ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๒. สีหาสนิวรรค
๙. โสปากเถราปทาน (๑๙)

               ๑๙. อรรถกถาโสปากเถราปทาน               
               อปทานของท่านพระโสปากเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปพฺภารํ โสธยนฺตสฺส ดังนี้.
               ท่านพระโสปากะแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงพระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดเป็นบุตรแห่งกุฏุมพีคนหนึ่ง.
               วันหนึ่ง เห็นพระศาสดาแล้วได้น้อมนำผลมะงั่วเข้าไปถวายพระศาสดา. พระศาสดาเสวยแล้ว เพราะทรงอาศัยความอนุเคราะห์แก่ท่าน. ภิกษุนั้นเลื่อมใสยิ่งในพระศาสดาและในพระสงฆ์ เริ่มตั้งสลากภัต ได้ถวายภัตเจือน้ำนมตลอดอายุแก่ภิกษุ ๓ รูป ด้วยอำนาจสังฆุทเทส.
               ท่านเสวยสมบัติในเทวโลกและมนุษยโลกไปๆ มาๆ ด้วยบุญเหล่านั้น ครั้งหนึ่งบังเกิดในกำเนิดมนุษย์ ได้ถวายภัตเจือน้ำนมแก่พระปัจเจกพุทธเจ้าองค์หนึ่ง.
               ท่านบำเพ็ญบุญในภพนั้นๆ อย่างนี้ ท่องเที่ยวไปในสุคตินั่นเอง ในพุทธุปบาทกาลนี้ ถือปฏิสนธิในท้องของหญิงเข็ญใจคนหนึ่งในกรุงสาวัตถี ด้วยผลอันไหลออกแห่งกรรมในก่อน. นางบริหารครรภ์ตลอด ๑๐ เดือน เมื่อครรภ์แก่ ในเวลาคลอดไม่สามารถจะคลอด ท่านได้ถึงความสลบ นอนเหมือนตายไปหลายเวลา.
               พวกญาตินำนางไปสู่ป่าช้าด้วยสำคัญว่าตายแล้ว ยกขึ้นสู่จิตกาธาน เมื่อพายุฝนตั้งขึ้น ด้วยอานุภาพของเทวดาจึงไม่ได้จุดไฟ พากันหลีกไป. ทารกเป็นผู้ไม่มีโรคออกจากท้องมารดาด้วยอานุภาพแห่งเทวดานั้นเอง เพราะเธอเกิดในภพสุดท้าย.
               ฝ่ายมารดาได้ทำกาละแล้ว. เทวดาเข้ามาด้วยรูปเป็นมนุษย์พาเด็กนั้นไปวางไว้ในเรือนของคนเฝ้าป่าช้า เลี้ยงดูด้วยอาหารอันสมควรตลอดเวลาเล็กน้อย. เบื้องหน้าแต่นั้น คนเฝ้าป่าช้ากระทำให้เป็นเหมือนบุตรของตนให้เจริญแล้ว. ท่านเมื่อเจริญอย่างนั้น เที่ยวเล่นกับเด็กชื่อว่าสุปปิยะ อันเป็นบุตรของคนเฝ้าป่าช้านั้น.
               เขาได้ชื่อว่า โสปากะ เพราะเกิดเติบโตในป่าช้า.
               ภายหลังวันหนึ่ง พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแผ่ข่าย คือพระญาณไปในเวลาใกล้รุ่ง ทรงตรวจดูเฉพาะสัตว์ผู้เป็นเผ่าพันธุ์ผู้จะแนะนำได้ จึงทอดพระเนตรเห็นท่านอยู่ในข่ายคือพระญาณ จึงได้เสด็จไปสู่ที่ป่าช้า. ทารกอันบุพเหตุตักเตือน จึงมีใจเลื่อมใสเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ถวายบังคมได้ยืนอยู่แล้ว.
               พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่เธอ. เธอฟังธรรมแล้วทูลขอบรรพชา ถูกพระศาสดาตรัสถามว่า เธอเป็นผู้อันบิดาอนุญาตแล้วหรือ? จึงได้นำบิดาไปยังสำนักพระศาสดา. บิดาของเธอถวายบังคมพระศาสดาแล้ว อนุญาตด้วยคำว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระองค์โปรดให้บรรพชาเด็กนี้เถิด.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงให้เธอบรรพชาแล้ว ทรงแนะนำด้วยเมตตาภาวนา เธอกำหนดกรรมฐานมีเมตตาเป็นอารมณ์อยู่ในป่าช้าไม่นานนัก กระทำฌานมีเมตตาเป็นอารมณ์ให้เป็นบาท เจริญวิปัสสนาทำให้แจ้งซึ่งพระอรหัตแล้ว.
               ท่านแม้เป็นพระอรหัตต์แล้ว ก็ได้แสดงเมตตาภาวนาวิธีแก่ภิกษุในป่าช้าเหล่าอื่น จึงได้กล่าวคาถาว่า ยถาปิ เอกปุตฺตสฺมึ ดังนี้เป็นต้น.
               ท่านกล่าวคำอธิบายไว้ว่า
               มารดาและบิดาพึงเป็นผู้มีความฉลาด แสวงหาประโยชน์เกื้อกูลโดยส่วนเดียวในบุตรน้อยคนเดียวผู้เป็นที่รักที่ชอบใจ ฉันใด พึงเป็นผู้มีความฉลาดในสัตว์ทั้งปวงผู้สถิตอยู่ในทิศทั้งปวงต่างด้วยทิศตะวันออกเป็นต้น หรือในภพทั้งปวงต่างด้วยกามภพเป็นต้น แม้ในสถานที่มั่งคงทั้งปวงต่างด้วยคนหนุ่มเป็นต้นฉันนั้น ไม่กระทำเขตแดนว่า มิตร ผู้เป็นกลาง ผู้เป็นข้าศึก พึงเจริญเมตตามีรสเป็นอันเดียวกันในที่ทุกสถาน ด้วยอำนาจความแตกต่างแห่งเขตแดน.
               ก็แลครั้นกล่าวคาถานี้แล้วได้ให้โอวาทว่า ถ้าท่านผู้มีอายุทั้งหลายพึงเจริญเมตตาอย่างนี้ไซร้ และอานิสงส์เมตตา ๑๑ อย่างที่พระผู้มีพระภาคเจ้าตรัสโดยนัยมีอาทิว่า ย่อมหลับเป็นสุข ดังนี้ ท่านทั้งหลายจงเป็นผู้มีส่วนแห่งอานิสงส์ของเมตตา ๑๑ อย่างนั้นโดยส่วนเดียว.
               ท่านได้บรรลุผลอย่างนี้แล้ว พิจารณาบุญที่ตนทำแล้วเกิดโสมนัส เมื่อจะแสดงปุพพจริตาปทานจึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปพฺภารํ โสธยนฺตสฺส ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปพฺภารํ ได้แก่ ที่อันสงัดแห่งภูเขาอันล้วนแล้วแต่หิน. ท่านกระทำที่นั้นให้เป็นกำแพงอิฐ เพราะเป็นสถานที่สมควรแก่บรรพชิต ประกอบบานประตูไว้ ถวายเพื่อเป็นที่อยู่ของพวกภิกษุ.
               ชื่อว่า ปพฺภาร เพราะจะต้องปรารถนาภาระหนักโดยประการ. พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ เสด็จมาคือเสด็จถึงสำนักของเราผู้ชำระเงื้อมเขานั้นให้สะอาด.
               บทว่า พุทฺธํ อุปคตํ ทิสฺวา ความว่า เราเห็นพระพุทธเจ้าเสด็จมาสู่สำนักของเราอย่างนี้แล้ว ให้ปูลาดเครื่องลาดคือเครื่องหญ้าและใบไม้เป็นต้น เครื่องลาดไม้ให้สำเร็จ ถวายอาสนะดอกไม้ คืออาสนะอันสำเร็จด้วยดอกไม้ แด่พระพุทธเจ้า ผู้เป็นโลกเชษฐ์ ผู้คงที่คือชื่อว่าประกอบด้วยคุณเครื่องคงที่ เพราะเป็นผู้ไม่หวั่นไหวในอิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์เป็นสภาวะ.
               บทว่า ปุปฺผาสเน นิสีทิตฺวา ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ ผู้นำโลก ประทับนั่งบนอาสนะดอกไม้ ที่เขาตบแต่งไว้นั้น.
               บทว่า มมญฺจ คติมญฺญาย ความว่า ทราบคือรู้คติ คือสถานที่อุบัติต่อไปของเรา แล้วทรงเปล่งคือแสดง อนิจจตา คือภาวะเป็นของไม่เที่ยง.
               บทว่า อนิจฺจา วต สงฺขารา ความว่า สังขารทั้งปวงอันอาศัยปัจจัยตบแต่งขึ้นโดยส่วนเดียว คือมีความเป็นไปตามปัจจัยเป็นธรรมดา ชื่อว่าไม่เที่ยงหนอ เพราะอรรถว่ามีแล้วกลับไม่มี.
               บทว่า อุปฺปาทวยธมฺมิโน ความว่า สังขารเหล่านั้นเกิดขึ้นแล้ว มีความพินาศไปเป็นสภาวะ คือเกิดขึ้นแล้ว ปรากฏแล้ว ย่อมดับไปคือย่อมพินาศไป.
               บทว่า เตสํ วูปสโม สุโข ความว่า การเข้าไปสงบแห่งสังขารเหล่านั้นโดยพิเศษ เป็นสภาพนำมาซึ่งความสุข. อธิบายว่า พระนิพพานอันกระทำความสงบแห่งสังขารเหล่านั้นนั่นแล เป็นสุขโดยส่วนเดียว.
               บทว่า อิทํ วตฺวาน สพฺพญฺญู เชื่อมความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้รู้ธรรมทั้งปวง เป็นผู้ประเสริฐที่สุดคือเป็นผู้เจริญแห่งโลก เป็นผู้ยิ่งใหญ่ เป็นประธาน เป็นวีรบุรุษแห่งนระ ตรัสคือแสดงพระธรรมเทศนาอันเกี่ยวด้วยสภาวะไม่เที่ยงนี้ เหาะไปสู่ท้องฟ้าคือสู่อากาศ เหมือนพญาหงส์ ในอัมพรคือบนอากาศฉะนั้น.
               ละ คือทิ้งทิฏฐิของตนคือลัทธิ ความยินดีความชอบใจ ได้แก่อัธยาศัยของตน.
               บทว่า ภาวยานิจฺจสญฺญหํ ความว่า เราทำสัญญาอันเป็นไปในสภาวะอันไม่เที่ยง ว่าไม่เที่ยงให้เกิดมี คือให้เจริญ ได้แก่ทำไว้ในใจ.
               บทว่า ตตฺถ กาลํ กโต อหํ ความว่า ทำกาละในชาตินั้นๆ จากชาตินั้นคือตายไป.
               บทว่า เทวฺ สมฺปตฺตี อนุโภตฺวา ความว่า เสวยสมบัติทั้ง ๒ กล่าวคือ มนุษยสมบัติและทิพยสมบัติ.
               บทว่า สุกฺกมูเลน โจทิโต ความว่า อันกุศลมูลแต่ก่อน หรืออันกุศลอันเป็นเดิม เร้าใจแล้วคือตักเตือนแล้ว.
               บทว่า ปจฺฉิเม ภเว สมฺปตฺเต ความว่า เมื่อภพสุดท้ายถึงพร้อมแล้วคือมาถึงแล้ว.
               บทว่า สปากโยนุปาคมึ ความว่า เข้าถึงกำเนิดพ่อครัว ทำภัตให้สุกแล้วเอง.
               ภัตเพื่อสกุลใดอันตนให้สุกแล้ว สกุลอื่นไม่พึงบริโภค. อธิบายว่า เราบังเกิดในตระกูลจัณฑาลนั้น.
               อีกอย่างหนึ่ง สุนัขท่านเรียกว่า สา (หมา). อธิบายว่า เกิดในตระกูลจัณฑาลผู้บริโภคภัตอันเป็นเดนจากสุนัข.
               คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
               จบอรรถกถาโสปากเถราปทาน               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๒. สีหาสนิวรรค ๙. โสปากเถราปทาน (๑๙) จบ.
อ่านอรรถกถา 32 / 1อ่านอรรถกถา 32 / 20อรรถกถา เล่มที่ 32 ข้อ 21อ่านอรรถกถา 32 / 22อ่านอรรถกถา 32 / 412
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=32&A=1433&Z=1456
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๓  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com