้ว อยู่ในพระเชตวัน ๒-๓ วัน.
               ลำดับนั้น พระศาสดาประทับนั่งในท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้า ทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ด้วยพระดำรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย เรวตะนี้เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้อยู่ป่าเป็นวัตร.
               พระเถระครั้นได้ตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศอปทานแห่งความประพฤติในกาลก่อนของตนด้วยอำนาจความปีติโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า คงฺคา ภาคีรถี ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า คงฺคา ความว่า ที่ชื่อว่าคงคา เพราะขับกล่อมคือกระทำเสียงกึกก้องไหลไป.
               อีกอย่างหนึ่ง ความว่า ปฐพีเขาเรียกกันว่าโค, ที่ชื่อว่าคงคา เพราะวนรอบไหลไปในปฐพีนั้น. แม่น้ำคงคา ณ ที่ที่กระทำการวนรอบสระอโนดาต ๓ รอบแล้วไหลไป ชื่อว่าอาวัฏฏคงคา. ณ ที่ที่ไหลไปทางยอดเขา ชื่อว่าพหลคงคา, ณ ที่ที่เซาะเขาขวางทะลุไหลไป ชื่อว่าอุมังคคงคา, ณ ที่ที่กระทบเขาหนาจากเขาขวางนั้น แล้วไหลพลุ่งขึ้นไปทางอากาศห้าโยชน์ ชื่อว่าอากาสคงคา, และชื่อว่าภาคีรถี เพราะทำลายที่ที่น้ำตกลง แล้วทำลายฝั่งสระโบกขรณีที่เกิดเองห้าโยชน์ ณ ที่นั้นแหละ เป็นแม่น้ำ ๕ สาย เหมือนนิ้วมือ ๕ นิ้ว มีชื่อ ๕ ชื่อคือ คงคา ยมุนา สรภู มหีและอจิรวดี แล้วกระทำชมพูทวีปทั้งสิ้นให้เป็น ๕ ภาค ๕ ส่วนแล้วไป คือไหลไปยัง ๕ ภาค ๕ ส่วน. แม่น้ำนั้นด้วยมีทางไหลไป ๕ ส่วนด้วย เพราะเหตุนั้น จึงชื่อว่าแม่น้ำคงคาภาคีรถี.
               พึงเห็นว่า เมื่อควรจะกล่าวว่า ภาคีรถี คงคา เพื่อสะดวกในการประพันธ์คาถา จึงกล่าวดังเคยประพฤติมา.
               บทว่า หิมวนฺตา ปภาวิตา ความว่า ที่ชื่อว่าหิมะ เพราะเบียดเบียนเหล่าสัตว์ คือเบียดเบียนรบกวน ทำให้วุ่นวายด้วยความหนาว. ชื่อว่า หิมวา เพราะเขานั้นมีหิมะ. ชื่อว่า หิมวนฺตปภาวิตา เพราะเกิด คือเป็นไป ได้แก่ไหลไปจำเดิมแต่ภูเขาหิมวันต์นั้น.
               บทว่า กุติตฺเถ นาวิโก อาสึ ความว่า เราเกิดในตระกูลชาวประมง ได้เป็นนายเรืออยู่ที่ท่าไม่เรียบ ประกอบด้วยกระแสอันเชี่ยวของแม่น้ำคงคานั้น.
               บทว่า โอริเม จ ตรึ อหํ ความว่า เราให้พวกคนผู้มาถึงแล้วๆ ข้ามจากฝั่งนอกไปยังฝั่งใน.
               บทว่า ปทุมุตฺตโร นายโก ความว่า พระปทุมุตตรพุทธเจ้าผู้สูงสุดแห่งเหล่าสัตว์ ๒ เท้า ทรงนำ คือทรงยังเหล่าสัตว์ให้ถึงพระนิพพาน ทรงทำบุญสมบัติของเราให้สำเร็จ. เชื่อมความว่า พระองค์มีพระผู้ชำนะตนหนึ่งแสน คือมีพระขีณาสพหนึ่งแสน ถึงท่าน้ำ เพื่อจะข้ามกระแสน้ำคงคา.
               บทว่า พหู นาวา สมาเนตฺวา ความว่า เราเห็นพระสัมมาสัมพุทธเจ้านั้นผู้เสด็จถึงแล้ว จึงนำเรือหลายๆ ลำมาเทียบกัน คือกระทำเรือ ๒ ลำให้ติดกัน แล้วทำหลังคาด้วยปะรำที่พวกช่างปรุง คือทำเสร็จอย่างดีไว้เบื้องบนเรือนั้น แล้วนับถือ บูชาพระนราสภ คือพระสัมพุทธเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ.
