ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค
๗. ปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน (๕)

               ๕. พรรณนาปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน               
               คำมีอาทิว่า อชฺฌายโก มนฺตธโร ดังนี้ เป็นอปทานของท่านพระปุณณมันตานีบุตรเถระ.
               แม้พระเถระนี้ก็ได้ทำบุญญาธิการไว้ในพระพุทธเจ้าแต่ปางก่อนทั้งหลาย ก่อสร้างบุญทั้งหลายอันเป็นอุปนิสัยแก่วิวัฏฏะคือพระนิพพานในภพนั้นๆ บังเกิดในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในนครหังสวดี ก่อนหน้าพระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่าปทุมุตตระเสด็จอุบัติขึ้น แล้วถึงความเป็นผู้รู้เดียงสาขึ้นโดยลำดับ.
               ในกาลต่อมา เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมุตตระเสด็จอุบัติขึ้นแล้ว ทรงแสดงธรรมแก่เหล่าสัตว์ผู้ควรแก่การตรัสรู้ จึงไปยังพระวิหารพร้อมกับมหาชน โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง นั่งอยู่ท้ายบริษัทแล้วฟังธรรมอยู่ เห็นพระศาสดาทรงตั้งภิกษุรูปหนึ่งไว้ในตำแหน่งเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็นธรรมกถึก จึงคิดว่า แม้เราก็ควรเป็นผู้เห็นปานนี้ในอนาคต.
               ในเวลาจบเทศนา เมื่อบริษัทลุกขึ้นแล้วจึงเข้าไปเฝ้าพระศาสดา ทูลนิมนต์แล้วกระทำมหาสักการะ โดยนัยดังกล่าวแล้วในหนหลัง แล้วกราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าอย่างนี้ว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ด้วยการกระทำอันยิ่งนี้ ข้าพระองค์มิได้ปรารถนาสมบัติอย่างอื่น ก็ภิกษุนั้น พระองค์ทรงตั้งไว้ในตำแหน่งอันเลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็นธรรมกถึก ในที่สุดของวันที่ ๗ ฉันใด แม้ข้าพระองค์ก็ฉันนั้น พึงเป็นผู้เลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็นธรรมกถึก ในศาสนาของพระพุทธเจ้าพระองค์หนึ่งในอนาคตกาลดังนี้ ได้ทำความปรารถนาแล้ว.
               พระศาสดาทรงตรวจดูอนาคต ทรงเห็นว่าความปรารถนาของเขาจะสำเร็จ จึงทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตกาล ในที่สุดแสนกัป พระพุทธเจ้าพระนามว่าโคดม จักอุบัติขึ้น เธอบวชในศาสนาของพระโคดมพุทธเจ้านั้น จักเป็นผู้เลิศแห่งภิกษุทั้งหลายผู้เป็นพระธรรมกถึก.
               เขากระทำกรรมอันงามตลอดชั่วอายุ จุติจากอัตภาพนั้น เก็บรวมบุญสมภารอยู่แสนกัป ท่องเที่ยวไปในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย ในกาลแห่งพระผู้มีพระภาคเจ้าของเราทั้งหลาย ได้บังเกิดเป็นหลานของพระอัญญาโกณฑัญญเถระ ในตระกูลพราหมณ์มหาศาล ในบ้านพราหมณ์ชื่อว่าโทณวัตถุ ไม่ไกลนครกบิลพัสดุ์. ญาติทั้งหลายได้ตั้งชื่อเขาว่า ปุณณะ.
               นายปุณณะนั้น เมื่อพระศาสดาบรรลุพระอภิสัมโพธิญาณแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักรอันบวร เสด็จเข้าไปอาศัยนครราชคฤห์ประทับอยู่โดยลำดับ จึงบวชในสำนักของพระอัญญาโกณฑัญญะ ได้อุปสมบทแล้วประกอบเนืองๆ ซึ่งความเพียร ทำกิจแห่งบรรพชิตทั้งปวงให้ถึงที่สุดแล้ว มายังสำนักของพระศาสดากับพระเถระผู้เป็นลุง ด้วยหวังใจว่า จักไปเฝ้าพระศาสดา ล่าช้าอยู่ใกล้ๆ นครกบิลพัสดุ์ กระทำกรรมอยู่ในโยนิโสมนสิการไม่นานนัก ยังวิปัสสนาให้ขวนขวายแล้วได้บรรลุพระอรหัต.
               ก็พระปุณณเถระนั้นได้มีกุลบุตร ๕๐๐ คนบวชอยู่ในสำนัก. พระเถระกล่าวสอนกุลบุตรเหล่านั้นด้วยกถาวัตถุ ๑๐ ประการ. แม้กุลบุตรเหล่านั้นทั้งหมดก็กล่าวสอนด้วยกถาวัตถุ ๑๐ และตั้งอยู่ในโอวาทของพระปุณณเถระนั้นได้บรรลุพระอรหัต ครั้นรู้ว่ากิจแห่งบรรพชิตของตนถึงที่สุดแล้ว จึงเข้าไปหาพระอุปัชฌาย์แล้วกล่าวว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ พวกกระผมถึงที่สุดแห่งกิจบรรพชิตแล้ว และเป็นผู้มีปกติได้กถาวัตถุ ๑๐ บัดนี้เป็นสมัยเพื่อจะเข้าเฝ้าพระทศพลแห่งพวกกระผม.
               พระเถระได้ฟังคำของภิกษุเหล่านั้นแล้วจึงคิดว่า พระศาสดาย่อมทรงทราบว่า เราเป็นผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐ เราเมื่อแสดงธรรมก็ไม่ทิ้งกถาวัตถุ ๑๐ นั้นแสดง ก็เมื่อเราไป ภิกษุเหล่านั้นทั้งหมดจักแวดล้อมเราไป เมื่อเป็นอย่างนั้น เราไม่ควรจะไปเฝ้าพระทศพลพร้อมกับคณะ ภิกษุเหล่านี้จงไปเฝ้าพระทศพลก่อน.
               ลำดับนั้น พระเถระจึงกล่าวกะภิกษุเหล่านั้นอย่างนี้ว่า อาวุโสทั้งหลาย พวกเธอจงไปเฝ้าพระทศพลก่อน จงถวายบังคมพระบาทของพระตถาคต ตามคำของเรา, แม้เราก็จักไปตามทางที่พวกท่านไป.
               พระเถระแม้เหล่านั้นทั้งหมดอยู่ในรัฐอันเป็นชาติภูมิของพระทศพล ทั้งหมดเป็นพระขีณาสพ ทั้งหมดได้กถาวัตถุ ๑๐ ไม่ตัดทิ้งโอวาทของพระอุปัชฌาย์ ไหว้พระเถระแล้วเที่ยวจาริกไปโดยลำดับ ล่วงหนทางไปได้ ๖๐ โยชน์ แล้วไปยังพระเวฬุวันวิหาร ในเมืองราชคฤห์ ถวายบังคมพระบาทของพระทศพล แล้วนั่ง ณ ส่วนสุดข้างหนึ่ง.
               ก็การปราศรัยกับอาคันตุกภิกษุทั้งหลายนี้ พระผู้มีพระภาคเจ้าทั้งหลายทรงประพฤติสืบกันมา เพราะเหตุนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าจึงทรงทำปฏิสันถารอันไพเราะกับภิกษุเหล่านั้น โดยนัยมีอาทิว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย พวกเธอสบายดีหรือดังนี้ แล้วตรัสถามว่า ภิกษุทั้งหลาย พวกเธอมาจากไหน เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลอีกว่า มาจากชาติภูมิ พระเจ้าข้า จึงตรัสถึงภิกษุผู้ได้กถาวัตถุ ๑๐ ว่า ภิกษุทั้งหลาย ใครหนออันเหล่าภิกษุเพื่อนพรหมจารีชาวชาติภูมิ ในแคว้นชาติภูมิยกย่องอย่างนี้ว่า เป็นผู้มักน้อยด้วยตนเอง และกล่าวถ้อยคำชักนำในความมักน้อยแก่ภิกษุทั้งหลาย.
               แม้ภิกษุเหล่านั้นก็กราบทูลว่า ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ท่านผู้มีอายุชื่อว่าปุณณะ บุตรของนางมันตานี พระเจ้าข้า.
               ท่านพระสารีบุตรได้ฟังถ้อยคำของภิกษุเหล่านั้น ได้มีความประสงค์เพื่อจะได้เห็นพระเถระ.
               ลำดับนั้น พระศาสดาได้เสด็จจากเมืองราชคฤห์ไปยังเมืองสาวัตถี. แม้พระปุณณเถระก็ได้ฟังว่า พระทศพลเสด็จไปในเมืองสาวัตถีนั้น จึงไปด้วยหวังว่าจักเฝ้าพระศาสดา มาทันพระตถาคตในภายในพระคันธกุฎีนั่นเอง. พระศาสดาทรงแสดงธรรมแก่พระเถระ. พระเถระฟังธรรมแล้ว ถวายบังคมพระทศพล เพื่อต้องการจะหลีกเร้นจึงไปยังอันธวัน นั่งพักกลางวันอยู่ที่โคนไม้แห่งหนึ่ง.
               ฝ่ายพระสารีบุตรเถระได้ทราบการมาของท่าน จึงตรวจดูหัวข้อธรรมแล้วไป กำหนดโอกาสแล้วเข้าไปหาพระเถระผู้นั่งอยู่ ณ โคนไม้นั้น ปราศรัยกับพระเถระแล้ว จึงถามลำดับแห่งวิสุทธินั้น.
               ฝ่ายพระเถระนั้นก็พยากรณ์ปัญหาที่ถามแล้วๆ แก่พระสารีบุตรเถระ ทำจิตให้ยินดียิ่งด้วยการเปรียบด้วยรถ ๗ ผลัด.
               พระเถระทั้งสองนั้นต่างอนุโมทนาสุภาษิตของกันและกัน.
               ครั้นในกาลต่อมา พระศาสดาประทับนั่งอยู่ในท่ามกลางภิกษุสงฆ์ ทรงตั้งพระเถระนั้นไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ปุณณะนี้เป็นเลิศแห่งภิกษุสาวกทั้งหลายของเราผู้เป็นพระธรรมกถึก.
               พระเถระนั้นระลึกถึงกรรมในก่อนของตน เมื่อจะประกาศอปทานแห่งความประพฤติในชาติก่อนด้วยความโสมนัส จึงกล่าวคำมีอาทิว่า อชฺฌายโก ดังนี้.
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อชฺฌายโก ได้แก่ บอก คือสอนพวกพราหมณ์มิใช่น้อย.
               บทว่า มนฺตธโร แปลว่า ผู้ทรงจำมนต์ ท่านกล่าวอธิบายว่า ทรงจำพระเวทที่ ๔ กล่าวคือคัมภีร์พระเวท ด้วยอำนาจการท่อง การฟัง และการให้.
               บทว่า ติณฺณํ เวทานํ ความว่า ผู้ถึงฝั่ง คือที่สุดในคัมภีร์พระเวททั้ง ๓ อันได้นามว่าผู้มีเวท เพราะเป็นผู้ทรงจำเวททั้ง ๓ คืออิรุพเวท ยชุรเวทและสามเวท ด้วยญาณความรู้.
               บทว่า ปุรกฺขโตมฺหิ สิสฺเสหิ ความว่า เราเป็นผู้อันเหล่าศิษย์ผู้เป็นบริวารประจำของเราห้อมล้อมอยู่.
               บทว่า อุปคจฺฉึ นรุตฺตมํ ความว่า เราเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้สูงสุดแห่งนรชน. อธิบายว่า เข้าไปใกล้ๆ.
               คำที่เหลือเข้าใจได้ง่ายทั้งนั้น.
               บทว่า อภิธมฺมนยญฺญูหํ ความว่า ในกาลนั้น คือในกาลของพระพุทธเจ้าพระองค์นั้น เราเป็นผู้ฉลาดในอภิธรรมนัย.
               บทว่า กถาวตฺถุวิสุทฺธิยา ได้แก่ เป็นผู้ฉลาดด้วยความหมดจดในกถาวัตถุปกรณ์.
               อีกอย่างหนึ่ง ความว่า เป็นผู้ฉลาดในกถาวัตถุ ๑๐ มีกถาว่าด้วยความมักน้อยและสันโดษเป็นต้น.
               เราให้ชนผู้สำรวมอินทรีย์ คือบัณฑิตทั้งปวง รู้แจ้งคือตรัสรู้ด้วยความหมดจดในกถาวัตถุนั้น เป็นผู้ไม่มีอาสวะคือไม่มีกิเลสอยู่ ได้แก่สำเร็จการอยู่.
               บทว่า อิโต ปญฺจสเต กปฺเป ความว่า ใน ๕๐๐ กัปแต่กัปชื่อภัทรกัป เพราะประดับด้วยพระพุทธเจ้า ๕ พระองค์ ได้มีพระเจ้าจักรพรรดิ ๔ พระองค์ผู้ประกาศดี คือผู้ปรากฏด้วยดี ทรงสมบูรณ์ด้วยรัตนะ ๗ มีจักรรัตนะเป็นต้น ทรงเป็นใหญ่คือเป็นประธานในทวีปทั้ง ๔ มีชมพูทวีปเป็นต้น.
               คำที่เหลือมีนัยดังกล่าวแล้ว ฉะนี้แล.
               จบพรรณนาปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย อปทาน ภาค ๑ เถราปทาน ๑. พุทธวรรค ๗. ปุณณมันตานีปุตตเถราปทาน (๕) จบ.
อ่านอรรถกถา 32 / 1อ่านอรรถกถา 32 / 6อรรถกถา เล่มที่ 32 ข้อ 7อ่านอรรถกถา 32 / 8อ่านอรรถกถา 32 / 412
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=32&A=783&Z=800
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๑๓  มิถุนายน  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :