ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๗. สกจิตตนิยวรรค
๔. ปรัปปสาทกเถราปทาน (๖๔)

               ๖๔. อรรถกถาปรัปปสาทกเถราปทาน               
               อปทานของท่านพระปรัปปสาทกเถระมีคำเริ่มต้นว่า อุสภํ ปวรํ วีรํ ดังนี้.
               พระเถระแม้นี้ได้บำเพ็ญบุญสมภารไว้ในพระพุทธเจ้าองค์ก่อนๆ สั่งสมบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่พระนิพพานในภพนั้นๆ ในกาลแห่งพระพุทธเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์ ถึงฝั่งแห่งไตรเพท ผู้ชำนาญเวยยากรณ์อันเป็นบทแห่งศาสตร์ทั้งหลายมีอิติหาสศาสตร์เป็นที่ ๕ เป็นผู้ชำนาญในมหาปุริสลักษณะอันเป็นศาสตร์แห่งโลกอันปรากฏโดยชื่อว่าเสลพราหณ์ เห็นพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าสิทธัตถะ เห็นพระองค์ทรงงดงามด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ ประการและด้วยอนุพยัญชนะ ๘๐ ประการ มีใจเลื่อมใส จึงประกาศชมเชยด้วยเหตุหลายอย่าง ด้วยอุปมาหลายอย่าง.
               ด้วยบุญกรรมนั้น ท่านจึงเสวยสมบัติชั้นกามาวจร ๖ ชั้นมีเป็นท้าวสักกะและเป็นมารเป็นต้นในเทวโลก เสวยจักรพรรดิสมบัติในมนุษยโลก บังเกิดในเรือนมีตระกูลแห่งหนึ่งซึ่งสมบูรณ์ด้วยทรัพย์สมบัติ บรรลุนิติภาวะแล้ว เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วไม่นานนักก็บรรลุปฏิสัมภิทา ๔ อภิญญา ๖ ได้เป็นพระขีณาสพ.
               เพราะการชมเชยพระพุทธเจ้า เป็นเหตุกระทำความเลื่อมใสแห่งจิตของสัตว์ทั้งปวง ท่านจึงปรากฏนามว่า ปรัปปสาทกเถระ ดังนี้.
               วันหนึ่ง ท่านระลึกถึงบุพกรรมของตน เกิดโสมนัส เมื่อจะประกาศปุพพจริตาปทานของตน จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุสภํ ปวรํ วีรํ ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อุสภํ ความว่า ผู้เป็นโคผู้ผู้ประเสริฐสุด ๔ คือ วสภะ, นิสภะ, วิสภะ, อาสภะ.
               ใน ๔ ตัวนั้น โคผู้ประเสริฐกว่าโค ๑,๐๐๐ ตัว ชื่อว่าวสภะ, ผู้ประเสริฐกว่าโค ๑,๐๐๐ ตัว ชื่อว่านิสภะ, ผู้ประเสริฐกว่า ๑๐,๐๐๐ ตัว ชื่อว่าวิสภะ, และผู้ประเสริฐกว่าโค ๑๐๐,๐๐๐ โกฏิตัว ชื่อว่าอาสภะ.
               พราหมณ์ผู้เป็นบัณฑิต ผู้มีพระพุทธพจน์อันสดับแล้วมาก เมื่อจะกล่าวชมเชยท่านผู้ใดผู้หนึ่ง จึงกระทำการชมเชยด้วยปัญญาของตนๆ แต่ผู้สามารถจะชมเชยพระพุทธเจ้าทั้งหลาย โดยอาการทั้งปวงย่อมไม่มี. เพราะพระพุทธเจ้ามีพระคุณประมาณไม่ได้.
               สมจริงดังคำที่ท่านกล่าวไว้มีอาทิว่า
                                   แม้พระพุทธเจ้า พึงกล่าวสรรเสริญพระพุทธเจ้า
                         หากแม้สรรเสริญอยู่ กัปอื่นๆ พึงสิ้นไปในระหว่างอายุ
                         กาลนาน การสรรเสริญพระตถาคตหาสิ้นไปไม่.

               พราหมณ์แม้นี้ เมื่อควรกล่าว อาสภํ ด้วยอำนาจการคล่องปากด้วยการเลื่อมใสโดยส่วนเดียว จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อุสภํ ดังนี้.
               ชื่อว่า วระ เพราะอรรถว่าบุคคลพึงปรารถนา คือพึงอยากได้.
               ชื่อว่า วีระ เพราะได้บำเพ็ญเพียรมาแสนกัปมิใช่น้อย.
               ชื่อว่า มเหสี เพราะค้นหา คือแสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่มีศีลขันธ์เป็นต้น. ซึ่งผู้แสวงหาคุณอันยิ่งใหญ่ คือพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น.
               ชื่อว่า วิชิตาวี เพราะชำนะมารมีกิเลสมารและขันธมารเป็นต้นโดยพิเศษ. ซึ่งผู้ชำนะพิเศษคือพระสัมพุทธเจ้านั้น.
               วรรณะของพระพุทธเจ้าพระองค์ใด มีวรรณะเพียงดังว่าวรรณะแห่งทอง พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น ชื่อว่าผู้มีวรรณะเพียงดังว่าวรรณะแห่งทอง. สัตว์ชื่อไรเล่า เห็นพระสัมพุทธเจ้าผู้มีวรรณะเพียงดังว่าวรรณะแห่งทองนั้นย่อมไม่เลื่อมใสแล.
               จบอรรถกถาปรัปปสาทกเถราปทาน               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๗. สกจิตตนิยวรรค ๔. ปรัปปสาทกเถราปทาน (๖๔) จบ.
อ่านอรรถกถา 32 / 1อ่านอรรถกถา 32 / 65อรรถกถา เล่มที่ 32 ข้อ 66อ่านอรรถกถา 32 / 67อ่านอรรถกถา 32 / 412
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=32&A=2677&Z=2696
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๓  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :