ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์
๑๕. ธรรมทัสสีพุทธวงศ์

               พรรณนาวงศ์พระธัมมทัสสีพุทธเจ้าที่ ๑๕               
               เมื่อพระอัตถทัสสีสัมมาสัมพุทธเจ้าปรินิพพานแล้ว อันตรกัปก็ล่วงไปแล้ว เมื่อสัตว์ทั้งหลายที่มีอายุนับไม่ได้ลดลงโดยลำดับจนมีอายุได้แสนปี พระศาสดาพระนามว่าธัมมทัสสี ผู้ทำความสว่างแก่โลก ทำการกำจัดมลทินมีโลภะเป็นต้น เป็นนายกเอกของโลก อุบัติขึ้นในโลก.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นก็ทรงบำเพ็ญบารมีทั้งหลายบังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้วก็ทรงถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางสุนันทาเทวี อัครมเหสีของพระเจ้าสรณะ ผู้เป็นที่พึ่งของโลกทั้งปวง ณ กรุงสรณะ ถ้วนกำหนดทศมาส พระองค์ก็ประสูติจากพระครรภ์พระชนนี ณ สรณะราชอุทยาน เหมือนจันทร์เพ็ญโคจรลอดช่องเมฆ ในฤดูฝน.
               เมื่อพระมหาบุรุษ พอประสูติจากพระครรภ์พระชนนีเท่านั้น โวหารการว่ากล่าวที่ไม่ชอบธรรม ในศาสตร์และคัมภีร์อันกล่าวด้วยเรื่องอธิกรณ์ (การตัดสินคดี) ก็เสื่อมหายไปเองแล ดำรงอยู่แต่การว่ากล่าวที่ชอบธรรมเท่านั้น ด้วยเหตุนั้น ในวันเฉลิมพระนามของพระองค์ พระชนกชนนีจึงเฉลิมพระนามว่าธัมมทัสสี.
               พระองค์ครองฆราวาสวิสัยอยู่แปดพันปี นัยว่าทรงมีปราสาท ๓ หลัง ชื่อว่าอรชะ วิรชะและสุทัสสนะ มีพระสนมนารีสองแสนสองหมื่นนางมีพระนางวิจิโกฬิเทวีเป็นประมุข.
               เมื่อพระโอรสพระนามว่าปุญญวัฒนะ ของพระนางวิจิโกฬิเทวี สมภพ พระมหาบุรุษนั้นทรงเห็นนิมิต ๔ ทรงเป็นสุขุมาลชาติอย่างยิ่ง เหมือนเทพกุมาร เสวยสมบัติเหมือนเทพสมบัติ ทรงลุกขึ้นในยามกลาง ประทับบนที่สิริไสยาสน์ ทรงเห็นอาการอันวิการของเหล่าสนมที่หลับไหล ก็เกิดสังเวช เกิดจิตคิดออกมหาภิเนษกรมณ์.
               ในลำดับเกิดจิตนั่นแล สุทัสสนปราสาทของพระองค์ก็ลอยขึ้นสู่นภากาศ อันจตุรงคเสนาแวดล้อมแล้ว ลอยไปเหมือนดวงอาทิตย์และเหมือนเทพวิมาน แล้วก็ลงตั้งอยู่ใกล้โพธิพฤกษ์ชื่อต้นรัตตกุรวกะ มะกล่ำทอง.
               ได้ยินว่า พระมหาบุรุษทรงรับผ้ากาสายะที่ท้าวมหาพรหมน้อมถวาย ทรงผนวชแล้ว เสด็จลงจากปราสาท ประทับยืนอยู่ไม่ไกล. ปราสาทก็ลอยไปทางอากาศอีก ทำโพธิพฤกษ์ไว้ข้างในแล้วตั้งลงที่แผ่นดิน.
               แม้นางสนมนารีพร้อมทั้งบริวารก็ลงจากปราสาท เดินไปชั่วครึ่งคาวุต ก็หยุด ณ ที่นั้น เว้นนางสนมนารี ปริจาริกาและหญิงรับใช้ของนางสนมเหล่านั้น มนุษย์ทุกคนก็บวชตามเสด็จ ภิกษุทั้งหลายก็มีจำนวนถึงแสนโกฏิ.
               ลำดับนั้น พระธัมมทัสสีโพธิสัตว์ทรงบำเพ็ญความเพียร ๗ วัน เสวยข้าวมธุปายาสที่พระนางวิจิโกฬิเทวีถวาย ทรงพักกลางวัน ณ ป่าพุทรา เวลาเย็นทรงรับหญ้า ๘ กำที่คนเฝ้าไร่ข้าวเหนียวชื่อสิริวัฒนะถวาย แล้วเสด็จไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อพิมพิชาละ ต้นมะกล่ำเครือ ทรงลาดสันถัตหญ้ากว้าง ๕๓ ศอก.
               ทรงแทงตลอดพระสัพพัญญุตญาณ ณ โพธิพฤกษ์นั้น ทรงเปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯลฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา แล้วทรงยับยั้งอยู่ใกล้ๆ โพธิพฤกษ์ ๗ สัปดาห์ ทรงรับอาราธนาท้าวมหาพรหม แล้วทรงทราบว่า ภิกษุแสนโกฏิที่บวชกับพระองค์เป็นผู้สามารถแทงตลอดพระสัทธรรมได้ ก็เสด็จหนทาง ๑๘ โยชน์ วันเดียวเท่านั้นก็ถึงอิสิปตนะ อันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ก็ทรงประกาศพระธรรมจักร ณ อิสิปตนะนั้น.
               ครั้งนั้น อภิสมัยครั้งที่ ๑ ก็ได้มีแก่ภิกษุแสนโกฏิ.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         ในมัณฑกัปนั้นนั่นเอง พระธัมมทัสสีพุทธเจ้า
               ผู้มีพระยศยิ่งใหญ่ ก็กำจัดความมืดมนอนธการแล้ว
               เจิดจ้าในโลกนี้พร้อมทั้งเทวโลก.
                         ในกาลที่พระธัมมทัสสีพุทธเจ้า ผู้มีพระเดชที่
               ไม่มีผู้เทียบได้พระองค์นั้น ทรงประกาศพระธรรมจักร
               อภิสมัยครั้งที่ ๑ ได้มีแก่ภิกษุแสนโกฏิ.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ตมนฺธการํ ความว่า ได้แก่ อนธการคือโมหะ ที่ชื่อว่าตมะ.
               ครั้งพระราชาพระนามว่าสัญชัย ในนครชื่อตคระ ทรงเห็นโทษในกามและคุณอันเกษมในเนกขัมมะ จึงทรงผนวชเป็นฤษี คนเก้าหมื่นโกฏิบวชตามเสด็จ ชนเหล่านั้นได้อภิญญา ๕ และสมาบัติ ๘ หมดทุกคน.
               ครั้งนั้น พระธัมมทัสสีศาสดาทรงเห็นอุปนิสสัยสมบัติของชนเหล่านั้น จึงเสด็จไปทางอากาศ ถึงอาศรมบทของสัญชัยดาบสแล้ว ทรงยืนอยู่ในอากาศ ทรงแสดงธรรมอันเหมาะแก่อัธยาศัยของดาบสเหล่านั้น ทรงยังธรรมจักษุให้เกิดขึ้น. นั้นเป็นอภิสมัยครั้งที่ ๒.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         ครั้งพระธัมมทัสสีพุทธเจ้า ทรงสั่งสอนสัญชัยฤษี
                         อภิสมัยครั้งที่ ๒ ได้มีแก่สัตว์เก้าสิบโกฏิ.

               ครั้งท้าวสักกะจอมทวยเทพ ประสงค์จะฟังธรรมของพระทศพล จึงเสด็จเข้าไปเฝ้า อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดสิบโกฏิ.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         ครั้งท้าวสักกะพร้อมทั้งบริษัทเข้าเฝ้า พระผู้เป็นนายก
                         พิเศษ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดสิบโกฏิ.

               ส่วนครั้งพระธัมมทัสสีพุทธเจ้าทรงบวชพระปทุมกุมารและพระปุสสเทวกุมาร พระกนิษฐภาดาต่างพระมารดา พร้อมทั้งบริวารในกรุงสรณะ ทรงทำสุทธิปวารณาท่ามกลางภิกษุแสนโกฏิซึ่งบวชภายในพรรษานั้น นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑.
               ต่อมาอีก ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าเสด็จลงจากเทวโลก ภิกษุร้อยโกฏิประชุมกัน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒
               ครั้งพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงประกาศคุณานิสงส์แห่งธุดงค์ ๑๓ ณ พระสุทัสสนาราม ทรงสถาปนาพระมหาสาวกชื่อหาริตะ ไว้ในตำแหน่งเอตทัคคะ ทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงท่ามกลางภิกษุแปดสิบโกฏิ นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         พระธัมมทัสสี ผู้เป็นเทพแห่งเทพ แม้พระองค์นั้น
               ทรงมีสันนิบาตประชุมพระสาวกขีณาสพ ผู้ไร้มลทิน มี
               จิตสงบ คงที่ ๓ ครั้ง.
                         ครั้งพระธัมมทัสสีพุทธเจ้าเข้าจำพรรษา ณ กรุง
               สรณะ ภิกษุสาวกแสนโกฏิประชุมกัน เป็นสันนิบาตครั้ง
               ที่ ๑.
                         ต่อมาอีก ครั้งพระพุทธเจ้าเสด็จจากเทวโลกมาสู่
               มนุษย์โลก ภิกษุสาวกร้อยโกฏิประชุมกัน เป็นสันนิบาต
               ครั้งที่ ๒.
                         ต่อมาอีก ครั้งพระพุทธเจ้าทรงประกาศธุดงคคุณ
               ภิกษุสาวกแปดสิบโกฏิประชุมกัน เป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓.

               ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นท้าวสักกเทวราช อันทวยเทพในเทวโลกทั้งสองแวดล้อมแล้ว เสด็จมาบูชาพระตถาคต ด้วยของทิพย์มีของหอมและดอกไม้เป็นต้นและด้วยทิพยดนตรี พระศาสดาแม้พระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์พระโพธิสัตว์นั้นว่า ในอนาคตกาล จักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่าโคตมะ.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                                   ครั้งนั้น เราเป็นท้าวสักกปุรินททะ ได้บูชาด้วย
                         ของหอม ดอกไม้ และดนตรีทิพย์.
                                   พระพุทธเจ้าแม้พระองค์นั้น ประทับนั่งท่าม
                         กลางเทวดา ทรงพยากรณ์เราว่า ล่วงไป ๑,๘๐๐ กัป
                         ท่านผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้า.
                                   พระตถาคตทรงตั้งความเพียร ฯลฯ จักอยู่ต่อ
                         หน้าของท่านผู้นี้.
                                   เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้ว ก็ยิ่งเลื่อมใส
                         จึงอธิษฐานข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมี ๑๐
                         ให้บริบูรณ์.

               พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นทรงมีพระนครชื่อสรณะ พระชนกพระนามว่าพระเจ้าสรณะ พระชนนีพระนามว่าพระนางสุนันทา คู่พระอัครสาวกชื่อว่าพระปทุมะและพระปุสสเทวะ พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าสุเนตตะ๑- คู่พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระเขมาและพระสัจจนามา โพธิพฤกษ์ชื่อว่าพิมพิชาละ ต้นมะกล่ำเครือ พระสรีระสูง ๘๐ ศอก พระชนมายุแสนปี พระอัครมเหสีพระนามว่าพระนางวิจิโกฬิเทวี พระโอรสพระนามว่าพระปุญญวัฒนะ ออกอภิเนษกรมณ์ด้วยปราสาท.
____________________________
๑- บาลีเป็น ลุทัตตะ.

               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         พระธัมมทัสสีศาสดา ทรงมีพระนคร ชื่อว่าสรณะ
               พระชนกพระนามว่าพระเจ้าสรณะ พระชนนีพระนามว่า
               พระนางสุนันทา.
                         พระธัมมทัสสีศาสดา มีพระอัครสาวกชื่อว่าพระ
               ปทุมะและพระปุสสเทวะ พระพุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระ
               สุเนตตะ.
                         พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระเขมาและพระสัจจนามา
               โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียกว่า
               ต้นพิมพิชาละ.
                         พระพุทธเจ้าผู้เสมอด้วยพระพุทธเจ้าผู้ไม่มีผู้เสมอ
               พระองค์นั้น สูง ๘๐ ศอก ทรงรุ่งโรจน์ด้วยพระเดชในหมื่น
               โลกธาตุ.
                         พระพุทธเจ้าพระองค์นั้น งดงามเหมือนต้นพญาสาล
               พฤกษ์ที่ออกดอกบานสะพรั่ง เหมือนสายฟ้าในนภากาศ
               เหมือนดวงอาทิตย์เที่ยงวัน.
                         พระผู้มีพระจักษุดำรงอยู่ในโลกแสนปี พระชนมายุ
               ของพระผู้มีพระเดชที่ไม่มีใครเทียบพระองค์นั้น ก็เท่านั้น.
                         พระองค์ทั้งพระสาวก แสดงพระรัศมีทำพระศาสนา
               ให้ไร้มลทินแล้ว ก็ปรินิพพานเหมือนดวงจันทร์เคลื่อนจาก
               ท้องนภากาศ.

               แก้อรรถ               
               ต้นมะกล่ำทอง ชื่อว่าต้นพิมพิชาละ ในพระคาถานั้น.
               บทว่า ทสสหสฺสิมฺหิ ธาตุยา ก็คือ ทสสหสฺสิยา โลกธาตุยา ในหมื่นโลกธาตุ.
               บทว่า วิชฺชูว ก็คือ วิชฺชุลตา วิย เหมือนสายฟ้า.
               บทว่า อุปโสภถ ความว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้นงดงามเหมือนสายฟ้าและเหมือนดวงอาทิตย์งามเวลาเที่ยงวันฉะนั้น.
               บทว่า สมกํ ความว่า พระชนมายุของพระองค์ก็เท่าๆ กับนรสัตว์ทั้งปวง.
               บทว่า จวิ แปลว่า เคลื่อนแล้ว.
               บทว่า จนฺโทว ความว่า เหมือนดวงจันทร์เคลื่อนจากท้องฟ้า.
               ได้ยินว่า พระผู้มีพระภาคเจ้าธัมมทัสสี ดับขันธปรินิพพาน ณ พระวิหารเกสาราม กรุงสาลวดี.
               คำที่เหลือในคาถาทุกแห่งชัดแล้วทั้งนั้นแล.
               จบพรรณนาวงศ์พระธัมมทัสสีพุทธเจ้า               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๑๕. ธรรมทัสสีพุทธวงศ์ จบ.
อ่านอรรถกถา 33.2 / 1อ่านอรรถกถา 33.2 / 15อรรถกถา เล่มที่ 33.2 ข้อ 16อ่านอรรถกถา 33.2 / 17อ่านอรรถกถา 33.2 / 28
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=33&A=7999&Z=8044
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๕  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :