ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๔. กุณฑธานวรรค
๔. กาฬุทายีเถราปทาน (๓๔)

               ๓๔. อรรถกถากาฬุทายีเถราปทาน               
               อปทานของท่านพระกาฬุทายีเถระมีคำเริ่มต้นว่า ปทุมุตฺตรสฺส ภควโต ดังนี้.
               พระเถระแม้นี้ ได้บำเพ็ญบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแห่งพระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ บังเกิดในเรือนมีตระกูล ในหังสวดีนคร ฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดา เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งอันเลิศของภิกษุทั้งหลายผู้ยังสกุลให้เลื่อมใส กระทำกรรมคือความปรารถนาที่ตั้งใจจริง อันเกิดแต่กรรมนั้น แล้วปรารถนาตำแหน่งนั้น.
               ท่านบำเพ็ญกุศลจนตลอดชีวิต ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย.
               ในวันถือปฏิสนธิในพระครรภ์มารดาแห่งพระโพธิสัตว์ของเราทั้งหลาย ท่านถือปฏิสนธิในเรือนแห่งอำมาตย์ ในกรุงกบิลพัสดุ์นั้นเอง เกิดในวันเดียวกันกับพระโพธิสัตว์นั้นเองแล.
               วันนั้นนั่นเอง เขาให้นอนบนเทริดผ้าที่ทำด้วยเปลือกไม้ชนิดหนึ่ง แล้วไปสู่ที่บำรุงของพระโพธิสัตว์.
               สมบัติ ๗ คือ โพธิพฤกษ์ ราหุลมารดา ขุมทรัพย์ทั้ง ๔ ม้ากัณฐกะ พระอานนท์ นายฉันทะ พระกาฬุทายี กับพระโพธิสัตว์ ได้ชื่อว่าสหชาต เพราะเกิดในวันเดียวกัน.
               ครั้นในวันตั้งชื่อท่าน ญาติทั้งหลายได้ตั้งชื่อท่านว่าอุทายี นั้นเอง เพราะชาวพระนครทั้งสิ้นเกิดความเบิกบานใจ.
               อนึ่ง ท่านปรากฏชื่อว่า กาฬุทายี เพราะมีธาตุดำน้อยหนึ่ง.
               ท่านเล่นกับพระโพธิสัตว์มาตั้งแต่เด็กจนถึงความเจริญวัย.
               ครั้นภายหลัง เมื่อพระโลกนาถเสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ บรรลุพระสัพพัญญุตญาณโดยลำดับ ประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จเข้าอาศัยกรุงราชคฤห์ ประทับอยู่ที่พระเวฬุวัน.
               พระเจ้าสุทโธทนมหาราชทรงสดับข่าวนั้น จึงได้ทรงส่งอำมาตย์คนหนึ่งมีบุรุษพันหนึ่งเป็นบริวาร ด้วยรับสั่งว่า จงนำพระลูกเจ้าของเรามาในที่นี้. ท่านไปเฝ้าพระศาสดาในเวลาแสดงธรรม ยืนอยู่ท้ายบริษัท ฟังธรรมแล้วพร้อมด้วยบริวาร บรรลุพระอรหัต.
               ลำดับนั้น พระศาสดาทรงเหยียดพระพักตร์กะพวกเขาว่า พวกเธอจงเป็นภิกษุมาเถิด. ในขณะนั้นนั่นเอง ท่านทั้งหมดนั้นต่างทรงบาตรและจีวรอันสำเร็จด้วยฤทธิ์ ได้เป็นเหมือนพระเถระผู้มีพรรษาตั้งร้อย. ก็จำเดิมแต่กาลที่ท่านเหล่านั้นบรรลุพระอรหัตแล้ว เป็นพระอริยเจ้าผู้มีความวางเฉยเท่านั้น เพราะฉะนั้น จึงไม่กราบทูลข่าวสาสน์ที่พระราชาส่งไป แด่พระทศพล.
               พระราชามิได้ทรงสดับข่าวสาสน์. พระองค์จึงทรงส่งอำมาตย์อื่นอีกไปกับบุรุษ ๑,๐๐๐ คน. แม้เมื่ออำมาตย์นั้นปฏิบัติเหมือนอย่างนั้น พระองค์ก็ทรงส่งอำมาตย์ ๘ คนแม้อื่นอีกไปพร้อมกับบุรุษ ๘,๐๐๐ คน ด้วยอาการอย่างนี้. คนเหล่านั้นบรรลุพระอรหัตได้เป็นผู้นิ่ง.
               ลำดับนั้น พระราชาทรงพระดำริว่า คนมีประมาณเท่านี้ ไม่ได้แจ้งอะไรๆ เพื่อการเสด็จมาแห่งพระทศพลในที่นี้ เพราะไม่มีความรักในเรา อุทายีนี้แลเป็นผู้มีวัยเสมอกับพระทศพล เคยเป็นเพื่อนเล่นฝุ่นด้วยกัน และมีความรักในเรา เราจักส่งผู้นี้ไป จึงรับสั่งให้เรียกท่านมาแล้วตรัสว่า พ่อ พ่อจงมีบุรุษ ๑,๐๐๐ คนเป็นบริวาร ไปกรุงราชคฤห์นำพระทศพลมาดังนี้แล้วทรงส่งไป. ท่านทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ถ้าหม่อมฉันจักได้บวชไซร้ เมื่อเป็นเช่นนี้ หม่อมฉันจะนำพระผู้มีพระภาคเจ้ามาในที่นี้ เมื่อพระราชาตรัสว่า ท่านจงทำอุบายอย่างใดอย่างหนึ่งแล้วนำพระลูกเจ้ามา,
               ท่านไปกรุงราชคฤห์ ยืนอยู่ที่ท้ายบริษัทในเวลาพระศาสดาทรงแสดงธรรม ฟังธรรมแล้ว พร้อมด้วยบริวารบรรลุพระอรหัต ตั้งอยู่ในเอหิภิกขุภาวะแล้ว.
               ก็ครั้นท่านบรรลุพระอรหัตแล้ว จึงรอคอยเวลาอยู่ว่า บัดนี้ไม่เป็นกาลเพื่อจะเสด็จไปนครแห่งตระกูลของพระทศพลก่อน แต่เมื่อจวนฤดูฝน ไพรสณฑ์ผลิดอกออกผล จักเป็นกาลไปบนพื้นภูมิที่มีหญ้าเขียวสดเสมอ ครั้นถึงฤดูฝน จึงพรรณนาถึงการไปสู่นครแห่งตระกูลของพระศาสดา จึงได้กล่าวคาถาเหล่านี้ว่า
                                   ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ บัดนี้หมู่ไม้ทั้งหลาย มีดอกและ
                         ใบมีสีแดงดังถ่านเพลิง ผลผลิผลัดใบเก่าร่วงหล่นไป หมู่ไม้
                         เหล่านั้นงามรุ่งเรืองดังเปลวไฟ ข้าแต่พระองค์ผู้มีความเพียร
                         ใหญ่ เวลานี้เป็นเวลาสมควรอนุเคราะห์หมู่พระญาติ ข้าแต่
                         พระองค์ผู้แกล้วกล้า หมู่ไม้ทั้งหลายมีดอกบานงานดีน่ารื่น
                         รมย์ใจ ส่งกลิ่นหอมฟุ้งตลบไปทั่วทิศ โดยผลัดใบเก่า ผลิดอก
                         ออกผล เวลานี้เป็นเวลาสมควรจะหลีกออกไปจากที่นี้ ขอเชิญ
                         พระพิชิตมารเสด็จสู่กรุงกบิลพัสดุ์เถิด ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ
                         ฤดูนี้ก็เป็ฤดูที่ไม่หนาวนัก ไม่ร้อนนัก เป็นฤดูพอสบาย มี
                         มรรคาก็สะดวก ขอพวกศากยะและโกลิยะทั้งหลายจงได้เข้า
                         เฝ้าพระองค์ที่แม่น้ำโรหิณีอันมีหน้าในภายหลังเถิด
                                   ชาวนาไถนาด้วยความหวังผล หว่านพืชด้วยความหวัง
                         ผล พ่อค้าผู้เที่ยวหาทรัพย์ ย่อมไปสู่สมุทรด้วยความหวังทรัพย์
                         ข้าพระองค์อยู่ในที่นี้ด้วยความหวังผลอันใด ขอความหวังผล
                         อันนั้นจงสำเร็จแก่ข้าพระองค์เถิด ฤดูนี้ไม่หนาวนัก ไม่ร้อน
                         นัก ภิกษาหาได้ง่ายไม่อดอยาก พื้นดินก็มีหญ้าแพรกเขียวสด
                         ข้าแต่พระมหามุนี กาลนี้สมควรแล้วพระเจ้าข้า.
