ขอนอบน้อมแด่
พระผู้มีพระภาคอรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า
                      พระองค์นั้น
บทนำ  พระวินัยปิฎก  พระสุตตันตปิฎก  พระอภิธรรมปิฎก  ค้นพระไตรปิฎก  ชาดก  หนังสือธรรมะ 
 
อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์
๘. ปทุมพุทธวงศ์

               พรรณนาวงศ์พระปทุมพุทธเจ้าที่ ๘               
               ต่อจากสมัยของพระผู้มีพระภาคเจ้าอโนมทัสสี มนุษย์ทั้งหลายมีอายุแสนปีแล้วลดลงโดยลำดับจนมีอายุ ๑๐ ปี แล้วเพิ่มขึ้นโดยลำดับอีกจนมีอายุแสนปี.
               ครั้งนั้น พระศาสดาพระนามว่าปทุม ทรงอุบัติขึ้นในโลก. แม้พระศาสดาพระองค์นั้นก็ทรงบำเพ็ญบารมี บังเกิดในสวรรค์ชั้นดุสิต จุติจากนั้นแล้วก็ถือปฏิสนธิในพระครรภ์ของพระนางอสมา ผู้ที่ไม่มีผู้เสมอด้วยพระรูปเป็นต้น อัครมเหสีในราชสกุลของพระเจ้าอสมราช กรุงจัมปกะ. ครบกำหนดทศมาสแล้ว พระองค์ก็ประสูติจากพระครรภ์ของพระชนนี ณ จัมปกะราชอุทยาน.
               เมื่อพระกุมารสมภพ ฝนปทุมหล่นจากอากาศตกลงที่ท้ายมหาสมุทรทั่วชมพูทวีป. ด้วยเหตุนั้น ในวันขนานพระนามพระกุมารนั้น พวกโหรและเหล่าพระประยูรญาติ จึงขนานพระนามว่ามหาปทุมกุมาร.
               พระองค์ทรงครองฆราวาสวิสัยอยู่หมื่นปี ทรงมีปราสาท ๓ หลัง ชื่อว่านันทุตตระ วสุตตระและยสุตตระ. ปรากฏ พระสนมนารีสามหมื่นสามพันนางมีพระนางอุตตราเทวีเป็นประมุข.
               ครั้งนั้น พระมหาสัตว์ เมื่อรัมมราชกุมารของพระนางอุตตรามหาเทวี สมภพ ก็ทรงเห็นนิมิต ๔ เสด็จออกอภิเนษกรมณ์ด้วยรถเทียมม้า บุรุษโกฏิหนึ่งบวชตามเสด็จพระมหาสัตว์ซึ่งทรงผนวชอยู่นั้น.
               พระมหาสัตว์อันบุรุษเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงบำเพ็ญเพียรอยู่ ๘ เดือน ในวันวิสาขบูรณมี เสวยข้าวมธุปายาสซึ่งนางธัญญวดี ธิดาของสุธัญญเศรษฐี กรุงธัญญวดี ถวายแล้ว ทรงยับยั้งพักกลางวัน ณ มหาสาลวัน เวลาเย็นทรงรับหญ้า ๘ กำซึ่งติตถกะอาชีวกถวาย แล้วเสด็จเข้าไปยังโพธิพฤกษ์ชื่อต้นมหาโสณะ ไม้อ้อยช้างใหญ่ ทรงลาดสันถัตหญ้ากว้าง ๓๘ ศอก ประทับนั่งขัดสมาธิอธิษฐานความเพียรมีองค์ ๔ ทรงกำจัดกองกำลังมาร ทรงทำให้แจ้งวิชชา ๓ ในยามทั้ง ๓ ทรงเปล่งพระอุทานว่า อเนกชาติสํสารํ ฯลฯ ตณฺหานํ ขยมชฺฌคา
               ทรงยับยั้งอยู่ใกล้โพธิพฤกษ์ ๗ สัปดาห์ ทรงรับอาราธนาท้าวมหาพรหม ทรงตรวจดูบุคคลซึ่งเป็นภาชนะรองรับพระธรรมเทศนา ทรงเห็นภิกษุจำนวนโกฏิซึ่งบวชกับพระองค์ ในทันใดก็เสด็จไปทางอากาศลง ณ ธนัญชัยราชอุทยาน ใกล้กรุงธัญญวดี อันภิกษุเหล่านั้นแวดล้อมแล้ว ทรงประกาศพระธรรมจักรท่ามกลางภิกษุเหล่านั้น. ครั้งนั้น อภิสมัยได้มีแก่สัตว์ร้อยโกฏิ.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         ต่อจากสมัยของพระอโนมทัสสีพุทธเจ้า พระ
               สัมพุทธเจ้าพระนามว่า ปทุม เป็นยอดของสัตว์สอง
               เท้า ไม่มีผู้เสมอ ไม่มีผู้เทียบ.
                         ทั้งศีลของพระองค์ก็ไม่มีอะไรเสมอ ทั้งสมาธิ
               ก็ไม่มีที่สุด ทั้งพระญาณอันประเสริฐ ก็นับไม่ได้
               ทั้งวิมุตติ ก็ไม่มีอะไรเปรียบ.
                         ในการประกาศพระธรรมจักรของพระองค์ ผู้
               มีพระเดชที่ชั่งไม่ได้ อภิสมัยการตรัสรู้ ที่เป็นเครื่อง
               ลอยความมืดอย่างใหญ่ มี ๓ ครั้ง.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อสมํ สีลํ ได้แก่ ไม่เสมือนด้วยศีลของผู้อื่น. อธิบายว่า สูงสุด ประเสริฐสุด.
               บทว่า สมาธิปิ อนนฺตโก ได้แก่ ทั้งสมาธิ ก็หาประมาณมิได้.
               ความที่สมาธินั้นไม่มีที่สุด พึงเห็นในยมกปาฏิหาริย์เปิดโลกเป็นต้น.
               บทว่า ญาณวรํ ได้แก่ พระสัพพัญญุตญาณ หรือพระอสาธารณญาณทั้งหลาย.
               บทว่า วิมุตฺติปิ ได้แก แม้พระอรหัตผลวิมุตติของพระผู้มีพระภาคเจ้า.
               บทว่า อนูปมา ได้แก่ เว้นที่จะเปรียบได้.
               บทว่า อตุลเตชสฺส ได้แก่ ผู้มีพระเดชคือญาณอันชั่งมิได้.
               ปาฐะว่า อตุลญาณเตชา ดังนี้ก็มี. ปาฐะนั้น พึงเห็นว่าเชื่อมความกับบทหลังนี้ว่า ตโย อภิสมยา.
               บทว่า มหาตมปวาหนา ได้แก่ ยังโมหะใหญ่ให้พินาศ. อธิบายว่า กำจัดความมืดคือโมหะ.
               สมัยต่อมา พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมทรงให้สาลกุมารและอุปสาลกุมาร พระกนิษฐภาดาของพระองค์บรรพชาในสมาคมพระประยูรญาติ พร้อมทั้งบริวาร เมื่อทรงแสดงธรรมโปรดชนเหล่านั้น ทรงยังสัตว์เก้าสิบโกฏิให้ดื่มอมตธรรม.
               ก็ครั้งที่ทรงแสดงธรรมโปรดพระธัมมเถระ อภิสมัยก็ได้มีแก่สัตว์แปดสิบโกฏิ.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                                   อภิสมัยครั้งที่ ๑ พระพุทธเจ้าทรงยังสัตว์ร้อยโกฏิ
                         ให้ตรัสรู้ อภิสมัยครั้งที่ ๒ พระจอมปราชญ์ทรงยังสัตว์ให้
                         ตรัสรู้เก้าสิบโกฏิ.
                                   ครั้งที่พระปทุมพุทธเจ้าทรงโอวาทพระโอรสของ
                         พระองค์ อภิสมัยครั้งที่ ๓ ได้มีแก่สัตว์แปดสิบโกฏิ.

               ครั้งนั้น พระเจ้าสุภาวิตัตตะมีราชบริพารแสนโกฏิ ทรงผนวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชา ในสำนักของพระปทุมพุทธเจ้าผู้มีพระพักตร์ดังดอกปทุมบาน. ในสันนิบาตนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงยกปาติโมกข์ขึ้นแสดงนั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๑.
               สมัยต่อมา พระมหาปทุมพุทธเจ้า มุนีผู้เลิศผู้มีคติเสมอด้วยโคอุสภะ ทรงอาศัยกรุงอุสภวดีเข้าจำพรรษา พวกมนุษย์ชาวนครประสงค์จะเห็นพระผู้มีพระภาคเจ้า จึงพากันเข้าไปเฝ้า พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงแสดงธรรมโปรดชนเหล่านั้น.
               มนุษย์เป็นอันมากในที่นั้น มีจิตเลื่อมใสก็พากันบวช.
               แต่นั้น พระทศพลทรงปวารณาเป็นวิสุทธิปวารณากับภิกษุเหล่านั้น และภิกษุสามแสนอื่นๆ นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๒.
               ส่วนชนเหล่าใดยังไม่บวชในครั้งนั้น ชนเหล่านั้นฟังอานิสงส์กฐินแล้วก็พากันถวายกฐินจีวรที่ให้อานิสงส์ ๕ ในวันปาฏิบท ๕ เดือน. แต่นั้น ภิกษุทั้งหลายอ้อนวอนพระสาลเถระพระธรรมเสนาบดีอัครสาวกผู้มีปัญญาไพศาลนั้น เพื่อกรานกฐิน ได้ถวายกฐินจีวรแก่พระสาลเถระนั้น.
               เมื่อกฐินจีวรของพระเถระอันภิกษุทั้งหลายทำกันอยู่ ภิกษุทั้งหลายก็เป็นสหายช่วยกันเย็บ. ฝ่ายพระปทุมสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงร้อยด้ายเข้ารูเข็มประทาน เมื่อจีวรสำเร็จแล้ว พระผู้มีพระภาคเจ้าก็เสด็จจาริกหลีกไป พร้อมด้วยภิกษุสามแสน.
               สมัยต่อมา พระพุทธสีหะประดุจบุรุษสีหะผู้ดำเนินไปด้วยความองอาจดังราชสีห์ เสด็จเข้าจำพรรษา ณ ป่าใหญ่ ที่มีดอกไม้หอมอย่างยิ่งมีผลไม้เป็นพวงมีกิ่งก้านอันอ่อนโน้ม มีค่าคบไม้ เสมือนป่าโคสิงคสาลวัน บริบูรณ์ด้วยห้วงน้ำที่เย็นอร่อย ประดับด้วยบัวก้านบัวสายไร้มลทิน เป็นที่สัญจรของหมู่เนื้อเช่นกวาง จามรี ราชสีห์ เสือ ช้าง ม้า โค กระบือเป็นต้น อันฝูงแมลงภู่และผึ้งสาว ที่มีใจติดกลิ่นดอกไม้อันหอมกรุ่น บินตอมว่อนเป็นฝูงๆ โดยรอบ อันเหล่านางนกดุเหว่ามีใจเบิกบานด้วยรสผลไม้ ส่งเสียงร้องไพเราะ แผ่วเบาคล้ายขับกล่อมอยู่ น่ารื่นรมย์อย่างยิ่ง สงัดปราศจากผู้คน เหมาะแก่การประกอบความเพียร.
               พระตถาคตทศพล พระธรรมราชาพร้อมทั้งบริวาร ประทับอยู่ ณ ป่าใหญ่นั้น รุ่งโรจน์ด้วยพระพุทธสิริ มนุษย์ทั้งหลายเห็นแล้ว ฟังธรรมของพระองค์ก็เลื่อมใส พากันบวชด้วยเอหิภิกขุบรรพชา. ครั้งนั้น พระองค์อันภิกษุสองแสนแวดล้อมแล้วก็ทรงปวารณาพรรษา นั้นเป็นสันนิบาตครั้งที่ ๓.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                                   พระปทุมพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ ทรงมี
                         สันนิบาต ๓ ครั้ง ครั้งที่ ๑ เป็นการประชุมภิกษุแสน
                         โกฏิ.
                                   ในสมัยกรานกฐิน เมื่อกฐินจีวรเกิดขึ้น ภิกษุ
                         ทั้งหลายเย็บจีวร เพื่อพระธรรมเสนาบดี.
                                   ครั้งนั้น ภิกษุเหล่านั้น ไร้มลทิน มีอภิญญา ๖
                         มีฤทธิ์มาก ไม่แพ้ใคร จำนวนสามแสนโกฏิประชุมกัน.
                                   ต่อมาอีก พระนราสภพระองค์นั้น เสด็จเข้า
                         จำพรรษา ณ ป่าใหญ่ ครั้งนั้นเป็นการประชุมภิกษุ
                         สองแสนโกฏิ.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า กฐินตฺถารสมเย ได้แก่ ในสมัยกรานกฐินจีวร.
               บทว่า ธมฺมเสนาปติตฺถาย ได้แก่ เพื่อพระสาลเถระพระธรรมเสนาบดี.
               บทว่า อปราชิตา ได้แก่ น ปราชิตา อันใครๆ ให้แพ้ไม่ได้. พึงเห็นว่าลบวิภัตติ.
               บทว่า โส ได้แก่ พระปทุมพุทธเจ้าพระองค์นั้น.
               บทว่า ปวเน แปลว่า ป่าใหญ่.
               บทว่า วาสํ ได้แก่ อยู่จำพรรษา.
               บทว่า อุปาคมิ แปลว่า เข้า. บทว่า ทฺวินฺนํ สหสหสฺสินํ แปลว่า สองแสน.
               ปาฐะว่า ตทา อาสิ สมาคโม ดังนี้ก็มี. ผิว่า มีได้ก็ดี.
               ครั้งนั้น เมื่อพระตถาคตประทับอยู่ ณ ไพรสณฑ์นั้น พระโพธิสัตว์ของเราเป็นราชสีห์ เห็นพระองค์ประทับนั่งเข้านิโรธสมาบัติ ๗ วัน ก็มีจิตเลื่อมใส ทำประทักษิณ เกิดปิติโสมนัส บันลือสีหนาท ๓ ครั้ง ไม่ละปิติที่มีพุทธคุณเป็นอารมณ์ ๗ วัน ด้วยปิติสุขนั่นแล ก็ไม่ออกหาเหยื่อ ยอมสละชีวิต ยืนอยู่ใกล้ๆ.
               ครั้งนั้น ล่วงไป ๗ วัน พระศาสดาก็ออกจากนิโรธสมาบัติ ผู้เป็นสีหะในนรชน ทรงตรวจดูราชสีห์ ทรงพระดำริว่า ขอราชสีห์นั้นจงมีจิตเลื่อมใสแม้ในภิกษุสงฆ์ ขอสงฆ์จงมา ภิกษุหลายโกฏิก็พากันมาทันทีทันใด ราชสีห์ก็ยังจิตให้เลื่อมใสในพระสงฆ์.
               ครั้งนั้น พระศาสดาทรงตรวจดูจิตของราชสีห์นั้น ก็ทรงพยากรณ์ว่า ในอนาคตกาล ราชสีห์ตัวนี้จักเป็นพระพุทธเจ้าพระนามว่า โคตมะ.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         สมัยนั้น เราเป็นราชสีห์เจ้ามฤค ได้เห็นพระชิน
               พุทธเจ้า ผู้เพิ่มพูนความสงัดอยู่ในป่าใหญ่.
                         เราใช้เศียรเกล้าบังคมพระบาท ทำประทักษิณพระ
               องค์ บันลือสีหนาท ๓ ครั้ง เฝ้าพระชินพุทธเจ้า ๗ วัน.
                         ๗ วัน พระตถาคตก็ทรงออกจากนิโรธ ทรงดำริด้วย
               พระหฤทัย นำภิกษุมานับโกฏิ.
                         แม้ครั้งนั้น พระมหาวีระพระองค์นั้นก็ทรงพยากรณ์
               เรา ท่ามกลางภิกษุเหล่านั้นว่า ผู้นี้จักเป็นพระพุทธเจ้าใน
               กัปที่หาประมาณมิได้ นับแต่กัปนี้ไป.
                         พระตถาคตตั้งความเพียร ฯลฯ จักอยู่ต่อหน้าของ
               ท่านผู้นี้.
                         เราฟังพระดำรัสของพระองค์แล้วก็ยิ่งเลื่อมใส อธิษฐาน
               ข้อวัตรยิ่งยวดขึ้นไป เพื่อบำเพ็ญบารมีให้บริบูรณ์.

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ปวิเวกมนุพฺรูหนฺตํ ได้แก่ ทรงเข้านิโรธสมาบัติ.
               บทว่า ปทกฺขิณํ ได้แก่ ทำประทักษิณ ๓ ครั้ง.
               บทว่า อภินาทิตฺวา ได้แก่ บันลือสีหนาท ๓ ครั้ง.
               บทว่า อุปฏฺฐหํ แปลว่า บำรุง.
               อีกอย่างหนึ่ง ปาฐะก็อย่างนี้เหมือนกัน.
               บทว่า วรสมาปตฺติยา ได้แก่ ออกจากนิโรธสมาบัติ.
               บทว่า มนสา จินฺตยิตฺวาน ความว่า ทรงพระดำริทางพระหฤทัยว่า ภิกษุทั้งหมดจงมาที่นี้.
               บทว่า สมานยิ แปลว่า นำมาแล้ว.
               พระผู้มีพระภาคเจ้าปทุมะพระองค์นั้นทรงมีพระนครชื่อว่าจัมปกะ พระชนกพระนามว่าพระเจ้าอสมะ พระชนนีพระนามว่าพระนางอสมา คู่พระอัครสาวกชื่อว่าพระสาละและพระอุปสาละ พุทธอุปัฏฐากชื่อว่าพระวรุณะ คู่พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระราธาและพระสุราธา. โพธิพฤกษ์ชื่อว่าต้นมหาโสณะ อ้อยช้างใหญ่. พระสรีระสูง ๕๘ ศอก พระชนมายุแสนปี. พระอัครมเหสีพระนามว่าพระนางอุตตรา ผู้ยอดเยี่ยมด้วยคุณมีพระรูปเป็นต้น พระโอรสของพระองค์น่ารื่นรมย์ยิ่ง พระนามว่าพระรัมมกุมาร.
               ด้วยเหตุนั้น จึงตรัสว่า
                         พระปทุมพุทธเจ้าผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่ มีพระนคร
               ชื่อว่าจัมปกะ พระชนกพระนามว่าพระเจ้าอสมะ พระชนนี
               พระนามว่า พระนางอสมา.
                         พระปทุมพุทธเจ้า ผู้แสวงคุณยิ่งใหญ่มีพระอัคร
               สาวกชื่อว่าพระสาละและพระอุปสาละ พระพุทธอุปัฏฐาก
               ชื่อว่าวรุณะ.
                         พระอัครสาวิกาชื่อว่าพระราธาและพระสุราธา
               โพธิพฤกษ์ของพระผู้มีพระภาคเจ้าพระองค์นั้น เรียกว่า
               ต้นมหาโสณะ.
