ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์
๑๒. สุชาตพุทธวงศ์

               พรรณนาวงศ์พระสุชาตพุทธเจ้าที่ ๑๒               
               ภายหลังต่อมาจากสมัยของพระสุเมธพุทธเจ้า ในมัณฑกัปนั้นนั่นแล เมื่อสัตว์ทั้งหลายมีอายุที่นับไม่ได้มาโดยลำดับ และลดลงตามลำดับจนมีอายุเก้าหมื่นปี พระศาสดาพระนามว่าสุชาตะ ผู้มีพระรูปกายเกิดดี มีพระชาติบริสุทธิ์ ก็อุบัติในโลก.
               แม้พระองค์ก็ทรงบำเพ็ญบารมีแล้วบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้วทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางปภาวดี อัครมเหสีในราชสกุลของพระเจ้าอุคคตะ กรุงสุมงคล ถ้วนกำหนดทศมาสก็ประสูติออกจากพระครรภ์ของพระชนนี.
               ในวันเฉลิมพระนาม พระชนกชนนีเมื่อจะทรงเฉลิมพระนามของพระองค์ ก็ได้ทรงเฉลิมพระนามว่าสุชาตะ เพราะเกิดมาแล้วยังสุขให้เกิดแก่สัตว์ทั้งหลาย ทั่วชมพูทวีป.
               พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยเก้าพันปี ทรงมีปราสาท ๓ หลัง ชื่อว่าสิรี อุปสิรีและสิรินันทะ๑- ปรากฏพระสนมนารีสองหมื่นสามพันนางมีพระนางสิรินันทาเทวีเป็นประมุข.
____________________________
๑- บาลีเป็น สิริ อุปสิริและจันทะ

               เมื่อพระโอรสพระนามว่าอุปเสน ของพระนางสิรินันเทวีทรงสมภพแล้ว พระองค์ก็ทรงเห็นนิมิต ๔ ทรงม้าต้นชื่อว่าหังสวหัง เสด็จออกมหาภิเนษกรมณ์ ทรงผนวช มนุษย์โกฏิหนึ่งก็บวชตามพระองค์ผู้ทรงผนวชอยู่.
               ลำดับนั้น พระมหาบุรุษนั้นอันมนุษย์เหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียร ๙ เดือน ในวันวิสาขบูรณมี เสวยข้าวมธุปายาส รสอร่อย ที่ธิดาของสิรินันทนเศรษฐีแห่งสิรินันทนนคร ถวายแล้ว ทรงยับยั้งพักกลางวัน ณ สาลวัน. เวลาเย็นทรงรับหญ้า ๘ กำที่สุนันทอาชีวกถวายแล้ว เสด็จเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อเวฬุ ต้นไผ่ ทรงลาดสันถัตหญ้ากว้าง ๓๓ ศอก.
               เมื่อดวงอาทิตย์ยังคงอยู่ ก็ทรงกำจัดกองกำลังมารพร้อมทั้งตัวมาร ทรงแทงตลอดพระสัมมาสัมโพธิญาณ ก็ทรงเปล่งพระอุทานที่พระพุทธเจ้าทุกพระองค์ทรงประพฤติมาแล้ว ทรงยับยั้งอยู่ใกล้โพธิต้นพฤกษ์นั่นแลตลอด ๗ สัปดาห์ อันท้าวมหาพรหมทูลอาราธนาแล้ว ทรงเห็นพระสุทัสสนกุมารพระกนิษฐภาดาของพระองค์ และเทวกุมารบุตรปุโรหิต เป็นผู้สามารถแทงตลอดธรรมคือสัจจะ ๔ เสด็จไปทางอากาศ ลงที่สุมังคลราชอุทยาน กรุงสุมงคล ให้พนักงานเฝ้าราชอุทยาน เรียกพระสุทัสสนกุมารกนิษฐภาดาและ เทวกุมารบุตรปุโรหิตมาแล้ว ประทับนั่งท่ามกลางกุมารทั้งสองนั้น พร้อมด้วยบริวาร ทรงประกาศพระธรรมจักร. ณ ที่นั้น ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์โกฏิหนึ่ง นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๑.
               ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงทำยมกปาฏิหาริย์ ณ โคนมหาสาลพฤกษ์ ใกล้ประตูสุทัสสนราชอุทยานเสด็จเข้าจำพรรษา ณ ดาวดึงส์เทวโลก ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์สามล้านเจ็ดแสน นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒. ครั้งพระสุชาตทศพลเสด็จเข้าเฝ้าพระชนก ธรรมาภิสมัยได้มีแก่สัตว์หกล้าน นี้เป็นอภิสมัยครั้งที่ ๓.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         ในมัณฑกัปนั้นนั่นแล มีพระพุทธเจ้าพระนามว่า
               สุชาตะ ผู้นำ มีพระหนุดังคางราชสีห์ มีพระศอดังโคอุสภะ
               มีพระคุณหาประมาณมิได้ เข้าเฝ้าได้ยาก.
                         พระสัมพุทธเจ้า รุ่งเรืองด้วยพระสิริ ย่อมงามสง่าทุก
               เมื่อ เหมือนดวงจันทร์หมดจดไร้มลทิน เหมือนดวงอาทิตย์
               ส่องแสงแรงร้อน ฉะนั้น.
                         พระสัมพุทธเจ้าบรรลุพระโพธิญาณอันสูงสุดสิ้นเชิง
               แล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ กรุงสุมงคล.
                         เมื่อพระสุชาตพุทธเจ้าผู้นำโลก ทรงแสดงธรรมอัน
               ประเสริฐ สัตว์แปดสิบโกฏิตรัสรู้ในการแสดงธรรมครั้งที่ ๑
                         ครั้งพระสุชาตพุทธเจ้า ผู้มีบริวารยศหาประมาณ
               มิได้ เสด็จเข้าจำพรรษา ณ เทวโลก อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มี
               แก่สัตว์สามล้านเจ็ดแสน.
                         ครั้งพระสุชาตพุทธเจ้า ผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้า
               ผู้ไม่มีผู้เสมอ เข้าไปโปรดพระชนก อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มี
               แก่สัตว์หกล้าน.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตตฺเถว มณฺฑกปฺปมฺหิ ความว่า ในมัณฑกัปใด พระผู้มีพระภาคเจ้าสุเมธะทรงอุบัติแล้ว ในกัปนั้นนั่นแหละ แม้พระผู้มีพระภาคเจ้าสุชาตะก็อุบัติแล้ว.
               บทว่า สีหหนุ ได้แก่ ชื่อว่าสีหหนุ เพราะพระหนุของพระองค์เหมือนคางราชสีห์.
               ก็ราชสีห์คางล่างเท่านั้นเต็ม คางบนไม่เต็ม. ส่วนพระมหาบุรุษนั้นเต็มทั้งสองพระหนุเหมือนคางล่างของราชสีห์ จึงเป็นเสมือนดวงจันทร์ ๑๒ ค่ำ ด้วยเหตุนั้นจึงตรัสว่า สีหหนุ.
               บทว่า อุสภกฺขนฺโธ ได้แก่ มีพระศอเสมอ อิ่ม กลมเหมือนโคอุสภะ.
               อธิบายว่า มีลำพระศอเสมือนกลองทองกลมกลึง.
               บทว่า สตรํสีว แปลว่า เหมือนดวงอาทิตย์.
               บทว่า สิริยา ได้แก่ ด้วยพระพุทธสิริ.
               บทว่า โพธิมุตฺตมํ ได้แก่ พระสัมโพธิญาณอันสูงสุด.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดมนุษย์ที่มาในสุธรรมราชอุทยาน กรุงสุธรรมวดี ทรงยังชนหกล้านให้บวชด้วยเอหิภิกขุภาวะ ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงท่ามกลางภิกษุเหล่านั้น นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑.
               ต่อจากนั้น เมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก ภิกษุห้าล้านประชุมกัน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒.
               พระสุทัสสนเถระพาบุรุษสี่แสนซึ่งฟังข่าวว่า พระสุทัสสนกุมารทรงผนวชในสำนักของพระผู้มีพระภาคเจ้า บรรลุพระอรหัต จึงมาเข้าเฝ้าพระสุชาตนราสภ.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดบุรุษเหล่านั้น ทรงให้บวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชา ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงในสันนิบาตที่ประกอบด้วยองค์ ๔ นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         พระสุชาตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีสันนิบาต
               ประชุมพระสาวก ผู้เป็นพระขีณาสพไร้มลทิน มีจิตสงบ
               คงที่ ๓ ครั้ง.
                         พระอรหันตสาวก ผู้ถึงกำลังแห่งอภิญญา ผู้ไม่ต้อง
               ไปในภพน้อยภพใหญ่ หกล้าน เหล่านั้นประชุมกันเป็น
               การประชุมครั้งที่ ๑.
                         ในสันนิบาตต่อมาอีก เมื่อพระชินพุทธเจ้าเสด็จลง
               จากเทวโลก พระอรหันตสาวกห้าล้านประชุมกัน เป็นการ
               ประชุมครั้งที่ ๒.
                         พระสุทัสสนอัครสาวก เมื่อเข้าเฝ้าพระนราสภ ก็เข้า
               เฝ้าพระสัมพุทธเจ้า พร้อมด้วยภิกษุสาวกสี่แสน.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อปฺปตฺตานํ ความว่า ผู้ไม่ถึงพร้อมในภพน้อยภพใหญ่.
               ปาฐะว่า อปฺปวตฺตา ภวาภเว ดังนี้ก็มี. ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน.
               บทว่า ติทิโวโรหเณ ได้แก่ เมื่อพระชินพุทธเจ้าเสด็จลงจากโลกสวรรค์. จึงเห็นว่าลงในอรรถกัตตุการก ท่านกล่าวเป็นการกวิปลาส.
               อีกนัยหนึ่ง บทว่า ติทิโวโรหเณ ได้แก่ ในการเสด็จลงจากเทวโลก.
               บทว่า ชิเน ได้แก่ เมื่อพระชินพุทธเจ้า พึงเห็นสัตตมีวิภัตติลงในในอรรถฉัฏฐีวิภัตติ.
               ได้ยินว่า ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ สดับข่าวว่าพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นแล้วในโลก ก็เข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้า สดับธรรมกถา ก็ถวายราชสมบัติในมหาทวีปทั้ง ๔ พร้อมด้วยรัตนะ ๗ แด่พระภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน ทรงผนวชในสำนักของพระศาสดา. ชาวทวีปทั้งสิ้นรวบรวมรายได้ที่เกิดในรัฐ ทำหน้าที่ของคนวัดให้สำเร็จ ถวายมหาทานเป็นประจำแก่พระสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธาน.
               พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า จักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ ในอนาคตกาล.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         สมัยนั้น เราเป็นพระเจ้าจักรพรรดิ เป็นใหญ่ใน
               ทวีปทั้ง ๔ มีกำลังมาก ท่องเที่ยวไปในอากาศ.
                         เรามอบถวายราชสมบัติอย่างใหญ่ ในทวีปทั้ง ๔
               และรัตนะ ๗ แด่พระพุทธเจ้าผู้สูงสุด แล้วบวชในสำนัก
               ของพระองค์.
                         ชาววัดทั้งหลาย รวบรวมรายได้ในชนบทมาจัด
               ปัจจัย ที่นอน ที่นั่ง สำหรับพระภิกษุสงฆ์.
                         แม้พระพุทธเจ้าผู้เป็นใหญ่ในหมื่นโลกธาตุ
               พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์เราว่า ท่านผู้นี้จักเป็นพระ
               พุทธเจ้า ในที่สุดสามหมื่นกัป.
                         พระตถาคตตั้งความเพียร ฯลฯ จักอยู่ต่อหน้า
               ของท่านผู้นี้.
                         เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งร่าเริงใจ
               อธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐
               ให้บริบูรณ์.
                         เราเล่าเรียนพระสูตร พระวินัย และนวังคสัตถุ
               ศาสน์ทั้งหมด ยังพระศาสนาของพระชินเจ้าให้งาม.
                         เราอยู่อย่างไม่ประมาทในพระศาสนานั้น
               เจริญพรหมวิหารภาวนา ถึงฝั่งแห่งอภิญญาแล้ว ไป
               สู่พรหมโลก.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า จตุทีปมฺหิ ความว่า แห่งมหาทวีป ๔ ที่มีทวีป [น้อย] เป็นบริวาร.
               บทว่า อนฺตลิกฺขจโร ความว่า ทำจักรรัตนะไว้ข้างหน้า ท่องเที่ยวไปในอากาศ.
               บทว่า รตเน สตฺต ได้แก่ รัตนะ ๗ มีหัตถิรัตนะเป็นต้น.
               บทว่า อุตฺตเม ก็คือ อุตฺตมานิ แปลว่า อุดม.
               อีกนัยหนึ่ง พึงเห็นอรรถว่า อุตฺตเม พุทฺเธ แปลว่า ในพระพุทธเจ้าผู้อุดม.
               บทว่า นิยฺยาตยิตฺวาน ได้แก่ ถวาย.
               บทว่า อุฏฺฐานํ ได้แก่ ผลประโยชน์ที่เกิดในรัฐ. อธิบายว่า รายได้.
               บทว่า ปฏิปิณฺฑิย ได้แก่ รวมเอามาเก็บไว้เป็นกอง.
               บทว่า ปจฺจยํ ได้แก่ ปัจจัยต่างๆ มีจีวรเป็นต้น.
               บทว่า ทสสหสฺสิมฺหิ อิสฺสโร ได้แก่ เป็นใหญ่ในหมื่นโลกธาตุ.
               คำนี้นั้นพึงทราบว่า ตรัสหมายถึงเขตแห่งชาติ พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเป็นใหญ่แห่งโลกธาตุที่ไม่มีที่สุด.
               บทว่า ตึสกปฺปสหสฺสมฺหิ ความว่า ในที่สุดสามหมื่นกัปนับแต่กัปนี้.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าสุชาตะทรงมีพระนครชื่อว่าสุมังคละ พระชนกพระนามว่าพระเจ้าอุคคตะ พระชนนีพระนามว่าพระนางปภาวดี คู่พระอัครสาวกชื่อว่าพระสุทัสสนะและพระสุเทวะ พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระนารทะ พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระนาคาและพระนาคสมาลา.
               โพธิพฤกษ์ชื่อว่ามหาเวฬุ ต้นไผ่ใหญ่ เขาว่าต้นไผ่ใหญ่นั้น มีรูลีบ ลำต้นใหญ่ ปกคลุมด้วยใบทั้งหลายที่ไร้มลทิน สีเสมือนแก้วไพฑูรย์ น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง งามเพริศแพร้วเหมือนกำแววหางนกยูง.
               ก็พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นมีพระสรีระสูง ๕๐ ศอก พระชนมายุเก้าหมื่นปี พระอัครมเหสีพระนามว่าพระนางสิรีนันทา พระโอรสพระนามว่าอุปเสนะ เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ด้วยยานคือม้าต้น.
               พระองค์ดับขันธปรินิพพาน ณ พระวิหาร สิลาราม กรุงจันทวดี.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         พระสุชาตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีพระ
               นครชื่อว่าสุมงคล พระชนกพระนามว่าพระเจ้าอุคคตะ
               พระชนนีพระนามว่าพระนางปภาวดี.
                         พระสุชาตพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมีพระ
               อัครสาวก ชื่อว่าพระสุทัสสนะและพระสุเทวะ พระพุทธ
               อุปัฏฐากชื่อว่าพระนารทะ.
                         มีพระอัครสาวิกา ชื่อว่าพระนาคาและพระนาค-
               สมาลา โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น
               เรียกว่ามหาเวฬุ.
                         ไผ่ต้นนั้น ลำต้นตัน ไม่มีรู มีใบมาก ลำตรงเป็น
               ไผ่ต้นใหญ่ น่าดูน่ารื่นรมย์.
                         ลำเดียวโดด เติบโต กิ่งทั้งหลายแตกออกจากต้น
               นั้น ไผ่ต้นนั้นงามเหมือนกำแววหางนกยูง ที่เขาผูกกำ
               ไว้ดีแล้ว.
                         ไผ่ต้นนั้นไม่มีหนาม ไม่มีรู เป็นไผ่ใหญ่ มีกิ่ง
               แผ่ไปไม่มีช่อง มีร่มเงาทึบน่ารื่นรมย์.
                         พระชินพุทธเจ้าพระองค์นั้น ว่าโดยส่วนสูง ก็
               ๕๐ ศอก ทรงประกอบด้วยความประเสริฐ โดยพระ
               อาการพร้อมสรรพ ทรงถึงพระพุทธคุณครบถ้วน.
                         พระรัศมีของพระองค์ ก็เสมอด้วยพระพุทธเจ้า
               ที่ไม่มีผู้เสมอ แล่นออกโดยรอบพระวรกายไม่มีประ-
               มาณ ชั่งไม่ได้ เปรียบไม่ได้ด้วยข้ออุปมาทั้งหลาย.
                         ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุเก้าหมื่นปี พระองค์ทรง
               พระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงทรงยังหมู่ชนเป็นอันมาก
               ให้ข้ามโอฆสงสาร.
                         ครั้งนั้น ปาพจน์คือธรรมวินัย งามด้วยพระ
               อรหันต์ทั้งหลาย เหมือนคลื่นในสาคร เหมือนดารากร
               ในท้องนภากาศ ฉะนั้น.