               บทว่า อาคนฺตฺวาน จ สมฺพุทฺโธ เชื่อมความว่า เมื่อเอาเรือขนานกันอย่างนั้นแล้ว พระสัมพุทธเจ้าเสด็จมา ณ ที่นั้น แล้วเสด็จขึ้นยังเรือคือนาวาอันเลิศลำนั้น.
               บทว่า วาริมชฺเฌ ฐิโต สตฺถา เชื่อมความว่า พระศาสดาเสด็จขึ้นเรือแล้วกำลังประทับอยู่ท่ามกลางน้ำในแม่น้ำคงคา ได้ภาษิตคือตรัสพระคาถาอันประกอบด้วยความโสมนัสเหล่านี้.
               บทว่า โย โส ตาเรสิ สมฺพุทฺธํ ความว่า นายเรือนั้นใดนิมนต์พระสัมพุทธเจ้า ให้ข้ามกระแสน้ำแห่งแม่น้ำคงคา.
               บทว่า สงฺฆญฺจาปิ อนาสวํ ความว่า นายเรือนั้นมิใช่นิมนต์พระสัมพุทธเจ้าให้ข้ามน้ำอย่างเดียวเท่านั้น แม้พระสงฆ์ผู้ไม่มีอาสวะหมดกิเลส ก็นิมนต์ให้ข้ามไปด้วย.
               บทว่า เตน จิตฺตปสาเทน ความว่า มีจิตเลื่อมใสอันประกอบด้วยความโสมนัส ซึ่งเกิดขึ้นในกาลขับเรือนั้น จักยินดีคือจักเสวยทิพยสมบัติในเทวโลก คือในกามาวจรสวรรค์ ๖ ชั้น.
               บทว่า นิพฺพตฺติสฺสติ เต พฺยมฺหํ ความว่า พยัมหะคือวิมานที่ทำไว้เรียบร้อย คือบังเกิดเสร็จแล้ว ตั้งอยู่เหมือนเรือคือมีสัณฐานเหมือนเรือ จักบังเกิดคือจักปรากฏแก่ท่านผู้เกิดขึ้นในเทวโลก.
               บทว่า อากาเส ปุปฺผฉทนํ เชื่อมความว่า เพราะวิบากของกรรมที่ได้ทำปะรำไว้ ปะรำเรือหลังคาดอกไม้ จักกางกั้นในอากาศในกาลทุกเมื่อ คือในที่ที่ไปแล้วๆ.
               บทว่า อฏฺฐปญฺญาสกปฺปมฺหิ เชื่อมความว่า ล่วงไป ๕๘ กัปตั้งแต่กาลที่ทำบุญนี้ จักเป็นกษัตริย์จักรพรรดิมีนามชื่อว่าตารกะ จักเป็นใหญ่คือเป็นผู้มีชัยชนะในทวีปทั้ง ๔.
               คาถาที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้น.
               บทว่า เรวโต นาม นาเมน ความว่า จักเป็นเผ่าพันธุ์พรหม ได้แก่เป็นบุตรพราหมณ์ คือจักเกิดในตระกูลพราหมณ์ มีนามว่าเรวตะ. เพราะเกิดในเรวดีฤกษ์.
               บทว่า นิพฺพายิสฺสตินาสโว ความว่า เป็นผู้หมดกิเลสจักนิพพานด้วยขันธปรินิพพาน.
               บทว่า วิริยํ เม ธุรโธรุยฺหํ ความว่า เราอันพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระทรงพยากรณ์อย่างนี้แล้ว ความเพียรของเราถึงที่สุดแห่งบารมีโดยลำดับ เป็นความเพียรไม่ย่อหย่อน เป็นความเพียรนำธุระไปคือเป็นที่รองรับธุระ เป็นเครื่องนำมาซึ่งพระนิพพานอันเป็นแดนเกษมจากโยคะทั้งหลาย.
               บทว่า ธาเรมิ อนฺติมํ เทหํ เชื่อมความว่า บัดนี้ เราทรงสรีระสุดท้ายไว้ในศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
               ในกาลต่อมา พระเถระนั้นไปยังบ้านเกิดของตน นำหลาน ๓ คนคือนายจาลา นายอุปจาลาและนายสีสูปจาลา ซึ่งเป็นบุตรของน้องสาว ๓ นาง คือนางจาลา นางอุปจาลา และนางสีสูปจาลา มาให้บวชแล้วแนะนำกรรมฐานให้. หลานๆ เหล่านั้นขวนขวายประกอบตามพระกรรมฐานอยู่.
               ก็สมัยนั้น อาพาธบางอย่างเกิดขึ้นแก่พระเถระ. พระสารีบุตรเถระได้ฟังดังนั้นจึงเข้าไปหาด้วยหวังใจว่า จักทำการถามถึงความป่วยไข้และถามถึงการบรรลุมรรคผลของพระเรวตะ. พระเรวตะเถระเห็นพระธรรมเสนาบดีเดินมาแต่ไกล เมื่อจะโอวาทโดยการทำสติให้เกิดขึ้นแก่สามเณรเหล่านั้น จึงได้กล่าวคาถาว่า จาเล ดังนี้.
               คำว่า จาเล อุปจาเล สีสูปจาเล ในคาถานั้น เป็นคำร้องเรียกสามเณรเหล่านั้น.
               ก็เด็กทั้ง ๓ คนซึ่งได้ชื่อเป็นเพศหญิงว่า จาลา อุปจาลาและสีสูปจาลา แม้จะบวชแล้ว เขาก็ยังเรียกชื่ออยู่อย่างนั้น. บางอาจารย์กล่าวว่า เด็กเหล่านั้นชื่อว่า จาลี อุปจาลี สีสูปจาลี ดังนี้ก็มี.
               พระเรวตเถระเมื่อจะแสดงประโยชน์ที่กระทำการเรียกมาด้วยคำมีอาทิว่า จาเล ดังนี้. จึงกล่าวว่า เธอทั้งหลายจงเป็นผู้มีสติอยู่เถิด ดังนี้ แล้วกล่าวเหตุในการเรียกมานั้นว่า พระเถระผู้เป็นลุงของพวกท่านประหนึ่งนักแม่นธนู เดินมาแล้ว ดังนี้.
               บทว่า ปติสฺสตา แปลว่า เป็นผู้มีสติ.
               ศัพท์ว่า โข ใช้ในอวธารณะห้ามความหมายอย่างอื่น.
               บทว่า อาคโต แปลว่า มาแล้ว.
               บทว่า โว แปลว่า ของพวกท่าน.
               บทว่า วาลํ วิย เวธิ แปลว่า เหมือนนักแม่นธนู.
               ก็ในคำนี้มีความย่อดังต่อไปนี้.
               พระเถระผู้เป็นลุงของพวกท่านมีสภาพเหมือนนักแม่นธนู คือคล้ายกับพระศาสดา เพราะมีปัญญากล้า มีปัญญาไวและมีปัญญาชำแรกกิเลส มาแล้ว, เพราะฉะนั้นท่านทั้งหลายจงเข้าไปตั้งสมณสัญญา คือจงเป็นผู้ประกอบด้วยสติสัมปชัญญะอยู่เถิด คือจงเป็นผู้ไม่ประมาทในธรรมเครื่องอยู่ตามที่ได้บรรลุแล้วเถิด.
               สามเณรเหล่านั้นได้ฟังดังนั้น จึงกระทำวัตรมีการต้อนรับเป็นต้นแก่พระธรรมเสนาบดี แล้วนั่งเข้าสมาธิอยู่ในที่ไม่ไกลเกินไป ในเวลาที่พระเถระผู้เป็นลุงทั้งสองปฏิสันถารกัน. พระธรรมเสนาบดีกระทำปฏิสันถารกับพระเรวตเถระแล้ว ลุกจากอาสนะเข้าไปหาสามเณรเหล่านั้น เมื่อพระเถระเข้าไปหา สามเณรเหล่านั้นได้ลุกขึ้นไหว้แล้วยืนอยู่ เพราะได้ทำกำหนดเวลาไว้อย่างนั้น.
               พระเถระถามว่า พวกเธออยู่ด้วยธรรมเครื่องอยู่อย่างไหน?
               เมื่อสามเณรเหล่านั้นบอกให้ทราบแล้ว จึงแนะนำแม้เด็กทั้งหลายอย่างนั้น พลางสรรเสริญพระเถระว่า น้องชายของเรามีปกติ กล่าวคำสัจจริง ถึงผู้มีปกติประพฤติธรรมสมควรแก่ธรรม ดังนี้แล้วหลีกไป.
               คำที่เหลือในคาถานี้มีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
               จบพรรณนาขทิรวนิยเรวตเถราปทาน               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๑๑. ขทิรวนิยเรวตเถราปทาน (๙) จบ.
อ่านอรรถกถา 32 / 1อ่านอรรถกถา 32 / 10อรรถกถา เล่มที่ 32 ข้อ 11อ่านอรรถกถา 32 / 12อ่านอรรถกถา 32 / 412
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=32&A=1137&Z=1164
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๓  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com