                         พระมหามุนี ทรงสูง ๕๘ ศอก พระรัศมีของพระ
               องค์ไม่มีอะไรเสมอ แล่นออกไปทุกทิศ.
                         แสงจันทร์ แสงอาทิตย์ แสงรัตนะ แสงไฟ แสงมณี
               แสงเหล่านั้น พอถึงพระรัศมีของพระชินพุทธเจ้าอันสูงสุด
               ก็ถูกกำจัดไปสิ้น.
                         ในยุคนั้น มนุษย์มีอายุแสนปี พระปทุมพุทธเจ้า
               พระองค์นั้น ทรงมีพระชนม์ยืนถึงเพียงนั้น จึงทรงยังหมู่
               ชนเป็นอันมากให้ข้ามโอฆสงสาร.
                         พระองค์ทั้งพระสาวก ยังสัตว์ทั้งหลายที่ใจอันกุศล
               อบรมให้แก่กล้าแล้วให้ตรัสรู้ ไม่เหลือเลย ส่วนที่เหลือก็
               ทรงพร่ำสอนแล้วเสด็จดับขันธปรินิพพาน.
                         พระองค์ทรงละสังขารทั้งปวง เหมือนงูละคราบเก่า
               เหมือนต้นไม้สลัดใบเก่า แล้วดับขันธปรินิพพานเหมือน
               ดวงไฟ (ดับ).

               แก้อรรถ               
               บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า รตนคฺคิมณิปฺปภา ได้แก่ แสงรัตนะ แสงไฟและแสงแก้วมณี.
               บทว่า หตา ได้แก่ ถูกครอบงำ.
               บทว่า ชินปภุตฺตมํ ความว่า ถึงพระรัศมีแห่งพระสรีระของพระชินพุทธเจ้าที่รุ่งเรืองยิ่งก็ถูกกำจัด.
               บทว่า ปริปกฺกมานเส ได้แก่ เวไนยสัตว์ ผู้มีอินทรีย์แก่กล้า.
               บทว่า วฑฺฒปตฺตํ แปลว่า ใบเก่า.
               บทว่า ปาทโปว ก็คือ ปาทโป วิย เหมือนต้นไม้.
               บทว่า สพฺพสงฺขาเร ได้แก่ สังขารภายในภายนอกทุกอย่าง.
               ปาฐะว่า หิตฺวา สพฺพสงฺขารํ ดังนี้ก็มี. ความก็อย่างนั้นเหมือนกัน.
               บทว่า ยถา สิขี ความว่า เสด็จถึงอย่างดีซึ่งความดับเหมือนไฟไม่มีเชื้อ.
               คำที่เหลือในที่นี้ก็ง่ายทั้งนั้น เพราะมีนัยที่กล่าวมาแล้วในหนหลัง ในคาถาทั้งหลายแล.
               จบพรรณนาวงศ์พระปทุมพุทธเจ้า               
               -----------------------------------------------------               

.. อรรถกถา ขุททกนิกาย พุทธวงศ์ ๘. ปทุมพุทธวงศ์ จบ.
อ่านอรรถกถา 33.2 / 1อ่านอรรถกถา 33.2 / 8อรรถกถา เล่มที่ 33.2 ข้อ 9อ่านอรรถกถา 33.2 / 10อ่านอรรถกถา 33.2 / 28
อ่าน เนื้อความในพระไตรปิฎก
http://84000.org/tipitaka/attha/v.php?B=33&A=7605&Z=7658
- -- ---- ----------------------------------------------------------------------------
ดาวน์โหลด โปรแกรมพระไตรปิฎก
บันทึก  ๕  กรกฎาคม  พ.ศ.  ๒๕๕๐
หากพบข้อผิดพลาด กรุณาแจ้งได้ที่ DhammaPerfect@yahoo.com

สีพื้นหลัง :