                         พระพุทธเจ้าผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้า ผู้ไม่มีผู้
               เสมอพระองค์นั้น ด้วยพระคุณเหล่านั้นที่ชั่งไม่ได้ด้วย
               ทั้งนั้นก็อันตรธานไปสิ้น สังขารทั้งปวงก็ว่างเปล่าแน่แท้.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจฺฉิทฺโท แปลว่า มีรูเล็ก พึงเห็นเหมือนในประโยคเป็นต้นว่า อนุทรา กญฺญา หญิงสาวท้องเล็ก.
               อาจารย์บางพวกกล่าว ฉิทฺทํ โหติ ปริตฺตกํ ดังนี้ก็มี.
               บทว่า ปตฺติโก แปลว่า มีใบมาก. อธิบายว่า ปกคลุมด้วยใบทั้งหลายมีสีเหมือนแก้วผลึก.
               บทว่า อุชุ ได้แก่ ไม่คด ไม่งอ.
               บทว่า วํโส แปลว่า ไม้ไผ่.
               บทว่า พฺรหา ได้แก่ ใหญ่โดยรอบ.
               บทว่า เอกกฺขนฺโธ ความว่า งอกขึ้นลำเดียวโดดไม่มีเพื่อน.
               บทว่า ปวฑฺฒิตฺวา แปลว่า เติบโตแล้ว.
               บทว่า ตโต สาขา ปภิชฺชติ ได้แก่ กิ่ง ๕ แฉก แตกออกจากยอดไผ่ต้นนั้น.
               ปาฐะว่า ตโต สาขา ปภิชฺชถ ดังนี้ก็มี.
               บทว่า สุพทฺโธ ได้แก่ ที่เขาผูกโดยอาการผูกเป็นห้าเส้นอย่างดี. กำแววหางนกยูงที่เขาทำผูกเพื่อป้องกันแดด เรียกว่าโมรหัตถะ.
               บทว่า น ตสฺส กณฺฏกา โหนฺติ ความว่า ไผ่ต้นนั้นเป็นต้นไม้มีหนามตามธรรมดา ก็ไม่มีหนาม.
               บทว่า อวิรโฬ ได้แก่ ปกคลุมด้วยกิ่งไม่มีช่อง.
               บทว่า สนฺทจฺฉาโย ได้แก่ มีร่มเงาทึบ ท่านกล่าวว่ามีร่มเงาทึบ ก็เพราะไม่มีช่อง.
               บทว่า ปญฺญาสรตโน อาสิ ได้แก่ ๕๐ ศอก.
               บทว่า สพฺพาการวรูเปโต ได้แก่ ประกอบแล้วด้วยความประเสริฐทั้งหลายโดยอาการทั้งปวง ชื่อว่าประกอบพร้อมด้วยความประเสริฐโดยการพร้อมสรรพ.
               บทว่า สพฺพคุณมุปาคโต เป็นเพียงไวพจน์ของบทหน้า.
               บทว่า อปฺปมาโณ ได้แก่ เว้นจากประมาณ หรือชื่อว่าไม่มีประมาณ เพราะไม่อาจจะนับได้.
               บทว่า อตุลิโย แปลว่า ชั่งไม่ได้. อธิบายว่า ไม่มีใครเหมือน.
               บทว่า โอปมฺเมหิ ได้แก่ ข้อที่พึงเปรียบ.
               บทว่า อนูปโม ได้แก่ เว้นการเปรียบ. อธิบายว่า อุปมาไม่ได้ เพราะไม่อาจกล่าวอุปมาว่า เหมือนผู้นี้ ผู้นี้.
               บทว่า คุณานิ จ ตานิ ก็คือ คุณา จ เต ความว่า พระคุณทั้งหลายมีพระสัพพัญญุตญาณเป็นต้น. ท่านกล่าวเป็นลิงควิปลาส.
               คำที่เหลือทุกแห่ง ความง่ายทั้งนั้นแล.
               จบพรรณนาวงศ์พระสุชาตพุทธเจ้า               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๑๒. สุชาตพุทธวงศ์ จบ.
อ่านอรรถกถา 33.2 / 1อ่านอรรถกถา 33.2 / 12อรรถกถา เล่มที่ 33.2 ข้อ 13อ่านอรรถกถา 33.2 / 14อ่านอรรถกถา 33.2 / 28
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=33&A=7835&Z=7900
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๕  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :