ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๒. สีหาสนิวรรค
๘. รัฐปาลเถราปทาน (๑๘)

               ๑๘. อรรถกถารัฐปาลเถราปทาน               
               อปทานของท่านพระรัฐปาลเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ดังนี้.
               ท่านผู้มีอายุแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ก่อนแต่พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระ เสด็จอุบัตินั่นเอง บังเกิดในตระกูลคฤหบดีมหาศาล ในหังสวดีนคร เจริญวัยแล้ว โดยกาลล่วงไปแห่งบิดา ดำรงการครองเรือน ผู้จัดการในเรือนคลังแสดงทรัพย์ที่เป็นมาตามวงศ์ตระกูลหาประมาณมิได้ คิดว่าปิยชนมีบิดา ปู่ ตา ยาย ทวดเป็นต้นของเรา ไม่สามารถจะถือเอากองทรัพย์มีประมาณเท่านี้ให้เป็นสิทธิของตนไปได้ แต่เราควรจะถือเอาไป ดังนี้แล้วได้ให้มหาทานแก่คนกำพร้าและคนเดินทางเป็นต้น.
               ท่านเข้าไปหาดาบสรูปหนึ่งผู้ได้อภิญญา ถูกดาบสชักชวนในความเป็นใหญ่ในเทวโลก จึงบำเพ็ญบุญอยู่ตลอดชีวิต จุติจากอัตภาพนั้นแล้ว บังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติดำรงอยู่ในเทวโลกนั้นตลอดอายุ จุติจากเทวโลกนั้นแล้ว บังเกิดเป็นบุตรคนเดียวแห่งตระกูลผู้สามารถจะดำรงรัฐที่แตกในมนุษยโลก.
               โดยสมัยนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าปทุมุตตระเสด็จอุบัติในโลก ทรงประกาศธรรมจักรอันประเสริฐ ยังสรรพสัตว์ให้ถึงภูมิอันเป็นแดนเกษมกล่าวคือนิพพานมหานคร.
               ลำดับนั้น กุลบุตรนั้นถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาโดยลำดับ วันหนึ่งไปสู่วิหารกับอุบาสกทั้งหลาย เห็นพระศาสดาทรงแสดงธรรมอยู่ มีจิตเลื่อมใสนั่งอยู่ที่ท้ายบริษัท.
               ก็โดยสมัยนั้นแล พระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งบรรพชิตผู้บวชด้วยศรัทธา. ท่านเห็นดังนั้นแล้วมีจิตเลื่อมใส ถวายมหาทานแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้แวดล้อมไปด้วยภิกษุแสนรูป ตลอด ๗ วัน แล้วปรารถนาตำแหน่งนั้น.
               พระศาสดาทรงเห็นความสำเร็จโดยหาอันตรายมิได้ จึงทรงพยากรณ์ว่า ภิกษุนี้จักเป็นผู้เลิศแห่งภิกษุผู้บวชด้วยศรัทธาในพระศาสนาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่าโคดม ในอนาคต.
               ท่านถวายบังคมพระศาสดา และไหว้ภิกษุสงฆ์แล้ว ลุกจากอาสนะหลีกไป. ท่านบำเพ็ญบุญจนตลอดอายุ จุติจากอัตภาพนั้นแล้วท่องเที่ยวไปในเทวโลกและมนุษยโลก.
               ในกัปที่ ๙๒ แต่ภัทรกัปนี้ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าผุสสะ ราชบุตรทั้ง ๓ พระองค์ผู้ต่างมารดากันอุปัฏฐากพระศาสดาอยู่ ได้บำเพ็ญกิจเพื่อสหายในบุญกิริยาแก่ราชบุตรเหล่านั้น. ท่านสั่งสมกุศลเป็นอันมากในภพนั้นๆ ด้วยอาการอย่างนี้ ท่องเที่ยวไปในสุคติเท่านั้น.
               ในพุทธุปบาทกาลนี้ บังเกิดในเรือนรัฐปาลเศรษฐี ในถุลลโกฏฐิกนิคมในกุรุรัฐ. ท่านได้นามตามวงศ์ตระกูลนั่นแลว่ารัฐปาละ เพราะบังเกิดในตระกูลผู้สามารถดำรงรัฐที่แตกไป. ท่านเจริญด้วยบริวารเป็นอันมาก ถึงความเป็นหนุ่มโดยลำดับผู้อันมารดาบิดาตบแต่งด้วยภรรยาอันสมควร ให้ตั้งอยู่ในยศใหญ่ เสวยสมบัติเช่นกับทิพยสมบัติ.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จจาริกไปในชนบทในกุรุรัฐ บรรลุถึงถุลลโกฏฐิกนิคม. รัฐปาลกุลบุตรได้ฟังดังนั้นแล้ว เข้าไปเฝ้าพระศาสดาฟังธรรมในสำนักพระศาสดา ได้ศรัทธาประสงค์จะบวช อดอาหาร ๗ วัน มารดาบิดาจึงจำอนุญาตให้แสนยาก จึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ขอบรรพชา บวชในสำนักของภิกษุรูปหนึ่ง ตามพระดำรัสสั่งของพระศาสดา กระทำกรรมโดยโยนิโสมนสิการ เจริญวิปัสสนาแล้วบรรลุพระอรหัต.
