ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑๔. โสภิตวรรค
๒. สุทัสสนเถราปทาน (๑๓๒)

               ๑๓๒. อรรถกถาสุทัสสนเถราปทาน               
               อปทานของท่านพระสุทัสสนเถระมีคำเริ่มต้นว่า วิตฺถตาย นทีตีเร ดังนี้.
               แม้พระเถระรูปนี้ก็ได้เคยบำเพ็ญกุศลมาแล้วในพระชินวรพุทธเจ้าพระองค์ก่อนๆ ได้สั่งสมบุญไว้ในทุกๆ ภพนั้น.
               ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิขี ท่านได้เกิดในเรือนอันมีตระกูล เจริญวัยแล้ว ดำรงอยู่ในเพศฆราวาส.
               (วันหนึ่ง) กำลังเดินหาต้นการะเกดที่มีดอกบาน ใกล้กับฝั่งแม่น้ำชื่อวิตกตะ (แม่น้ำกว้าง) ได้พบพระสัมมาสัมพุทธเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้งดงามเปรียบปานกองไฟที่กำลังลุกโพลง ประทับนั่งใกล้ฝั่งแห่งแม่น้ำนั้น มีใจเลื่อมใส เด็ดดอกการะเกดพร้อมทั้งขั้วมาแล้ว เมื่อจะบูชาจึงกราบทูลอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระองค์เป็นพระสัพพัญญูพุทธเจ้าทรงมีอานุภาพมากถึงอย่างนี้ มีด้วยพระญาณใด, ข้าพระองค์ขอบูชาซึ่งพระญาณนั้น.
               ลำดับนั้น พระผู้มีภาคเจ้าได้ทรงกระทำอนุโมทนาแล้ว.
               ด้วยบุญอันนั้น เขาได้บังเกิดในเทวโลกและมนุษยโลก ได้เสวยสมบัติทั้งสองจนครบถ้วนแล้ว
               เขาได้บังเกิดพุทธุปบาทกาลนี้ ได้บังเกิดในเรือนอันมีตระกูลแห่งหนึ่ง เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็ได้เป็นพระอรหันต์.
               ท่านระลึกถึงกุศลกรรมที่ได้กระทำไว้ของตนแล้วเกิดความโสมนัส เมื่อจะประกาศถึงเรื่องราวที่ตนเคยได้ประพฤติมาแล้วในกาลก่อน จึงกล่าวคำเริ่มต้นว่า วิตฺตาย นทีตีเร ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า วิตฺถตาย มีวิเคราะห์ว่า
               ชื่อว่า วิตฺถตา เพราะเป็นแม่น้ำที่แผ่ขยายกว้างออกไป.
               ชื่อว่า นที เพราะเปล่งเสียง ส่งเสียงหลั่งไหลไปแล้ว,
               ชื่อว่า ตีรํ เพราะคนที่จะข้ามแม่น้ำ ถึงที่นั้นก่อนแล้ว จึงจะชื่อว่าข้ามไปได้,
               อธิบายว่า ใกล้ฝั่งแม่น้ำที่กว้างนั้น.
               บทว่า เกตกึ ปุปฺผิตํ ทิสฺวา มีวิเคราะห์ว่า
               ชื่อว่า เกตํ เพราะมีหนามที่จะทิ่มแทงมือของผู้จะเด็ดทั้งหลาย โดยอาการอันน่าเกลียด.
               เชื่อมความว่า เห็นดอกการะเกดของต้นการะเกดนั้นแล้ว จึงเด็ดไปทั้วขั้ว.
               บทว่า สิขิโน โลกพนฺธุโน มีวิเคราะห์ว่า
               ไฟท่านเรียกว่าสิขี, หมู่รัศมีมีพรรณ ๖ ประการต่างชนิดมีสีเขียวและเหลืองเป็นต้นเช่นกับไฟเปล่งปลั่งโชติช่วงมีอยู่แก่ผู้ใด ผู้นั้นคือพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขีพระองค์เป็นโลกพันธุ์ เพราะเป็นเผ่าพันธุ์เป็นญาติของชาวโลก คือของโลก ๓ ทั้งหมด.
               เชื่อมความว่า เราเด็ดดอกการะเกดพร้อมทั้งขั้วมาบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิขี ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ของชาวโลกพระองค์นั้นแล้ว.
               คำที่เหลือมีเนื้อความง่ายทั้งนั้นแล.
               จบอรรถกถาสุทัสสนเถราปทาน               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑๔. โสภิตวรรค ๒. สุทัสสนเถราปทาน (๑๓๒) จบ.
อ่านอรรถกถา 32 / 1อ่านอรรถกถา 32 / 133อรรถกถา เล่มที่ 32 ข้อ 134อ่านอรรถกถา 32 / 135อ่านอรรถกถา 32 / 412
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=32&A=3938&Z=3954
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๓  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com