                                   ชาวนาหว่านพืฃบ่อยๆ ฝนตกบ่อยๆ ชาวนาไถนาบ่อยๆ
                         แว่นแคว้นสมบูรณ์ด้วยธัญญาหารบ่อยๆ
                                   พวกยาจกเที่ยวขอบ่อยๆ ผู้เป็นทานบดี ให้ทานบ่อยๆ
                         ครั้นให้บ่อยๆ แล้ว ย่อมเข้าถึงสวรรค์บ่อยๆ.
                                   บุรุษผู้มีความเพียรมีปัญญากว้างขวาง เกิดในตระกูลใด
                         ย่อมยังตระกูลนั้นให้บริสุทธิ์สะอาดตลอด ๗ ชั่วคน ข้าพระองค์
                         ย่อมเข้าใจว่า พระองค์เป็นเทพเจ้าประเสริฐกว่าเทพเจ้าทั้งหลาย
                         ย่อมทรงสามารถทำให้สกุลบริสุทธิ์ เพราะพระองค์เกิดแล้วโดย
                         อริยชาติ ได้สัจนามว่าเป็นนักปราชญ์
                                   สมเด็จพระบิดาของพระองค์ ผู้ทรงแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่
                         ทรงพระนามว่า สุทโธทนะ สมเด็จพระนางเจ้ามายาพระมเหสี
                         ของพระเจ้าสุทโธทนะ เป็นพระพุทธมารดา ทรงบริหารพระองค์
                         ผู้เป็นพระโพธิสัตว์มาด้วยพระครรภ์ เสด็จสวรรคตไปบันเทิงอยู่
                         ในไตรทิพย์ สมเด็จพระนางเจ้ามายาเทวีนั้น ครั้นสวรรคตจุติ
                         จากโลกนี้แล้ว ทรงพรั่งพร้อมด้วยกามคุณอันเป็นทิพย์ มีหมู่นาง
                         ฟ้าห้อมล้อม บันเทิงอยู่ด้วยเบญจกามคุณ.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า องฺคาริโน ความว่า ชื่อว่าอังคาร เพราะเหมือนเปลวเพลิง. ต้นไม้เหล่านั้นมีดอกและผลมีสีดังแก้วประพาฬแดงดังเปลวเพลิง เพราะฉะนั้น จึงชื่อว่า อังคาร.
               อธิบายว่า เกลื่อนกล่นไปด้วยดอกคำ และดอกทองหลางมีสีแดงดังเปลวเพลิง คือด้วยในคือเปลวเพลิง.
               บทว่า ทานิ แปลว่า ในกาลนี้.
               บทว่า ทุมา แปลว่า ต้นไม้.
               บทว่า ภทนฺเต ท่านกระทำการลบ อักษรตัวหนึ่ง ว่า ภทนฺเต แล้วกล่าวว่า ภทฺทํ อนฺเต เอตสฺส พระองค์ผู้มีความเจริญในที่สุด. ผู้ประกอบด้วยคุณวิเศษ, ก็พระศาสดาผู้เป็นบุคคลผู้เลิศกว่าบุคคลผู้วิเศษด้วยคุณทั้งหลาย เพราะบทว่า ภทนฺเต จึงเป็นอาลปนะ ร้องเรียกพระศาสดานั่นเอง,
               บทว่า ภทนฺเต นี้ เป็นปฐมาวิภัตติ เอ การันต์ เหมือนในประโยคเป็นต้นว่า สุคเต ปฏิกมฺเม สุเข ทุกฺเข ชีเว ดังนี้. แต่ในที่นี้พึงเห็นว่าลงในอรรถแห่งการตรัสรู้. เพราะฉะนั้น ท่านจึงกล่าวว่า บทว่า ภทนฺเต เป็นบทอาลปนะ.
               อาจารย์บางพวกกล่าวว่า บทอื่นบทเดียวมีอรรถเสมอด้วยภัททศัพท์.
               ชื่อว่า ผเลสิโน เพราะผลิผล.
               จริงอยู่ แม้ในการไม่ตั้งใจ แต่กล่าวถึงการกระทำที่มีการตั้งใจ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าผู้อันพระเถระทูลอาราธนาอย่างนี้แล้ว ทรงเห็นการบรรลุคุณวิเศษของคนเป็นอันมาก ในการเสด็จไปในที่นั้น แวดล้อมไปด้วยพระขีณาสพ ๒๐,๐๐๐ รูป เสด็จจากกรุงราชคฤห์ เสด็จดำเนินสู่ทางไปยังกรุงกบิลพัสดุ์ ด้วยสามารถแห่งการเสด็จไม่รีบด่วน.
               พระเถระไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์ด้วยฤทธิ์ ยืนอยู่บนอากาศข้างหน้าของพระราชา อันพระราชาเห็นเพศที่ไม่เคยเห็น จึงตรัสถามว่า ท่านเป็นใคร เมื่อจะแสดงว่า พระองค์ไม่รู้จักอาตมา ผู้เป็นบุตรแห่งอำมาตย์ที่พระองค์ส่งไปสู่สำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า ขอพระองค์จงทรงทราบอย่างนี้แหละ จึงกล่าวคาถาว่า
                             อาตมภาพเป็นบุตรของพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีสิ่งใดจะย่ำยีได้
                   มีพระรัศมีแผ่ซ่านจากพระกาย ไม่มีผู้จะเปรียบปาน ผู้คงที่
                   ดูก่อนมหาบพิตร พระองค์เป็นโยมของพระบิดาแห่งอาตมภาพ
                   ดูก่อนมหาบพิตรผู้โคตมะ พระองค์เป็นพระอัยกาของอาตมภาพ
                   โดยธรรม.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า พุทฺธสฺส ปุตฺโตมฺหิ ความว่า อาตมภาพเป็นบุตรคือโอรสของพระสัพพัญญูพุทธเจ้า.
               บทว่า อสยฺหสาหิโน ความว่า ก่อนแต่ตรัสรู้ยิ่งเอง เพราะพระองค์ไม่มีข้าศึกศัตรูที่จะย่ำยี เป็นพระโพธิสมภาร มีบุญญาธิการประกอบด้วยพระมหากรุณาสามารถอดกลั้นทนทาน. แม้อื่นจากนั้นไปคนอื่นๆ ไม่สามารถย่ำยีครอบงำได้ เพราะพระองค์ทรงย่ำยีครอบงำข้าศึกคือมารทั้ง ๕ เสียได้ เพราะพระองค์ทรงทนทานต่อพุทธกิจ ซึ่งขาศึกเหล่าอื่นไม่สามารถจะย่ำยีได้ กล่าวคืออนุสาสนี ด้วยทิฏฐธัมมิกประโยชน์ สัมปรายิกประโยชน์และปรมัตถประโยชน์ แก่เวไนยนสัตว์ตามสมควร ด้วยการหยั่งรู้อันเป็นส่วนแห่งธรรมสามัคคี มีการน้อมไปในการประพฤติอาสยานุสยญาณเป็นต้น หรือชื่อว่าผู้ไม่มีผู้ใดจะย่ำยีได้ เพราะพระองค์มีปกติกระทำแต่สิ่งที่ยังประโยชน์ให้สำเร็จในที่นั้นๆ.
               บทว่า องฺคีรสสฺส ได้แก่ ผู้มีสมบัติมีศีลอันประดับแล้วเป็นต้น.
               แต่อาจารย์อีกพวกหนึ่งกล่าวว่า ผู้มีรัศมีแลบออกจากพระอวัยวะน้อยใหญ่. อาจารย์บางพวกกล่าวว่า พระนามที่ ๒ คืออังคีรสและสิทธัตถะ พระราชบิดานั่นเองทรงประทาน.
               บทว่า อปฺปฏิมสฺส แปลว่า ไม่มีผู้เปรียบ ไม่มีผู้เสมอเหมือน.
               ชื่อว่าผู้คงที่ เพราะถึงลักษณะคงที่อิฏฐารมณ์และอนิฏฐารมณ์.
               บทว่า ปิตุ ปิตา มยฺหํ ตุวํสิ ความว่า แม้ท่านก็เป็นบิดาของบิดาของอาตมา ด้วยสามารถแห่งอริยชาติ แต่ว่าโดยโวหารของชาวโลกท่านเป็นบิดาของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า.
               ท่านเรียกพระราชาด้วยอำนาจชาติว่า สักกะ.
               บทว่า ธมฺเมน ความว่า โดยสภาวะคือโดยประชุมสภาวะแห่งทั้งสอง คืออริยชาติ โลกิยชาติ. เรียกพระราชาโดยโคตรว่าโคตมะ.
               บทว่า อยฺยโกสิ ท่านเป็นอัยกา.
               แต่ในบทนี้ว่า พระเถระเมื่อกล่าวว่า พุทฺธสฺส ปุตฺโตมฺหิ เป็นต้นย่อมพยากรณ์พระอรหัตผล.
               ก็แลพระเถระ ครั้นพระราชาทรงทราบตนอย่างนี้แล้ว อันพระราชาทรงร่าเริงพอพระทัย ให้นั่งบนบัลลังก์อันควรแก่ค่ามาก บรรจุบาตรให้เต็มด้วยโภชนะมีรสเลิศต่างๆ อันเขาจัดแจงไว้เพื่อพระองค์ ในเมื่อเขาถวายบิณฑบาตแล้วแสดงอาการที่จะไป.
               เมื่อถูกถามว่า ท่านขอรับ เพราะเหตุไรท่านจึงปรารถนาจะไป จงบริโภคก่อนเถิด จึงทูลว่า อาตมาจักไปสำนักพระศาสดาแล้วบริโภค.
               พระราชาตรัสถามว่า ก็พระศาสดาอยู่ที่ไหน.
               ท่านทูลว่า พระศาสดามีภิกษุสองหมื่นรูปเป็นบริวาร เสด็จดำเนินไปตามทางเพื่อทอดพระเนตรพระองค์.
               พระราชา. ท่านโปรดฉันบิณฑบาตนี้ จักนำบิณฑบาตอื่นไปถวายพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               เมื่อพระราชาตรัสว่า ท่านนำบิณฑบาตจากที่นี้ไปถวายพระองค์ ตลอดเวลาที่บุตรของเราจะถึงนครนี้ พระเถระกระทำภัตกิจเสร็จแล้ว แสดงธรรมแด่พระราชาและแก่บริษัท เมื่อกระทำพระราชนิเวศน์ทั้งสิ้นก่อนแต่พระศาสดาจะเสด็จมา ให้เลื่อมใสยิ่งในพระตถาคตและในพระรัตนตรัย.