               ก็แลครั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว ทูลขออนุญาตพระศาสดาแล้ว ไปยังถุลลโกฏฐิกนิคมเพื่อเยี่ยมมารดา เที่ยวบิณฑบาตตามลำดับตรอกในนิคมนั้น ได้ขนมกุมมาสที่ค้างคืนในนิเวศน์ของบิดา ฉันขนมกุมมาสนั้น เหมือนฉันน้ำอมฤต ถูกบิดานิมนต์ฉันในวันรุ่งขึ้น ได้รับนิมนต์เพื่อฉันในวันรุ่งขึ้น.
               ในวันที่ ๒ ฉันบิณฑบาตในนิเวศน์ของบิดา เข้าไปหาหญิงผู้เป็นนางสนมผู้ประดับตกแต่ง เมื่อนางกล่าวคำมีอาทิว่า ข้าแต่พระลูกเจ้า นางฟ้าเหล่านั้นชื่อเป็นเช่นไร ท่านประพฤติพรหมจรรย์ เพราะเหตุแห่งนางฟ้าเหล่านั้นหรือดังนี้แล้ว.
               เมื่อนางสนมนั้นเริ่มเพื่อทำกรรมคือการประเล้าประโลม จึงได้เปลี่ยนแปลงความประสงค์เช่นนั้น แสดงธรรมอันเกี่ยวด้วยอนิจจลักษณะเป็นต้น จึงได้กล่าวคาถเหล่านี้ว่า๑-
                                   เชิญดูอัตภาพอันธรรมดาตกแต่งให้วิจิตร มีกายเป็นแผล
                         อันกระดูก ๓๐๐ ท่อนยกขึ้นแล้ว กระสับกระส่าย คนพาลพากัน
                         ดำริหวังมาก อันไม่มีความยั่งยืนตั้งมั่น
                                   เชิญดูรูปอันปัจจัยกระทำให้วิจิตรด้วยตุ้มหูอันสำเร็จด้วย
                         แก้วมณี หุ้มด้วยหนังมีร่างกระดูกอยู่ภายใน. งามพร้อมไปด้วย
                         ผ้าต่าง ๆ.
                                   มีเท้าทั้งสองอันฉาบทาด้วยครั่งสด มีหน้าอันไล้ทาด้วย
                         จุณ สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้ แต่ไม่สามารถทำให้ผู้แสวง
                         หาฝั่งโน้นลุ่มหลง.
                                   ผมทั้งหลาย อันบุคคลตบแต่งเป็นลอนคลุมด้วยตาข่าย
                         นัยน์ตาทั้งสองอันหยอดด้วยยาตา สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลง
                         ได้ แต่ไม่สามารถทำให้ผู้แสวงหาฝั่งโน้นลุ่มหลง.
                                   กายอันเปื่อยเน่าอันบุคคลตบแต่งแล้ว เหมือนกล่องยาตา
                         ใหม่ๆ วิจิตรด้วยลวดลายต่าง ๆ สามารถทำให้คนพาลลุ่มหลงได้
                         แต่ไม่สามารถทำให้ผู้แสวงหาฝั่งโน้นลุ่มหลง.
                                   นายพรานเนื้อดักบ่วงไว้ แต่เนื้อไม่ติดบ่วง เมื่อนายพราน
                         เนื้อคร่ำครวญอยู่ พวกเนื้อพากันมากินเหยื่อแล้วหนีไป.
                                   บ่วงของนายพรานขาดไปแล้ว เนื้อไม่ติดบ่วง เมื่อนาย
                         พรานเศร้าโศกอยู่ พวกเนื้อพากันมากินเหยื่อแล้วหนีไป.
____________________________
๑- ม.ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๔๓๙.

               ท่านกล่าวคาถาเหล่านี้แล้วเหาะขึ้นสู่เวหาส นั่งที่แผ่นศิลาอันเป็นมงคล ในมิคาวนชินอุทยานของพระเจ้าโกรพยะ. ได้ยินว่า พระบิดาของพระเถระได้ให้ใส่กลอนลูกดาลที่ซุ้มประตูทั้ง ๗ จึงสั่งบังคับนักมวยปล้ำทั้งหลายว่า พวกท่านอย่าให้เพื่อออกไป ให้เปลื้องผ้ากาสายะแล้วให้นุ่งผ้าขาว. เพราะเหตุนั้น พระเถระจึงได้ไปทางอากาศ.
               ลำดับนั้น พระเจ้าโกรพยะทรงทราบว่าพระเถระนั่งในที่นั้น จึงเสด็จเข้าไปหาท่านให้ระลึกด้วยสัมโมทนียกถาและสารณียกถาแล้วตรัสถามว่า ข้าแต่ท่านรัฐปาละผู้เจริญ ท่านบวชในพระศาสนานี้ ถึงความเสื่อมเพราะพยาธิหรือ หรือเสื่อมเพราะชราโภคะและญาติ จึงบวช ก็ท่านไม่ถึงความเสื่อมอะไรๆ แล แต่เหตุไฉนจึงบวชเล่า.
               ลำดับนั้น พระเถระได้แสดงภาวะที่ตนทราบถึงธรรมุเทศ ๔ ข้อเหล่านี้แก่พระราชา คือโลกอันชราน้อมเข้าไปใกล้ ไม่ยั่งยืน, โลกไม่มีที่ต้านทานไม่เป็นอิสระ โลกไม่มีที่พึ่ง จำต้องละสิ่งทั้งปวงไป โลกพร่องอยู่เป็นนิตย์ไม่อิ่ม เป็นทาสแห่งตัณหา.
               เมื่อจะกล่าวตามคติเทศนานั้น จึงกล่าวคาถาเหล่านี้ว่า๒-
                                   เราเห็นหมู่มนุษย์ที่มีทรัพย์ในโลกนี้ ได้ทรัพย์แล้วไม่
                         ให้ทาน เพราะความลุ่มหลง ได้ทรัพย์แล้วทำการสั่งสมไว้ และ
                         ปรารถนาอยากได้ยิ่งขึ้นไป.
                                   พระราชากดขี่ช่วงชิงเอาแผ่นดิน ครอบครองแผ่นดิน
                         อันมีสาครเป็นที่สุด ตลอดฝั่งสมุทรข้างนี้แล้ว ไม่รู้จักอิ่ม ยัง
                         ปรารถนาจักครอบครองเฝ้าสมุทรข้างโน้นอีกต่อไป.
                                   พระราชาก็ดี มนุษย์เหล่าอื่นเป็นอันมากก็ดี ผู้ยังไม่
                         ปราศจากตัณหา ย่อมเข้าถึงความตาย ทั้งยังไม่เต็มความ
                         ประสงค์ ก็พากันละทิ้งร่างกายไป ความอิ่มด้วยกามทั้งหลาย
                         ย่อมไม่มีในโลกเลย.
                                   หมู่ญาติพากันสยายผมร้องไห้คร่ำครวญถึงผู้นั้น และ
                         รำพันว่าทำอย่างไรหนอ พวกญาติของเราจึงจะไม่ตาย ครั้น
                         พวกญาติตายแล้ว ก็เอาผ้าห่มนำไปเผาเสียที่เชิงตะกอน ผู้ที่
                         ตายไปนั้นถูกเขาแทงด้วยหลาว เผาด้วยไฟ ละโภคะทั้งหลาย
                         มีแต่ผ้าผืนเดียวติดตัวไป เมื่อบุคคลจะตาย ย่อมไม่มีญาติหรือ
                         มิตรสหายช่วยต้านทานได้.
                                   พวกที่รับมรดก ก็มาขนเอาทรัพย์ของผู้ตายนั้นไป ส่วน
                         สัตว์ที่ตายย่อมไปตามยถากรรม เมื่อตายไม่มีทรัพย์สมบัติอะไรๆ
                         คือพวกบุตร ภริยา ทรัพย์ แว่นแคว้นสิ่งใดๆ จะติดตามไปได้เลย.
                                   บุคคลจะอายุยืนเพราะทรัพย์ก็หาไม่. จะละความแก่ไป
                         แม้เพราะทรัพย์ก็หาไม่ นักปราชญ์ทั้งหลายกล่าวชีวิตนั้นแลว่า
                         เป็นของน้อยไม่ยั่งยืน มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา.
                                   ทั้งคนมั่งมีและคนยากจน ย่อมถูกต้องผัสสะเหมือนกัน
                         ทั้งคนพาลและคนฉลาดก็ถูกต้องผัสสะเหมือนกันทั้งนั้น แต่
                         คนพาลถูกอารมณ์ที่ไม่พอใจเบียดเบียน ย่อมอยู่เป็นทุกข์
                         เพราะความเป็นพาล ส่วนนักปราชญ์ถูกผัสสะถูกต้องแล้ว ย่อม
                         ไม่หวั่นไหว.
                                   เพราะฉะนั้นแล ปัญญาจึงจัดว่าประเสริฐกว่าทรัพย์ เพราะ
                         ปัญญาเป็นเหตุให้บรรลุนิพพาน แต่คนพาลไม่ปรารถนาจะบรรลุ
                         พากันทำความชั่วต่างๆ อยู่ในภพน้อยภพใหญ่เพราะความหลง.
                                   ผู้ใดทำกรรมชั่วเพราะหลงแล้ว ผู้นั้นจะต้องเวียนตาย
                         เวียนเกิดอยู่ในวัฏสงสารร่ำไป บุคคลผู้มีปัญญาน้อย เมื่อเชื่อ
                         ต่อการทำของบุคคลผู้ที่ทำกรรมนั้น ก็จะต้องเวียนตายเวียน
                         เกิดอยู่ร่ำไปเหมือนกัน.
                                   เปรียบเหมือนโจรผู้มีความผิด ถูกจับเพราะโจรกรรมมี
                         ตัดช่องเป็นต้น ละไปแล้วย่อมเดือดร้อนในปรโกลเพราะกรรม
                         ของตนฉะนั้น.
                                   ฉะนั้น กามทั้งหลายงามวิจิตร มีรสอร่อย น่ารื่นรมย์ใจ
                         ย่อมย่ำยีจิตด้วยรูปแปลกๆ ดูก่อนมหาบพิตร เพราะอาตมภาพ
                         ได้เห็นโทษในกามคุณทั้งหลาย จึงออกบวช.
                                   มาณพทั้งหลายทั้งหนุ่มทั้งแก่ ย่อมตกไปเพราะร่างกาย
                         แตกเหมือนผลไม้หล่นฉะนั้น ดูก่อนมหาบพิตร อาตมภาพ
                         เห็นความไม่เที่ยงแม้ข้อนี้ ความเป็นสมณะอันไม่ผิดนั้นแล
                         ประเสริฐ
                                   อาตมภาพออกบวชด้วยศรัทธา เข้าถึงการปฏิบัติชอบ
                         ในศาสนาของพระชินเจ้า บรรพชาของอาตมภาพไม่มีโทษ
                         อาตมภาพไม่เป็นหนี้บริโภคโภชนะ อาตมภาพเห็นกามทั้ง
                         หลายโดยความเป็นของอันไฟติดทั่วแล้ว เห็นทองทั้งหลาย
                         โดยความเป็นดังศาสตรา เห็นทุกข์จำเดิมแต่ก้าวลงสู่ครรภ์
                         เห็นภัยในนรกจึงออกบวช.
                                   อาตมภาพเห็นโทษอย่างนี้แล้ว ได้ความสังเวชในกาล
                         นั้น ในกาลนั้นอาตมภาพเป็นผู้ถูกลูกศร คือราคะเป็นต้น
                         แทงแล้ว บัดนี้บรรลุถึงความสิ้นอาสวะแล้ว.๒-
                                   พระศาสดาอันอาตมภาพคุ้นเคยแล้ว อาตมาภาพได้
                         ปลงภาระอันหนักลงแล้ว ถอนตัณหาเครื่องนำไปสู่ภพขึ้นแล้ว.
                                   บรรลุถึงประโยชน์ที่กุลบุตรออกบวชเป็นบรรพชิตต้อง
                         การนั้นแล้ว บรรลุถึงความสิ้นสังโยชน์ทั้งปวงแล้ว.
____________________________
๒- ม.ม. เล่ม ๑๓/ข้อ ๔๕๑.

               พระเถระแสดงธรรมแก่พระเจ้าโกรพยะอย่างนี้แล้ว จึงไปยังสำนักพระศาสดานั่นแล. และครั้นกาลภายหลัง พระผู้มีพระภาคเจ้าประทับนั่งท่ามกลางหมู่พระอริยเจ้า จึงทรงตั้งพระเถระไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุผู้บวชด้วยศรัทธา.
               พระเถระนั้นได้รับตำแหน่งเอตทัคคะอย่างนี้แล้ว ระลึกถึงบุพกรรมแล้วเกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทาน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ดังนี้.
               บทว่า วรนาโค มยา ทินฺโน ความว่า เราเลื่อมใสในรูปกายของพระผู้มีพระภาคเจ้านั้น ได้ถวายช้างเชือกประเสริฐสูงสุด ประเสริฐสุด มีงางอนงามดังงอนไถ มีงาเช่นกับงอนรถ แข็งแรง ควรเป็นราชพาหนะหรือควรแก่พระราชา.
               บทว่า เสตจฺฉตฺโตปโสภิโต ความว่า กั้นด้วยเศวตฉัตรอันงดงามที่ยกขึ้นบนคอช้าง. ช้างเชือกประเสริฐอย่างไรอีก. พร้อมด้วยเครื่องแต่งตัวช้าง คือพร้อมด้วยเครื่องประดับช้าง เราได้สร้างสังฆาราม ทำวิหารอันน่ารื่นรมย์ เพื่อเป็นที่อยู่ของภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน.
               บทว่า จตุปญฺญาสสหสฺสานิ ความว่า เมื่อสร้างวิหารนั้นเสร็จแล้ว เราได้สร้างปราสาท ๕๔,๐๐๐ ไว้ในระหว่างวิหารนั้น.
               บทว่า มโหฆทานํ กริตฺวาน ความว่า เราได้จัดแจงมหาทานอันประกอบด้วยสรรพบริขาร อันเสมือนกับห้วงน้ำใหญ่ แล้วมอบถวายแด่พระมุนีผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่.
               บทว่า อนุโมทิ มหาวีโร ความว่า ชื่อว่ามหาวีระ เพราะความเพียรกล่าวคือความอุตสาหะอันไม่ขาดสายในสื่อสงไขยแสนกัป เป็นพระสยัมภู คือพระผู้เป็นเอง ได้พระสัพพัญญุตญาณ เป็นบุคคลผู้เลิศคือผู้ประเสริฐ ได้อนุโมทนาคือกระทำอนุโมทนาวิหารทาน.
               บทว่า สพฺเพ ชเน หาสยนฺโต ความว่า ทรงกระทำเทวดาและมนุษย์ อันนับไม่ถ้วน ในจักรวาลทั้งสิ้นให้ร่าเริงยินดีแล้วทรงแสดงประกาศ เปิด เปิดเผยกระทำให้ง่าย พระธรรมเทศนาอริยสัจ ๔ อันประกอบด้วยอมตนิพพาน.
               บทว่า ตํ เม วิยากาสิ ความว่า ได้กระทำความเป็นผู้กตัญญูแก่เรานั้นให้มีกำลัง คือให้ปรากฏเป็นพิเศษ.
               บทว่า ชลชุตฺตมนามโก ได้แก่ ดอกปทุมที่เกิดในน้ำชื่อว่าชลชะ. อธิบายว่า มีนามว่าปทุมุตตระ.
               บาลีว่า ชลนุตฺตมนายโก ดังนี้ก็มี.
               ในบทนั้น ที่ชื่อชลนะ เพราะรุ่งเรืองด้วยรัศมีของตน. ได้แก่พระจันทร์เทวบุตรพระสุริยเทวบุตร เทวดาและพรหม. ชื่อว่า ชลนุตฺตม เพราะเป็นผู้สูงสุดกว่าผู้รุ่งเรืองเหล่านั้น. ชื่อว่า นายโก เพราะเป็นผู้นำอันสูงสุดกว่าสัตว์ทั้งปวง.
               อีกอย่างหนึ่ง ชื่อว่า นายโก เพราะนำไปคือยังสรรพสัตว์ผู้มีสัมภาระให้ถึงนิพพาน. ผู้นำนั้นด้วย เป็นผู้สูงสุดแห่งผู้รุ่งเรืองด้วย เพราะฉะนั้นจึงชื่อว่า ชลนุตฺตมนายโก.
               บทว่า ภิกฺขุสงฺเฆ นิสีทิตฺวา ความว่า ประทับนั่ง ณ ท่ามกลางแห่งภิกษุสงฆ์แล้วได้ตรัสพระคาถาเหล่านี้ คือทรงแสดงทำให้ปรากฏ.
               คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
               จบอรรถกถารัฐปาลเถราปทาน               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๒. สีหาสนิวรรค ๘. รัฐปาลเถราปทาน (๑๘) จบ.
อ่านอรรถกถา 32 / 1อ่านอรรถกถา 32 / 19อรรถกถา เล่มที่ 32 ข้อ 20อ่านอรรถกถา 32 / 21อ่านอรรถกถา 32 / 412
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=32&A=1404&Z=1432
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๓  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com