               เมื่อคนทั้งหมดกำลังเลื่อมใสอยู่นั้นแล สละบาตรอันเต็มด้วยภัตที่ตนนำมาถวายแด่พระศาสดาไว้ในอากาศแม้ตนเองเหาะขึ้นสู่เวหาส แล้วน้อมบิณฑบาตเข้าไปวางไว้ในพระหัตถ์ของพระศาสดา.
               พระศาสดาเสวยบิณฑบาตนั้น.
               เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าผู้ไปสู่ที่ระยะโยชน์หนึ่งทุกๆ วัน ในหนทาง ๖๐ โยชน์จากกรุงราชคฤห์ ท่านได้นำบิณฑบาตถวายแด่พระองค์ด้วยประการฉะนี้.
               ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงดำริว่า กาฬุทายีนี้ยังชาวนิเวศน์ทั้งสิ้นแห่งบิดาของเราให้เลื่อมใส จึงทรงตั้งท่านไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุผู้ยังตระกูลให้เลื่อมใสว่า ภิกษุทั้งหลาย บรรดาภิกษุสาวกของเราผู้ยังตระกูลให้เลื่อมใส กาฬุทายีเป็นเลิศ.
               ท่านบรรลุพระอรหัตโดยสมควรแก่บุญสมภารที่ตนบำเพ็ญด้วยประการฉะนี้ ได้รับเอตทัคคะ ระลึกถึงบุพกรรมของตน เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทานด้วยอำนาจโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า ปทุมุตฺตรสฺส พุทฺธสฺส ดังนี้.
               บทว่า อทฺธานํ ปฏิปนฺนสฺส ความว่า ผู้ดำเนินสู่ทางไกลเพื่อไปสู่รัฐอื่น.
               บทว่า จรโต จาริกํ ตทา ความว่า ในกาลนั้น ผู้เที่ยวจาริกไปสู่มณฑลทั้ง ๓ คือมณฑลภายใน มณฑลกลางและมณฑลภายนอก.
               เชื่อมความว่า ยึดเอาคือถือเอาความสำเร็จด้วยดี คือการตรัสรู้ด้วยดีของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระ ไม่ใช่ถือเอาเพียงดอกปทุมอย่างเดียว และเรายึดเอาดอกปทุมและดอกมะลิที่แย้มบานแล้ว ถือเอาด้วยมือทั้งสองให้เต็ม.
               บทว่า ปรมนฺนํ คเหตฺวาน ความว่า เราได้ถือเอาข้าวสุกแห่งข้าวสาลี อันสุกดีทั้งหมดมีรสอร่อยอย่างยิ่ง คือสูงสุด ประเสริฐสุด ถวายให้พระศาสดาเสวย.
               บทว่า สกฺยานํ นนฺทิชนโน ความว่า ให้ความเพลิดเพลินหรือความยินดีเกิดขึ้น ด้วยสมบัติในการกล่าวเจรจาปราศรัยถึงการสูงขึ้น การแปรไปและความเป็นหนุ่มสาวแห่งรูป แห่งศากยราชตระกูล คือแห่งพระญาติทั้งหลายของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               บทว่า ญาติพนฺธุ ภวิสฺสติ ความว่า จักเป็นเผ่าพันธุ์อันเขาทราบ คือปรากฏ.
               คำที่เหลือมีอรรถง่ายทั้งนั้นแล.
               จบอรรถกถากาฬุทายีเถราปทาน               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๔. กุณฑธานวรรค ๔. กาฬุทายีเถราปทาน (๓๔) จบ.
อ่านอรรถกถา 32 / 1อ่านอรรถกถา 32 / 35อรรถกถา เล่มที่ 32 ข้อ 36อ่านอรรถกถา 32 / 37อ่านอรรถกถา 32 / 412
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=32&A=1966&Z=1996
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๓  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :